Se connecterหลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น
"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ" เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเทือนภายในขณะนี้ นางพยายามควบคุมภายในให้กลับมาปกติสมองอันน้อยนิดของนางเริ่มวางแผน มือเล็กๆของนางเอื้อมไปจับเถาวัลย์มาแล้วมัดกับต้นไม้ตรงง้ามไม้ ดึงเอาไม้ที่เหลาแหลมแล้วสามอันออกจากเศษผ้าที่มัดไว้ตรงเอว แล้วเอามาวางกับเถาวัลย์ก่อนที่จะดึงเถาวัลย์ให้ตึง และใช้วรยุทธจับเถาวัลย์ไว้ก่อน ที่ตัวเองจะพุ่งตัวออกไปอีกทางและปล่อยวรยุทธ์ออกไป เมื่อวรยุทธปล่อยออกไปแล้วไม้แหลมมันก็พุ่งไปหาทั้งสามคน พวกเขาไม่ได้มีวรยุทธ์ที่ต่ำจึงปกป้องตัวเองด้วยวรยุทธจึงทำให้ไม้พวกนั้นก็ตกลงไปยังพื้นดินทันที "โน้นมาจากทางโน้นไปเร็วๆมันมาจากทางโน้นแม่นางผู้นั้นต้องอยู่ทางโน้นแน่ๆลูกธนูทั้งสามนั้นมันมาจากทางโน้น" เสียงบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น บุรุษทั้ง 3 จึงพุ่งตัวเข้าไปยังจุดที่ลูกธนูนั้นออกมา "มันเป็นเถาวัลย์มันมาจากเถาวัลย์อันนี้แน่ น่าจะมีผู้ที่ทำมันขึ้นมา" บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้นพลางมองเถาวัลย์ตรึงอยู่กับง้ามไม้และมีร่องรอยถลอกอยู่ตรงกลางเถาวัลย์ "เป็นสตรีนางนั้นหรือป่าวไม่นะ" บุรุษคนที่พบกับหลินซือหยาก่อนหน้านั้นเก่าขึ้นเพราะเขาไม่แน่ใจเนื่องจากว่าถ้าคนทำขนาดนี้ได้ และเร็วขนาดนี้น่าจะมีวรยุทที่สูงกว่านี้ เพราะดูยังไงลูดธนูทั้งสามดอกนี้ก็น่าจะเพิ่งเหลาเสร็จใหม่ๆ หากคนที่มีวรยุทธ์เพียงขั้นสองจะสามารถเหลาได้เร็วและดีขนาดนี้ได้อย่างไร "อาจจะเป็นพวกเดียวกันหรือเปล่าที่มีวรยุทธ์ที่สูงกว่าแม่นางที่ท่านพี่พูดถึง" บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น "แต่แม่นางผู้นั้นทำท่าราวกับมาผู้เดียวไม่น่าจะมีผู้ใดมาด้วยเป็นแน่ หากมีผู้อื่นมาด้วยเราก็จัดการลำบากสิหน้าตาแม่นางมันก็สละสลวยเสียด้วย" บุรุษคนที่เจอกับหลินซือหยากล่าวขึ้น "ว่าแต่คนไปถึงไหนแล้วล่ะ พวกข้าทั้งสองยังไม่ได้เห็นหน้านางจังจังเหมือนที่พี่เห็นเลยจะรู้ได้อย่างไรว่านางงามจริงหรือไม่" บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น "เฮ้ดูข้างล่างนั่น มีกองเลือดอยู่นั้น สตรีผู้นั้นน่าจะบาดเจ็บแน่เลยเลือดกองอยู่ข้างล่างนั่นไง" บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้นและชี้ไปตรงที่มีกองเลือดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่พวกเขาทั้งสามเกาะอยู่ ทั้งสามมองกองเลือดและมองหน้ากันก่อนที่จะพยักหน้าให้กันและต่างคนก็มองซ้ายมองขวาพวกเขาทั้งสามจึงตัดสินใจออกตามหาสตรีผู้เจอแล้วต้องส่งสัญญาณให้กัน ในป่าแบบนี้ไม่มีใครแน่ๆนอกจากสตรีผู้นั้น และถ้าหากนางมีผู้ติดตามก็อาจจะไม่มากนักและวรยุทธอาจจะไม่สูงมากกว่าพวกเขาและที่สำคัญก็คือป่าแห่งนี้พวกเขาชินกับมันทุกเส้นทางแล้ว เมื่อหลินซื้อหยากระโดดหนีไปได้ก็ไม่คิดที่จะย้อนกลับไปแล้ว นางคิดว่าตัวเองคิดผิดแล้วที่ย้อนกลับไปเลือกที่จะจัดการกับบุรุษผู้นั้น แท้จริงแล้วคนผู้นั้นก็กล่าวเป็นความจริงว่ามากันสามคนและทั้งสามคนนั้นก็มีวรยุทมากกว่านางอีกด้วย หญิงสาววิ่งไปด้วยความเหนื่อยล้าจึงคิดว่าสมควรที่จะพักสักครู่เพื่อที่จะเรียกพลังกลับมาเช่นเดิมนางจึงนั่งพักข้างโขกหินแล้วค้นหาโอสถเพิ่มพลังที่ท่านอาจารย์เคยมอบให้ นางตั้งใจจริงจังแล้วว่าหากรอดพ้นจากกลุ่มบุรุษทั้งสามคนได้นางจะต้องเรียนเรียกสิ่งของให้ได้ เมื่อนางค้นหาจนเจอขวดโอสถก็เปิดมันออกมาดมดูก็รู้ว่ามันคือโอสถเพิ่มพลัง แต่อยู่เฉยๆนางก็รู้สึกแปลกๆนางรีบใส่กำไลสูญญตาไปบนแขนเช่นเดิมก่อนที่จะจับโอสถเพิ่มพลังนั้นยัดใส่ปากและพุ่งตัวออกไปจากโขดหินนั่น ไม่นานโขดหินนั่นก็แตกกระจาย มีบุรุษผู้หนึ่งส่งวรยุทธมายังโขดหินที่นางพึ่งพุ่งตัวออกไป นางรีบจับคันธนูของตัวเองหยิบลูกธนูที่เหลาขึ้นเองออกมาสองดอกแล้วก็ยิงไปทันที บุรุษผู้นั้นมีวรยุทมากจึงส่งสายวรยุทธมาปะทะก่อนที่จะส่งสัญญาณให้เพื่อนรับรู้ว่าตนเห็นคนทางนี้แล้ว หลินซือหยายิงธนูอย่างไม่หยุดหย่อน ยิงธนูดอกแล้วดอกเล้า พร้อมกับพุ่งตัววิ่งหนีและหันกลับไปยิงตลอดเวลา บุรุษผู้นั้นก็มัวแต่ตอบโต้จนลืมที่จะหุ้มตัวเองด้วยวรยุทธจึงทำให้ลูกธนูปักไปที่แขนซ้ายหนึ่งอัน และไม่นานสหายทั้งสองก็พุ่งเข้ามา "โน้นมันอยู่โน้น ตามมันไป" บุรุษผู้หนึ่งร้องขึ้นเมื่องเขาพุ่งตัวมา แล้วพบว่าสตรีผู้นั้นกำลังวิ่งหนีไปและยิงธนูมาใส่เพื่อนตัวเองแต่ก็โดนเพียงแขนเท่านั้น "เดียวก่อน ดูมันก่อนโดนธนูยิงแค่นี้ทำไมถึงเหมือนคนไม่มีแรง ไม่ใช่ว่าธนูดอกนี้มียาพิษหรือ" เสียงสหายดังขึ้น จึงทำให้คนที่กำลังจะวิ่งตามหลินซือหยาไปหันกลับมา "จะเป็นไปได้อย่างไรก็รู้อยู่ว่าลูกธนูพวกนี้พึ่งเหลาขึ้นมาใหม่ๆ" สหายอีกคนกล่าวขึ้นพร้อมกับหยิบลูกธนูขึ้นมาดู แต่ก็มองเห็นสีหน้าของสหายที่กำลังซีดเซียวและแขนของเขาก็ออกม่วง "เฮ้ พามันไปหาหมอก่อน ลูกธนูพวกนี้น่าจะมีพิษแน่ๆหยิบลูกธนูไปด้วยจะได้รู้ว่าเป็นพิษอะไร" เสียงสหายผู้ที่ไม่เชื่อว่าลูกธนูนั้นมีพิษกล่าวขึ้นทั้งสองรีบหิ้วเพื่อนแล้วทะยานออกไปจากป่าทันทีหลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท
หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง
เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา
เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง
ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง
แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา







