LOGINความเงียบเข้าปกคลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ที่บัดนี้เหลือผู้อยู่อาศัยเพียงสามคนเท่านั้น คือ ท่านเดช, หลิน และภพ ไม่มีเสียงหัวเราะของเหล่าคนใช้ ไม่มีเสียงรถหรูเข้าออก มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านสวนกว้างอย่างว้าเหว่ หลินขังตัวเองอยู่ในห้องนอน หลินไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่ทำอะไรเลยเอาแต่ร้องไห้กับการเปลี่ยนแปลงที่โหดร้ายของชีวิตท่านเดชเองก็จมอยู่กับความเครียดและความรู้สึกผิดจนแทบไม่ได้นอน ไม่ได้กิน ไม่ได้ออกจากห้องทำงานมาเจอภพหลายวันแล้ว ภพกลายเป็นเสาหลักของบ้านอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งดูแลสวน ดูแลทองหยิบทองหยอด และที่เพิ่มขึ้นมาคือการดูแลคนอีกสองคน ภพจัดการไปตลาดสดที่คุ้นเคยเพื่อซื้อวัตถุดิบราคาถูกเท่าที่เงินเก็บก้อนสุดท้ายของตัวเองที่พอจะมี แล้วกลับมาทำอาหารง่ายๆ วางไว้หน้าห้องให้หลินและนำไปให้ท่านเดช
"คุณหนูครับ ออกมากินอะไรหน่อยนะครับเดี๋ยวจะไม่สบาย" ภพเคาะประตูห้องหลินเบาๆ
ไม่มีเสียงตอบรับจากข้างใน มีเพียงเสียงเงียบงันเหมือนเฉกเช่นทุกครั้ง
"ถ้าคุณหนูไม่ยอมกินข้าว แล้วคุณท่านจะเอาแรงที่ไหนมาสู้กับปัญหาล่ะครับ ตอนนี้ท่านต้องการกำลังใจจากคุณหนูมากที่สุดนะครับ แค่เรื่องที่เราทุกคนเจอผมว่ามันก็หนักอึ้งมากพอแล้วนะครับ" คำพูดของภพเหมือนกุญแจที่ไขเข้าไปในหัวใจที่ปิดตายของหลิน หลินค่อยๆ เปิดประตูออกมาพร้อมกับใบหน้าสวยหวานบัดนี้ซีดเซียว ดวงตาบวมช้ำบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าหลินเองก็ร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง
"ฉะ ฉะ ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง" หลินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ภพยื่นจานข้าวผัดไข่ร้อนๆ ให้หลิน
"เริ่มจากกินข้าวจานนี้ก่อนครับ แล้วค่อยๆ คิดทุกปัญหามีทางออกเสมอครับ" ภพพูดออกมาพร้อมกับมองไปที่หน้าของหลิน หลินรับจานข้าวมาอย่างไม่รู้ตัว กลิ่นหอมของข้าวผัดไข่ง่ายๆ กระตุ้นความหิวที่หลินหลงลืมไป หลินตักข้าวกินคำแรก มันไม่อร่อยเลิศเลอเหมือนอาหารที่เชฟเคยทำให้กินก่อนหน้านี้ แต่ทำไมมันกลับทำให้น้ำตาของหลินไหลออกมาอีกครั้งก็ไม่รู้ น้ำตาของหลินไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว
"คุณท่านครับ ผมต้มน้ำขิงไว้ให้ จิบหน่อยนะครับจะได้ชุ่มคอ" ภพเดินเข้าไปในห้องทำงานที่มืดสลัว แสงไฟเลือนรางจากเทียนไขส่องให้เห็นท่านเดชที่นั่งกุมขมับ ภพไม่ได้เพียงแค่วางแก้วน้ำขิงลง แต่เขากลับนั่งลงข้างๆ แล้วเริ่มบีบนวดไหล่ที่ตึงเครียดของนายเก่าอย่างเบามือ
"ขอบใจนะภพ ถ้าไม่มีเธอฉันคงตรอมใจตายไปนานแล้ว" ท่านเดชเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"อย่าเพิ่งยอมแพ้ครับ ผมยังเชื่อในตัวท่านเสมอ" ภพให้กำลังใจพลางกระชับผ้าห่มให้ชายสูงวัย
จากวันนั้นหลินก็เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองไม่เคยรู้จักมาก่อน หลินเห็นภพทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำโดยไม่ปริปากบ่นอะไรออกมาสักคำ หลินมองเห็นพ่อของตัวเองที่ตัวเองเคยพึ่งพามาตลอด คนที่เป็นเสาหลักของครอบครัวคนที่แบกทุกอย่างมาโดยตลอดแต่ตอนนี้ กลับนั่งเหม่อลอยอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก เหมือนคนที่ไม่มีเรี้ยวแรงจะทำอะไร หลินที่กำลังสู้รบกับความลำบากอย่างที่ไม่เคยเจอ เธอต้องอาบน้ำเย็นจัดในห้องน้ำที่ไม่มีแสงไฟ มีเพียงไฟฉายกระบอกเล็กที่ภพแขวนไว้ให้หน้าประตูเพื่อความปลอดภัย ทุกครั้งที่เธอก้าวออกมาจะเห็นภพยืนรอยูห่างๆ พร้อมผ้าขนหนูสะอาดและน้ำอุ่นหนึ่งแก้วเสมอ
"นาย... นายไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้นะภพ นายเองก็นอนน้อยมาหลายวันแล้ว" หลินพูดด้วยความรู้สึกผิด เมื่อเห็นเงาคล้ำใต้ตาของชายหนุ่มที่ต้องตื่นมาทำงานในสวนตอนเช้าและนั่งเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ตอนดึก
"ไม่เป็นไรครับ ผมชินแล้ว แต่อยากให้คุณหนูชินกับชีวิตตอนนี้ให้ได้ก่อน" ภพยิ้มเหนื่อยๆ ออกมา
เช้าวันหนึ่งหลินตัดสินใจเดินเข้าไปในครัวที่บัดนี้ฝุ่นเริ่มจับ
"มีอะไรให้ฉันช่วยไหม" หลินถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาดูไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ว่าจะทำได้ ภพที่กำลังล้างจานอยู่หันมามองอย่างประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา "คุณหนูจะช่วยล้างจานเหรอครับ ระวังเล็บสวยๆ จะหักเอานะครับ" ภพพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม
"อย่ามากวนได้ไหม แค่บอกมาว่าให้ทำอะไรให้ช่วยอะไร" หลินขึ้นเสียงใส่ภพแก้เก้อ
"งั้น รบกวนคุณหนูช่วยหั่นผักพวกนี้ก็แล้วกันนะครับ น่าจะเป็นงานที่ง่ายมากคุณหนูน่าจะพอทำได้แหละครับ" ภพยื่นเขียงกับมีดให้หลิน หลินรับมาอย่างเก้ๆกังๆเพราะหลินเองไม่เคยจับมีดทำครัวมาก่อนในชีวิต ผลลัพธ์คือการหั่นผักที่ดูไม่เป็นทรงและเกือบโดนมีดบาดมือตัวเองหลายครั้ง แต่หลินเองก็ไม่ยอมแพ้ ภพแอบมองแล้วลอบยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ภพรู้สึกว่าหนามแหลมคมของดอกกุหลาบกำลังค่อยๆ หลุดร่วงไปทีละน้อยตกดึกคืนนั้น ขณะที่ทุกคนหลับแล้ว ภพแอบย่องเข้าไปในห้องทำงานเก่าของท่านเดชที่ตอนนี้ถูกแปะป้ายยึดทรัพย์ ภพบรรจงค่อยๆ เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานที่ภพเคยแอบซ่อนเงินเก็บทั้งหมดของภพเองที่ได้จากการทำงานเกือบปีไว้ข้างใน ภพหยิบเงินก้อนนั้นออกมามันอาจจะไม่มากพอที่จะพลิกฟื้นธุรกิจ แต่ก็มากพอที่จะซื้อ อาวุธ สำหรับการต่อสู้ครั้งใหม่ ภพเชื่อมาตลอดว่าฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ
วันรุ่งขึ้น ภพขออนุญาตท่านเดชออกไปข้างนอกทั้งวัน พอภพกลับมาอีกทีในตอนค่ำพร้อมกับกล่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมือสองสภาพดีหนึ่งเครื่อง
หลินเห็นเข้าก็อดถามไม่ได้
"นายเอาเงินที่ไหนไปซื้อ" หลินถามออกมาด้วยความสงสัย
"เงินเก็บของผมน่ะครับ" ภพตอบออกมาเบาพร้อมกับก้มหน้าให้หลิน
"แล้วจะซื้อมาทำไม ในเมื่อตอนนี้เราไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อข้าวไว้กินในวันพรุ่งนี้ มันจะใช้ประโยชน์อะไรได้" หลินพูดด้วยความกังวล ภพวางโน้ตบุ๊กลงบนโต๊ะในห้องนั่งเล่นอย่างทะนุถนอมพร้อมกับมองหน้าหลินและท่านเดชที่เดินออกมาดูด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
"ผมอาจจะเรียนไม่จบ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมเก่งและรักมันมากนั่นคือคอมพิวเตอร์ ผมมั่นใจว่าเราจะใช้เจ้านี้เป็นตัวหาเงินให้เรา" ภพเปิดเครื่องโน้ตบุ๊ก ต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสัญญาณไวไฟอ่อนๆ ที่ยังพอจับได้จากเพื่อนบ้าน
"ผมจะใช้เจ้านี่แหละครับ มันจะช่วยเราสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่" คำประกาศของภพเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างประหลาด มันจุดประกายความหวังเล็กๆ ขึ้นในใจของท่านเดชและหลิน การต่อสู้เพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัวสิริวัฒนา โดยมีอดีตคนสวนเป็นแม่ทัพได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ ในคืนนั้นเอง
กลางดึกคืนนั้นท่ามกลางเสียงพัดลมเครื่องเล็กที่ใช้แบตเตอรี่สำรองที่ภพดัดแปลงขึ้นมาเองเพื่อให้ท่านเดชและหลินไม่ร้อนจนเกินไป ภพนั่งอยู่มุมห้องนั่งเล่นแสงสีฟ้าจากหน้าจอโน้ตบุ๊กสะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ หลินเดินออกมาจากห้องเพราะนอนไม่หลับ เธอเห็นแผ่นหลังของภพที่ดูบึกบึนแต่ทว่าโดดเดี่ยว เขากำลังรัวคีย์บอร์ดด้วยความเร็วที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
"ทำไมต้องลำบากขนาดนี้" หลินกระซิบเบาๆ พลางวางพัดสานลงบนโต๊ะข้างๆ ภพแล้วเริ่มโบกลมให้ภพช้าๆ
"คุณหนู ทำไมยังไม่นอนครับ" ภพชะงักมือแล้วหันมามอง
"ฉันนอนไม่หลับ เห็นนายนั่งทำงานหลังขดหลังแข็ง ฉันเลยอยากช่วยพัดให้เผื่อจะได้มีลมให้สักนิดก็ยังดี" หลินตอบพลางหลบสายตา
สวนสิริวัฒนาไม่ใช่แค่ร้านค้าออนไลน์เล็กๆอีกต่อไปแล้วมันกลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น ภพมองเห็นโอกาสที่จะขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นไปอีกระดับ"เราจะเปิดหน้าร้าน" ภพประกาศในที่ประชุม"หา เปิดหน้าร้านเหรอจะไหวเหรอภพค่าเช่าที่ ค่าตกแต่ง ค่าจ้างพนักงานอีก" นนนี่ท้วง"ไหวสิ เราจะไม่เปิดเป็นร้านขายของธรรมดาแต่เราจะเปิดเป็น 'คาเฟ่' คาเฟ่สวนผลไม้ เราจะใช้ผลิตภัณฑ์ของเราเองทำเป็นเครื่องดื่ม เค้ก และของหวาน ลูกค้าจะได้มาลองชิมสินค้าของเราก่อนตัดสินใจซื้อกลับบ้าน และยังเป็นการสร้างแบรนด์ให้ดูพรีเมียมมากขึ้นด้วย" ภพชี้ไปที่แผนผังบนหน้าจอ ท่านเดชตบเข่าฉาด"เป็นความคิดที่ดีมาก พ่อมีที่ดินแปลงเล็กๆอยู่ใจกลางเมืองพอดีเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่ไม่ถูกยึด เราเอามาใช้ได้เลย"โครงการคาเฟ่ในฝันจึงเ
หลังจากวิกฤตการณ์ไลฟ์สดสวนสิริวัฒนาก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ภาพลักษณ์ของแบรนด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์และคุณภาพที่พิสูจน์ได้จริง ภพตัดสินใจเดินเกมรุกต่อทันที"เราจะเปิดตัวสินค้าใหม่" ภพประกาศในที่ประชุมเล็กๆที่มีเพียงเขากับหลินและนนนี่"สินค้าใหม่อะไรวะ ตอนนี้เราขายผลไม้สดจนแพ็คกันไม่ทันแล้วนะ" นนนี่แย้ง"ไม่ใช่ผลไม้สด แต่เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป แยมผลไม้โฮมเมด, ผลไม้อบแห้งพรีเมียม, และน้ำผลไม้สกัดเย็น 100%" ภพเปิดสไลด์ในโน้ตบุ๊กของตัวเองที่เตรียมมา "น่าสนใจมาก เราจะได้ใช้ประโยชน์จากผลไม้ที่อาจจะช้ำหรือขนาดไม่ได้มาตรฐานจากการขนส่งด้วย เป็นการลดขยะอาหารไปในตัว" หลินตาโตแล้วพูดขึ้น"ถูกต้องและที่สำคัญ เราจะสามารถควบคุมราคาและเพิ่มกำไรได้มากกว่าผลไม้สด แถมยังเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ ที่ชอบทานของว่างเพื่อสุขภาพด้วย" ภพยิ้มออกมา ทั้งสามคนทำง
ที่ห้องประชุมใหญ่ของบริษัทฟรุ๊ตเอ็มไพร์บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ท่านประธานใหญ่หรือพ่อของภพ กำลังนั่งหัวโต๊ะด้วยใบหน้าถมึงทึง"ใครช่วยอธิบายผมทีว่า ทำไมยอดขายของเราถึงได้ตกลงสวนทางกับตลาดที่กำลังโตขึ้นแล้วไอ้ร้านสวนสิริวัฒนานี่มันเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงแย่งส่วนแบ่งการตลาดของเราไปได้มากขนาดนี้" ทีมการตลาดนั่งก้มหน้ากันเป็นแถว ไม่มีใครกล้าสบตา"เอ่อ คือเขาใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงครับท่าน สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ทำให้เกิด Brand Loyalty(ความภักดีต่อแบรนด์) ครับ""แล้วทำไมเราไม่ทำบ้าง""เราพยายามแล้วครับ แต่ภาพลักษณ์ของแบรนด์เราเป็นบริษัทใหญ่มันเข้าถึงยากกว่าครับ"ปัง เสียงพ่อของภพทุบโต๊ะดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว"ไร้สาระ ผมไม่สนว่าจะด้วยวิธีไหน ไ
ธุรกิจสวนสิริวัฒนาเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆจากมะม่วง ก็เริ่มขยายไปสู่ผลไม้อื่นๆที่มีในสวน เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย ภพตัดสินใจเช่าโกดังเล็กๆแห่งหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่แพ็คของและกระจายสินค้าอย่างเป็นระบบ และจ้างคนงานเพิ่มอีกสองสามคน ซึ่งก็คืออดีตคนงานในตลาดที่ภพเคยรู้จักนั่นเอง หลินเองก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เธอเองไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยอีกต่อไป แต่เรียนรู้ที่จะบริหารจัดการสต็อกสินค้าและตอบคำถามลูกค้าแล้วยังช่วยคิดโปรโมชั่นต่างๆจนตัวของหลินกลายเป็นกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ของภพวันหนึ่งขณะที่ภพกำลังตรวจเช็คยอดสั่งซื้อในโกดัง ก็มีโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยโทรเข้ามา"ฮัลโหล""ไอ้ภพ นี่กูเอง นนนี่" ภพถึงกับนิ่งไปเมื่อได้ยินชื่อเพื่อนสนิทของตัวเอง"นนนี่ มึง มึงไปเอาเบอร์กูมาจากไหน""กูไปถามเจ๊สมรที่ตลาดมา เจ๊แกบอกว่ามึงมาเช่าโกดังแถวนี้ กูเลยลองโทรมาดู มึง มึงเป็นยังไงบ้างวะ หายไปเป็นปี ไ
เงินก้อนแรกที่ได้มาถูกนำไปใช้เป็นค่าจ้างคนงานในสวนที่ต่างจังหวัดและค่าขนส่งผลไม้ล็อตแรก ทุกอย่างเป็นไปอย่างทุลักทุเลเหมือนจะไม่รอดแต่ก็รอด ภพต้องสวมบทบาททุกอย่าง ตั้งแต่คนรับออเดอร์ แอดมินเพจ นักการตลาด ไปจนถึงคนแพ็คของ โดยมีหลินเป็นผู้ช่วยมือใหม่ที่ยังทำอะไรผิดๆ ถูกๆ อยู่เสมอ อย่างน้อยคุณหนูขี้วีนก็ลงมาช่วยงานนี้ด้วยตัวเอง บรรยากาศในห้องนั่งเล่นของบ้านสิริวัฒนาที่เคยเงียบเหงา บัดนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของมะม่วงสุกที่เพิ่งขนมาจากต่างจังหวัด แต่เบื้องหลังความหอมนั้นคือการทำงานหนักที่ทดสอบความอดทนของคุณหนูอย่างหลินเป็นที่สุด หลินนั่งแหมะอยู่บนพื้นห้อง มือบางที่เคยแต่ทำเล็บหรูหรา บัดนี้เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากขอบลังกระดาษและเศษเทปกาวที่พันมั่วไปหมด"ว้าย ภพมะม่วงมันลื่นหลุดมือ" หลินอุทานหน้าตื่นเมื่อมะม่วงสีเหลืองทองเกือบจะร่วงลงพื้น แต่หลินก็คว้าไว้ได้ทันท่วงที ทว่าแรงบีบที่มากเกินไปเพราะความตกใจทำให้ผิวเนื้อนุ่มๆ ของมันยุบลงไปตามรอยนิ้วมือ
คืนแล้วคืนเล่าที่แสงสว่างจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของภพ ภพใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเขียนโค้ตสร้างแพลตฟอร์บางอย่างขึ้นมาอย่างเงียบๆ ในมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นที่มืดมิด หลินเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ในตอนแรกหลินเองก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ภพทำจะช่วยอะไรได้ แต่เมื่อเห็นความทุ่มเทและสายตาที่มุ่งมั่นของภพแล้ว ตัวขอวหินเองก็เลือกที่จะมั่นใจและก็เลือกที่จะไม่รบกวนและคอยเอาน้ำ เอาขนมปังราคาถูกที่ซื้อมาไปวางไว้ให้ข้างๆ แทน"นี้นายทำอะไรของนายน่ะ ฉันเห็นดึกๆ ดื่นๆ ทุกคืนไม่หลับไม่นอนหรือยังไง" คืนหนึ่งหลินทนความสงสัยไม่ไหวถามออกมาขณะยืนมองภพที่ใจจดใจจ่ออยู่ที่หน้าจออย่างไม่ละสายตา ภพละสายตาจากหน้าจอที่เต็มไปด้วยตัวอักษรและสัญลักษณ์ประหลาดๆพร้อมกับยิ้มออกมาเล็กน้อย"หาทางให้คุณหนูมีเงินใช้ซื้อกระเป๋าใบใหม่ไงครับ พึ่งมีคอลเลกชั่น ออกใหม่มานี้น๊าคุณหนูไม่อยากได้เหรอครับ" ภพถามหลินขึ้น"ฉันไม่ได้อยากได้แล้วไอ้กระเป๋าบ้าๆ นั่นน่ะ มัน







