LOGINเลี่ยหยางเอาเสื้อขาวที่พกมาด้วยโยนให้เยว่หลิง
"ใส่ซะ! ขืนยังแก้ผ้าแบบนี้ สาวๆคงไม่เหลือมาหาข้า!"
เยว่หลิงรับเสื้อมาสวมใส่เรียบร้อย เป็นเสื้อสีขาวที่เขาชอบใส่ไปร้านตีเหล็กประจำนั่นเอง แต่ไม่ใช่ชุดเก่าของเขา เป็นเสื้อใหม่ที่เลี่ยหยางแอบสั่งตัดให้
"เอ้า! เจ้าคงขาดสิ่งนี้ไม่ได้" เลี่ยหยางยื่นกระบี่คมวาววับให้เยว่หลิง ๆ รับถือไว้ในมือมั่น
ก่อนที่ไป๋เยว่หลิงและเลี่ยหยางจะออกไปทางหน้าต่าง เลี่ยหยางเกาศรีษะแล้วหันมาพูดกับองค์หญิง
"เอ่อ...ข้ามันคนเรียนมาน้อย แต่...องค์หญิง หากทุกปัญหาต้องให้คนอื่นแก้แทน แล้วต่างอะไรกับเด็กที่ยังหัดเดินพะยะค่ะ?”
“การตัดสินใจคือกระบี่เล่มแรกของชีวิต พระองค์จะกล้าใช้มันหรือจะปล่อยให้ขึ้นสนิมอยู่ในฝัก ก็อยู่ที่ตัวพระองค์เองนะ”
องค์หญิงฟังทุกคำที่เลี่ยหยางพูดด้วยแววตาที่ซึมซับอะไรบางอย่างเข้าในจิตใจตัวเอง แล้วเลี่ยหยางและเยว่หลิงก็กระโจนหน้าต่างออกไป
ห้องหออยู่ด้านบนสุด ทำให้ทั้งคู่ตอนนี้อยู่บนหลังคาสูงสุดของตำหนักรับรอง
"ท่านจะไปไหนค่ำคืนส่งตัว? ราชบุตรเขย!"
เสียงเล็กแหลมก้องชัดนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือขันทีชราในชุดหม่นใบหน้าซีดนั่นเอง
"อ้าว นังสุ่น! เผือกเรื่องผัวคนอื่น แก่แล้วหาผัวไม่ได้ชิมิ" เลี่ยหยางพูดด้วยท่าทางยียวน
ขันทีเฒ่าฉุน เขากวักมือเรียกกองทหารอาวุธครบมือนับร้อยนายก็ล้อมตำหนักไว้ด้านล่าง หลายสิบนายง้างธนูพร้อมยิงอีกด้วย
"จะกลับเข้าไป หรือจะตายอยู่ตรงนั้น!" ขันทีเฒ่าพูดเสียงจริงจัง
"แล้วสหายข้าล่ะ?" เยว่หลิงถาม
"ไอ้ปากดีนี่ บุกตำหนักเจ้าเมือง ทำร้ายราชบุตรเขยและองค์หญิง โทษประหารตายสถานเดียว" ขันทีพูดและยิ้มเยาะ เลี่ยหยางแววตาโมโหความกวนตีนของอีกระเทยแก่นางนี้ อยากเข้าไปเตะปากมันสักป๊าบจริง ๆ
"งั้นข้ามีคำตอบให้ท่านแล้ว..."
เยว่หลิงยกกระบี่ขึ้นมาเล็กน้อยและหลับตา **เพลงกระบี่จันทรา!** ...เลี่ยหยางรีบย่างเท้าถอยหลังเพราะรู้ดีถึงอันตรายของกระบวนท่านี้
แต่....คราวนี้ไม่ธรรมดา ทหารหลายร้อยนายแม้แต่พลธนูต่างยืนอึ้งในปราณกระบี่ที่เห็นได้ชัดเจนราวกับเป็นรูปธรรมจับต้องได้
เป็นปราณสีขาวคล้ายฝุ่นละอองน้ำ ไป่เยว่หลิงยกขาขึ้นข้างหนึ่ง ราวกับการร่ายรำงิ้ว นี่เป็นท่วงท่ากระบี่จันทราที่แม้แต่เลี่ยหยางก็ไม่เคยเห็น
ด้านล่างเกิดหมอกปริศนามากมายเริ่มหมุนวน ทหารทุกคนยืนทื่อ อ้าปากค้าง ราวกับถูกสะกดจิต ในความงดงามของสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า
แล้ว! ทหารทุกคนก็ล้มลง! บริเวณคอมีรอยบาดแผลเล็กๆเฉือนคอตายหมดทั้งร้อยกว่านาย!
เลี่ยหยางและขันทีตกตะลึง แต่เท่านั้นยังไม่พอ เพลงกระบี่จันทรายังไม่สิ้นสุด เมื่อกระบี่หมุนวนจากมือขวามาที่มือซ้ายอย่างช้า ๆ แล้ว เยว่หลิงใช้ 2 มือจับมันและฟาดไปข้างหน้าเต็มแรง
ตูมมม!!!
เสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งจวน ไม่สิ! ทั้งเมือง!
ขันทีเฒ่าหันไปดูด้านหลัง ไม่จริง!เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ตำหนักสูงใหญ่ที่เคยโอ่อ่าดุจภูผา แลดูสง่าด้วยยอดหลังคาทรงโค้งสูงชะลูด บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นภาพสยดสยอง กำแพงศิลาอันหนาทึบและเสาสลักมังกรทองถูกแรงมหาศาลเฉือนผ่าเป็นแนวตรงจากยอดจรดฐาน ราวกับสวรรค์ใช้กระบี่ทิพย์เส้นหนึ่งกรีดลงมากลางอากาศ
เศษไม้แกะสลักและกระเบื้องมุงหลังคาแตกกระจายลงมาเป็นสายฝนหิน เศษอิฐหล่นโครมครามราวฟ้าร้อง เสียงสะท้อนดังก้องไปทั่วลานด้านหน้า
อึ่ก!
เขาจับที่อกตัวเองทำไมมันรู้สึกเหมือนว่าข้างซ้ายและข้างขวาของร่างกายมันแปลกๆ
แค่ไม่ถึง 3 วินาทีร่างขันทีก็ขาดครึ่งซีก แบะออกร่วงลงกับพื้นคนละทาง แต่กว่าจะมีเลือดไหลก็ 1 นาทีหลังจากร่างขาดจากกันแล้ว
เลี่ยหยางขาสั่นปากสั่น ตาเบิกโพลง
"มะ...ไม่ใช่มนุษย์แล้ว..." เขาตะลึงกับสิ่งที่เห็นอย่าว่าแต่ในเมืองนี้เลย ในอาณาจักรนี้ ไม่สิ! นี่มันฝีมือระดับปรมาจารย์ในนิยายที่เขาอ่านตอนเด็ก!!!
กระบี่ในมือละเอียดเป็นฝุ่นผงเหลือแค่ด้ามดาบที่จับ เยว่หลิงถอนลมหายใจ มือสั่นหมดแรง ยืนโอนเอนหมดแรง เลี่ยหยางรีบเข้าไปประคองให้เยว่หลิงซบไหล่เขา
"นี่เจ้ามีหางมีปีกหรือเปล่าเนี่ย หลิงหลิงเจ้าทำได้ไง??"
"อย่าเสียงดัง..." มือเยว่หลิงหยิกที่แขนเลี่ยหยาง "โอ๊ย!"
"จ๊ะ ๆ เงียบแล้วจ๊ะ พักผ่อนนะคนดี" เลี่ยหยางเอามือโอบเย่วหลิงและพวกเขาทรุดตัวนั่งอยู่บนหลังคานั้น ให้เยว่หลิงนอนบนตักแทน
ก๊อกๆ
เลี่ยหยางชะโงกหน้าลงมาดู เห็นเป็นองค์หญิงกำลังยื่นตราอะไรสักอย่างให้
"นี่คือป้ายอาญาสิทธิ์ของปฐมกษัตริย์ที่เสด็จปู่มอบให้เรา พวกท่านเอาไป!"
เลี่ยหยางใช้กระบี่คล้องขึ้นมาค่อยๆ เพราะกลัวเยว่หลิงจะตื่น
"พวกท่านรีบไปเถอะ เดี๋ยวที่นี่เราจัดการให้เอง" องค์หญิงกล่าว
เลี่ยหยางยิ้มพยักหน้า เขาแอบมองอกใหญ่ของเจ้าหญิงด้วยสายตาซุกซน แล้วอุ้มร่างเยว่หลิงกระโดดออกไปจากตำหนักเจ้าเมือง
รุ่งขึ้นองค์หญิงเรียกเจ้าเมืองเข้าพบและบอกว่าราชบุตรเขยออกไปภาระกิจลับ ส่วนเหตุการณ์เมื่อคืนให้รายงานกลับวังหลวงว่าเกิดจากกลุ่มนักฆ่าแคว้นศัตรูบุกเข้ามาลอบทำร้าย
เจ้าเมืองไม่กล้าถามมาก เพราะนางส่งสาส์นถึงแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ชายแดนผู้มีศักดิ์เป็นกั๋วจิ่ว(น้องแม่)ของนาง และแม่ทัพได้ส่งทหารเกราะเหล็กฝีมือดีมา 500 นายเพื่อคุ้มครองนาง ขุนนางใดกล้าสงสัยสืบความจะถูกฆ่าทันที เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วองค์หญิงก็เสด็จไปประทับที่บ้านสกุลไป๋พร้อมเหล่านางกำนัลรับใช้เพื่อรอคลอดบุตรที่นั่น
....ณ กระท่อมเล็กๆ ใบป่าด้านหลังเมือง เยว่หลิงกำลังย่างไก่อยูที่ครัวด้านหลัง เมนูวันนี้คือไก่ฟ้าทองย่างสมุนไพร เขาหมักด้วยเครื่องสมุนไพรหอมเข้มข้น ได้แก่ ขิงอ่อน กระเทียม กานพลู อบเชย และเปลือกส้มแห้ง กลิ่นอบอวลเข้าเนื้อจนซึมลึกไปทุกเส้นใย เมื่อนำไปย่างบนถ่านไม้หอม ไฟแดงพลุ่งพล่าน กลิ่นสมุนไพรลอยคลุ้งผสมกับความหอมมันของหนังที่ค่อย ๆ สุกจนเป็นสีทองกรอบ
กลิ่นหอมนั้นโชยไปถึงด้านหน้าทำเอาเลี่ยหยางที่ถอดเสื้อผ่าฟืนอยู่นำลายสอจนอดไม่ได้รีบวางขวานแล้ววิ่งมาด้านหลัง
"อื้อหือ! วาสนาปากข้าจริงๆ ท่านเซียนพ่อครัวสวรรค์หลิงหลิง" เลี่ยหยางเอื้อมมือจะไปหยิบไก่ย่าง
เพี๊ยะ! เยว่หลิงตีมือเบาๆ
"รอก่อน! ข้าต้องย่างเคลือบน้ำผึ้งอีก เพิ่มรสหวานหอม หนังเป็นประกายสีทองสวย"
"คร้าบ ๆ ท่านเซียน นี่ท่านจะทำถวายฮ่องเต้หรืออย่างไร?"
"เจ้าไง ฮ่องเต้!" เยว่หลินพูดโดยไม่มองเลี่ยหยาง เขาง่วนอยู่กับการเอาน้ำผึ้งทาไก่ย่างอย่างพิถีพิถัน
เมื่อไก่สุกแล้วทั้งคู่ก็มานั่งรับประทานด้วยกันที่โต๊ะไม้เก่าๆด้านในกระท่อม เลี่ยหยางกัดเข้าไปลึกถึงเนื้อด้านในไก่ มันยังคงความชุ่มฉ่ำ ฟันที่กดลึกลงไปในเนื้อสัมผัสถึงน้ำซุปใส ๆ ที่ซึมมาจากไขมันธรรมชาติ รสชาติแรกที่สัมผัสปลายลิ้นคือความหวานมันจากเนื้อแท้ ตามมาด้วยความหอมซ่อนลึกของสมุนไพรที่เข้ากับเนื้ออันละเอียดนุ่ม ทุกคำที่กัดเข้าไป ให้รสเข้มละมุน ทั้งความเผ็ดอ่อนจากขิง ความหอมหวานจากอบเชย และรสกลมกล่อมจากซีอิ๊วเก่าที่เคลือบผิวหนังจนกรอบเป็นประกาย
เลี่ยหยางกินอย่างเอร็ดอร่อยและมูมมามไม่มีมารยาทเช่นเคย
"ข้าอยากไปเที่ยว...." เยว่หลิงพูดและมองตาเลี่ยอยางด้วยแววตาออดอ้อน
เลี่ยหยางเคี้ยวไก่ไปด้วยพลางนึกสักพักแล้วพูดว่า
"เจ้าใส่ใจเรื่องอาหารขนาดนี้ งั้นเราไปตระเวนกินกันดีไหม? ข้ามี 5 เมืองให้เจ้าเลือก
1. ฉางอัน อาหารขึ้นชื่อคือ เนื้อแพะตุ๋น, เส้นบะหมี่ซานซี และพวกของหวานและขนมอบจากตะวันตก ที่นี่เจ้าจะลิ้มรสอาหารหลากชาติพันธุ์
2. หางโจว ที่นั่นมีปลามังกรน้ำใสตุ๋น, เนื้อหมูตงพอ และชาหลงจิ่ง ถ้าเจ้าอยากสัมผัสอาหารบรรยากาศแบบกวีนะ
3. ลั่วหยาง มีซุปน้ำแกง, งานเลี้ยงแบบโบราณที่เสิร์ฟอาหารกว่า 20 อย่างในรูปแบบน้ำ และอาหารดอกโบตั๋น (ใช้ดอกไม้ในอาหาร) เป็นเมืองแห่งงานเลี้ยงน้ำสุดยิ่งใหญ่
4. เฉิงตู อาหารขึ้นชื่อจะเป็นพวกอาหารต้นตำรับอาหารเสฉวน เผ็ด ชา รสจัดจ้าน เช่น เต้าหู้เสฉวน เหมาะกับคนชอบอาหารรสเข้ม เผ็ด ซ่า และมีสมุนไพรหอม ๆ
5. กว่างโจว เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าทางทะเล ที่นี่อาหารกวางตุ้ง ที่เน้นความสด หอม เบา เช่นติ่มซำ, เป็ดอบ และน้ำซุปใสหอมหวาน ถ้าเจ้าชอบอาหารทะเลหรูหราหลากชนิด ต้องที่นี่"
"เจ้ารู้เยอะจัง"
"ก็อาชีพข้าต้องรู้ข้อมูลเรื่องพวกนี้"
"อาชีพฆ่าคน?"
เลี่ยหยางสะอึก
"ใช่! ฆ่าคน"
ก่อนที่เลี่ยหยางจะพูดอะไรต่อ เยว่หลิงก็ยื่นไก่ใส่ปากเขา
"กินให้หมด ข้าอิ่มแล้ว" เยว่หลิงลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร เพื่อไปล้างมือด้านหน้า แต่ก่อนออกไปเขาหันมาบอกเลี่ยหยางว่า
"เรื่องไปที่ไหน ข้าขอคิดสักหน่อย"
เลี่ยหยางพยักหน้าและกินไก่ฟ้าทองย่างสมุนไพรที่เยว่หลิงทำต่อจนหมด...
....ลานประลองยุทธใหญ่แห่งเมืองกว่างโจวปูด้วยศิลา รอยแตกร้าวจากการประลองนับสิบปีซ้อนทับกันราวบาดแผลเก่าวันนี้มันจะถูกจารึกด้วยเลือดใหม่เด็กขอทานผู้หนึ่งยืนอยู่กลางลาน ลมพัดผ่าน ชายเสื้อขาด ๆ ของเขาสะบัดเบา ๆ เผยให้เห็นข้อมือผอมบาง แต่มั่นคงราวเหล็กกล้าชี่เฟิงเขาไม่ยืนท่ากระบี่ ไม่ตั้งลมปราณ ไม่แม้แต่จะเผยพลัง เหมือนคนที่ไม่มีอะไรให้เสียฝั่งตรงข้าม หลี่ต้วนอิง ก้าวออกมา กระบี่เหล็กดำในมือสะท้อนแสงอาทิตย์ ลมปราณพวยพุ่งออกจากฝ่าเท้า ทำให้ฝุ่นรอบตัวลอยขึ้นเป็นวง"หึ! เสนียดข้าเหลือเกิน!"หลี่ต้วนอิงเอ่ยเสียงเรียบ“ไปซะ! ที่นี่ไม่ใช่ที่ของขอทาน!”เสียงฆ้องเริ่มต้นดังขึ้นก้อง!หลี่ต้วนอิงขยับก่อน หนึ่งก้าว ร่างหายไปจากตำแหน่งเดิมฉัวะ!กระบี่ฟันจากด้านข้าง เร็ว รุนแรง และแม่นยำ เป็นกระบี่สายสังหารที่ไม่เปิดช่องว่างให้ตั้งตัวแต่ชี่เฟิง… เอนตัวหลบ คมกระบี่เฉียดปลายผม เส้นผมขาดปลิวร่วงผู้ชมอ้าปากค้าง นี่ไม่ใช่การหลบแบบคนไร้ฝีมือ แต่เป็นการอ่านจังหวะล่วงหน้าหลี่ต้วนอิงไม่หยุด กระบี่สองฟัน สามฟัน สี่ฟัน แต่ละฟันต่อเนื่องราวคลื่นซัด พื้นหินแตกร้าวเป็นเส้นยาวเคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ในที่สุด
(วันที่ 3) รุ่งอรุณยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า ไป๋เยว่หลิงมาปลุกเด็กขอทานให้ตื่น เขาพูดครั้งเดียวด้วยเสียงเย็นชาว่า"2 วันนี้ ถ้าเจ้าพลาด ข้าจะฆ่าเจ้า"เด็กชายมองแววตานั้นแล้วรู้สึกกลัวมาก เขาจึงยอมแต่โดยดีเรื่องน่าแปลกคือเยว่หลิงให้เลี่ยหยางกลับเข้าไปในเมืองก่อน ส่วนตัวเขาจะอยู่กับเด็กขอทานเพียง 2 คน ซึ่งตอนแรกเลี่ยหยางก็งอแงง แต่เยว่หลิงแววตาจริงจังมาก เลี่ยหยางเลยไม่อยากขัดใจ และขึ้นม้ากลับเข้ามานอนโรงแรมในเมืองแต่โดยดีคืนนั้นเลี่ยหยางถือสุราไฟเล็กขึ้นไปบนหลังคาของหอคอยสูงมองดูไปทางป่าที่มีเยว่หลิงอยู่ด้วยแววตาคิดถึง แสงจันทร์สะท้อนลงพื้นผิวต่างๆยิ่งทำให้รู้สึกว้าเหว่และโดดเดี่ยว คืนนี้เลี่ยหยางเลยดื่มเยอะจนมีอาการเมามายเล็กน้อย ก่อนที่จะกลับเข้าห้องพักและนอนไปทั้งๆที่กลิ่นสุราคลุ้งไปหมดและแล้วก็มาถึงวันแข่งขัน ที่สนามประลองคึกคักไปด้วยผู้คนมากมายแห่แหนกันมาดู มีทั้งชาวบ้าน เศรษฐี เหล่าจอมยุทธ และขุนนางราชสำนัก ที่น่าสนใจคือมีแม่ทัพทหารบางนายมาชมการต่อสู้นี้ด้วยณ จุดรับสมัคร เลี่ยหยางยืนเก้ๆกังๆอยู่ตรงนั้นจนเจ้าหน้าที่สงสัยและรำคาญ"นี่เจ้าน่ะ!""ข้าเหรอ?""ใช่ๆ จะสมัครหรือไม่? ถ้า
ไป๋เยว่หลิงนั่งจิบชาดูเด็กขอทานโดนรุมต่อย แม้เขาจะพยายามสู้แค่ไหน แต่หมัดและเท้าจากคนจำนวนมากทำให้ตอบโต้ไม่ทัน แถมพออ่อนแรงโดนล็อคแขนแล้วรุมชกอีกในที่สุดเด็กขอทานก็หมดสภาพ พวกอันธพาลเอาเงินน้อยนิดในขันขอทานนั้นแล้วเดินจากไปแววตาเด็กขอทานที่นอนตะแคงหมดสภาพนั้นไม่ร้องไห้ เขากัดฟันกีอดแค้นที่ตัวเองไม่มีกำลังพอจะปกป้องตัวเองได้เกร๊ง! ทองคำก้อนโตโยนลงขันขอทานของเขา ทำเอาเด็กขอทานรีบเงยหน้าดูผู้ที่โยนมัน คุณชายชุดขาวผิวเนียนละเอียดใบหน้าราวเทพเซียน ดูปุ๊บบก็รู้เลยว่าเป็นพวกชาติตระกูลดี"ขายตัวให้ข้า 4 วัน" ไป๋เยว่หลิงพูด"ได้!" เด็กขอทานมองตาเยว่หลิงเขม็งและตอบเลี่ยหยางแพลมมาถามขัดจังหวะ"เจ้าหนู เจ้าไม่กลัวพวกพี่เอาเจ้าไปทำมิดีมิอร้ายหรือ?""แล้วตอนนี้ข้ายังจะมีอะไรต้องเสียอีกล่ะ?""คนรวยอย่างพวกเจ้าอยากจะเอาร่างกายนี้ไปทำอะไรก็เชิญ!"เคร๊ง!ดาบเลี่ยหยางถูกเยว่หลิงดึงออกมาจากเอวโยนให้เด็กขอทาน"ข้าต้องยกชาคำนับเจ้าเป็นอาจารย์ไหม?""จอกชาแค่พิธี ถ้าใจเจ้าไม่ยอมรับ มันก็แค่พิธีงี่เง่า"เยว่หลิงหันหลันเดินออกไป"ถือดาบแล้วตามข้ามา"ณ สถานที่แห่งหนึ่งของเมืองกว่างโจวที่กว้างใหญ่ ไป๋เยว่ห
.....มหานครกว่างโจว ประตูทะเลใต้ของแผ่นดิน แม่ไม่ใช่เมืองชายแดน แต่คือประตูการค้า ที่เปิดสู่โลกภายนอกมาตั้งแต่โบราณตั้งอยู่ริมแม่น้ำจูเจียงที่กว้างใหญ่ ราวกับรู้ดีว่ามันแบกความมั่งคั่งของแผ่นดินทั้งภาคใต้ไว้ตัวเมืองล้อมด้วยกำแพงหินหนา คูน้ำรอบเมืองเชื่อมต่อกับแม่น้ำโดยตรง ถนนหลักปูด้วยหินสีคล้ำจากการเหยียบย่ำหลายร้อยปีซอยย่อยคดเคี้ยวแคบ ลึก และอับชื้น เหมาะแก่การค้า…และการหายตัวไปของคนเรือนอาคารส่วนใหญ่เป็นไม้ หลังคากระเบื้องโค้งต่ำ ออกแบบให้รับลมทะเลและระบายความชื้นกว่างโจวคือเมืองที่พ่อค้าจากเปอร์เซีย อาหรับ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินปะปนกับพ่อค้าจีนภาษาในตลาดไม่เคยเป็นภาษาเดียว เงินตรา ข่าวลือ และคนแปลกหน้า ไหลเวียนเร็วกว่าแม่น้ำกลางวันเป็นเมืองดูมีชีวิต เสียงเจรจาซื้อขาย กลิ่นชา เครื่องเทศ ผ้าไหม และเกลือทะเลส่วนกลางคืน เมืองเปลี่ยนหน้า โรงน้ำชาแปรเป็นที่พบปะ ท่าเรือกลายเป็นจุดลักลอบ และกฎหมายอ่อนแรงลงตามแสงตะเกียง"ที่ใดเงินไหลแรง ที่นั่นคุณธรรมต้องว่ายน้ำเก่ง"กว่างโจวไม่ใช่เมืองที่คนเท่าเทียม พ่อค้ารวยกว่าขุนนางบางตำแหน่งขุนนางพึ่งพาพ่อค้า ยุทธภพแทรกซึมอยู่ตามท่าเรือ
....คืนนี้หิมะตกลงมาไม่ขาดสาย ราวกับสวรรค์ตั้งใจจะลบเลือนร่องรอยทุกสิ่ง ป่าใหญ่เงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านกิ่งสนแห้ง และเสียงหิมะที่ร่วงลงจากหลังคากระท่อมไม้ทีละก้อน กระท่อมที่หญิงชรานั่งบนรถเข็นหลังนี้ทั้งเก่า ทรุดโทรม แต่ยังดีที่โครงสร้างไม้นั้นแข็งแรงดีไป่เยว่หลิงถอดเสื้อนอนบนนอนบนเตียงไม้ใจเขาเหมือนหัวใจของใครบางคนที่แม้จะแตกสลาย เตาไฟอุ่นๆไม่ได้ทำให้ความหนาวเย็นในใจอบอุ่นขึ้นเลย มือของเขาจิกเข้าไปที่ผิวเนื้อตนเองจนมีรอยเลือด เปลวไฟส่องสะท้อนดวงตาที่ไร้ประกาย ราวกับแสงทั้งหมดในชีวิตเขา ถูกฝังกลบไปพร้อมกับร่างของผู้ใหญ่ที่จากไปอย่างไม่เป็นธรรมความตายอาจไม่ได้น่ากลัว เท่ากับการจากไปโดยไม่ทันได้บอกลา โดยทิ้งสิ่งต่างๆมากมายทิ้งไว้ให้ผู้ที่ยังมีชีวิตเลี่ยหยางยืนมองดูเยว่หลิงอยู่ข้างๆ แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แผ่นหลังนั้น ร่างผอมบางนั้น ปกติเจ้าก้เย็นชาไม่เปิดใจรับผู้ใดอยุ่แล้ว แต่บัดนี้เจ้าดูแข็งทื่อราวกับรูปสลักจากน้ำแข็งเสียแล้วเลี่ยหยางรู้ดี คำพูดในยามนี้ไร้ความหมาย การปลอบโยนที่ดีที่สุด คือ.....เขาวางฟืนเพิ่มลงในเตาไฟ เสียงไม้แตกดังขึ้นเล็กน้อย ไฟลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
"ที่นี่ที่ไหน?""นรก?""ยมโลก?""เลี่ยหยางเจ้าจะไปไหน? ทำไมเจ้าจึงใส่ชุดคนตาย""อย่าไป นี่แม่น้ำหวังชวน เจ้าอย่าเดินตามวิญญาณพวกนั้นไป""เลี่ยหยาง!"ไป๋เยว่หลิงลืมตาโพรง ตะโกนสุดเสียง แล้วความเจ็บปวดก็เข้ามา เขามองที่ลำตัวและแขน มีผ้าพันแผลเต็มไปหมดเลี่ยหยางในร่างที่มีผ้าพันแผลมากมายไม่ต่างกัน รีบวิ่งเข้ามาหาและสวมกอดเยว่หลิง"เจ้าฟื้นแล้วหลิงหลิง" เขากอดพลางร้องไห้ไปด้วย"ที่นี่คือที่ไหน?"แล้วร่างหญิงชราเข็นรถเข็นก็เข้ามา เธอคือผู้ที่เคยมอบเข็มให้เยว่หลิงไปนั่นเอง"ท่านผู้อาวุโส ทำไมเป็นท่าน?"หญิงชราบนรถเข็นไม่ตอบ แต่เธอเลื่อนล้อรถเข้ามาใกล้เยว่หลิงและฝังเข็มจุดต่างๆเพื่อรักษาให้"อืม อาการดีขึ้นมากแล้ว รักษาตัวอีกไม่นานก็จะหายเป็นปกติ"เลี่ยหยางเดินออกมาไปยกน้ำซุปมาให้เยว่หลิงดื่ม"เจ้ากินซุปไก่ร้อนๆนี่ก่อน ที่นี่อากาศหนาว"เยว่หลิงรับซุปไก่นั้นมาดื่ม เขาค่อยๆเป่าให้คลายร้อยแล้วค่อยๆจิบช้าๆ.....เลี่ยหยางแข็งแรงหายเร็วกว่าเยว่หลิง เขาออกไปช่วยหาฟืนและผ่าฟืนมีเติมไฟให้ทุกวัน ส่วนเยว่หลิงอาการก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดเวลาก็ผ่านไปถึง 3 เดือน วันนี้เยว่หลิงและเลี่ยหยางหายดีร่างก



![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
![What is a divorce? [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


