LOGINบ้านของนนนี่เป็นห้องแถวชั้นเดียวแคบๆในชุมชนแออัดท้ายตลาดสด เสียงดังจอแจตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้ามืดยันเย็นย้ำทุกวัน กลิ่นกับข้าวที่แม่ของนนนี่ทำขายโชยคลุ้งไปทั่วบริเวณ มันเป็นกลิ่นของชีวิตที่ภพไม่คุ้นเคย
"มึงจะอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอวะภพ" นนนี่ถามขณะปูเสื่อผืนเก่าลงบนพื้นให้เพื่อนนอนพัก
"เออ กูมารรบกวนมึงกับแม่หน่อยนะกูคิดว่าจะรบกวนไม่นานหรอกว่ะ" ภพทิ้งตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยอ่อน
"พูดอะไรแบบนั้น กูกับมึงเราเป็นเพื่อนกันนะโว้ย อีกอย่างแม่กูอ่ะดีใจด้วยซ้ำ มีคนมาช่วยกินกับข้าวที่แม่กูทำ" นนนี่หัวเราะกลบเกลื่อน แต่แววตากลับฉายความกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด นนนี่ไม่ได้กังวลเรื่องภพมาอยู่ด้วยแต่นนนี่กลับกังวลว่าภพจะอยู่ในสถานที่แบบนี้ไม่ได้มากกว่า ชีวิตใหม่ของภพเริ่มต้นขึ้น ภพช่วยแม่ของนนนี่เก็บร้าน ล้างจาน และทำทุกอย่างที่พอจะทำได้เพื่อแลกกับข้าวสามมื้อและที่ซุกหัวนอน แต่ด้วยความหยิ่งในศักดิ์ศรีที่มีอยู่เต็มอก ภพเลือกที่จะปฏิเสธที่จะรับเงินจากแม่ของนนนี่ทุกครั้ง ทำให้เขากลายเป็นคนไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว
เวลาผ่านไปเกือบเดือน ความเกรงใจเริ่มกัดกินหัวใจของภพรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ แม้ว่านนนี่และแม่จะไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจเลยก็ตาม คืนหนึ่งขณะที่ทุกคนหลับแล้ว ภพตัดสินใจเขียนจดหมายสั้นๆ วางไว้ข้างหมอนของนนนี่ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ก่อนจะสะพายกระเป๋าแล้วเดินหายไปในความมืดอีกครั้ง ชีวิตอิสระที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และมันโหดร้ายกว่าที่ภพจินตนาการไว้มาก จากคุณชายในคฤหาสน์กลายเป็นคนเร่ร่อนในทันที งานแรกที่ภพทำคือการรับจ้างเข็นผักในตลาดสดที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของนนนี่นัก เขาได้ค่าจ้างเป็นรายวัน พอประทังชีวิตให้มีชีวิตรอดไปเป็นวันๆไป และเลือกที่จะนอนที่แผงผักของเจ๊สมรแม่ค้าใจดีที่เอ็นดูในความขยันของภพ
ครึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
แสงแดดและลมฝนได้เปลี่ยนเด็กหนุ่มผิวขาวละเอียดให้กลายเป็นชายหนุ่มผิวกร้านแดด ร่างกายที่เคยสะอาดสะอ้านกลับบึกบึนเต็มไปด้วยมัดกล้ามจากการทำงานหนักทุกวัน ศักดิ์ศรีที่เคยแบกไว้จนหนักอึ้งได้สูญสลายไปแล้วภพกลายเป็นคนง่ายๆ กินง่าย อยู่ง่าย อะไรก็ได้ ขอแค่ได้มีชีวิตรอดไปอีกหนึ่งวัน ตอนนี้ภพได้รู้ซึ้งแล้วว่าศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ และความเย่อหยิ่งก็ไม่เคยทำให้ท้องอิ่ม
เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์วันหนึ่ง ขณะที่ภพกำลังเร่งเข็นรถผักหลบหลีกผู้คนที่เดินขวักไขว่ในตลาด เสียงแหลมๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นจนทุกคนต้องหันไปมองเป็นทางเดียวกัน
"นี่ยาย เดินยังไงไม่ดูตาม้าตาเรือเลยไงเสื้อผ้าสวยๆ ราคาแพงของฉันเปื้อนหมดแล้วเห็นไหม ดูจากสภาพแล้วยายไม่น่าจะมีเงินมาชดใช้ค่าชุดของฉันนะ" ภพหันไปตามเสียงก็เห็นเด็กสาวหน้าตาสวยมากจัดว่าเหมือนเทพธิดาลงมาจุติเลยก็ว่าได้ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า กำลังยืนชี้หน้าด่าคุณยายแก่ๆ คนหนึ่งที่ทำน้ำเต้าหู้หกใส่กระโปรงของผู้หญิงคนนั้น ส่วนข้างๆ มีหญิงวัยกลางคนท่าทางเหมือนคนรับใช้ยืนถือตะกร้าทำหน้าไม่ถูก
"ก็หนูเดินมาชนยายเองนะจ๊ะ ยายไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย" คุณยายพยายามอธิบายออกมาตามความเป็นจริง
"จะมาโทษฉันได้ยังไง ก็ทางมันแคบ ยายก็ควรจะหลบให้ฉันสิรู้ไหมว่ากระโปรงตัวนี้ราคาเท่าไหร่จนๆ แบบยายเหรอจะมีเงินมาจ่ายฉันฮ๊ะ อารมณ์เสียฉิบหายเลยแมร่ง" คำพูดที่เต็มไปด้วยการดูถูกและไม่เห็นหัวใครทำให้เลือดในกายของภพเดือดพล่าน ภพเข็นรถผักเข้าไปจอดขวางทันที
"ทางมันไม่ได้แคบหรอกครับคุณหนู แต่เป็นใจของคุณหนูเองนั่นแหละที่มันคับแคบไม่มีความเมตตากรุณาให้ใครทั้งนั้น นี้ถ้าคุณหนูเดินไปเหยียบหางหมาแล้วมันกัดคุณหนูก็คงจะโทษหมาสินะครับว่าหมามันนิสัยไม่ดี" หญิงสาวคนนั้นหันขวับมามองภพด้วยสายตาเอาเรื่อง
"แกเป็นใคร ไอ้กรรมกรเข็นผัก แกกล้าดียังไงมายุ่งเรื่องของฉันดูจากสาระรูปแกแล้วแกไม่ควรมายุ่งเรื่องของคนอื่นนะ"
"ผมก็เป็นคนที่เดินอยู่บนทางสาธารณะเหมือนคุณยายนี่แหละครับ แต่ต่างกันตรงที่ผมรู้จักคำว่ามารยาทและการให้เกียรติคนอื่นอีกอย่างยายเขาก็แก่อาจจะอายุพอๆ กับยายคุณหรือย่าคุณหนูเลยนะครับมีมารยาทหน่อยสิครับ" ภพสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบแต่บาดลึกๆ ไปสุดขั้วหัวใจของหญิงสาวคนนั้น
"นี่แกกล้าด่าฉันเหรอ พี่ดา จัดการมันสิ จัดการมันเลยจะปล่อยให้มันมายืนด่าฉันแบบนี้เหรอ ห๊ะ" หญิงสาวคนนั้นหันไปสั่งคนรับใช้
"เอ่อ คือว่า เอ่อ คุณหนูคะ อย่ามีเรื่องเลยค่ะเชื่อดาเถอะนะคะ" สาวใช้ที่ชื่อดาพูดออกมาพร้อมกับมองไปที่หน้าของหญิงสาวคนนั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
"กรี๊ดดด แค่นี้เองก็ทำไม่ได้งั้นเหรอ ไม่ได้เรื่อง งั้นฉันจัดการเอง" หญิงสาวคนนั้นปรี่เข้ามาจะตบหน้าภพ แต่ภพกลับคว้าข้อมือของหญิงสาวคนนั้นไว้ได้ทัน ภาพของคุณหนูเอาแต่ใจที่กำลังกรีดร้องโวยวายซ้อนทับกับภาพของตัวภพเองในอดีต คนที่ไม่เคยเห็นหัวใคร ไม่ง้อใคร เอาแต่ใจตัวเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือภพไม่เคยดูถูกคนอื่นเหมือนผู้หญิงคนนี้
"ปล่อยฉันนะ ไอ้บ้า ไอ้คนสกปรก ปล่อยดิว่ะ" ผู้หญิงคนนั้นตะโกนใส่หน้าของภพทันที ภพยอมทำตามอย่างว่าง่าย คือภพปล่อยมือผู้หญิงคนนั้นออกแล้วถอยหลังหนึ่งก้าว
ภพปล่อยมือหญิงสาวออกอย่างไม่ไยดี แรงสะบัดทำให้หลินเสียหลักจนเกือบเซถลาไปโดนแผงผักข้างๆ เธอหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย สายตาจ้องมองมาที่ภพเหมือนอยากจะฉีกร่างของไอ้กรรมกรคนนี้ออกเป็นชิ้นๆ
"ผมไม่ทำอะไรผู้หญิงหรอกครับ แต่ผมอยากให้คุณหนูจำไว้อย่างหนึ่งที่ที่คุณยืนอยู่มันไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ฉะนั้นอย่าไปทำตัวไร้มารยาทแบบนี้ที่ไหนอีกนะครับ มันดูต่ำกว่าคนที่คุณกำลังด่าเขาอยู่เสียอีก" ภพทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่เชือดเฉือนที่สุดเท่าที่คนอย่างหลินเคยได้ยินมาก่อนจะหมุนตัวเดินเข็นรถผักจากไปท่ามกลางเสียงปรบมือชื่นชมเบาๆ ของแม่ค้าพ่อค้าแถวนั้น ทิ้งให้หลินยืนแผดเสียงกรีดร้องด้วยความคลุ้มคลั่งอยู่กลางตลาดสด โดยมีดาสาวใช้พยายามเข้าไปดึงแขนอ้อนวอนให้หลินกลับขึ้นรถ
แต่ในใจของภพความคิดบางอย่างกลับตื่นตัวขึ้น
เขามองตามร่างระหงที่เดินกระทืบเท้าสะบัดก้นขึ้นรถเบนซ์สีดำมันปลาบที่จอดรออยู่หน้าตลาด ภพจำตราสัญลักษณ์ที่ติดอยู่ตรงกระจกหลังรถคันนั้นได้ดี มันคือสัญลักษณ์ของบริษัทศิริวัฒนาอสังหาเป็นธุรกิจที่พ่อของภพเคยพูดถึงบ่อยๆ ว่าเป็นพวกหน้าใหญ่ใจแคบ
(โลกมันกลมกว่าที่คิดนะคุณหนูหลิน) ภพพึมพำในลำคอ สายตาที่เคยเรียบเฉยกลับกลายเป็นวาวโรจน์ด้วยแผนการบางอย่างที่ซึมซับมาจากสัญชาตญาณทายาทธุรกิจที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัว ภพรีบจอดรถเข็นผักไว้ที่แผงเจ๊สมร ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเงินก้อนสุดท้ายที่กะจะเก็บไว้ซื้อข้าวเย็นออกมา แบงก์ยี่สิบที่ยับยู่ยี่หนึ่งใบภพตัดสินใจวิ่งหน้าตั้งไปหาวินมอเตอร์ไซค์หน้าตลาดทันที
"พี่ ตามรถเบนซ์คันสีดำนั่นไปที ผมมีให้พี่แค่นี้ช่วยผมหน่อยพี่ เรื่องนี้คอขาดบาดตาย" ภพยื่นแบงก์ยี่สิบใบนั้นให้ด้วยมือที่สั่นน้อยๆ แต่แววตามุ่งมั่น พี่วินมองหน้าหนุ่มเข็นผักที่เนื้อตัวมอมแมมแต่แววตากลับดูมีอำนาจอย่างประหลาด ก่อนจะถอนหายใจแล้วตบเบาะรถเบา
"เออๆ ขึ้นมายี่สิบก็ยี่สิบว่ะ เห็นว่ามึงกล้าด่าคุณหนูนั่นแทนพวกกูหรอกนะ" มอเตอร์ไซค์รับจ้างบิดคันเร่งแซงซ้ายปาดขวาตามรถหรูไปจนถึงย่านหมู่บ้านจัดสรรระดับพรีเมียม รถเบนซ์เลี้ยวเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬารที่มีชื่อสลักไว้ว่า คฤหาสน์ศิริวัฒนา ภพลงจากรถมอเตอร์ไซค์ที่หน้าหมู่บ้าน เขามองผ่านรั้วอัลลอยด์ดัดลายวิจิตรเข้าไป เห็นป้ายเล็กๆ ที่ติดอยู่ตรงป้อมยามหน้าบ้านว่า รับสมัครคนดูแลสุนัขพาร์ทไทม์ (ด่วนมาก) ภพยกยิ้มที่มุมปากออกมามันเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแบบที่พ่อเขาเคยทำเวลาจะปิดดีลใหญ่ๆ
"ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ก็จริง แต่ถ้ากูใช้มันให้เป็นที่เหยียบเพื่อกลับขึ้นไปที่เดิมมันก็น่าสน" ภพพูดกับตัวเองเบาๆ ภพมองดูมือที่หยาบกร้านของตัวเองจากการเข็นผักมาครึ่งปี
"แล้วเจอกันนะครับ คุณหนูหลิน" ภพหันหลังกลับเดินออกจากหน้าหมู่บ้านด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไป จากคนที่เคยเดินก้มหน้ายอมรับชะตากรรม กลายเป็นชายหนุ่มที่มีเป้าหมายชัดเจน เขาต้องการที่ซุกหัวนอนที่มั่นคงกว่าแผงผักอันหนาวเหน็บแห่งนั้น
สวนสิริวัฒนาไม่ใช่แค่ร้านค้าออนไลน์เล็กๆอีกต่อไปแล้วมันกลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น ภพมองเห็นโอกาสที่จะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นไปอีกระดับ"เราจะเปิดหน้าร้าน" ภพประกาศในที่ประชุม"หา เปิดหน้าร้านเหรอจะไหวเหรอภพค่าเช่าที่ ค่าตกแต่ง ค่าจ้างพนักงานอีก" นนนี่ท้วง"ไหวสิ เราจะไม่เปิดเป็นร้านขายของธรรมดาแต่เราจะเปิดเป็น 'คาเฟ่' คาเฟ่สวนผลไม้ เราจะใช้ผลิตภัณฑ์ของเราเองทำเป็นเครื่องดื่ม เค้ก และของหวาน ลูกค้าจะได้มาลองชิมสินค้าของเราก่อนตัดสินใจซื้อกลับบ้าน และยังเป็นการสร้างแบรนด์ให้ดูพรีเมียมมากขึ้นด้วย" ภพชี้ไปที่แผนผังบนหน้าจอ ท่านเดชตบเข่าฉาด"เป็นความคิดที่ดีมาก พ่อมีที่ดินแปลงเล็กๆอยู่ใจกลางเมืองพอดีเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่ไม่ถูกยึด เราเอามาใช้ได้เลย"โครงการคาเฟ่ในฝันจึงเ
หลังจากวิกฤตการณ์ไลฟ์สดสวนสิริวัฒนาก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ภาพลักษณ์ของแบรนด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์และคุณภาพที่พิสูจน์ได้จริง ภพตัดสินใจเดินเกมรุกต่อทันที"เราจะเปิดตัวสินค้าใหม่" ภพประกาศในที่ประชุมเล็กๆที่มีเพียงเขากับหลินและนนนี่"สินค้าใหม่อะไรวะ ตอนนี้เราขายผลไม้สดจนแพ็คกันไม่ทันแล้วนะ" นนนี่แย้ง"ไม่ใช่ผลไม้สด แต่เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป แยมผลไม้โฮมเมด, ผลไม้อบแห้งพรีเมียม, และน้ำผลไม้สกัดเย็น 100%" ภพเปิดสไลด์ในโน้ตบุ๊กของตัวเองที่เตรียมมา "น่าสนใจมาก เราจะได้ใช้ประโยชน์จากผลไม้ที่อาจจะช้ำหรือขนาดไม่ได้มาตรฐานจากการขนส่งด้วย เป็นการลดขยะอาหารไปในตัว" หลินตาโตแล้วพูดขึ้น"ถูกต้องและที่สำคัญ เราจะสามารถควบคุมราคาและเพิ่มกำไรได้มากกว่าผลไม้สด แถมยังเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ ที่ชอบทานของว่างเพื่อสุขภาพด้วย" ภพยิ้มออกมา ทั้งสามคนทำง
ที่ห้องประชุมใหญ่ของบริษัทฟรุ๊ตเอ็มไพร์บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ท่านประธานใหญ่หรือพ่อของภพ กำลังนั่งหัวโต๊ะด้วยใบหน้าถมึงทึง"ใครช่วยอธิบายผมทีว่า ทำไมยอดขายของเราถึงได้ตกลงสวนทางกับตลาดที่กำลังโตขึ้นแล้วไอ้ร้านสวนสิริวัฒนานี่มันเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงแย่งส่วนแบ่งการตลาดของเราไปได้มากขนาดนี้" ทีมการตลาดนั่งก้มหน้ากันเป็นแถว ไม่มีใครกล้าสบตา"เอ่อ คือเขาใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงครับท่าน สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ทำให้เกิด Brand Loyalty(ความภักดีต่อแบรนด์) ครับ""แล้วทำไมเราไม่ทำบ้าง""เราพยายามแล้วครับ แต่ภาพลักษณ์ของแบรนด์เราเป็นบริษัทใหญ่มันเข้าถึงยากกว่าครับ"ปัง เสียงพ่อของภพทุบโต๊ะดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว"ไร้สาระ ผมไม่สนว่าจะด้วยวิธีไหน ไ
ธุรกิจสวนสิริวัฒนาเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆจากมะม่วง ก็เริ่มขยายไปสู่ผลไม้อื่นๆที่มีในสวน เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย ภพตัดสินใจเช่าโกดังเล็กๆแห่งหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่แพ็คของและกระจายสินค้าอย่างเป็นระบบ และจ้างคนงานเพิ่มอีกสองสามคน ซึ่งก็คืออดีตคนงานในตลาดที่ภพเคยรู้จักนั่นเอง หลินเองก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เธอเองไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยอีกต่อไป แต่เรียนรู้ที่จะบริหารจัดการสต็อกสินค้าและตอบคำถามลูกค้าแล้วยังช่วยคิดโปรโมชั่นต่างๆจนตัวของหลินกลายเป็นกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ของภพวันหนึ่งขณะที่ภพกำลังตรวจเช็คยอดสั่งซื้อในโกดัง ก็มีโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยโทรเข้ามา"ฮัลโหล""ไอ้ภพ นี่กูเอง นนนี่" ภพถึงกับนิ่งไปเมื่อได้ยินชื่อเพื่อนสนิทของตัวเอง"นนนี่ มึง มึงไปเอาเบอร์กูมาจากไหน""กูไปถามเจ๊สมรที่ตลาดมา เจ๊แกบอกว่ามึงมาเช่าโกดังแถวนี้ กูเลยลองโทรมาดู มึง มึงเป็นยังไงบ้างวะ หายไปเป็นปี ไ
เงินก้อนแรกที่ได้มาถูกนำไปใช้เป็นค่าจ้างคนงานในสวนที่ต่างจังหวัดและค่าขนส่งผลไม้ล็อตแรก ทุกอย่างเป็นไปอย่างทุลักทุเลเหมือนจะไม่รอดแต่ก็รอด ภพต้องสวมบทบาททุกอย่าง ตั้งแต่คนรับออเดอร์ แอดมินเพจ นักการตลาด ไปจนถึงคนแพ็คของ โดยมีหลินเป็นผู้ช่วยมือใหม่ที่ยังทำอะไรผิดๆ ถูกๆ อยู่เสมอ อย่างน้อยคุณหนูขี้วีนก็ลงมาช่วยงานนี้ด้วยตัวเอง บรรยากาศในห้องนั่งเล่นของบ้านสิริวัฒนาที่เคยเงียบเหงา บัดนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของมะม่วงสุกที่เพิ่งขนมาจากต่างจังหวัด แต่เบื้องหลังความหอมนั้นคือการทำงานหนักที่ทดสอบความอดทนของคุณหนูอย่างหลินเป็นที่สุด หลินนั่งแหมะอยู่บนพื้นห้อง มือบางที่เคยแต่ทำเล็บหรูหรา บัดนี้เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากขอบลังกระดาษและเศษเทปกาวที่พันมั่วไปหมด"ว้าย ภพมะม่วงมันลื่นหลุดมือ" หลินอุทานหน้าตื่นเมื่อมะม่วงสีเหลืองทองเกือบจะร่วงลงพื้น แต่หลินก็คว้าไว้ได้ทันท่วงที ทว่าแรงบีบที่มากเกินไปเพราะความตกใจทำให้ผิวเนื้อนุ่มๆ ของมันยุบลงไปตามรอยนิ้วมือ
คืนแล้วคืนเล่าที่แสงสว่างจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของภพ ภพใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเขียนโค้ตสร้างแพลตฟอร์บางอย่างขึ้นมาอย่างเงียบๆ ในมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นที่มืดมิด หลินเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ในตอนแรกหลินเองก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ภพทำจะช่วยอะไรได้ แต่เมื่อเห็นความทุ่มเทและสายตาที่มุ่งมั่นของภพแล้ว ตัวขอวหินเองก็เลือกที่จะมั่นใจและก็เลือกที่จะไม่รบกวนและคอยเอาน้ำ เอาขนมปังราคาถูกที่ซื้อมาไปวางไว้ให้ข้างๆ แทน"นี้นายทำอะไรของนายน่ะ ฉันเห็นดึกๆ ดื่นๆ ทุกคืนไม่หลับไม่นอนหรือยังไง" คืนหนึ่งหลินทนความสงสัยไม่ไหวถามออกมาขณะยืนมองภพที่ใจจดใจจ่ออยู่ที่หน้าจออย่างไม่ละสายตา ภพละสายตาจากหน้าจอที่เต็มไปด้วยตัวอักษรและสัญลักษณ์ประหลาดๆพร้อมกับยิ้มออกมาเล็กน้อย"หาทางให้คุณหนูมีเงินใช้ซื้อกระเป๋าใบใหม่ไงครับ พึ่งมีคอลเลกชั่น ออกใหม่มานี้น๊าคุณหนูไม่อยากได้เหรอครับ" ภพถามหลินขึ้น"ฉันไม่ได้อยากได้แล้วไอ้กระเป๋าบ้าๆ นั่นน่ะ มัน







