Mag-log in“ฉันเตรียมมาส์กหน้ามา เลือกของดี ของแพง บูสต์หน้าเร่งด่วน” รุ้งพรายหยิบข้าวของออกมาอวดให้มั่นใจได้ ว่าเป็นเพื่อนเจ้าสาวมืออาชีพ “ไหน เครื่องสำอางของเจ้าเอยเป็นไง”
ฝ่ายอรพลินดูกระเป๋าเครื่องสำอาง ปกติเจ้าเอยแต่งหน้าน้อย อุปกรณ์ไม่เยอะ เมื่อเห็นของข้างใน จึงรู้ว่าเพื่อนรักยอมลงทุนซื้อเอง แต่ไม่ยอมจ้างช่าง แม่ม่ายสาวถึงกับกอดอก
“นี่แก รวมกันได้ค่าทำผมแต่งหน้าเลยนะ”
“แต่ซื้อเอง ยังเอาไปใช้ต่อได้นี่นา” เจ้าเอยตอบเสียงอ่อน เวลาทำแก้มพองหน้าอ้อน อรพลินถึงได้ถอนหายใจ เอ็นดูยายขี้งก
“แล้วครอบครัวของแกมาแล้วยัง”
“มาแล้ว พักผ่อนกันอยู่”
ครอบครัวของเจ้าเอย นอกจากพ่อศร ศิลาคำแล้ว ยังมีเจ้าเหนือผู้เป็นพี่ชาย พ่วงด้วยภรรยากับลูกชาย และน้องสาวชื่อเจ้านางและสามี
“พ่อแม่ของพี่คุณก็มาแล้ว ฮื้อ” เธอดึงแขนเพื่อนทั้งสองมากอด “ขอบคุณพวกแกมากเลยนะ”
สองสาวอมยิ้ม ก่อนจะสวมกอดเจ้าเอย
“ดีใจกับแกจริง ๆ นะ ยัยเอย” รุ้งพรายยิ้มดีใจ ขณะนั้นอรพลินมองเพื่อนทั้งสอง รอยยิ้มค่อย ๆ หุบลง สีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าและรู้สึกผิด
เย็นวันนั้น สองครอบครัวต่างรับประทานอาหารกันพร้อมหน้า ค่ำคืนที่มีแต่เสียงหัวเราะและความสุข ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวของเดชคุณมาดึกกันหมด เลยไม่ได้ร่วมโต๊ะด้วยกัน
บรรยากาศราบรื่น ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี แม้ศรผู้เป็นพ่อของเจ้าสาวจะใช้วาจากดดูแคลนลูกสาวตัวเองบ้าง สลับกับอวยชมตามอาการป่วยที่ทำให้บุคลิกเปลี่ยนไปมา แต่เนื่องจากฝั่งเดชคุณพอรู้ปม ว่าตั้งแต่ทราบข่าวภรรยาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุพร้อมกับชายชู้ จากพ่อที่น่ารักก็มาลงกับลูกสาวที่หน้าละม้ายคล้ายมารดาทั้งคู่ พวกเขาเลยไม่ใส่ใจนัก
เจ้าเอยกับเจ้านางมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพราะพ่อเคยรักและดูแลพวกเธอดีมาก เมื่อคุณพ่อเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เอาแน่เอานอนไม่ได้ จึงเสียใจถึงที่สุด พอโตขึ้น พี่ชายได้พาคุณพ่อไปพบจิตแพทย์ ซึ่งคุณหมอได้บอกว่าศรคงสะเทือนใจมาก ความผิดหวังเสียใจอย่างรุนแรงส่งผลให้มีอาการทรอม่า บิดเบือนความจริง หนทางระบายความโกรธแค้นเกลียดชังภรรยาที่จากไปจึงไปลงที่ลูกสาว
พอนึกขึ้นได้ก็จะกลายเป็นพ่อคนเดิม เป็นปมในใจที่ขจัดยาก หากเจ้าตัวไม่แก้เอง ทางออกที่ดีคือ พวกเธอควรดูแลพ่อห่าง ๆ นั่นทำให้พี่ชายดูแลใกล้ชิดที่สุด ตั้งแต่นั้นสองสาวลงมาเรียนที่กรุงเทพ
“ถึงแม้จะเป็นลูกสาว แต่ก็มีเชื้อของนังผู้หญิงคนนั้น หากลูกสาวผมทำอะไรผิด พวกคุณจะดุด่าต่อว่าสั่งสอนอย่างไรก็ได้เลยครับ” ศรกล่าวไปเคี้ยวไป เจ้าเอยที่นั่งฟังได้แต่ก้มหน้า อีกนาทีต่อมา เขาก็เอ่ยชม “เอยเป็นเด็กดีมาตลอด เธอจะไม่ทำให้พวกคุณอับอายแน่”
สามพี่น้องต่างมองหน้ากัน ปลงกับอาการของคุณพ่อ ตอนนั้นเอง เดชคุณแอบจับมือเธอใต้โต๊ะ เขาพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ
“เอยเป็นผู้หญิงที่ดีมาก ผมคิดว่าคุณพ่อเลี้ยงน้องเอยมาดีมากเลยนะครับ”
ศรได้ยินแล้วพยักหน้า มุมปากกระตุกยิ้มคล้ายภูมิใจ
“พ่อกับแม่ก็ดีใจ กลัวเหลือเกินว่าจะลูกคุณจะไม่แต่งงาน พอเห็นหนูเอย พ่อค่อยโล่งใจที่ลูกชายตาถึง” บิดาของเจ้าบ่าวกล่าว “สุภาพเรียบร้อย กิริยามารยาทน่ารัก พอเห็นทั้งครอบครัวพานไปยังเพื่อนฝูง อ้อ เข้าใจเลย”
บรรยากาศเลยกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง เหล่าสองสาวที่มานั่งรับประทานด้วยต่างยิ้มเขิน ถึงอย่างนั้น เดชคุณปรายตามองไปยังอรพลินที่นั่งริมสุด น่าแปลกนัก ทั้งโต๊ะกลับไม่มีผู้ใดสังเกต
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย เดชคุณหลบมาสูบบุหรี่ริมสระน้ำของโรงแรม เนื่องจากดึกแล้ว ไม่มีแขก จึงไม่มีใครต่อว่า
“เฮ้ย เลิกแล้วไม่ใช่เหรอวะ”
“อ้าว ไอ้ทิว” เขาหันไปโอบไหล่เพื่อนที่เดินมา “คนอื่นล่ะ”
“ถึงแล้ว กูถึงเดินตามหามึงเนี่ย” ทิวเขาคว้าบุหรี่ในมือไปดับเอง “มึงจะแต่งงาน ทำไมมาหลบแล้วทำหน้าแบบนั้นวะ สูบบุหรี่อีก”
“เปล่า ก็จะสละโสดไง มันเลยหวิว ๆ” เขายังคงโกหกเพื่อน ทั้งที่ในใจคิดถึงอีกคน
จุดเริ่มต้นของเขากับเจ้าเอยเกิดจากความรัก เขาชอบพอหน้าตาของเธอก่อน หลงรักมากขึ้นที่นิสัย ด้วยความที่เปิดร้านเหล้า เจอแต่ผู้คนยามราตรี เจ้าเอยจึงเปรียบเสมือนแสงสว่างอันอบอุ่น ตัวแทนของชีวิตยามกลางวันเช่นคนปกติ แม้เธอไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่ก็ไม่ใช่ผู้หญิงจำพวกพึ่งพาแต่ผู้ชาย พอรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของร้านก็ไม่เคยขอเงินขอให้ซื้ออะไรให้เลย สำหรับเดชคุณ เขาเชื่อว่าผู้ชายควรเป็นช้างเท้าหน้า เมื่อตัดสินใจขอเธอแต่งงาน หวังสร้างครอบครัวเสียที จึงใจป้ำให้ชื่อเรือนหอเป็นชื่อของว่าที่ภรรยา
แต่ความฝันที่วางไว้เสียดิบดีกลับพลิกผันเมื่อเขาเพิ่งมารู้ใจตัวเองเมื่อตอนสาย หลังจากเขาขอแต่งงานเจ้าเอย ทั้งสองวางแผนหลายอย่าง และใช้เวลานานกว่าจะหาฤกษ์ได้ ช่วงนั้นเองเหมือนจุดทดสอบในชีวิต
เขาเคยเจอเพื่อนของเธออยู่หลายครั้ง แต่สองสามเดือนมานี้ อรพลินกลายเป็นลูกค้าประจำร้าน ทุกคืนวันศุกร์กับวันเสาร์ เธอจะมาที่บาร์แล้วนั่งดื่มเงียบ ๆ มีผู้ชายเข้าหาเธอเยอะ ทั้งดีและไม่ดี เขาเห็นว่าเป็นเพื่อนของเจ้าเอยเลยคอยมองคอยดูแลให้
ต้องยอมรับว่าสวยของอรพลินนั้นดึงดูดสายตาด้วย ภายหลังเขาทำตัวประหนึ่งเป็นบาร์เทนเดอร์เฉพาะกับเธอ เป็นที่ปรึกษาพ่วงไปอีก ทั้งชงเครื่องดื่มและพูดคุย ใจก็เตลิดกันทั้งสองคน
ไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น แต่นับวัน อรพลินกลับแย่งที่เจ้าเอยในใจเรื่อยมา ยิ่งจวนวันจะแต่งงาน เดชคุณยิ่งรู้สึกขัดแย้งในใจ แฟนสาวไม่ได้ทำอะไรผิดเลย คนที่ผิดคือเขา ทั้งสองพยายามหักห้ามใจเพื่อเจ้าเอย แต่หัวใจเจ้ากรรมไม่ได้คล้อยตาม
“มึงเป็นอะไรกันแน่” ทิวเขาถาม “มีอะไรก็บอกได้”
เขามองหน้าเพื่อนสนิทของตัวเอง กระดากอายเกินกว่าจะสารภาพ
แม้แต่กลุ่มเพื่อนของคนทั้งสองยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่เคยระบายความผิดของตัวเองให้ใครฟังเลย พอคิดว่าจะสารภาพ ก็คิดว่าพวกเพื่อนไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะในสายตาของพวกเขา เจ้าเอยเป็นแฟนที่ดีตลอดมา ความเขลาขลาดพาให้เขาเลือกตกนรก นั่นคือปล่อยไปตามยถากรรม เขาต้องรับผิดชอบสิ ตัวเขาที่ขอเจ้าเอยแต่งงานเอง แล้วพรุ่งนี้ก็จะแต่งแล้ว จะให้ทำอย่างไร
เธอเป็นผู้หญิงที่เขาอยากได้มาเป็นแม่ของลูก เขาต้องยอมรับ
“ไม่มีอะไร เขาเรียกว่า ความตื่นกลัวของผู้ชาย” เดชคุณเฉไฉ
ทิวเขาตบบ่าแรง ๆ “เออ จะแต่งงานแล้ว จะสร้างครอบครัว มึงเลือกแล้วต้องรับผิดชอบให้ดี แฟนมึงเป็นผู้หญิงที่ดีนะ”
“เออ กูรู้” เขาเหลือบตามองทิวเขาที่ก้มหน้ามองวิวข้างล่าง รู้แก่ใจว่าทิวเขาชอบเจ้าเอย แม้ไม่เคยสารภาพ แต่พอมองออก “แก...ถ้าแก...”
“อะไร” เพื่อนถาม “พูดมาเลย กูพร้อมฟัง”
ลำคอของเขาแห้งผาก
“ไม่มีอะไร”
“อ้าว ไอ้นี่ เดี๋ยวปั๊ด” ทิวเขายกกำปั้นแล้วเดินออกไป “รีบนอนด้วยล่ะ”
“เออ ไอ้พ่อ”
ถึงอย่างนั้น ได้แต่มองตามหลังเพื่อน
เจ้าเอยตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่ออาบน้ำล้างหน้า พอตีห้า รุ้งพรายมาเคาะประตู บอกว่าอรพลินยังไม่ตื่น แต่ตัวเธอนั้นแต่งตัวรอแล้ว เหลือทำผมกับแต่งหน้านิดหน่อย เลยจะมาช่วยกันแต่งในห้อง ภายหลัง น้องสาวอย่างเจ้านางก็เข้ามาช่วยอีกคนเจ้านางตามเข้ามาทีหลังพร้อมกับอาหารเช้าง่าย ๆ ที่โรงแรมจัดเตรียมให้ ไม่นานนักเจ้าเอยก็สวมชุดไทยเสร็จเรียบร้อย ระหว่างที่น้องสาวแต่งตัว เธอหยิบแซนด์วิชกินไปพลาง จากนั้นก็ลงมือแต่งหน้าตัวเอง พอเห็นว่าใกล้หกโมง เพื่อนสนิทอีกคนยังไม่มาเลยเป็นห่วง“ยัยอรเป็นอะไรหรือเปล่า ฉันว่าไม่โอเคแล้วนะ”“นั่นสิ เดี๋ยวฉันไปเคาะห้อง” รุ้งพรายหยิบมือถือแล้วรีบเดินออกจากห้อง ไม่นานก็กลับมาแล้วบอกว่าเคาะแล้วไม่เปิด พอโทรศัพท์ก็ติด แต่ไม่รับ หญิงสาวเลยเดินกลับมาบอก“ท้องไม่ดีหรือเปล่า” เจ้าเอยเป็นห่วงเพื่อน เพราะตั้งแต่หย่าร้างกับสามีเก่า อรพลินมีปัญหาเครียดลงกระเพาะ บางทีกินอะไรผิดสำแดงนิดเดียวก็ได้เข้าห้องน้ำ “เมื่อวานดูหน้าไม่ค่อยดี”“อืม เดี๋ยวฉันไปดูอีกที แกลองถามเจ้าบ่าวว่าเป็นไงบ้าง” เพื่อนเจ้าสาวเตือนทว่าพวกเธอก็ไม่รู้ว่าฝั่งเพื่
ดึกคืนนั้น เจ้าเอยนั่งอยู่ในห้องนอน โดยมีพี่ชายกับน้องสาวนั่งอยู่เป็นเพื่อน ทั้งสองต่างพูดคุยเรื่องครอบครัว รวมไปถึงเรื่องของพ่อกับแม่ที่ผ่านไปแล้วด้วย“ถึงแม้พ่อจะเป็นแบบนี้ แต่ตอนนางแต่งงาน พ่อก็เข้ามาสวมกอดแล้วบอกยินดีด้วยนะลูก” เจ้านางเล่าประสบการณ์ของตัวเอง “ชั่วเวลานั้น เหมือนได้พ่อกลับคืนมาเลย พรุ่งนี้...พี่ก็คงได้เจอพ่อในแบบที่เราคิดถึงนะพี่”เจ้าเอยน้ำตาซึม ส่วนพี่ชายนั้นเข้าใจความยากลำบากของน้องสาวจึงลูบหัวทั้งสองคน“บางครั้งเวลาพ่อรู้สึกตัว เขาก็ถามถึงเอยกับนาง ว่าเป็นอย่างไร สบายดีหรือเปล่า อยู่ไกลจากบ้านเป็นห่วง พี่อยากให้น้องทั้งสองรู้ไว้ว่า ถึงพ่อจะเป็นแบบที่เห็น ขึ้น ๆ ลง ๆ มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริง ๆ สมองของมนุษย์นั้นซับซ้อน แต่จิตใจของพ่อน่ะ ยังรักพวกน้องเหมือนเดิม”“จ้ะ ฉันเชื่อ”“รีบนอนนะเอย เดี๋ยวต้องตื่นเช้ามาก พรุ่งนี้เอยจะสวยที่สุดแล้ว” เจ้าเหนือบอกน้อง สามพี่น้องกอดกันตัวกลม สายใยรักใคร่ผูกพันที่ถึงแม้เติบโตจะอยู่ห่างกัน แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิมพวกเขาไม่รู้เลยว่า งานแต่งงานในวันพรุ่งนี้จะโกลาหลเพียงใด8 ชั่วโมงก่อนพิธีแต่งงานตรงประตูหนีไฟของโรงแรม เดชค
“ฉันเตรียมมาส์กหน้ามา เลือกของดี ของแพง บูสต์หน้าเร่งด่วน” รุ้งพรายหยิบข้าวของออกมาอวดให้มั่นใจได้ ว่าเป็นเพื่อนเจ้าสาวมืออาชีพ “ไหน เครื่องสำอางของเจ้าเอยเป็นไง”ฝ่ายอรพลินดูกระเป๋าเครื่องสำอาง ปกติเจ้าเอยแต่งหน้าน้อย อุปกรณ์ไม่เยอะ เมื่อเห็นของข้างใน จึงรู้ว่าเพื่อนรักยอมลงทุนซื้อเอง แต่ไม่ยอมจ้างช่าง แม่ม่ายสาวถึงกับกอดอก“นี่แก รวมกันได้ค่าทำผมแต่งหน้าเลยนะ”“แต่ซื้อเอง ยังเอาไปใช้ต่อได้นี่นา” เจ้าเอยตอบเสียงอ่อน เวลาทำแก้มพองหน้าอ้อน อรพลินถึงได้ถอนหายใจ เอ็นดูยายขี้งก“แล้วครอบครัวของแกมาแล้วยัง”“มาแล้ว พักผ่อนกันอยู่”ครอบครัวของเจ้าเอย นอกจากพ่อศร ศิลาคำแล้ว ยังมีเจ้าเหนือผู้เป็นพี่ชาย พ่วงด้วยภรรยากับลูกชาย และน้องสาวชื่อเจ้านางและสามี“พ่อแม่ของพี่คุณก็มาแล้ว ฮื้อ” เธอดึงแขนเพื่อนทั้งสองมากอด “ขอบคุณพวกแกมากเลยนะ”สองสาวอมยิ้ม ก่อนจะสวมกอดเจ้าเอย“ดีใจกับแกจริง ๆ นะ ยัยเอย” รุ้งพรายยิ้มดีใจ ขณะนั้นอรพลินมองเพื่อนทั้งสอง รอยยิ้มค่อย ๆ หุบลง สีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าและรู้สึกผิดเย็นวันนั้น สองครอบครัวต่างรับประทานอาหารกันพร้อมหน้า ค่ำคืนที่มีแต่เสียงหัวเราะและความสุข ส
หนึ่งวันก่อนวันแต่งงานเดชคุณเป็นหนุ่มวัยสามสิบสี่ ตามสไตล์สายเลือดไทย-จีนและดูแลตัวเอง หมั่นเข้ายิม ดูแลผิวพรรณ ใครเห็นก็นับเป็นตัวอย่างของลำดับอายุแบบใหม่ ที่ว่าวัยนี้ยังวัยรุ่นอยู่ ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังดูโตกว่าเจ้าเอยที่อายุสามสิบสอง ด้วยบุคลิกภูมิฐาน แต่งตัวแบบโอลด์มันนี่ พอเดินควงแขนกับสาวเหนือร่างบาง แต่งหน้าอ่อน ๆ สวมชุดหวาน ๆ อวดผมสีดำสลวยกับดวงตาสีนิล ดูเข้ากันราวกับกิ่งทองใบหยก“วันนี้เอยน่ารักจัง” เดชคุณจับแก้มเธอเบา ๆทันใดนั้น ออร์แกไนเซอร์ได้กลับมาสอบถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยหรือไม่ เจ้าเอยรีบพยักหน้า ส่วนเดชคุณหัวเราะในลำคอ “เจ้าสาวว่าอย่างไรก็อย่างนั้นครับ”ก่อนวันงานซึ่งก็คือวันนี้ ครอบครัวของทั้งสองมาพักที่โรงแรม โดยจะมีเพื่อนเจ้าสาวกับเพื่อนเจ้าบ่าวด้วย ส่วนนี้เดชคุณจัดการให้ก่อน เพราะมีส่วนลดกับคนที่สนิทกัน ก่อนหน้านี้ทั้งสองพาครอบครัวขึ้นห้องแล้ว นี่ก็ลงมาตรวจสอบรายละเอียดพอออร์แกไนเซอร์ปิดแฟ้มก็แสดงความยินดีอีกรอบ เจ้าเอยยอมรับว่าตื่นเต้นมากเดชคุณจับมือเธอ ทว่ามือของเขากลับเย็น “เอยตื่นเต้นมากเลยใช่ไหม แต่คืนนี้ต้องนอนหลับนะคะ จะได้ตื่นมาสวย ๆ”“ค่ะ” เธอพ
ได้ยินดังนั้น เธอถอนหายใจ “หิวน้ำไหมคะ เดี๋ยวเอยไปหยิบขวดน้ำให้”เขาส่ายหน้า โบกมือที่สวมถุงมืออยู่ เพราะปกติทิวเขาจะขี่บิ๊กไบก์คันแพง จึงมักเห็นเขาแต่งตัวแบบนี้ เครื่องแบบเสมอต้นเสมอปลายนั่นคือสวมแจ็กเกตกันลม กางเกงยีนบ้าง กางเกงหนังบ้าง รองเท้าบูตหนังไม่ก็ผ้าใบ เธอได้ยินว่าเขาเคยแข่งรถด้วย แต่นานมาแล้วทิวเขากับเดชคุณเป็นลูกคนรวยทั้งคู่ แต่อาชีพของทิวเขาทำอะไรนั้น เธอไม่เคยรู้เลย เดชคุณบอกว่าเขามีธุรกิจของตัวเอง และมักไป ๆ มา ๆ แบบนี้ เจ้าเอยได้แต่สงสัยว่าเป็นพวกลงทุนคริปโตหรือเปล่า“ไม่เอา พี่รีบ เอยเข้าไปเถอะ หรือเอยอยากไปหาไอ้คุณไหมล่ะ พี่จะพาไป” เขาถาม “เดี๋ยวนี้ไม่เห็นมาร้านหมอนั่นเลย”“พี่คุณทำงานนี่คะ เอยจะไปกวนทำไม”“แฟนไปหาแล้วจะทำไมล่ะ น้องก็ใจดีแบบนี้ ไปเฝ้ามันบ้างดิ ลูกค้าสาว ๆ เยอะแยะ”“พี่คุณไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกค่ะ” ก่อนจะปรายตาตำหนิเล็กน้อย อยากจะบอกว่าไม่ใช่พี่สักหน่อยเพราะเขาไม่เปิดหน้า เลยได้ยินเสียงดังเฮอะเบา ๆ“ให้เอยไปเฝ้าคนทำงานทำไมล่ะคะ” เธอตอบพลางหัวเราะขำขัน “พี่คุณไม่ใช่คนเจ้าชู้สักหน่อย”สุดท้ายได้ส่งสายตามองคนตรงหน้าเป็นเชิงตำหนิมากกว่า“หรือพี่รู้
ได้ยินดังนั้น เธอถอนหายใจ “หิวน้ำไหมคะ เดี๋ยวเอยไปหยิบขวดน้ำให้”เขาส่ายหน้า โบกมือที่สวมถุงมืออยู่ เพราะปกติทิวเขาจะขี่บิ๊กไบก์คันแพง จึงมักเห็นเขาแต่งตัวแบบนี้ เครื่องแบบเสมอต้นเสมอปลายนั่นคือสวมแจ็กเกตกันลม กางเกงยีนบ้าง กางเกงหนังบ้าง รองเท้าบูตหนังไม่ก็ผ้าใบ เธอได้ยินว่าเขาเคยแข่งรถด้วย แต่นานมาแล้วทิวเขากับเดชคุณเป็นลูกคนรวยทั้งคู่ แต่อาชีพของทิวเขาทำอะไรนั้น เธอไม่เคยรู้เลย เดชคุณบอกว่าเขามีธุรกิจของตัวเอง และมักไป ๆ มา ๆ แบบนี้ เจ้าเอยได้แต่สงสัยว่าเป็นพวกลงทุนคริปโตหรือเปล่า“ไม่เอา พี่รีบ เอยเข้าไปเถอะ หรือเอยอยากไปหาไอ้คุณไหมล่ะ พี่จะพาไป” เขาถาม “เดี๋ยวนี้ไม่เห็นมาร้านหมอนั่นเลย”“พี่คุณทำงานนี่คะ เอยจะไปกวนทำไม”“แฟนไปหาแล้วจะทำไมล่ะ น้องก็ใจดีแบบนี้ ไปเฝ้ามันบ้างดิ ลูกค้าสาว ๆ เยอะแยะ”“พี่คุณไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกค่ะ” ก่อนจะปรายตาตำหนิเล็กน้อย อยากจะบอกว่าไม่ใช่พี่สักหน่อยเพราะเขาไม่เปิดหน้า เลยได้ยินเสียงดังเฮอะเบา ๆ“ให้เอยไปเฝ้าคนทำงานทำไมล่ะคะ” เธอตอบพลางหัวเราะขำขัน “พี่คุณไม่ใช่คนเจ้าชู้สักหน่อย”สุดท้ายได้ส่งสายตามองคนตรงหน้าเป็นเชิงตำหนิมากกว่า“หรือพี่รู้







