LOGINภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ
"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง " เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย "เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ" เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมองกับข้าวด้วยความสงสัย สีหน้าของท่านอาจารย์ช่างเบิกบานยิ่งนัก ท่านอาจารย์ค่อยๆวางอาหารลงบนโต๊ะแล้วก็เชื้อเชิญนางให้นางนั่งลง เมื่อนางนั่งนางมองไปรอบๆก็รู้สึกว่ามันแปลกเอาเสียมากๆต้นไม้ที่อยู่ข้างๆเรือนนั้นปกติจะสดชื่นแต่วันนี้ดูแล้วกลับดูเศร้าสร้อยกว่าปกติ ผิดกับสีหน้าของท่านอาจารย์ที่ช่างเบิกบานยิ่งนัก "ท่านอาจารย์ทำไมวันนี้ท่านทำกับข้าวมากมายนัก ศิษย์กินเพียงคนเดียวจะหมดได้อย่างไรกันหรือวันนี้มีคนมาเยือนเราหรือเจ้าคะ" เด็กสาวกล่าวขึ้นโดยที่ยังไม่แตะต้องอาหารใดๆเพราะกลัวว่าจะมีคนมาเพิ่ม หากว่านางเป็นคนเริ่มกินก่อนก็จะดูไม่ดี "ใช่ที่ใดกันล่ะ นี้เป็นอาหารที่เรามีทั้งหมดนี้แล้ว ครั้งนี้เราจะกินอาหารที่นี่เป็นมื้อสุดท้ายแล้ว เจ้าเองก็ต้องเดินทางไปหาประสบการณ์ ส่วนตัวข้าเองก็ต้องออกเดินทางของข้าเช่นเดียวกัน ทั้งนี้คิดว่าเป็นการฉลองของพวกเราทั้งสองศิษย์อาจารย์ บ้านหลังนี้ยังเป็นบ้านของเจ้าอยู่หากเมื่อใดเจ้ารู้สึกว่าหาประสบการณ์ได้พอแล้วเจ้าก็กลับมาอาศัยอยู่ที่นี่ได้ หรือหากว่าเจ้ามีภัยเจ้าก็กลับมาอยู่ที่บ้านของเราได้เสมอ บ้านหลังนี้จะเปิดต้อนรับเจ้าและคุ้มภัยให้เจ้าอยู่เช่นเคย" ท่านอาจารย์พูดไปและตักข้าวใสถ้วยให้ตัวเอง มองดูแล้วเหมือนท่านอาจารย์จะมีความสุขเอาเสียมากๆ ที่จะได้จากที่นี่ไป แต่มองดูสภาพแวดล้อมข้างๆ ต้นไม้พวกนั้นช่างดูเศร้าสร้อยยิ่งนัก "ข้าจะต้องไปไหนหรือเจ้าคะท่านอาจารย์ แล้วท่านอาจารย์จะต้องไปไหน เราไม่ได้ไปด้วยกันหรือ" หญิงสาวพูดขึ้นพร้อมกับตักข้าวมาใส่ชามของตัวเองบ้าง "เจ้าก็เดินทางไปหาประสบการณ์ของเจ้า เจ้าต้องเดินทางไปดินแดนหมื่นอสรูเพื่อที่จะหาอสูรวิเศษมาเป็นอสูรคู่กาย ส่วนข้านั้นหรือถ้าจะออกท่องยุทธภพเพื่อตามล่าหาสมบัติเช่นเดิมที่ข้าเคยเป็นมา การที่ข้าดูแลเจ้ามาสิบกว่าปีนี้ทำให้ข้าต้องติดแหงกอยู่ที่นี้นานเกินไปแล้ว สหายรุ่นเดียวกับข้านั้นคงมีวรยุทธ์ไกลกับข้าริบหรี่แล้ว สมบัติที่พวกเขาได้อาจจะกองทับบ้านพวกเราได้แล้ว ข้าต้องไปสระสางและหอบสมบัติกลับมาบ้างแล้ว เจ้าจงตั้งใจฝึกฝนวรยุทธ์ของเจ้า เมื่อเจ้าได้อสูรวิเศษที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วเจ้าก็จะมีทางไปของเจ้าเอง" ชายชราพูดขึ้นอย่างมีความสุขเขาคีบเนื้อมาใส่ชามข้าวให้ลูกศิษย์และคะยั้นคะยอให้ลูกศิษย์กินอาหารให้มากๆ "ดินแดนหมื่นอสูรหรอ แล้วข้าจะต้องไปหาตัวอะไรที่มันเป็นอสูรวิเศษละ และอีกอย่างข้าไม่เคยเห็นท่านมีอสูรวิเศษเลย ทุกคนต้องมีอสูรวิเศษหรือเจ้าคะ" หญิงสาวกล่าวถามขึ้น "มันไม่ใช่ว่านักยุทธทุกคนจะต้องมีอสูรวิเศษหรอก แต่ถ้ามันมีมันก็จะปกป้องเจ้าของมันได้ไง อสูรวิเศษพวกนี้ไม่ใช่จะหาได้ง่ายนะ แล้วผู้ที่หานั่นแหละที่จะเป็นเจ้าของของมัน ไม่อย่างนั้นข้าก็จับอะไรพวกนั้นมาให้เจ้าเป็นเจ้าของแล้วละซิ" อาจารย์ชรากล่าวขึ้น "แล้วถ้ามันจะจับยากเย็นขนาดนั้นแล้วท่านอาจารย์ไม่ไปกับข้าท่านคิดว่าข้าจะจัดการมันได้หรือเจ้าคะ" หญิงสาวถามผู้เป็นอาจารย์ "อันนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของเจ้า 555" ชายชรากล่าวขึ้นพร้อมกับหัวเราะ "แล้วไหนล่ะอสูรวิเศษของท่านอาจารย์เป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ ข้าอยากเห็นยิ่งนัก" เด็กสาวถามขึ้น "ข้าไม่มีหรอก ความสามารถของข้ามากขนาดนี้จะให้มีอสูรวิเศษช่วยเหลือข้าได้อย่างไรกัน555 เจ้ารีบกินเถอะอย่าถามอะไรให้มันมากความหากเจ้าไปถึงดินแดนหมื่นอสูรแล้วเจ้ามีความสามารถมากพอไม่ต้องการอสูรวิเศษ เจ้าก็ไม่ต้องไปหามันเพียงเท่านั้น เพียงเจ้าออกหาประสบการณ์แต่หากว่าเจ้าคิดว่ายังสู้คนอื่นไม่ได้ต้องการอสูรวิเศษเป็นที่พึ่งเราก็ต้องไปหามัน" ชายชรากล่าวขึ้น "แล้วเราไปด้วยกันไม่ได้หรือเจ้าคะท่านอาจารย์" หญิงสาวถามขึ้น "ไม่ได้หรอกเพราะทางที่ข้าจะไปนั้นมันอันตรายมันไม่เหมาะกับผู้ที่ฝึกยุทธใหม่ๆเช่นเจ้า เพราะข้าไม่ได้มีสหายอย่างเดียวข้ามีศัตรูด้วย เจ้าไปกับข้าก็จะอันตราย เจ้าจงไปเติบโตในที่ของเจ้าจะดีกว่า" ชายชราพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่จริงจัง เขามีความสุขมากที่จะได้ออกไปล่าสมบัติเช่นเคย แต่เขาก็อดเป็นห่วงลูกศิษย์ผู้นี้ไม่ได้ แต่ถ้าลูกศิษย์ผู้นี้อยู่ในอ้อมกอดเขาตลอด ก็จะทำให้นางไม่แข็งแกร่งเสียทีหลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท
หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง
เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา
เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง
ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง
แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา







