LOGIN
เสียงประกาศผลสอบหน้าเสาธงดังกระหึ่ม แต่สำหรับภพเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลที่ท้าทายโลกแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับเสียงลมที่พัดผ่านใบหูของภพ ยืนกอดอกพิงกำแพงตึกเรียนอย่างไม่ใส่ใจโลก ไม่ได้สนใจเลยว่าผลสอบจะออกมาในทิศทางไหน สายตาของภพเรียบนิ่งไม่ไหวติง สายตาจับจ้องไปยังกลุ่มเพื่อนที่กำลังเฮลั่นเมื่อได้ยินชื่อตัวเองจบการศึกษา มันเป็นความภาคภูมิใจที่นักเรียกทุกคนรอคอย ยกเว้นภพที่ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาเลย
"ไอ้ภพ ทำไมมึงไม่ไปฟังผลกับพวกกูวะ" นนนี่ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของภพวิ่งหน้าตื่นมาหาภพแล้วถามขึ้น
"ฟังไปก็เท่านั้น ยังไงก็ไม่จบรู้ทั้งรู้ว่าคำตอบมันจะเป็นยังไงทำไมต้องไปดูว่ะ" ภพยักไหล่ท่าทางของภพคือไม่ได้ดูทุกข์ร้อนอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งๆ ที่อนาคตทั้งอนาคตของตัวเองกำลังจะดับวูบลงไป
"เฮ้ย พูดเป็นเล่นน่า มึงลอกงานกูส่งทุกวิชา คะแนนเก็บมึงเต็มเหนี่ยวไม่มีทางหรอกที่มึงจะไม่จบเชื่อกูดิ" นนนี่ตบบ่าเพื่อนแรงๆเป็นเชิงให้กำลังใจแต่ในใจของนนนี่กับมีความคิดกังวลอยู่ไม่ใช่น้อย
"แต่กูไม่ได้เข้ากิจกรรม คะแนนจิตพิสัยกูเป็นศูนย์ ครูสมศรีบอกว่าต่อให้คะแนนสอบเต็มร้อย แต่จิตพิสัยไม่ผ่าน ก็คือไม่ผ่าน" ภพพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายของชีวิตเด็กมัธยมปลายปีสุดท้ายยังไงยังงั้น
"โธ่เว้ย แล้วมึงจะทำยังไงต่อวะ" นนนี่ถามขึ้นอีกครั้งด้วยอารมณ์หัวเสียอย่างเห็นได้ชัด
"ก็ไม่ทำไง กูยอมหักไม่ยอมงอ ในเมื่อครูอยากขีดเส้นชีวิตกูด้วยปลายปากกาหมึกแดง กู ก็จะเดินออกไปขีดชีวิตตัวเองด้วยสองตีนกูนี่แหละไม่ต้องห่วงหรอกเพื่อนกูดีใจด้วยที่มึงเรียนจบตามที่มึงหวัง" ภพแสยะยิ้มมุมปากออกมาแล้วพูดขึ้น คำพูดของภพทำให้นนนี่อ้าปากค้างกับสิ่งที่พึ่งได้ยินมา แต่ก่อนที่จะได้ทักท้วงอะไร ภพก็คว้ากระเป๋าเป้ที่วางพิงไว้ขึ้นสะพายบ่า
"กูไปล่ะ เจอกันข้างนอกว่ะเพื่อน" ภพก้าวเดินออกจากรั้วโรงเรียนโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย ทิ้งไว้เพียงความงุน งง ของเพื่อนรักและอนาคตที่ยังมองไม่เห็นปลายทางไม่รู้ว่าชีวิตจะดำเนินไปทางไหนต่อ
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เขาเรียกว่าบ้านบรรยากาศเย็นเยียบก็ต้อนรับภพทันที พ่อของภพนั่งหน้าเครียดอยู่บนโซฟาหลุยส์ตัวใหญ่ในมือถือใบแจ้งผลการเรียนที่โรงเรียนส่งตรงมาถึงบ้านเรียบร้อยแล้วโดยที่ภพ
"แกจะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไงภพ" เสียงทรงอำนาจของผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นพร้อมมองค้อนมาที่ลูกชาย
"ก็ตามนั้น ผมไม่จบพ่อก็รู้คำตอบอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ" ภพตอบสั้นๆ ขณะก้มลงถอดรองเท้าผ้าใบเก่าๆออกจากเท้า
"แกทำบ้าอะไรของแก นี้มันอนาคตทั้งชีวิตของแกทำไมถึงทำตัวเป็นเด็กไม่มีความคิดแบบนี้แล้วต่อไปแกจะทำมาหากินอะไรวะ" พ่อของภพตวาดลั่นจนแม่ของภพต้องรีบวิ่งออกมาจากครัวเพื่อมาห้ามพ่อของภพที่กำลังดุลูกชายคนเดียวอยู่
"คุณคะ ใจเย็นๆนะคะค่อยๆ คุยกับลูกนะคะ"
"จะให้ใจเย็นได้ยังไง ลูกชายคนเดียวของคุณเรียนไม่จบ มัวแต่ทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ไปวันๆ อนาคตจะเอาอะไรกินคนอย่างมัน มันไม่เอาไหน" พ่อของภพพูดขึ้น ภพเงยหน้าขึ้นสบตาพ่ออย่างไม่เกรงกลัว
"ผมบอกแล้วไงว่าต่อให้ไม่เรียนผมก็ไม่อดตายและผมจะไม่ขอความช่วยเหลืออะไรจากที่บ้านทั้งนั้น" ภพพูดขึ้นอีกครั้ง
"ปากดี หึ มึงมันปีกกล้าขาแข็งนักใช่ไหม ได้ถ้าแกคิดว่าเก่งนักก็ไสหัวออกจากบ้านฉันไปเลย ไปพิสูจน์สิว่าคนที่ไม่เห็นหัวใครอย่างแกจะรอดได้สักกี่น้ำคนอย่างแกยังไงก็ไปไม่รอด" พ่อของภพพูดออกมาเสียงดังคำว่าไสหัวไปเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนเป็นแม่ แต่สำหรับภพแล้วมันคือสิ่งที่ภพคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
“ได้" ภพรับคำสั้นๆ แล้วหมุนตัวเดินขึ้นห้องนอนของตัวเองไปในทันที
"คุณค่ะ ทำไมพูดกับลูกแบบนั้นละคะ" แม่ของภพน้ำตานองหน้าถามผู้เป็นสามีขึ้น
"ปล่อยมันไป ให้มันออกไปเจอโลกความจริงบ้าง จะได้เลิกทำตัวหยิ่งผยองในศักดิ์ศรีจอมปลอมของมันสักที แล้วมันจะได้รู้ว่าสิ่งที่มันกำลังจะไปเผชิญในโหดร้ายมากแค่ไหน" พ่อของภพพูดขึ้นพร้อมกับมองตามลูกชายคนเดียวไปอย่างไม่ละสายตา
ภพใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีในการเก็บของใช้ที่จำเป็นที่สุดใส่กระเป๋าเป้ใบเดิม ภพมองไปรอบๆห้องที่เต็มไปด้วยของเล่นราคาแพงและคอมพิวเตอร์สเปคเทพที่ภพเก็บเงินซื้อเองทุกชิ้น แม้บ้านของภพจะร่ำรวยมากแต่ตัวของภพเองก็ไม่เคยเอ่ยปากขออะไรจากพ่อแม่เลย
เพราะรู้ดีว่าพ่อสนใจแต่งานจนไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องเล็กน้อยของลูกชายอย่างภพเลย การขอถึงจะดูเป็นเรื่องง่ายดายแต่ภพเองไม่เคยคิดจะทำ บัดนี้ศักดิ์ศรีที่ภพกำลังยึดถือนั้นกำลังจะถูกทดสอบในสนามจริงของชีวิตที่ภพเป็นคนเลือกเอง
ภพก้าวลงบันไดมาโดยไม่มองหน้าใครเลยแม้แต่คนเดียว แม่ของภพวิ่งเข้ามากอดทันทีที่ลูกชายก้าวขาลงบนไดขั้นสุดท้าย
"ภพอย่าไปเลยนะลูก อยู่กับแม่นะ นะลูกนะ อย่าไปสนใจที่พ่อเขาพูดเลยนะลูก" แม่ของภพพูดออกมาทั้งน้ำตา
"ผมขอโทษครับแม่ แต่ผมต้องไป" ภพกอดตอบผู้เป็นแม่แล้วพูดออกมา แล้วภพก็ก้าวเท้าออกจากประตูบ้านหลังใหญ่ที่เคยให้แต่ความอ้างว้าง ปลายทางของภพคือบ้านเช่าหลังเล็กๆ ของนนนี่ เพื่อนที่ถึงแม้ฐานะจะต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่กลับเป็นคนที่เข้าใจภพมากที่สุดในตอนนี้ นนนี่ไม่เคยพูดดูถูกหรือทำร้ายจิตใจภพเลยสักครั้งมีแต่ให้กำลังใจ มันคือสิ่งที่ภพต้องการมากท่าสุดซึ้งไม่มีใครรู้เลยนอกจากนนท์นี้ว่าภพต้องการอะไรมากที่สุด
ภพก้าวพ้นประตูรั้วอัลลอยด์บานยักษ์ออกมา ลมเย็นของช่วงพลบค่ำปะทะเข้าที่ใบหน้า แต่มันกลับไม่หนาวเหน็บเท่ากับคำพูดของพ่อที่ยังดังก้องอยู่ในหัวคนอย่างแกยังไงก็ไปไม่รอด ภพกระชับสายเป้ที่ไหล่ซ้าย มือหนาล้วงกระเป๋ากางเกงเดินไปตามทางเท้าที่ทอดยาวอย่างไร้จุดหมาย แสงไฟนีออนจากเสาไฟฟ้าเริ่มทำงานทีละดวง ส่องให้เห็นเงาของเด็กหนุ่มที่ดูโดดเดี่ยวแต่กลับทระนงอย่างประหลาดภพหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา กดส่งข้อความสั้นๆ หาคนเดียวที่ตัวของภพเองไว้ใจที่สุดในตอนนี้
“กูออกจากบ้านแล้วนะ กำลังไปหา” ภพ ไม่ถึงนาทีข้อความตอบกลับก็เด้งขึ้นมา
“เชี่ย มึงเอาจริงเหรอวะ เออๆ มาเลยกูรออยู่หน้าปากซอยแถวนี้หมาดุนะมึง ระวังตัวด้วย” ภพหลุดยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกของวัน รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากการเยาะเย้ยโลก แต่มันคือรอยยิ้มที่รู้ว่าอย่างน้อยในโลกที่แสนเฮงซวยนี้ ภพเองก็ยังมีที่พักใจเล็กๆ รออยู่ ภพเดินมาหยุดอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้านหรู มองกลับเข้าไปข้างในเป็นครั้งสุดท้าย คฤหาสน์หลังนั้นเปรียบเสมือนกรงทองที่ขังตัวของภพเองไว้กับความคาดหวังและคำดูถูกมาตลอดสิบแปดปี แต่วันนี้ กรงนั้นได้เปิดออกแล้ว แม้ว่าโลกข้างนอกจะมืดมิดและอันตรายแค่ไหน แต่มันก็คืออิสระที่เขาโหยหา
รถเมล์สายเก่าที่สภาพซอมซ่อเคลื่อนมาจอดเทียบท่า ภพก้าวขึ้นไปนั่งริมหน้าต่างปล่อยให้ลมพัดผ่านหน้าไป
"เส้นชีวิตของผม ผมจะเขียนมันเอง" ภพพึมพำกับตัวเองเบาๆ สายตามองไปยังถนนข้างหน้าที่ไม่มีใครรู้เลยว่าความเป็นลูกคุณหนูที่หยิ่งในศักดิ์ศรีจะเอาตัวรอดได้อย่างไรในบ้านเช่าหลังเล็กๆ ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศไม่มีอาหารราคาแพง และไม่มีอำนาจของพ่อมาคอยคุ้มกะลาหัวเขาเองอีกต่อไป
สวนสิริวัฒนาไม่ใช่แค่ร้านค้าออนไลน์เล็กๆอีกต่อไปแล้วมันกลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น ภพมองเห็นโอกาสที่จะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นไปอีกระดับ"เราจะเปิดหน้าร้าน" ภพประกาศในที่ประชุม"หา เปิดหน้าร้านเหรอจะไหวเหรอภพค่าเช่าที่ ค่าตกแต่ง ค่าจ้างพนักงานอีก" นนนี่ท้วง"ไหวสิ เราจะไม่เปิดเป็นร้านขายของธรรมดาแต่เราจะเปิดเป็น 'คาเฟ่' คาเฟ่สวนผลไม้ เราจะใช้ผลิตภัณฑ์ของเราเองทำเป็นเครื่องดื่ม เค้ก และของหวาน ลูกค้าจะได้มาลองชิมสินค้าของเราก่อนตัดสินใจซื้อกลับบ้าน และยังเป็นการสร้างแบรนด์ให้ดูพรีเมียมมากขึ้นด้วย" ภพชี้ไปที่แผนผังบนหน้าจอ ท่านเดชตบเข่าฉาด"เป็นความคิดที่ดีมาก พ่อมีที่ดินแปลงเล็กๆอยู่ใจกลางเมืองพอดีเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่ไม่ถูกยึด เราเอามาใช้ได้เลย"โครงการคาเฟ่ในฝันจึงเ
หลังจากวิกฤตการณ์ไลฟ์สดสวนสิริวัฒนาก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ภาพลักษณ์ของแบรนด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์และคุณภาพที่พิสูจน์ได้จริง ภพตัดสินใจเดินเกมรุกต่อทันที"เราจะเปิดตัวสินค้าใหม่" ภพประกาศในที่ประชุมเล็กๆที่มีเพียงเขากับหลินและนนนี่"สินค้าใหม่อะไรวะ ตอนนี้เราขายผลไม้สดจนแพ็คกันไม่ทันแล้วนะ" นนนี่แย้ง"ไม่ใช่ผลไม้สด แต่เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป แยมผลไม้โฮมเมด, ผลไม้อบแห้งพรีเมียม, และน้ำผลไม้สกัดเย็น 100%" ภพเปิดสไลด์ในโน้ตบุ๊กของตัวเองที่เตรียมมา "น่าสนใจมาก เราจะได้ใช้ประโยชน์จากผลไม้ที่อาจจะช้ำหรือขนาดไม่ได้มาตรฐานจากการขนส่งด้วย เป็นการลดขยะอาหารไปในตัว" หลินตาโตแล้วพูดขึ้น"ถูกต้องและที่สำคัญ เราจะสามารถควบคุมราคาและเพิ่มกำไรได้มากกว่าผลไม้สด แถมยังเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ ที่ชอบทานของว่างเพื่อสุขภาพด้วย" ภพยิ้มออกมา ทั้งสามคนทำง
ที่ห้องประชุมใหญ่ของบริษัทฟรุ๊ตเอ็มไพร์บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ท่านประธานใหญ่หรือพ่อของภพ กำลังนั่งหัวโต๊ะด้วยใบหน้าถมึงทึง"ใครช่วยอธิบายผมทีว่า ทำไมยอดขายของเราถึงได้ตกลงสวนทางกับตลาดที่กำลังโตขึ้นแล้วไอ้ร้านสวนสิริวัฒนานี่มันเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงแย่งส่วนแบ่งการตลาดของเราไปได้มากขนาดนี้" ทีมการตลาดนั่งก้มหน้ากันเป็นแถว ไม่มีใครกล้าสบตา"เอ่อ คือเขาใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงครับท่าน สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ทำให้เกิด Brand Loyalty(ความภักดีต่อแบรนด์) ครับ""แล้วทำไมเราไม่ทำบ้าง""เราพยายามแล้วครับ แต่ภาพลักษณ์ของแบรนด์เราเป็นบริษัทใหญ่มันเข้าถึงยากกว่าครับ"ปัง เสียงพ่อของภพทุบโต๊ะดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว"ไร้สาระ ผมไม่สนว่าจะด้วยวิธีไหน ไ
ธุรกิจสวนสิริวัฒนาเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆจากมะม่วง ก็เริ่มขยายไปสู่ผลไม้อื่นๆที่มีในสวน เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย ภพตัดสินใจเช่าโกดังเล็กๆแห่งหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่แพ็คของและกระจายสินค้าอย่างเป็นระบบ และจ้างคนงานเพิ่มอีกสองสามคน ซึ่งก็คืออดีตคนงานในตลาดที่ภพเคยรู้จักนั่นเอง หลินเองก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เธอเองไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยอีกต่อไป แต่เรียนรู้ที่จะบริหารจัดการสต็อกสินค้าและตอบคำถามลูกค้าแล้วยังช่วยคิดโปรโมชั่นต่างๆจนตัวของหลินกลายเป็นกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ของภพวันหนึ่งขณะที่ภพกำลังตรวจเช็คยอดสั่งซื้อในโกดัง ก็มีโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยโทรเข้ามา"ฮัลโหล""ไอ้ภพ นี่กูเอง นนนี่" ภพถึงกับนิ่งไปเมื่อได้ยินชื่อเพื่อนสนิทของตัวเอง"นนนี่ มึง มึงไปเอาเบอร์กูมาจากไหน""กูไปถามเจ๊สมรที่ตลาดมา เจ๊แกบอกว่ามึงมาเช่าโกดังแถวนี้ กูเลยลองโทรมาดู มึง มึงเป็นยังไงบ้างวะ หายไปเป็นปี ไ
เงินก้อนแรกที่ได้มาถูกนำไปใช้เป็นค่าจ้างคนงานในสวนที่ต่างจังหวัดและค่าขนส่งผลไม้ล็อตแรก ทุกอย่างเป็นไปอย่างทุลักทุเลเหมือนจะไม่รอดแต่ก็รอด ภพต้องสวมบทบาททุกอย่าง ตั้งแต่คนรับออเดอร์ แอดมินเพจ นักการตลาด ไปจนถึงคนแพ็คของ โดยมีหลินเป็นผู้ช่วยมือใหม่ที่ยังทำอะไรผิดๆ ถูกๆ อยู่เสมอ อย่างน้อยคุณหนูขี้วีนก็ลงมาช่วยงานนี้ด้วยตัวเอง บรรยากาศในห้องนั่งเล่นของบ้านสิริวัฒนาที่เคยเงียบเหงา บัดนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของมะม่วงสุกที่เพิ่งขนมาจากต่างจังหวัด แต่เบื้องหลังความหอมนั้นคือการทำงานหนักที่ทดสอบความอดทนของคุณหนูอย่างหลินเป็นที่สุด หลินนั่งแหมะอยู่บนพื้นห้อง มือบางที่เคยแต่ทำเล็บหรูหรา บัดนี้เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากขอบลังกระดาษและเศษเทปกาวที่พันมั่วไปหมด"ว้าย ภพมะม่วงมันลื่นหลุดมือ" หลินอุทานหน้าตื่นเมื่อมะม่วงสีเหลืองทองเกือบจะร่วงลงพื้น แต่หลินก็คว้าไว้ได้ทันท่วงที ทว่าแรงบีบที่มากเกินไปเพราะความตกใจทำให้ผิวเนื้อนุ่มๆ ของมันยุบลงไปตามรอยนิ้วมือ
คืนแล้วคืนเล่าที่แสงสว่างจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของภพ ภพใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเขียนโค้ตสร้างแพลตฟอร์บางอย่างขึ้นมาอย่างเงียบๆ ในมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นที่มืดมิด หลินเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ในตอนแรกหลินเองก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ภพทำจะช่วยอะไรได้ แต่เมื่อเห็นความทุ่มเทและสายตาที่มุ่งมั่นของภพแล้ว ตัวขอวหินเองก็เลือกที่จะมั่นใจและก็เลือกที่จะไม่รบกวนและคอยเอาน้ำ เอาขนมปังราคาถูกที่ซื้อมาไปวางไว้ให้ข้างๆ แทน"นี้นายทำอะไรของนายน่ะ ฉันเห็นดึกๆ ดื่นๆ ทุกคืนไม่หลับไม่นอนหรือยังไง" คืนหนึ่งหลินทนความสงสัยไม่ไหวถามออกมาขณะยืนมองภพที่ใจจดใจจ่ออยู่ที่หน้าจออย่างไม่ละสายตา ภพละสายตาจากหน้าจอที่เต็มไปด้วยตัวอักษรและสัญลักษณ์ประหลาดๆพร้อมกับยิ้มออกมาเล็กน้อย"หาทางให้คุณหนูมีเงินใช้ซื้อกระเป๋าใบใหม่ไงครับ พึ่งมีคอลเลกชั่น ออกใหม่มานี้น๊าคุณหนูไม่อยากได้เหรอครับ" ภพถามหลินขึ้น"ฉันไม่ได้อยากได้แล้วไอ้กระเป๋าบ้าๆ นั่นน่ะ มัน







