Beranda / แฟนตาซี / ดอกหญ้าทะยานฟ้า / ชั้นบนของกระต๊อบ

Share

ชั้นบนของกระต๊อบ

Penulis: Sanassetong
last update Terakhir Diperbarui: 2025-09-29 15:39:07

เช้าวันรุ่งขึ้นเด็กน้อยตื่นมาด้วยความหอมกลิ่นกรุ่น เหมือนจะเป็นไก่ย่างที่ลอยเข้ามาปลุกนางในยามเช้า จากนั้นนางก็อ้าปากหาวหนึ่งครั้งแล้วมองไปทุกที่ก็ไม่เห็นว่าจะมีที่ทำอาหารที่ไหนเลย เด็กน้อยเปิดประตูออกไป ท่ามกลางม่านหมอกบาง ๆ แสงอาทิตย์แรกของวันลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ ส่องกระทบกระต๊อบเล็กหลังนี้ ที่ตั้งอยู่กลางสวนเขียวชอุ่ม กระต๊อบไม้เรียบง่ายมุงหลังคาฟางดูอบอุ่นดั่งอ้อมกอดของธรรมชาติหน้ากระต๊อบเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ทั้งกุหลาบสีแดงสด ดอกเดซี่สีขาวสะอาด ดอกลาเวนเดอร์หอมหวานที่ส่งกลิ่นอบอวลไปทั่ว และดอกไม้ป่าหลากสีที่ชูช่อรับแสงตะวัน เกสรเล็ก ๆ พลิ้วตามลมบางเบา กลิ่นหอมอ่อนหวานลอยเคล้าไปกับเสียงนกร้อง เสมือนบทเพลงที่ต้อนรับวันใหม่ เด็หน้อยสูดหายใจเย็นเข้าไป หยดน้ำค้างที่เกาะบนกลีบดอกส่องประกายระยิบระยับราวอัญมณีเล็ก ๆ แสงอาทิตย์อุ่นละมุนตกกระทบผนังไม้ของกระต๊อบ ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวดูอ่อนโยนและมีชีวิตชีวา บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและความสดใสของรุ่งอรุณ เด็กน้อยยืนชมความงามได้สักพักก็จำได้ว่าตัวเองนั้นตามกลิ่นของไก่ย่างออกไปพอมองไปรอบๆก็ไม่เห็นมีไก่ย่างเลย

"เด็กน้อยเจ้าตื่นแล้วจะฝึกเลยหรือ ไม่กินอ่ะไรก่อนหรือ"

เสียงชายชรากล่าวขึ้น เสียงเขานั้นดังมาจากข้างบนเด็กน้อยจึงออกไปนอกกระต๊อบแล้วมองขึ้นไปก็พบว่าชายชรากำลังนั่งอยู่ข้างบน กลิ่นไก่ย่างก็อยู่บนนั้นเองและกลิ่นหอมของใบชาอ่อนๆนั้นก็ลอยมาจากด้านบน ชายชราผู้นั้นชี้มือไปทางยังด้านหลังของตัวกระต๊อบเด็กน้อยจึงเดินตามและเห็นทางขึ้นเป็นบันไดขนาดเล็กที่ตีติดไว้กับผนังของกระต๊อบซึ่งเดินขึ้นอย่างยากลำบากเด็กน้อยพยายามปีนขึ้นไปด้านบน ก็ต้องตกตลึงอีกครั้งในชีวิตนี้เขาไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนตอบที่มองว่าหลังเล็กนั้นข้างบนยังมีอีก 1 ชั้นซึ่งเป็นหลังคาฟางที่มุมออกมาประมาณครึ่งของอะตอมแล้วข้างล่างจะเป็นพื้นร่องมองเข้าไปยังใต้ฝั่งนั้นจะมีประตูที่แท้ผู้เฒ่าผู้นี้ก็นอนอยู่ชั้นนี้นี่เองข้างๆยังมีที่วางอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือนอีกด้วย และชายชราผู้นั้นก็นั่งอยู่ตรงกลาง โต๊ะข้างหน้าของเขาก็มีนกย่างประมาณสามตัวที่หั่นเป็นชิ้นแล้ว มีถ้วยผักหลายหลายชนิดที่ดองไว้ และในจานนั้นก็เหมือนกับผัดอะไรสักอย่าง แต่ในมือของชายชราคือถ้วยชาที่ส่งกลิ่นหอมลงไปด้านล่างนั่นเอง ที่แท้กระต๊อบเล็กๆของชายชราไม่ได้เล็กเลย แอบมีสองชั้น และชั้นบนมองดูแล้วก็น่าอยู่ไม่แพ้ด้านล่างเลย มีของที่ครบครัน เด็กน้อยมองดูขอใช้ในครัวเรือนทีมีพร้อม หม้อต้มยังอยู่บนเตาไฟที่ไฟนั้นกับแล้ว เด็กน้อยจึงคิดถึงเห็ดที่นางเห็นตอนเดินทางมาแต่นางไม่ได้เก็บเพราะว่านางไม่สามารถก่อไฟได้ นางมองดูแล้วอยากอยู่ที่นี่ หากอยู่ที่นี่ได้ตลอดก็คงจะดีถึงแม้ว่าไม่มีเส้นลมปราณฝึกวรยุทธแต่ถ้ามีชีวิตดีเพียบพร้อมแบบนี้แล้ว และไม่มีใครอื่นนอกจากเขาและชายชราก็คงจะดี

"เจ้าคิดอะไรละเด็กน้อย ข้าวอยู่บนเตาไปตักมากิน สถานที่นี้ให้เจ้าอยู่ชั่วคราวเท่านั้นและอย่าพึ่งอินไปกับมันมากนัก ตั้งแต่เจ้ามาเข้าก็เหมือนจะชอบมันมากแล้ว แต่ชีวิตของคนเราต้องเดินไปข้างหน้าเจ้าต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ในการที่อยู่แบบนี้มันไม่ได้ปลอดภัยกับเจ้าไปตลอดหรอก ณ เวลานี้มีข้าอยู่ที่แห่งนี้มันคือที่ปลอดภัย แต่ถ้าหากวันใดที่ข้าไม่อยู่แล้ว เจ้าก็ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ตอนนี้เรามากินข้าวกันก่อนเดี๋ยวถ้าจะแนะนำและสอนเจ้าหุงหาอาหารเองด้วย"

ชายชรากล่าวขึ้น เด็กน้อยก็เดินเข้ามาแวะหาถ้วยและตักข้าวอย่างว่าง่าย นางตกมาสองถ้วยเพราะว่าตรงหน้าของชายฉลาดพวกนั้นไม่ได้มีถ้วยข้าวแต่มีเพียงแค่น้ำชาเท่านั้น เมื่อนางวางข้าวไว้ต่อหน้าชายชราและหน้าของตัวเองนั้นก็นั่งลง

"ท่านตาเจ้าคะข้างบนนี้ก็สวยงามทำไมท่านตาไม่ให้ข้ามาอยู่ข้างบนนี้ละเจ้าคะในเมื่อท่านตาก็แก่ชราในการปีนขึ้นมาก็ลำบาก"

เด็กน้อยกล่าวขึ้น

"จะให้เจ้ามาอยู่ข้างบนนี้ได้อย่างไรกันล่ะเจ้าจะอยู่เหนือผู้ใหญ่และอีกอย่างนะข้างบนนี้ยามร้อนก็ร้อนยามหนาวก็หนาว ส่วนตัวเจ้าเองยังไม่สามารถทนอุณหภูมิพวกนี้ได้ หากเจ้าอยู่ข้างในนั้นยามหนาวเจ้าก็ยังมีเตาผิงไฟ ส่วนข้าเจ้าก็รู้ว่าข้ามีวรยุทสามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิได้ และเวลาขึ้นเจ้าเองก็ไม่ต้องเป็นห่วงข้าขนาดนั้น ข้าไม่จำเป็นต้องปีนบันใดเลยก็ได้เจ้าก็คงจะดูดี"

ชายชรากล่าวขึ้นและครีบเนื้อไก่หนึ่งชิ้นไปใส่ในชามของเด็กน้อย เด็กน้อยมองไปยังรอบข้าง ต้นไม้เล็กใหญ่มากหน้าหลายตา บางต้นถูกปกคลุมไปด้วยเถาของไม้เลื่อยและออกดอกบานสะพรั่ง มองดูหลังคาที่ยื่นออกมาจากห้องที่ท่านผู้เฒ่านอนแต่ไม่สุดกับพื้นที่ข้างบนตัวบ้าน

"แล้วหลังคายื่นไม่สุดแบบนี้เวลาฝนตกจะทำอย่างไรหรือเจ้าคะท่านตา"

เด็กน้อยถามด่วยความสงสัย พลางชี้ไปยังพื้นที่ที่ไม่มีหลังคาปกคลุม

"หากฝนตกก็เปียกสิ ตรงนั้นเป็นจุดใช้สำหรับฝึกยุทที่เจ้าขึ้นมานั่นเห็นไหม ที่ตรงนั้นจะเป็นที่ของเจ้าใช้เส้นยืดสายในเวลาเช้าของทุกๆวัน แต่หลังจากที่เจ้าตื่นนอน เจ้าก็ต้องปีนขึ้นมาแล้วทำอาหารสำหรับตัวเองและข้าด้วย เมื่อทำเสร็จเจ้าก็ต้องไปยืดเส้นยืดสาย รอข้าลุกขึ้นมากินข้าว"

ชายชรากล่าวขึ้น หลินซือหยาก็คีบอาหารเข้าปากและเคียวไปหนึ่งคำ

"ท่านตาเจ้าค่ะในการทำอาหาร ข้าเองยังไม่รู้วิธีจุดไฟด้วยซ้ำแล้วข้าจะทำได้เช่นไรเจ้าค่ะ"

เด็กน้อยถามขึ้น

"5555ทุกอย่างมันอยู่ในตำรา หนูน้อยเจ้าต้องได้เรียนก่อนถึงที่จะรู้ว่าทำได้อย่างไร ในตำราของข้ามันมีทั้งวิธีพุงหาอาหาร วิธีล่าสัตว์ขนาดเล็กมาทำอาหาร เจ้าของจะอ่านหนังสือได้ใช่หรือไม่"

ชายชราถามขึ้น

"ข้าก็เพิ่งจะเริ่มหัดอ่านเริ่มหัดเขียนจ๊ะท่านตา ยังไม่ค่อยเก่งสักเท่าไร"

เด็กน้อยตอบชายชรา

"ของทุกอย่างมันต้องเรียนรู้ดังนั้นก่อนที่จะฝึกอย่างอื่นเจ้าก็ต้องฝึกมันเขียนให้ได้เสียก่อนและทำกับข้าวข้าจะเป็นคนสอนเจ้าเอง"

ชายชรากล่าวขึ้นทั้งสองก็กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เตรียมพร้อมที่จะร่ำเรียนกัน ชายชรากลับมากระต๊อบครั้งนี้น่าจะอยู่ได้นานเพราะเขาต้องสอนให้เด็กผู้นี้ใช้ชีวิตให้ได้เสียก่อน เด็กน้อยวัยห้าหนาวจะประสีประสาอะไรเอาเข้าจริงๆเมื่อไหร่จะเริ่มเข้าบทเรียนคัมภีก็คงจะสอนให้นางรู้ในหลายๆอย่างแล้วอาจจะเป็นปีหรือสองปีก็ได้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เหตุที่ต้องเรียกของ

    หลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผู้มีวรยุทขั้นสี่

    หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เคล็ดวิชาเงาดารา

    เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ของดีมีเต็มโต๊ะ

    เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   อาหารมื้อสุดท้าย

    ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผจญป่าฝึกใจ

    แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status