Share

ราชบุตรเขย

last update Huling Na-update: 2025-09-24 18:58:23

(1 เดือนผ่านไป)

.....ณ ร้านตีเหล็กในตลาด เลี่ยหยางกลับมาทำงานได้ปกติแล้ว ป้าร้านขายหมูเดินมาตีก้นเลี่ยหยางดังเพี๊ยะ!

"เดี๋ยวนี้ก้นนิ่มจังเลยนะ! โน่น! คุณชายหน้าหล่อเอาอาหารมาให้เจ้าแล้ว"

เลี่ยหยางเงยหน้ามองเห็นเยว่หลิงเดินมาแต่ไกล คุณชายในชุดขาวบริสุทธิ์ร่างสูงผมสีดำหน้าตาหล่อดุจเซียนจากสวรรค์ เขาช่างโดดเด่นกว่าทุกๆคน มองกี่ครั้งเลี่ยหยางก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อ เมื่อเยว่หลิงมาถึงหน้าร้านเขาจ้องมองหน้าของเลี่ยหยาง แม้ใบหน้าจะเย็นชา แต่แววตานั้นกลับดูสดใสมีความสุข

"วันนี้วาสนาปากข้าจะเป็นสิ่งใดหนอ?" เลี่ยหยางทักทายแบบกวนๆ

เยว่หลิงเปิดปิ่นโตออกมา เป็นอาหาร 2 อย่าง

1. ข้าวต้มทรงเครื่องราชสำนัก ประกอบด้วย ข้าวเหนียว, ถั่ว, ธัญพืช และผลไม้อบ ซึ่งปกติแล้วจัดเสริฟเฉพาะโต๊ะอาหารในคฤหาสน์ขุนนางขึ้นไปเท่านั้น

2. ปลาต้มไท่จื่อ เป็นปลาสดทั้งตัว นึ่งกับขิง, ต้นหอม และซอสพิเศษ วัตถุดิบหายาก ปรุงละเอียดเพื่อคงรสชาติเนื้อปลา เป็นสัญลักษณ์ถึงความสง่างามและยศศักดิ์ของพวกขุนนางขึ้นไป

"โอ้โห! หลิงหลิง อาหารล้ำค่าเช่นนี้เจ้าคิดว่าข้าเป็นมหาเสนาบดีหรือไง?"

"ข้าทำเอง..." ไป๋เยวหลิงพูดเบาๆ

เลี่ยหยางไม่รอช้ารีบใช้ตะเกียบกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่มูมมาม ไม่มีมารยาทผู้ดีเลย

"เจ้าก็กินด้วยสิ หลิงหลิง ข้ากินคนเดียไม่หมดหรอก"

เยว่หลิงจับหยิบตะเกียบอีกอันที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อมานั่งกินร่วมกับเขา (ตั้งใจเตรียมตะเกียบมา 2 อันแต่แรกแล้ว ร้ายใช่เล่นนะคุณชายเย็นชา)

ทั้งคู่รับประทานอาหารไปสักพัก ทันใดนั้นทหารเกราะเหล็กมากมายก็มายืนออเต็มหน้าร้านตีเหล็ก

ป้าร้านขายหมูรีบเรียกลุงผ่าฟืน เจ้าของร้านซาลาเปา และคนอื่นๆในตลาด เตรียมจะหยิบอาวุธมาช่วยเลี่ยหยาง

แต่ทันใดนั้นก็มีชายร่างเล็กแทรกขึ้นมายืนด้านหน้า ผิวขาวซีดไร้ชีวิตชีวา ดวงตาแฝงความเจ้าเล่ห์และความเศร้า เสื้อคลุมของเขาเป็นผ้าสีหม่น ดำสนิท มีลวดลายประดับ เป็นชุดขันทีในวังหลวง เขาคือขันทีอาวุโสสุ่นนั่นเอง

"ไป๋เยว่หลิงรับราชโอการ!"

เยว่หลิงรีบนั่งคุกเข่า เลี่ยหยางมีอาการรเงอะงะเยว่หลิงจึงรีบดึงขากางเกงให้คุกเข่าลงตาม เมื่อทั้งสองคุกเข่าแล้วขันทีก็อ่านราชโองการ

"คุณชายไป๋เยว่หลิง พร้อมสรรพด้วยความรู้ความสามารถและสง่างาม เรารู้สึกเสียใจกับเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเจ้า เพื่อปลอบโยน เราจึงปรึกษากับผู้นำตระกูลไป๋แล้วเห็นควรแต่งตั้งให้เจ้าเป็นราชบุตรเขยอภิเสกสมรสกับองค์หญิงลำดับที่ 14 โดยให้จัดพิธีที่จวนเจ้าเมือง"

ไป๋เยว่หลิงมีแววตาจมลึกอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่แสดงอาการอะไร ขันทีสุ่นยื่นม้วนราชโอกงการให้เยว่หลิง

"ขอแสดงความยินดับกับคุณชายไป๋ ไม่สิ! ท่านราชบุตรเขย บัดนี้องค์หญิงลำดับที่ 14 ได้เสด็จมาพำนักที่เรือนรับรองเจ้าเมืองแล้ว อีก 3 วันให้แต่งงานได้เลย ท่านไปเตรียมตัวเถอะ"

ไป๋เยว่หลิงยังคงนิ่ง ขันทีสุ่นจึงพูดซ้ำอีกครั้ง

"คุณชายไป๋ กรุณารับราชโองการด้วย!"

ไป๋เยว่หลิงยังคงนิ่ง

"ไป๋เยว่หลิง! เจ้าคิดจะขัดราชโองการหรืออย่างไร!"

เลี่ยหยางจองมองไปที่ขันที่สุ่นด้วยแววตาโกรธ

"เจ้า...พวกเจ้า!"

ไป๋เยว่หลิงเห็นท่าไม่ดี จึงยื่นมือไปรับม้วนราชโองการ แล้วขันทีสุ่นและกองทหารก็เดินจากไปทันที

เลี่ยหยาง เก็บความรู้สึกในใจ แล้วเข้ามากอดคอแสดงความดีใจด้วย

"ดีใจด้วยหลิงหลิง นี่ข้าจะได้เป็นสหายกับท่านราชบุตรเขยผู้สูงส่งแล้ว ฮ่า ๆ"

"เจ้าต้องการแบบนี้หรือ?" เยว่หลิงหันมามองเลี่ยหยางด้วยเวลาตาจริงจัง

"เอ่อ...ข...ข้า...."

เยว่หลิงไม่รอคำตอบ เขาลุกขึ้น ถือม้วนราชโองการแล้วใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปเกาะบนยอดต้นไม้ใหญ่ ทำเอาผู้คนในตลาดมากมายร้องว้าวทึ่งในความสามารถ แล้วเขาก็ใช้วิชาตัวเบาลอยหายไปไกล ราวกับเทพเซียนเหาะกลับสวรรค์ ทิ้งไว้แต่เลี่ยยางที่มองตามด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย

(3 วันผ่านไป)

.....คืนนี้จวนเจ้าเมืองประดับตกแต่งไฟสวยงาม โคมแดงผ้าแดงมากมาย ชนชั้นสูงทั้งขุนนางและเศรษฐีมากมายเดินเข้ามาในงานแต่ง 

ร่างสูงโปร่งสมบูรณ์แบบของไป๋เยว่หลิงถูกห่อหุ้มด้วยชุดเจ้าบ่าวสีแดงเพลิง ทอลวดลายมังกรทองเลื้อยพันผ้าอย่างวิจิตร ด้ายทองเมื่อสะท้อนกับแสงโคมไฟในห้องพิธี ยิ่งทำให้เขาดูคล้ายบุรุษเหนือโลกา ดวงตาคมกริบราวคมกระบี่จ้องมองตรงไปข้างหน้า ไม่หวั่นไหวต่อเสียงซุบซิบหรือสายตาผู้คน ผมยาวสีดำถูกรวบเกล้าสูง ประดับด้วยปิ่นหยกมันวาว ใบหน้าคมสันให้เด่นสง่า ไม่ใช่แค่คุณหนูต่างๆ แม้แต่ภรรยาขุนนาง,เศรษฐีก็จ้องมองไป๋เยว่หลิงตาเป็นมัน ทำไมเขาช่างหล่อได้ขนาดนี้ ราวกับไม่ใช่บุรุษที่มีอยู่จริงบนโลกนี้

แต่ในแววตานั้น… มิได้มีเพียงความงดงามของเจ้าบ่าวในพิธีสมรส หากแต่ยังแฝง แรงกดดัน อันตราย และความโศกเงียบงันบางอย่าง ที่ทำให้ผู้มองไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

และแล้วองค์หญิงก็เสด็จมาถึง ทุกคนในงานแม้แต่เจ้าเมืองก็ต้องโค้งคำนับ ฉลองพระองค์เจ้าสาวสีแดงชาด ปักดิ้นทองเป็นรูปหงส์เหินร่ายรำรายล้อมด้วยดอกโบตั๋น เส้นไหมทองละเอียดจนแสงโคมไฟสะท้อนวูบวาบคล้ายเปลวเพลิง ผ้าแพรบางชั้นนอกคลุมไหล่ทิ้งชายยาวลากไปตามพื้นพรมแดง ศีรษะของนางประดับด้วยมงกุฎทำจากทองคำแท้ ประดับอัญมณีทับทิมและปีกนกกระเต็นน้ำเงินระยิบระยับ พู่ทองห้อยยาวเคลื่อนไหวทุกครั้งที่ก้าวเดิน ริมฝีปากแดงฉ่ำ ผ้าคลุมหน้าแดงสดทอลายหงส์คู่ปักดิ้นทอง ทุกการเคลื่อนไหวยังคงงดงามสง่า สมฐานะเชื้อพระวงศ์ผู้สูงส่ง

เสียงฆ้องมงคลดังสนั่นก้องทั่วโถงพิธี โคมไฟสีแดงพันด้วยแพรไหมแกว่งไกวอยู่เหนือศีรษะ ดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นกลางท้องฟ้า แต่ในสายตาของไป๋เยว่หลิงกลับไม่มีแสงใดเจิดจ้า มีเพียง ความเย็นชา เมื่อเข้าด้านในเพื่อเริ่มคำนับฟ้าดิน เยว่หลิงคุกเข่านิ่ง ไม่คำนับสิ่งใด

ขันทีชราในชุดหม่นใบหน้าซีด ก้าวออกมากลางโถง เสียงแหลมเล็กก้องชัด

“กองทหาร! บังคับให้มันคำนับตามพิธี!”

เมื่อเริ่มมีคนซุบซิบ ขันทีสุ่นจึงสั่งให้ทุกคนออกไป แล้วเรียกทหารเข้ามา ปิดประตูห้อง

เสียงก้าวเท้าทหารหลายสิบคนเข้ามาพร้อมกัน กระบี่ยกขึ้นไขว้เป็นกำแพงเหล็กกดดันจากรอบทิศ แสงสะท้อนคมดาบแลบวูบวาบเข้าตาไป๋เยว่หลิงราวกับเตือนว่าหากขัดขืน จะสังหารทันที

"คำนับ 1 ฟ้าดิน เพื่อแสดงความเคารพต่อสวรรค์และผืนดิน" ขันทีสุ่นเสียงเล็กแหลมสั่ง

ไป๋เยว่หลิงถูกบังคับกดตัวลง เขาก้มศีรษะช้าๆ ต่อหน้าฟ้าดิน แต่แววตาคมดุจคมกระบี่ยังคงจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างไม่ยอมศิโรราบ

"คำนับ 2  คำนับผู้ใหญ่ฝ่ายทั้งสอง เพื่อแสดงความกตัญญู" เสียงสั่งอีกครั้ง (ทั้งคู่ไม่มีญาติผู้ใหญ่มา จึงถูกให้คำนับม้วนพระราชโองการแทน)

ทหารกดบ่าเขาอย่างรุนแรง บังคับให้คำนับม้วนราชโองการ แววตาไป๋เยว่หลิงแข็งกร้าวราวกับเหล็กหลอม นี่มิใช่การคำนับด้วยศรัทธา หากแต่คือการบังคับให้ เทพกระบี่ก้มศีรษะดั่งเชลยศึก

"คำนับ 3 เจ้าบ่าวเจ้าสาวหันหน้าเข้าหากัน แล้วคำนับกัน เพื่อยอมรับกันและกันเป็นสามีภรรยา"

เสียงขันทีพูดเสียงแหลมเล็กมาเป็นครั้งสุดท้าย ไป๋เยว่หลิงถูกบังคับให้หันไปเผชิญหน้าองค์หญิงในชุดเจ้าสาวสีแดงที่อยู่ข้าง ๆ 

เขาไม่ยอมก้มหัว ขันทีชราเหลืออดจึงเรียกทหารทั้งหมดช่วยกันจับกดหัวเขาลงให้ได้

เมื่อเขาก้มศีรษะลง ดวงตาคมกริบยังตรึงอยู่บนใบหน้าขององค์หญิง ราวกับไม่ใช่การคำนับของคู่บ่าวสาว แต่คือ คำประกาศกร้าวเงียบๆ ว่า แม้ในพันธะที่ถูกบังคับ เขาก็ยังคงเป็นกระบี่ที่ไม่เคยหักโค้งงอ

เมื่อคำนับเสร็จ ขันทีสั่งทหารกระชากเสื้อผ้าไป๋เยว่หลิงออกเหลือแค่กางเกงขาวบางๆ ตัวเดียว เอาเชือกมามัดเยว่หลิงไว้  แล้วลากส่งตัวทั้งคู่เขาห้องหอทันที

....แสงตะเกียงน้ำมันสาดเงาสีแดงชาดไปทั่วห้อง ผ้าม่านแพรสีแดงเข้มปักลายหงส์และมังกรโอบล้อมเตียงหอขนาดใหญ่ กลิ่นกำยานหอมหวานแต่ขมลึก ลอยอ้อยอิ่งปกคลุมจนแทบหายใจไม่ออก เสียงกลองและขลุ่ยที่ดังมาทั้งวันเงียบหายไปแล้ว เหลือเพียงความเงียบวังเวงจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน

องค์หญิง 14 นั่งบนขอบเตียง ผ้าคลุมหน้าแดงยังปิดบังดวงตา นางไม่กล้าแม้แต่จะขยับ ราวกับกลายเป็นหุ่นในพิธีกรรม ด้านหน้ามีเพียงถ้วยเหล้าแต่งงานคู่ที่ยังไม่ถูกแตะต้อง

เพียงชั่วขณะนั้น องค์หญิงเปิดผ้าออก แววตาของนางเผยให้เห็นความตึงเครียดและความหวาดหวั่นที่ซ่อนอยู่ลึก ดวงตาคู่งามสั่นไหว 

ภายในห้องหอเงียบจนแม้แต่เสียงไหม้ของไส้ตะเกียงก็ได้ยินชัด ทว่าในความเงียบนั้นกลับแฝงความน่าหวาดหวั่น… นี่ไม่ใช่คืนแห่งความรัก แต่คือการผูกพันด้วยโซ่ตรวนที่หลีกหนีไม่ได้

"ข้าขอโทษ แต่ข้าทนไม่ไหวแล้ว" องค์หญิงร้องไห้

"ข้า....ข้าทำให้ท่านต้องมาพลอยลำบากไปด้วย ข้าขอโทษ"

"ข....ข้าท้อง!"

ไป๋เยว่หลิงในเงาสลัว ใบหน้างามดุจหยกเจียรไน เมื่อไร้เสื้อผ้า เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่ต้องแสงจันทร์สว่างไสว แม้จะดูผอมไปหน่อย แต่อกเอวหน้าท้องนั่นช่างดูเย้ายวนใจยิ่งนัก หากเป็นหญิงอื่น อยู่เพียงลำพังกับเขาแบบนี้ คงอดใจไม่ได้ที่จะสนองราคะทั้งคืนเป็นแน่

แต่องค์หญิงกลับก้มหน้าร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจที่อัดอ้้นมานาน เยว่หลิงไม่ได้มององค์หญิงแต่เขามองออกไปนอกหน้าต่างราวกับรอใครสักคนอยู่

องค์หญิงไม่ได้สนใจเยว่หลิง นางเพียงอยากระบายสิ่งที่กดดันนางมาตลอด แม้ฟังไม่ปะติดปะต่อเท่าไหร่ แต่ก็พอจับใจความได้ว่านางถูกฮ่องเต้ซึ่งเป็นพ่อแท้ ๆ  เมาแล้วข่มขืนนางจนท้อง ลูกที่ออกมาต้องมีปัญหาแน่ ๆ นี่เป็นเหตุให้ฮ่องเต้และผู้นำตระกูลไป๋รวมหัวกันรีบโยนนางมาให้เศษสวะปลายแถวอย่างไป๋เยว่หลิงรับผิดชอบแทน

ขณะที่นางพร่ำบ่นระบายทุกข์อยู่นั้นลมเย็นๆ พัดจนผ้าม่านหน้าต่างพริ้ว ทำให้แสงจันทร์ลอดเข้ามา เผยให้เห็นกระบี่เงาคมวาววับจ่อที่คอองค์หญิงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ตัวเลย!

กระบี่นี้อยู่ในมือชายชุดดำสนิทร่างสูงสง่า ผมยาวถึงไหล่ ผ้าปิดใบหน้าท่อนล่าง แต่เห็นแววตาเฉียบคมราวงกับราชสีห์พร้อมตระครุบเหยื่อ

เขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่มีใครสังเกตุเห็นเลย เงียบ...มาก เงียบยิ่งกว่าเสียงแมลงบินเสียอีก นิ่งจนไม่น่าเชื่อ รู้ชัดว่าชายผู้นี้คือนักฆ่าที่มีฝีมือสูงมาก

องค์หญิงนางกลัวจนน้ำตาหยุดไหล

"เจ้ามาแล้วหรือ?" เยว่หลิงพูดน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงความดีใจเป็นที่สุด

"อื้อ!" ชายชุดดำหลับตาข้างหนึ่งให้ มันคือสัญลักษณ์ยียวนการเล่นหูเล่นตาของเลี่ยหยางนั่นเอง

เลี่ยหยางอดใจไม่ได้ที่จะจ้องมองตั้งแต่คอ หน้าอก ลงไปถึงหน้าท้อง และผ้าขาวบางๆ ที่ปิดขาอ่อนไว้ จิตใจสับสน ผู้ชายอะไรทำไมผิวเนียนละเอียดยิ่งกว่าสาวงาม  นี่ขนาดมีแค่แสงจันทร์ผิวยังขาวสว่างออร่าได้ขนาดนี้ อื้อหือ! เลี่ยหยางกลืนน้ำลายดังอึก

....ก่อนที่จะเพ้อไปมากกว่านี้ เยว่หลิงก็พูดขึ้นมา

"ไปกันเถอะ..." เยว่หยิงฝืนกระดูกข้อมือทีเดียวเชือกที่มัดอยู่ก็หลุด

"อ้าว! เจ้าหนีได้ทำไมไม่หนีเอง?"

ไป๋เยว่หลิงมองดวงตาเขาดวงความรู้สึกที่ลึกซึ้ง

“ก็ข้าจะอยากให้เจ้ามาช่วย...”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ดาบสังหาร (Sword of Annihilation)   (ภาคกว่างโจว) ชี่เฟิง

    ....ลานประลองยุทธใหญ่แห่งเมืองกว่างโจวปูด้วยศิลา รอยแตกร้าวจากการประลองนับสิบปีซ้อนทับกันราวบาดแผลเก่าวันนี้มันจะถูกจารึกด้วยเลือดใหม่เด็กขอทานผู้หนึ่งยืนอยู่กลางลาน ลมพัดผ่าน ชายเสื้อขาด ๆ ของเขาสะบัดเบา ๆ เผยให้เห็นข้อมือผอมบาง แต่มั่นคงราวเหล็กกล้าชี่เฟิงเขาไม่ยืนท่ากระบี่ ไม่ตั้งลมปราณ ไม่แม้แต่จะเผยพลัง เหมือนคนที่ไม่มีอะไรให้เสียฝั่งตรงข้าม หลี่ต้วนอิง ก้าวออกมา กระบี่เหล็กดำในมือสะท้อนแสงอาทิตย์ ลมปราณพวยพุ่งออกจากฝ่าเท้า ทำให้ฝุ่นรอบตัวลอยขึ้นเป็นวง"หึ! เสนียดข้าเหลือเกิน!"หลี่ต้วนอิงเอ่ยเสียงเรียบ“ไปซะ! ที่นี่ไม่ใช่ที่ของขอทาน!”เสียงฆ้องเริ่มต้นดังขึ้นก้อง!หลี่ต้วนอิงขยับก่อน หนึ่งก้าว ร่างหายไปจากตำแหน่งเดิมฉัวะ!กระบี่ฟันจากด้านข้าง เร็ว รุนแรง และแม่นยำ เป็นกระบี่สายสังหารที่ไม่เปิดช่องว่างให้ตั้งตัวแต่ชี่เฟิง… เอนตัวหลบ คมกระบี่เฉียดปลายผม เส้นผมขาดปลิวร่วงผู้ชมอ้าปากค้าง นี่ไม่ใช่การหลบแบบคนไร้ฝีมือ แต่เป็นการอ่านจังหวะล่วงหน้าหลี่ต้วนอิงไม่หยุด กระบี่สองฟัน สามฟัน สี่ฟัน แต่ละฟันต่อเนื่องราวคลื่นซัด พื้นหินแตกร้าวเป็นเส้นยาวเคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ในที่สุด

  • ดาบสังหาร (Sword of Annihilation)   (ภาคกว่างโจว) สองวันก่อนแข่ง

    (วันที่ 3) รุ่งอรุณยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า ไป๋เยว่หลิงมาปลุกเด็กขอทานให้ตื่น เขาพูดครั้งเดียวด้วยเสียงเย็นชาว่า"2 วันนี้ ถ้าเจ้าพลาด ข้าจะฆ่าเจ้า"เด็กชายมองแววตานั้นแล้วรู้สึกกลัวมาก เขาจึงยอมแต่โดยดีเรื่องน่าแปลกคือเยว่หลิงให้เลี่ยหยางกลับเข้าไปในเมืองก่อน ส่วนตัวเขาจะอยู่กับเด็กขอทานเพียง 2 คน ซึ่งตอนแรกเลี่ยหยางก็งอแงง แต่เยว่หลิงแววตาจริงจังมาก เลี่ยหยางเลยไม่อยากขัดใจ และขึ้นม้ากลับเข้ามานอนโรงแรมในเมืองแต่โดยดีคืนนั้นเลี่ยหยางถือสุราไฟเล็กขึ้นไปบนหลังคาของหอคอยสูงมองดูไปทางป่าที่มีเยว่หลิงอยู่ด้วยแววตาคิดถึง แสงจันทร์สะท้อนลงพื้นผิวต่างๆยิ่งทำให้รู้สึกว้าเหว่และโดดเดี่ยว คืนนี้เลี่ยหยางเลยดื่มเยอะจนมีอาการเมามายเล็กน้อย ก่อนที่จะกลับเข้าห้องพักและนอนไปทั้งๆที่กลิ่นสุราคลุ้งไปหมดและแล้วก็มาถึงวันแข่งขัน ที่สนามประลองคึกคักไปด้วยผู้คนมากมายแห่แหนกันมาดู มีทั้งชาวบ้าน เศรษฐี เหล่าจอมยุทธ และขุนนางราชสำนัก ที่น่าสนใจคือมีแม่ทัพทหารบางนายมาชมการต่อสู้นี้ด้วยณ จุดรับสมัคร เลี่ยหยางยืนเก้ๆกังๆอยู่ตรงนั้นจนเจ้าหน้าที่สงสัยและรำคาญ"นี่เจ้าน่ะ!""ข้าเหรอ?""ใช่ๆ จะสมัครหรือไม่? ถ้า

  • ดาบสังหาร (Sword of Annihilation)   (ภาคกว่างโจว) ศิษย์

    ไป๋เยว่หลิงนั่งจิบชาดูเด็กขอทานโดนรุมต่อย แม้เขาจะพยายามสู้แค่ไหน แต่หมัดและเท้าจากคนจำนวนมากทำให้ตอบโต้ไม่ทัน แถมพออ่อนแรงโดนล็อคแขนแล้วรุมชกอีกในที่สุดเด็กขอทานก็หมดสภาพ พวกอันธพาลเอาเงินน้อยนิดในขันขอทานนั้นแล้วเดินจากไปแววตาเด็กขอทานที่นอนตะแคงหมดสภาพนั้นไม่ร้องไห้ เขากัดฟันกีอดแค้นที่ตัวเองไม่มีกำลังพอจะปกป้องตัวเองได้เกร๊ง! ทองคำก้อนโตโยนลงขันขอทานของเขา ทำเอาเด็กขอทานรีบเงยหน้าดูผู้ที่โยนมัน คุณชายชุดขาวผิวเนียนละเอียดใบหน้าราวเทพเซียน ดูปุ๊บบก็รู้เลยว่าเป็นพวกชาติตระกูลดี"ขายตัวให้ข้า 4 วัน" ไป๋เยว่หลิงพูด"ได้!" เด็กขอทานมองตาเยว่หลิงเขม็งและตอบเลี่ยหยางแพลมมาถามขัดจังหวะ"เจ้าหนู เจ้าไม่กลัวพวกพี่เอาเจ้าไปทำมิดีมิอร้ายหรือ?""แล้วตอนนี้ข้ายังจะมีอะไรต้องเสียอีกล่ะ?""คนรวยอย่างพวกเจ้าอยากจะเอาร่างกายนี้ไปทำอะไรก็เชิญ!"เคร๊ง!ดาบเลี่ยหยางถูกเยว่หลิงดึงออกมาจากเอวโยนให้เด็กขอทาน"ข้าต้องยกชาคำนับเจ้าเป็นอาจารย์ไหม?""จอกชาแค่พิธี ถ้าใจเจ้าไม่ยอมรับ มันก็แค่พิธีงี่เง่า"เยว่หลิงหันหลันเดินออกไป"ถือดาบแล้วตามข้ามา"ณ สถานที่แห่งหนึ่งของเมืองกว่างโจวที่กว้างใหญ่ ไป๋เยว่ห

  • ดาบสังหาร (Sword of Annihilation)   (ภาคกว่างโจว) ก็รอ 5 วันมันไม่มีอะไรทำนี่

    .....มหานครกว่างโจว ประตูทะเลใต้ของแผ่นดิน แม่ไม่ใช่เมืองชายแดน แต่คือประตูการค้า ที่เปิดสู่โลกภายนอกมาตั้งแต่โบราณตั้งอยู่ริมแม่น้ำจูเจียงที่กว้างใหญ่ ราวกับรู้ดีว่ามันแบกความมั่งคั่งของแผ่นดินทั้งภาคใต้ไว้ตัวเมืองล้อมด้วยกำแพงหินหนา คูน้ำรอบเมืองเชื่อมต่อกับแม่น้ำโดยตรง ถนนหลักปูด้วยหินสีคล้ำจากการเหยียบย่ำหลายร้อยปีซอยย่อยคดเคี้ยวแคบ ลึก และอับชื้น เหมาะแก่การค้า…และการหายตัวไปของคนเรือนอาคารส่วนใหญ่เป็นไม้ หลังคากระเบื้องโค้งต่ำ ออกแบบให้รับลมทะเลและระบายความชื้นกว่างโจวคือเมืองที่พ่อค้าจากเปอร์เซีย อาหรับ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินปะปนกับพ่อค้าจีนภาษาในตลาดไม่เคยเป็นภาษาเดียว เงินตรา ข่าวลือ และคนแปลกหน้า ไหลเวียนเร็วกว่าแม่น้ำกลางวันเป็นเมืองดูมีชีวิต เสียงเจรจาซื้อขาย กลิ่นชา เครื่องเทศ ผ้าไหม และเกลือทะเลส่วนกลางคืน เมืองเปลี่ยนหน้า โรงน้ำชาแปรเป็นที่พบปะ ท่าเรือกลายเป็นจุดลักลอบ และกฎหมายอ่อนแรงลงตามแสงตะเกียง"ที่ใดเงินไหลแรง ที่นั่นคุณธรรมต้องว่ายน้ำเก่ง"กว่างโจวไม่ใช่เมืองที่คนเท่าเทียม พ่อค้ารวยกว่าขุนนางบางตำแหน่งขุนนางพึ่งพาพ่อค้า ยุทธภพแทรกซึมอยู่ตามท่าเรือ

  • ดาบสังหาร (Sword of Annihilation)   รอยแผล

    ....คืนนี้หิมะตกลงมาไม่ขาดสาย ราวกับสวรรค์ตั้งใจจะลบเลือนร่องรอยทุกสิ่ง ป่าใหญ่เงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านกิ่งสนแห้ง และเสียงหิมะที่ร่วงลงจากหลังคากระท่อมไม้ทีละก้อน กระท่อมที่หญิงชรานั่งบนรถเข็นหลังนี้ทั้งเก่า ทรุดโทรม แต่ยังดีที่โครงสร้างไม้นั้นแข็งแรงดีไป่เยว่หลิงถอดเสื้อนอนบนนอนบนเตียงไม้ใจเขาเหมือนหัวใจของใครบางคนที่แม้จะแตกสลาย เตาไฟอุ่นๆไม่ได้ทำให้ความหนาวเย็นในใจอบอุ่นขึ้นเลย มือของเขาจิกเข้าไปที่ผิวเนื้อตนเองจนมีรอยเลือด เปลวไฟส่องสะท้อนดวงตาที่ไร้ประกาย ราวกับแสงทั้งหมดในชีวิตเขา ถูกฝังกลบไปพร้อมกับร่างของผู้ใหญ่ที่จากไปอย่างไม่เป็นธรรมความตายอาจไม่ได้น่ากลัว เท่ากับการจากไปโดยไม่ทันได้บอกลา โดยทิ้งสิ่งต่างๆมากมายทิ้งไว้ให้ผู้ที่ยังมีชีวิตเลี่ยหยางยืนมองดูเยว่หลิงอยู่ข้างๆ แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แผ่นหลังนั้น ร่างผอมบางนั้น ปกติเจ้าก้เย็นชาไม่เปิดใจรับผู้ใดอยุ่แล้ว แต่บัดนี้เจ้าดูแข็งทื่อราวกับรูปสลักจากน้ำแข็งเสียแล้วเลี่ยหยางรู้ดี คำพูดในยามนี้ไร้ความหมาย การปลอบโยนที่ดีที่สุด คือ.....เขาวางฟืนเพิ่มลงในเตาไฟ เสียงไม้แตกดังขึ้นเล็กน้อย ไฟลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

  • ดาบสังหาร (Sword of Annihilation)   สิ่งที่แลกเปลี่ยน

    "ที่นี่ที่ไหน?""นรก?""ยมโลก?""เลี่ยหยางเจ้าจะไปไหน? ทำไมเจ้าจึงใส่ชุดคนตาย""อย่าไป นี่แม่น้ำหวังชวน เจ้าอย่าเดินตามวิญญาณพวกนั้นไป""เลี่ยหยาง!"ไป๋เยว่หลิงลืมตาโพรง ตะโกนสุดเสียง แล้วความเจ็บปวดก็เข้ามา เขามองที่ลำตัวและแขน มีผ้าพันแผลเต็มไปหมดเลี่ยหยางในร่างที่มีผ้าพันแผลมากมายไม่ต่างกัน รีบวิ่งเข้ามาหาและสวมกอดเยว่หลิง"เจ้าฟื้นแล้วหลิงหลิง" เขากอดพลางร้องไห้ไปด้วย"ที่นี่คือที่ไหน?"แล้วร่างหญิงชราเข็นรถเข็นก็เข้ามา เธอคือผู้ที่เคยมอบเข็มให้เยว่หลิงไปนั่นเอง"ท่านผู้อาวุโส ทำไมเป็นท่าน?"หญิงชราบนรถเข็นไม่ตอบ แต่เธอเลื่อนล้อรถเข้ามาใกล้เยว่หลิงและฝังเข็มจุดต่างๆเพื่อรักษาให้"อืม อาการดีขึ้นมากแล้ว รักษาตัวอีกไม่นานก็จะหายเป็นปกติ"เลี่ยหยางเดินออกมาไปยกน้ำซุปมาให้เยว่หลิงดื่ม"เจ้ากินซุปไก่ร้อนๆนี่ก่อน ที่นี่อากาศหนาว"เยว่หลิงรับซุปไก่นั้นมาดื่ม เขาค่อยๆเป่าให้คลายร้อยแล้วค่อยๆจิบช้าๆ.....เลี่ยหยางแข็งแรงหายเร็วกว่าเยว่หลิง เขาออกไปช่วยหาฟืนและผ่าฟืนมีเติมไฟให้ทุกวัน ส่วนเยว่หลิงอาการก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดเวลาก็ผ่านไปถึง 3 เดือน วันนี้เยว่หลิงและเลี่ยหยางหายดีร่างก

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status