LOGINเพราะแม่ของเดชคุณกลัวคนทำลายฤกษ์แต่งงานของลูกชาย เธอจึงจัดการทั้งโทรทั้งส่งข้อความขู่ ไม่นานนัก เดชคุณโทรกลับมาบอกสั้น ๆ ว่ากำลังกลับไป เธอเลยสบายใจ บอกเพื่อนเจ้าบ่าวว่าเดชคุณกำลังกลับมา พอพูดแบบนี้ ก็หาข้ออ้างเลื่อนไม่ได้
“เดชคุณอาจตื่นเต้นน่ะ” พ่อของเขากล่าว “เจ้าหมอนี่ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานมาก่อน พอวันจริงคงเกิดนึกหวงความโสด พวกลูกก็ตบ ๆ มันหน่อย”
แต่ฝั่งเพื่อนเจ้าบ่าวฟังแล้วลำบากใจที่สุด ไม่ได้ตลกไปด้วยเลย
“จะดีเหรอวะ” ภีมถาม “น้องเอยเข้าพิธีคนเดียวเนี่ย”
ทิวเขาขมวดคิ้วแน่น เครียดแทน แต่ไม่ทันแล้ว เพราะเมื่อถึงเวลา เจ้าสาวก็ถูกว่าที่แม่สามีพาไหว้พระไหว้พ่อแม่โดยไม่มีเจ้าบ่าวอยู่ด้วยจริง ๆ
พวกเขาเห็นเจ้าเอยกับครอบครัวงุนงง ต่างตกอยู่ในอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกถ้วนหน้า เพราะแม่ของเดชคุณกำกับแทนหมด รุ้งพรายเองก็โดนขู่ เพราะรู้ว่าหากพ่อแม่ฝั่งเจ้าบ่าวไม่รับผิดชอบค่างาน เพื่อนรักได้เป็นหนี้บานแน่
“เจ้าบ่าวไปไหนเนี่ย” ศรถาม เมื่อไม่เห็นลูกเขยอยู่กับลูกสาว “ถ้ายังไม่หายดีน่าจะเลื่อนนะ มันไม่ได้เรียกว่าฤกษ์ดี เพื่อนยัยเอยก็ป่วยอีกคน ผมว่าเลื่อนดีไหม”
“ใช่ครับ” เจ้าเหนือเอ่ย
“เราไหว้พระกันแล้วนะคะ” แม่ของเดชคุณสู้ เธอเป็นแนวภรรยาเป็นใหญ่ สามีจึงไม่ว่าอะไร คล้อยตามภรรยาเสียหมด
ฝั่งเจ้าสาวที่เพิ่งไหว้พ่อแม่ต่างมองหน้ากัน สีหน้าไม่ค่อยสู้ดี เพราะพอเจ้าบ่าวไม่อยู่ พิธีการเปลี่ยนจนสับสนไม่พอ เจ้าเอยต้องรับหน้าคนเดียว ต่อมา เจ้าเอยก็ถูกพาไปเปลี่ยนชุด แม่เดชคุณกันรุ้งพรายออกมา โดยไล่ให้ไปรอเจ้าบ่าวกลับมา เธอก็รีบไปรอตามคำสั่ง
“ไม่ได้ว่ะ มันยังไม่มา” ทิวเขากำหมัดแน่น ดูเวลาบนหน้าจอมือถือ พอทนไม่ไหวจึงเดินตรงไปหาแม่เพื่อนรัก “คุณแม่ครับ คุณจะกลับมาจริงหรือครับ งานเลี้ยงจะเริ่มแล้ว เจ้าหน้าที่เขตก็มาแล้ว”
“กลับมาจ้ะ เมื่อกี้คุยกัน แม่ไม่ได้โกหก เพิ่งให้หนูรุ้งไปดู” เธอเปิดมือถือให้ดู เห็นว่ามีเวลาโทรออกและพูดคุยกันจริง ๆ “คุณแค่ตื่นกลัว นึกถึงตอนเด็ก ๆ เลย เวลาจะมีสอบก็มักเป็นแบบนี้”
เฉไฉไปเรื่อย
ทิวเขาชำเลืองมองฝั่งเจ้าสาวที่เริ่มคุยกัน สีหน้าเคร่งเครียด เขาไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะนี่ก็ไม่ใช่งานของตัวเอง ควรหยุดกลางคันดีหรือไม่ แต่เขามีสิทธิ์หรือ?
ถึงอย่างนั้น เวลาสิบโมงที่เจ้าเอยสวมชุดขาวยืนรอ แม่ของเดชคุณได้จูงแขนลูกชายที่เพิ่งแต่งตัวชุดทักซิโด้มาจริง ๆ แม้เดชคุณจะดูหล่อเหลาในชุดขาวเคียงคู่เจ้าสาม แต่ใบหน้ากลับซีดเซียวราวกับกระดาษ เหงื่อแตกพลั่ก ๆ
“พี่คุณ” เจ้าเอยยิ้มโล่งอก “แล้วอรล่ะคะ เข้าโรงพยาบาลกับพี่ใช่ไหม ทำไมไม่บอกกันล่ะคะ จริง ๆ เราเลื่อนงานได้นะ มันเป็นอุบัติเหตุ”
“เอ่อ...” คนทำผิดกระอักกระอ่วน เพราะมารดาขู่ว่าถ้าไม่โผล่มา จะตัดแม่ตัดลูก
เขาคิดว่าพอเจ้าบ่าวหายไป ทางนี้คงล้มเลิกงานไปเอง ลืมไปว่าแม่ของตัวเองเชื่อเรื่องดวงมาก พอกลับมาเห็นงานดำเนินต่อ ถึงกับเหงื่อแตกแทบอยากจะมุดดินหนี ส่วนอรพลินนั้นไม่กล้ากลับมาด้วย
รุ้งพรายที่มองอาการของเดชคุณก็แน่ใจว่าไม่ได้เข้าใจผิด แม้ยังไม่อยากจะเชื่อว่าอรพลินหนีไปกับเจ้าบ่าว แต่เธอจะทำอย่างไรดี จะหยุดงานอย่างไร
คนที่ตระหนักในความจริงต่างสับสน ทำตัวไม่ถูก
“มึงหายไปไหนมา” ทิวเขากระซิบถามเพื่อนทั้งที่ยังกรอดฟัน “แม่มึงไม่ยอมเลื่อนงาน อย่าบอกนะว่าออกไปน้องอร”
“เอ่อ...” คนทำผิดยังคงบ้าใบ้ เพราะถูกกดดันจากทุกทาง เมื่อแขกเริ่มมางาน ก็ยกมือรับไหว้ข้างเจ้าสาว เจ้าเอยก็คอยหยิบทิชชูซับเหงื่อให้
“ถ้าไม่ไหวไปนั่งไหมคะ งานกันเองอยู่แล้ว” เธอบอกว่าที่สามีอย่างใจดี หากแต่ในใจกำลังระทม เพราะแขกยังสังเกตว่าบรรยากาศในงานไม่เหมือนฝันเลย
แท้จริงแล้ว เดชคุณนั้นแม้จะก่อปัญหาเพียงใด แต่เรื่องยากที่สุดสำหรับเขาคือการพูดความจริง เก่งที่สุดคงเป็นการหนีปัญหา
“เอย คือว่า...”
“เจ้าบ่าวเจ้าสาว ได้เวลาขึ้นบนเวที” เจ้าเหนือมาบอก ก่อนตัดเค้กจะมีการจดทะเบียนก่อน อย่างที่บอกว่าบ้านเดชคุณเชื่อเรื่องฤกษ์ยาม จึงพาเจ้าหน้าที่เขตนำใบจดทะเบียนมาให้จดต่อหน้า
มือของเดชคุณเย็นเยียบ เพราะตัวเขาก่อเรื่องไม่พอ ฝั่งมารดาก็ลากเรื่องยาวมาขนาดนี้ แถมแขกเต็มงาน อรพลินที่เขารักก็รออยู่ที่คอนโด กำมือจึงเย็นเยียบ เปียกชื้นไปหมด
พัชราและกลุ่มเพื่อนร่วมงานของเจ้าเอยมาร่วมงาน เห็นงานเล็ก ๆ แต่จัดประดับดอกไม้น่ารักก็บึนปากเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะดูมีรสนิยมกว่าที่คิด พอเธอเห็นเจ้าบ่าวเหงื่อแตก เลยซุบซิบกับเพื่อนชี้ให้ดู
“เจ้าบ่าวดูกดดันมากเลยนะ”
“แต่เขาขอเจ้าเอยแต่งงานไม่ใช่หรือ”
“ฝั่งเพื่อนเจ้าบ่าวก็หน้าเครียดกันหมดเลย”
“หรือท้องก่อนแต่ง?”
“บ้า ไม่มีทางหรอก”
พัชราเป็นคนสุมไฟแรก พอคนช่วยกระพือก็ยิ้มพอใจ เธอน่ะหมั่นไส้เจ้าเอยที่ดันได้สามีหล่อและรวย เห็นท่าทางเจ้าบ่าวแบบนี้ สงสัยชีวิตการแต่งงานคงไม่ได้สวยงามอย่างที่บอกเพื่อนน่ะสิ
คอยดูเถอะ จะนินทาให้สนุกเลยเชียว
ลูกทั้งสามกับลูกเขยลูกสะใภ้ร้องออกมาพร้อมกัน เจ้าเหนือเป็นคนวิ่งไปจับตัวพ่อ แต่ศรนั้นเวลาอาการคลั่งกำเริบแรงเยอะ ไม่ได้คลั่งแบบคนบ้า แต่แสบสันสุด ๆ นั่นคือหันไปผลักลูกชายแล้วพูดใส่ไมค์ต่อ“ใครจะมาเป็นเจ้าบ่าว ผมให้สร้อยทองเลย”“คุณพ่อพูดจริงหรือเปล่า” หนึ่งในแขกที่มาช่วงเลี้ยงนั้น มีพาร์ทเนอร์ของเดชคุณที่มีนิสัยไม่ค่อยดีนัก นั่นคือ เจแปน หนุ่มนักเรียนนอกที่เรียนไม่จบ เลยมาร่วมหุ้นกับเดชคุณในธุรกิจร้านอาหาร แต่เจ้าปัญหาจนเดชคุณบ่นให้เพื่อนฟังบ่อย ๆ ดีที่มีหุ้นส่วนคนอื่นด้วย จึงยังไม่กระทบการบริหารพอเจแปนเห็นพ่อเจ้าบ่าวจะแจกทอง เขาไม่ได้สนใจจะแต่งหรอก แต่สนจะเอาทองไปใช้ต่างหาก เพราะเจ้าตัวติดพนันน่ะสิ!“มึงหยุด” ริชาร์ดที่วิ่งกลับเข้ามาจับไหล่เจแปนไว้ เขาตามเดชคุณไม่ทัน แต่ห้ามตัวสาระแนทัน“อะไรกันเล่า” เจแปนปัดมือออก เจ้าเอยนั้นช็อกแล้วช็อกอีก ทุกอย่างรอบกายเกิดขึ้นวุ่นวายไปหมดเสียด้วย ฝั่งเจ้าบ่าวก็ต้องมาพัดวีแม่ของเดชคุณ ฝั่งเธอก็ต้องจัดการทั้งเธอกับศร แขกก็เอาแต่คุยและมองเธออยากหายไป“พ่อคะ” เธอจะกวัก
บนเวทีนั้น เจ้าเอยใช่ว่าจะไม่รู้สึกว่าทุกอย่างพิลึกพิกลไปเสียหมด บรรยากาศปราศจากความสุขจนเธอยิ้มไม่ออกแล้ว เมื่อถึงช่วงเซ็นเอกสาร ตัวเธอเซ็นไปก่อน แต่เดชคุณกลับกำปากกาแน่น ไม่รู้เพราะอะไรถึงไม่ยอมจรดนามลงไปสักทีเพราะเหตุใดหัวใจของเธอถึงได้เต้นเร็วนัก หวาดกลัวกับบางสิ่ง แค่เห็นสายตาแขกมองเธอกับเจ้าบ่าว ใจเธอยิ่งทุกข์ระทม อยากจะหันไปตวาดถามว่าคนรักเป็นอะไรกันแน่ ทำไมมีสีหน้านี้ในงานแต่งของกันและกัน“คุณ เซ็นสิลูก” มารดาของเขากระซิบอยู่ข้างเวทีทันใดนั้น เดชคุณหลับตาแล้วโยนปากกาทิ้ง เขาหันไปหาเจ้าเอยแล้วคุกเข่าลง“พี่คุณ?” หัวใจเธอสั่น สังหรณ์ว่าวันนี้จะไม่ใช่อย่างที่เธอคิดอีกต่อไป แต่มันจะเลวร้ายที่สุดต่างหาก“พี่ขอโทษเอย พี่ทำไม่ได้” เขาบอกแล้วถอดเสื้อสูทออกต่อหน้าต่อตาพยานทั้งหมด เจ้าเอยเจอเจ้าบ่าวประกาศกลางงานได้แต่ยืนอึ้งตะลึงทำอะไรไม่ถูกศร เจ้าเหนือ กับเจ้านางก็ลุกขึ้นทันที“เฮ้ย อะไรวะ”เจ้าเอยมองแขกแล้วมองเดชคุณที่ลุกขึ้น “พี่ขอโทษ ผมขอโทษครับ” เขายกมือไหว้ครอบครัวเจ้าสาว จากนั้นกระโดดลงจากเวที วิ่งออกไปจากห้องจ
เพราะแม่ของเดชคุณกลัวคนทำลายฤกษ์แต่งงานของลูกชาย เธอจึงจัดการทั้งโทรทั้งส่งข้อความขู่ ไม่นานนัก เดชคุณโทรกลับมาบอกสั้น ๆ ว่ากำลังกลับไป เธอเลยสบายใจ บอกเพื่อนเจ้าบ่าวว่าเดชคุณกำลังกลับมา พอพูดแบบนี้ ก็หาข้ออ้างเลื่อนไม่ได้“เดชคุณอาจตื่นเต้นน่ะ” พ่อของเขากล่าว “เจ้าหมอนี่ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานมาก่อน พอวันจริงคงเกิดนึกหวงความโสด พวกลูกก็ตบ ๆ มันหน่อย”แต่ฝั่งเพื่อนเจ้าบ่าวฟังแล้วลำบากใจที่สุด ไม่ได้ตลกไปด้วยเลย“จะดีเหรอวะ” ภีมถาม “น้องเอยเข้าพิธีคนเดียวเนี่ย”ทิวเขาขมวดคิ้วแน่น เครียดแทน แต่ไม่ทันแล้ว เพราะเมื่อถึงเวลา เจ้าสาวก็ถูกว่าที่แม่สามีพาไหว้พระไหว้พ่อแม่โดยไม่มีเจ้าบ่าวอยู่ด้วยจริง ๆพวกเขาเห็นเจ้าเอยกับครอบครัวงุนงง ต่างตกอยู่ในอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกถ้วนหน้า เพราะแม่ของเดชคุณกำกับแทนหมด รุ้งพรายเองก็โดนขู่ เพราะรู้ว่าหากพ่อแม่ฝั่งเจ้าบ่าวไม่รับผิดชอบค่างาน เพื่อนรักได้เป็นหนี้บานแน่“เจ้าบ่าวไปไหนเนี่ย” ศรถาม เมื่อไม่เห็นลูกเขยอยู่กับลูกสาว “ถ้ายังไม่หายดีน่าจะเลื่อนนะ มันไม่ได้เรียกว่าฤกษ์ดี เพื่อนยัยเอยก็ป่วยอีกคน ผมว่า
ไม่นาน แม่ของเดชคุณไปถึงห้องเจ้าสาว เดินเข้ามาในห้องอย่างมั่นใจ พร้อมทั้งส่งสายตาดุดันไม่ให้รุ้งพรายพูดอะไร พอเห็นเจ้าเอยหันมาก็รีบเดินไปจับมือ ด้านข้างมีเจ้านางที่แต่งตัวเป็นเพื่อนเจ้าสาวเสร็จแล้วเช่นกัน งามละมุนด้วยกันทั้งพี่ทั้งน้อง“ลูกเอย ลูกเอยของแม่สวยจัง”“ขอบคุณค่ะคุณแม่” เจ้าเอยยกมือไหว้งดงามบัดนี้เธอแต่งตัวชุดไทยเสร็จเรียบร้อย ผมเกล้าขึ้นแล้วติดดอกไม้ พอสวมสไบสีเงินแล้วงามอย่างกับนางในวรรณคดี ผิวขาวเปล่งปลั่งเนียนไปหมด ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มก็ขับให้เธอโดดเด่นสมเป็นเจ้าสาวที่สมควรมีความสุขที่สุดสิ่งที่เจ้าเอยรู้ แต่รู้ไม่สุด นั่นคือแม่ของเดชคุณเชื่อเรื่องฤกษ์ยามและดวงยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด ยิ่งหมอดูเจ้าประจำบอกว่าดวงของเจ้าเอยนั้นส่งเสริมสามี เป็นดวงนางแก้วแสนเลิศเลอ เธอยิ่งอยากได้ลูกสะใภ้ที่มาเสริมบารมีลูกชาย จึงรักและเอ็นดูแต่แรก พลอยให้เจ้าเอยโล่งใจที่ว่าที่แม่สามีต้อนรับไม่มีใครคาดคิดว่าความเชื่อนี้ได้เสริมให้งานแต่งวันนี้เป็นหายนะยิ่งกว่าเดิมเ
เจ้าเอยตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่ออาบน้ำล้างหน้า พอตีห้า รุ้งพรายมาเคาะประตู บอกว่าอรพลินยังไม่ตื่น แต่ตัวเธอนั้นแต่งตัวรอแล้ว เหลือทำผมกับแต่งหน้านิดหน่อย เลยจะมาช่วยกันแต่งในห้อง ภายหลัง น้องสาวอย่างเจ้านางก็เข้ามาช่วยอีกคนเจ้านางตามเข้ามาทีหลังพร้อมกับอาหารเช้าง่าย ๆ ที่โรงแรมจัดเตรียมให้ ไม่นานนักเจ้าเอยก็สวมชุดไทยเสร็จเรียบร้อย ระหว่างที่น้องสาวแต่งตัว เธอหยิบแซนด์วิชกินไปพลาง จากนั้นก็ลงมือแต่งหน้าตัวเอง พอเห็นว่าใกล้หกโมง เพื่อนสนิทอีกคนยังไม่มาเลยเป็นห่วง“ยัยอรเป็นอะไรหรือเปล่า ฉันว่าไม่โอเคแล้วนะ”“นั่นสิ เดี๋ยวฉันไปเคาะห้อง” รุ้งพรายหยิบมือถือแล้วรีบเดินออกจากห้อง ไม่นานก็กลับมาแล้วบอกว่าเคาะแล้วไม่เปิด พอโทรศัพท์ก็ติด แต่ไม่รับ หญิงสาวเลยเดินกลับมาบอก“ท้องไม่ดีหรือเปล่า” เจ้าเอยเป็นห่วงเพื่อน เพราะตั้งแต่หย่าร้างกับสามีเก่า อรพลินมีปัญหาเครียดลงกระเพาะ บางทีกินอะไรผิดสำแดงนิดเดียวก็ได้เข้าห้องน้ำ “เมื่อวานดูหน้าไม่ค่อยดี”“อืม เดี๋ยวฉันไปดูอีกที แกลองถามเจ้าบ่าวว่าเป็นไงบ้าง” เพื่อนเจ้าสาวเตือนทว่าพวกเธอก็ไม่รู้ว่าฝั่งเพื่
ดึกคืนนั้น เจ้าเอยนั่งอยู่ในห้องนอน โดยมีพี่ชายกับน้องสาวนั่งอยู่เป็นเพื่อน ทั้งสองต่างพูดคุยเรื่องครอบครัว รวมไปถึงเรื่องของพ่อกับแม่ที่ผ่านไปแล้วด้วย“ถึงแม้พ่อจะเป็นแบบนี้ แต่ตอนนางแต่งงาน พ่อก็เข้ามาสวมกอดแล้วบอกยินดีด้วยนะลูก” เจ้านางเล่าประสบการณ์ของตัวเอง “ชั่วเวลานั้น เหมือนได้พ่อกลับคืนมาเลย พรุ่งนี้...พี่ก็คงได้เจอพ่อในแบบที่เราคิดถึงนะพี่”เจ้าเอยน้ำตาซึม ส่วนพี่ชายนั้นเข้าใจความยากลำบากของน้องสาวจึงลูบหัวทั้งสองคน“บางครั้งเวลาพ่อรู้สึกตัว เขาก็ถามถึงเอยกับนาง ว่าเป็นอย่างไร สบายดีหรือเปล่า อยู่ไกลจากบ้านเป็นห่วง พี่อยากให้น้องทั้งสองรู้ไว้ว่า ถึงพ่อจะเป็นแบบที่เห็น ขึ้น ๆ ลง ๆ มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริง ๆ สมองของมนุษย์นั้นซับซ้อน แต่จิตใจของพ่อน่ะ ยังรักพวกน้องเหมือนเดิม”“จ้ะ ฉันเชื่อ”“รีบนอนนะเอย เดี๋ยวต้องตื่นเช้ามาก พรุ่งนี้เอยจะสวยที่สุดแล้ว” เจ้าเหนือบอกน้อง สามพี่น้องกอดกันตัวกลม สายใยรักใคร่ผูกพันที่ถึงแม้เติบโตจะอยู่ห่างกัน แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิมพวกเขาไม่รู้เลยว่า งานแต่งงานในวันพรุ่งนี้จะโกลาหลเพียงใด8 ชั่วโมงก่อนพิธีแต่งงานตรงประตูหนีไฟของโรงแรม เดชค







