Mag-log inแสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อน
เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขา หนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า “หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้” ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัว บางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขา บางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิต สายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณ และในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้” ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์ กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝน มือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่ พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดาว เพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่านหมอกบางๆ ทาบบนพื้นดินชื้นน้ำค้าง หลินซือหยานั่งสมาธิอยู่ริมธาร ลมหายใจราบเรียบดุจผืนน้ำ แต่ในความสงบนั้น กลับมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืดของพงไม้หนาทึบ “กรรรรรร...” เสียงต่ำลึกดังขึ้นจากด้านหลัง พื้นดินสั่นสะเทือนเบาๆ ก่อนที่สายตาคมของนางจะเห็นแววตาคู่หนึ่ง สีแดงเรืองราวเปลวเพลิงกลางราตรี มันคือ “หมาป่าทมิฬอสูร โอ้หมาป่าอีกแล้วหรือเมื่อวานเขาก็เจอหมาป่าโลหิต คืนนี้เจอหมาป่าทมิฬอีกแล้ว หรือที่แห่งนี้ที่ท่านอาจารย์ให้นางมาฝึกฝนอาจจะเป็นพวกหมาป่าอย่างเดียวก็เป็นได้ห้อง” สัตว์วิญญาณที่สิงสถิตในป่าแห่งนี้มานับร้อยปี ลมหายใจของมันร้อนระอุจนไอหมอกระเหย เพียงก้าวเท้าหนึ่ง ก็ทำให้ใบไม้ปลิวกระจายราวมีพายุ หลินซือหยาค่อยๆ ลุกขึ้น มือกำดาบไม้แน่น สายตาสงบนิ่ง “หากใจข้าหวั่นไหว แม้แต่เงาตัวเองก็ฆ่าข้าได้” นางรำลึกคำอาจารย์อีกครั้ง หมาป่าทมิฬคำราม ลำตัวพุ่งทะยานราวลูกศรดำ หลินซือหยาเหวี่ยงดาบไม้ต้านแรงปะทะ “ปัง!” เสียงดังสะท้อนหุบเขา แรงมหาศาลผลักร่างนางถอยหลังหลายก้าว จนส้นเท้าแหวกพื้นหญ้าเป็นทางยาว เลือดที่มุมปากไหลซึม แต่ในดวงตาไม่มีความกลัว มีเพียงเปลวไฟแห่งการเรียนรู้กำลังลุกโชน นางสูดลมหายใจยาว หมุนลมปราณจาก “เส้นจิตกลาง” ลงสู่ “ตันเถียน” เสียงลมหายใจแผ่วเบาแต่หนักแน่น ราวเสียงพายุที่สะสมก่อนระเบิด เมื่อหมาป่าทมิฬอสูรโจนเข้ามาอีกครั้ง หลินซือหยาหมุนตัวหลบอย่างอ่อนช้อย ฝ่ามือซัดออก “ปั้ง” เสียงพลังลมปราณแผ่กระจายดั่งคลื่นน้ำ ร่างอสูรถูกผลักกระเด็นไปชนต้นไม้ใหญ่จนสะเทือน เงียบงันครู่หนึ่ง หมาป่าทมิฬจ้องนางด้วยสายตาคม ก่อนค่อยๆ ก้มหัวลง แสงสีทองจางๆ ปรากฏขึ้นรอบกายมัน แล้วสลายกลายเป็นหมอก หลินซือหยายืนนิ่ง มองดูหมอกนั้นหายไปกับสายลม “อสูรป่ามิได้มาทำร้าย แต่เพื่อทดสอบว่า ใจเรายังสั่นไหวอยู่หรือไม่...” ยามรุ่งสาง นางนั่งสงบอีกครั้งใต้ต้นไม้ใหญ่ ดาบไม้ในมือเปลี่ยนสีเข้มขึ้นเพราะซึมซับลมปราณจากการต่อสู้ ดวงตาคู่นั้น… ไม่ใช่ดวงตาของศิษย์ผู้อ่อนแออีกต่อไปแล้ว แต่นั่นคือ สายตาของนักยุทธ์ผู้กำลังก้าวสู่หนทางแท้จริงของยุทธภพ สองวันสองคืนแล้วที่หญิงสาวได้อยู่ในป่า บททดสอบยังมาไม่ขาดสาย เหลือเวลาเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนเท่านั้นที่ท่านอาจารย์จะมารับ แต่นางลืมถามท่านอาจารย์ว่าจะให้นางไปรอที่ใดกัน หรือว่ารอจุดที่ท่านอาจารย์ให้นางเดินเขามากันนะ เสียงลมพัดผ่านยอดไม้สูง เสียงใบไม้เสียดสีกันดั่งคลื่นในห้วงทะเลสีเขียว หลินซือหยาสะพายกระบี่เดินลึกเข้าไปในหุบเขา แสงอาทิตย์ลอดผ่านหมอกบาง ทาบเป็นลวดลายเหนือพื้นดินเปียกชื้น ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยกลิ่นดิน กลิ่นมอส และความเงียบที่ทำให้หัวใจได้ยินเสียงของตนเอง “อาจารย์เคยว่า — ผู้ใดไม่อาจอยู่กับความเงียบ ผู้นั้นไม่คู่ควรกับพลังภายใน” เธอหยุดพักใต้ต้นสนใหญ่ น้ำค้างยามเช้ายังจับบนปลายใบ หลิวซือหยานั่งลง หลับตา ปล่อยให้เสียงของป่าคลี่คลายความฟุ้งซ่านในใจ เสียงธารน้ำไหลเบาๆ กลายเป็นจังหวะลมหายใจเสียงนกในพงไม้กลายเป็นทำนองแห่งลมปราณ เมื่อเข้าสู่สมาธิ นางเริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นไหวบางอย่างในร่าง ลมปราณที่เคยกระจัดกระจายกลับค่อยๆ รวมตัวไหลเวียนตามเส้นชีพจรจากกลางอกสู่ปลายนิ้ว ราวสายน้ำในธารหิน ทันใดนั้น เสียงแตกของกิ่งไม้ดังขึ้นทางซ้าย สายตานางเปิดขึ้นเฉียบพลัน มือจับกระบี่แน่น ในพุ่มไม้ เงาดำรูปร่างประหลาดเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดวงตาของนางเยือกเย็น แต่หัวใจนิ่ง นางเคลื่อนกายราวเงา ลื่นไหลไร้เสียง ก่อนจะกระโจนขึ้นบนกิ่งไม้สูง สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าไม่ใช่ศัตรู แต่เป็น หมาป่าขนเงิน สัตว์ป่าผู้โดดเดี่ยว มันเงยหน้าขึ้นมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะหมอบลงแล้วหันหลังกลับเข้าป่า หลินซือหยายืนนิ่ง มองตามมันจนลับตา “สัตว์ยังรู้จักสงบเมื่อไม่จำเป็นต้องต่อสู้… แล้วเหตุใดใจมนุษย์จึงไม่อาจสงบได้เช่นนั้น?” นางเก็บกระบี่เข้าฝัก แล้วเดินต่อไปตามเส้นทางในหุบเขา บางช่วงต้องปีนผ่านหน้าผาหิน บางช่วงต้องข้ามธารน้ำเชี่ยวทุกก้าวทดสอบทั้งกายและใจ แต่ในความเหนื่อยล้า นางกลับรู้สึกว่าจิตใจเบาสบาย ราวกับแต่ละลมหายใจได้ชำระความกลัวออกไปทีละน้อย ยามอาทิตย์ลับฟ้า นางก่อกองไฟเล็กๆ กลางป่า แสงไฟสะท้อนเงาเธอบนผนังหิน คืนนี้ ไม่มีเสียงศัตรู ไม่มีบทเรียนจากอาจารย์ มีเพียงเสียงลมหายใจ และหัวใจที่เติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง สายหมอกยามรุ่งสางค่อยๆ สลาย แสงอาทิตย์ลอดผ่านยอดไม้ เสียงนกเริ่มร้องรับแสงอรุณ กระแสลมพัดอ่อน เงาใบไม้สั่นไหวราวสรรเสริญต่อผู้รอดชีวิตจากความตาย “ในความกลัว... ข้าเห็นความนิ่ง ในความเจ็บ... ข้าได้ยินเสียงหัวใจตนเอง” หลินซือหยาพึมพำเบาๆ แล้วเริ่มเข้าสมาธิ ลมหายใจช้าแต่มั่นคง นางปล่อยให้ความทรงจำการต่อสู้ไหลย้อนกลับเข้ามา เสียงมีดเฉียดผิว เสียงหัวใจเต้นกระหน่ำ ทุกภาพ กลับกลายเป็น แรงสั่นสะเทือนภายใน ลมปราณที่นิ่งเริ่มหมุนวนอย่างชัดเจนขึ้น จากตันเถียน สู่เส้นชีพจรทั่วร่าง ร่างกายนางสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนพลังจากภายในเริ่มลุกโชนขึ้น พลังนั้นไม่กระจัดกระจายอีกต่อไป กลับรวมเป็นหนึ่งเดียว แน่นแน่ว — สงบและเฉียบในเวลาเดียวกัน ไม่นานชายชราก็ปรากฎกาย "เจ้าฝึกสำเร็จอีกขึ้นแล้ว" ชายชรากล่าวขึ้นและพาร่างของหญิงสาวหายตัวไปหลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท
หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง
เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา
เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง
ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง
แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา







