INICIAR SESIÓNพวกเขาทั้สองเดินไปเรื่อยๆ เสียงก้าวเดินแผ่วเบาดังก้องไปพร้อมกับเสียงใบไม้ไหว เสียงน้ำหยดจากกิ่งไม้สูงตกลงใส่พื้นอย่างแผ่วพร่า บางคราวมีเสียงนกประหลาดร้องยาวคล้ายท่วงทำนองสวดสรรเสริญ ก้องสะท้อนในหุบเขา ละม้ายเสียงเพลงจากโลกอื่น ทำให้ผู้เดินทางต้องหยุดฟังราวกับถูกสะกด เสียงนั้นพาให้ใจว่างเปล่า ลอยคว้างอยู่ในภวังค์ เด็กน้อยซือหยาหยุดเดินเป็นช่วงๆคอยฟังเสียงต่างๆ
"เจ้าเหมือนจะสนใจสิ่งรอบข้างมากมายนะ รอให้เจ้าฝึกฝนให้ได้เสียก่อน ข้าจะปล่อยให้เจ้าเดินผจญภัยในป่าแห่งนี้ บอกเลยว่าสนุกเลยทีเดียว ป่าแห่งนี้มีทั้งสมุนไพรมากมาย แถมมีของหายากอีกเยอะแยะ แล้วยังมีสัตว์วิเศษที่รอให้เจ้าเป็นเจ้าของอยู่ แต่มันต้องรอให้ถึงเวลาของมันเสียก่อน" ชายชรากล่าวขึ้น เพราะเห็นเด็กผู้นี้เดินไปด้วยหยุดไปด้วยและบางครั้งก็เหมือนกับนางอินกับเสียงนกร้องเสียงกา "จริงเหรอจ๊ะท่านตาข้าจะได้มาเที่ยวในป่านี้อีกครั้งด้วยหรือ แต่เราสองคนจะเดินนานแค่ไหนล่ะถึงจะถึงที่ที่ท่านตาอยู่" เด็กหลินซือหยากล่าวขึ้น "ก็เดินทั้งวันแหละวันนี้พอตกค่ำปุ๊บก็ถึงที่พักของข้าทันทีเจ้านิใจร้อนไปได้ ทีเดินป่ามาตั้ง เจ็ดแปดวันยังไม่เห็นจะรีบร้อนเลย" ชายชรากล่าวขึ้น "แต่ก่อนจะให้ข้ารีบร้อนได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ ข้าไม่มีจุดหมายที่จะไป แต่ตอนนี้จุดหมายของข้าก็คือเรือนของท่านตาไง" เด็กน้อยซือหยาพูดอย่างน่าเอ็นดู "เจ้านี้ก็รู้จักพูดเอาใจคนแก่ดี ป่ะเดินต่อเถอะป่าแถบนี้มันไม่น่าหยุดอยู่กับที่นานหรอก สัตว์อสูร สัตว์วิเศษพวกนี้ไม่ได้เป็นมิตรกับใคร เราต้องรีบเดิน" ชายชรากล่าวขึ้น ทั้งสองก็ตั้งใจเดินอีกครั้ง เด็กน้องซือหยาเงียหูฟังสายลมพัดผ่าน ได้ยินเสียงกิ่งไม้สูงที่ส่งเสียงดังก้องคล้ายบทสวดโบราณประสานเสียง เสียงนั้นกังวานสลับกันกับเสียงน้ำไหลจากธารเล็กบรรยากาศให้รีบเดิน แต่ที่แปลกคือท่านตาที่แก่ชรานั้นเดินเหมือนไม่รู้ถึงความเหน็ดเหนื่อย ซือหยาเองก็ล่วงผลไม้ในถุงผ้าออกมากินและยื่นให้ชายชรา "เจ้าหิวเจ้าก็กินเถอะ แต่อดทนหน่อยนะเราจะไม่พักกันที่นี้ เราต้องเดินให้ถึงกับต๊อบของข้าเลย เจ้าอดทนได้หรือไม่" ชายชรากล่าวขึ้น "อดทนได้สิจ๊ะแค่นี้เอง หากถึงค่ำปุ๊บก็ถึงทันทีใช่หรือไม่จ๊ะท่านตา" เด็กสาวกินไปถามไป "ใช้แล้วละถ้าหากว่าเจ้าก้าวขาให้ยาวกว่านี้และเดินให้ไวกว่านี้นะ" ชายชรากล่าวขึ้น เด็กน้อยพยายามสับขาให้เร็วขึ้นคิดว่าจะเดินเร็วกว่าคนชราแต่แล้วเมื่อเขาเพิ่มความเร็วชายชราผู้นั้นก็เหมือนเพิ่มความเร็วเพื่อที่จะเดินก่อนนาง พอนางเริ่มผ่อนแรงเดินชายชราผู้นั้นก็เหมือนเดินช้าลง พอเด็กน้อยเร่งความเร็วขึ้นชายชราก็เดินเร็วขึ้น เหมือนชายชราผู้นั้นแกล้งเด็กน้อยไม่มีผิด "ท่านตาที่ท่านเดินเร็วนั้นเกี่ยวกับวรยุทธด้วยหรือจ๊ะ คนมีวรยุทจะเดินเร็วมากๆเลย" เด็กน้อยถามด้วยความสงสัย "คนมีวรยุทธจะเคลื่อนที่ได้เร็วตามที่ใจต้องการหากมีวรยุทสูงมากๆก็จะเคลื่อนที่ได้เร็วมากด้วย" ชายชรากล่าวขึ้น "แล้วถ้าท่านตาจะพาข้าเดินเร็วๆไม่ได้หรือจ๊ะ" เด็กน้อยถามขึ้น "5555ไม่ใช้ว่าเจ้าขี้เกียจแล้วหรือ หากข้าพาเจ้าไปได้ ข้าก็ให้เจ้าใบไม้วิเศษนั้นพาเจ้าไปแล้วล่ะ เพราะในการเดินในป่าแห่งนี้มันต้องใช้ความพยายามของเจ้าเองไงก็บอกแล้วหากเป็นข้าเพียงวันเดียวก็ถึงแล้ว แต่เป็นตัวเจ้าที่ไม่มีวรยุทมันจึงช้า" ชายชราพูดขึ้นเด็กน้อยก็เข้าใจในคำพูดของเขา นางถึงลองเร่งอีกครั้ง นางเริ่มออกวิ่งและร่างของชายชราก็เร็วกว่านางอยู่ดู เป็นดังที่ชายชราผู้นี้กล่าวจริงๆด้วย ชายชราได้แต่สายศรีษะด้วยความที่เขารู้แล้วว่า อนาคตต้องรับกับศึกหนักแน่แน่ เด็กน้อยผู้นี้เป็นคนที่ดื้อดึงเอาการ และยังไม่เชื่อใครง่ายๆอีก นางต้องลองด้วยตัวเอง แต่แล้วไงล่ะเพราะเด็กน้อยผู้นี้ช่วยชีวิตเขาและเขาก็ถูกชะตากับนางอีกด้วย คนแบบนางนี้แหละที่จะแกร่งเขาดูคนไม่ผิด วิ่งไปได้สักพักใหญ่ๆเหงื่อโคตรท่วมตัวของเด็กสาวแต่เด็กน้อยก็ไม่ย่อท้อวิ่งต่อไปเรื่อยๆ "อ้าใกล้ถึงแล้วล่ะ ช้าช้าหน่อยก็ได้ยังไม่มืดง่ายหรอก ไม่ต้องวิ่งจนเหนื่อยขนาดนี้ด้วย" ชายชราผู้ขึ้น "ท่านตาเหนื่อยแล้วล่ะสิถึงให้ข้าช้าหน่อย" เด็กน้องพูดอย่างหอบๆ และเดินช้าลง แต่ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวของนางก็เต็มไปด้วยเหงื่อ "555ดูเจ้าพูดเข้าสิยังกับเจ้าไม่เหมือนยังไงอย่างนั้นแต่ดูเนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อแล้วนะ สวัสดีค่ะบอกว่าเราต้องถึงบ้านตอนค่ำนั้นน่ะตอนนี้เราถึงก่อนค่ำเสียอีกเพราะเจ้าเร่งวิ่งนี่แหละ โน้นไงกระต๊อบของข้า" ชายชราพูดขึ้น พลางชี้มือไปข้างหน้า เด็กน้อยมองออกไปเห็นกระต๊อบไม้หลังเล็ก ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี หลังคามุงด้วยฟางสีทองอ่อนที่สะท้อนแดดยามเย็นอย่างอบอุ่น รอบ ๆ กระต๊อบเต็มไปด้วย ดอกไม้หลากสี—กุหลาบป่าที่บานสะพรั่ง ดอกเดซี่สีขาวที่โยกไหวตามลมอ่อน และดอกลาเวนเดอร์หอมหวานที่ส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วอากาศ ประตูไม้บานเล็กมีเถาไม้เลื้อยพันขึ้นสูง ดอกสีม่วงและชมพูแข่งกันผลิดอก สร้างเงาโปรยระบายอยู่บนพื้นดินที่โรยด้วยกลีบดอกไม้ร่วงหล่น กลีบดอกไม้ปลิวลอยกลางอากาศเหมือนเศษละอองแห่งเวทมนตร์ ทำให้กระต๊อบหลังน้อยดูราวกับถูกห่อหุ้มด้วยมนตร์เสน่ห์ช่างอบอุ่น อ่อนโยน และงดงามอย่างเหนือจริง เด็กน้อยได้แต่มองและอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง "ท่านตาข้าไปดูข้างในได้ไหมจ๊ะ" เด็กซือหยาถามขึ้น "ไปดูสิ ที่นี่และที่เจ้าจะพักอยู่จนกว่าจะฝึกยุทธ์ได้สำเหร็จ" ชายชรากล่าวขึ้น เด็กน้อยก็เดินเข้าไป ภายในกระต๊อบเล็ก ๆ แห่งนี้อบอวลไปด้วย กลิ่นไม้หอมอ่อน ๆ จากผนังและเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้สน ขนาดกะทัดรัดแต่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบและอบอุ่น หน้าต่างบานเล็กที่ประดับด้วยผ้าม่านลูกไม้สีขาวอ่อน มุมหนึ่งมี เตาผิงก่ออิฐเล็ก ๆ ด้านบนแขวนกระถางดอกไม้แห้งและสมุนไพรหอมที่เก็บมาจากป่า ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสดชื่นและกลิ่นละมุนละไม โต๊ะไม้กลมเล็ก ๆ ตรงกลางห้องมีแจกันว่างปล่าววางอยู่ บนเตียงไม้เล็ก ๆ ที่ปูด้วยผ้าห่มผืนเก่า รอบ ๆ ห้องมีชั้นวางหนังสือเก่าเรียงรายไปด้วยหนังสือตำราต่างๆ "กระต๊อบนี้มีที่นอนเดียวหรือจ๊ะท่านตา ถ้าท่านตานอนที่นี่แล้วจะให้ข้าไปนอนที่ใดละจ๊ะ" เด็กน้อยผู้ด้วยสีหน้าหงอยๆ "โน้นไงข้านอนที่โน้น" ชายชราชี้ไปข้างบนที่มีเหมือนประตูอยู่หนึ่งบาน เด็กน้อยพึ่งสังเกตุเห็นบันใดเล็กที่อยู่หลังชั้นวางหนังสือนั้น "ค่ำแล้วไปอาบน้ำนอนเถอะ" ชายชรากล่าวขึ้นและไต่ขึ้นบันใดไปหลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท
หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง
เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา
เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง
ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง
แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา







