Masukแม้จะไม่มีความทรงจำใดเกี่ยวกับอดีตชาติ
แต่แทบทุกค่ำคืน หลินเยว่ซินกลับฝันเห็นภาพเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มันไม่เหมือนความฝันของมนุษย์ทั่วไป
ชัดเจนเกินไป
หนักแน่นเกินไป
และเจ็บปวดเกินกว่าจะเป็นเพียงภาพลวงยามหลับ
นางฝันเห็นดอกบัวน้ำแข็งหมื่นกลีบเบ่งบานเหนือทะเลหยกขาว
กลีบดอกแต่ละกลีบโปร่งใสราวแกะจากน้ำค้างแข็ง ส่องประกายสีเงินจางๆ ท่ามกลางแสงเย็นประหลาด พวกมันไหวเอนช้าๆ อยู่ในสายลมที่มองไม่เห็น ราวกำลังรอคอยใครบางคนให้กลับคืน
บางครั้ง นางฝันเห็นระฆังมหึมาตั้งตระหง่านกลางเวหา
เสียงของมันกึกก้องจนสั่นสะท้านไปถึงกระดูก
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าระฆังคือเสียงที่ซ่อนอยู่ภายใน
เสียงคร่ำครวญ
เสียงโกรธแค้น
เสียงของวิญญาณที่ถูกจองจำมาช้านาน จนความเจ็บปวดกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการมีอยู่
และบางคืน นางเห็นบุรุษผู้หนึ่ง
เขาสวมเกราะนิลสีดำ
ร่างสูงสง่าราวภูผา
แต่ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังที่เต็มไปด้วยเลือดและหิมะ
พายุขาวโหมกระหน่ำราวฟ้าทั้งผืนกำลังร่ำไห้
เกราะของเขาแตกร้าว
บ่ากว้างอาบด้วยเลือดสีทอง
ทว่าสายตาคู่นั้นกลับจ้องมาทางนางเพียงผู้เดียว
เขายืนอยู่ไกลมาก
ไกลจนแทบเป็นเพียงเงาร่างพร่าเลือนท่ามกลางพายุ
แต่ประหลาดเหลือเกิน—หลินเยว่ซินกลับรู้สึกว่า ดวงตาคู่นั้นใกล้กว่าลมหายใจของตนเอง
ริมฝีปากของเขาขยับ
เหมือนกำลังเรียกชื่อนาง
เหมือนกำลังให้คำมั่น
เหมือนกำลังฝ่าความตายและกาลเวลา เพื่อมาหาใครสักคนที่หลงหายไปแล้ว
ทว่านางกลับไม่ได้ยินเสียงใดเลย
ทุกครั้งที่ตื่นจากความฝันนั้น หลินเยว่ซินจะพบว่าหมอนชื้นไปด้วยน้ำตา หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ ราวกับเพิ่งสูญเสียอะไรบางอย่างซ้ำอีกครั้ง ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสูญเสียมันไปตั้งแต่เมื่อใด
นางไม่รู้ว่าตนกำลังเฝ้ารอผู้ใด
ไม่รู้ว่าความโหยหาไร้ชื่อซึ่งเกาะกินอยู่ในอกมีต้นกำเนิดจากที่ใด
รู้เพียงว่า ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ เหมือนมีบางสิ่งถูกฉีกพรากไปตลอดกาล
ราวกับวิญญาณของนางเคยไม่สมบูรณ์
และชิ้นส่วนที่หายไปนั้น ไม่เคยถูกส่งคืน
ในคืนที่หิมะตกหนัก หลินเยว่ซินมักยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองออกไปยังความมืดนอกกำแพงจวนเก่า
“ใครกัน...”
นางกระซิบเบาๆ
“ใครกันที่ทำให้ข้าร้องไห้ได้ ทั้งที่ข้าไม่แม้แต่จะจำเจ้าได้”
“ใครกันที่ทำให้หัวใจข้าสั่นทุกครั้งที่ฝันถึง”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนปล่อยคำถามสุดท้ายออกมาราวกับยอมรับบาดแผลที่ไม่เคยสมาน
“แล้วเหตุใด... ข้าถึงรู้สึกเสมอว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของข้า”
“เหมือนข้าเกิดผิดที่
ผิดเวลา
และผิดชะตา”
ความมืดไม่เคยตอบนาง
มีเพียงหิมะที่ตกลงมาไม่รู้จบ
และความรู้สึกเลือนรางว่า บนฟ้าอันไกลโพ้นนั้น อาจมีใครบางคนกำลังทอดมองลงมาอยู่จริงๆ
__________________________________________________________________________________________
“พี่หญิง... ข้าหนาว...”
เสียงสั่นเครือจากเตียงไม้เล็กดึงหลินเยว่ซินกลับจากภวังค์
หลินจื่อซวน น้องชายวัยสิบขวบของนาง นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่ปะซ้อนกันหลายชั้น แก้มแดงจัดเพราะพิษไข้ ริมฝีปากซีด ลมหายใจร้อนผ่าวและแผ่วจนเหมือนจะขาดหายได้ทุกเมื่อ
เขาเป็นเด็กที่ผอมเกินวัย
อ่อนแอเกินวัย
และเปราะบางจนหลินเยว่ซินไม่กล้าปล่อยให้คลาดสายตา
มือเล็กๆ ของเขาแห้งแตกเพราะหนาวจัด
ข้อมือผอมจนมองเห็นเส้นเอ็น
แต่ดวงตาของเด็กน้อยยังคงใสสะอาดอย่างน่าปวดใจ
บริสุทธิ์เกินกว่าจะมาเกิดในโลกเช่นนี้
หลินเยว่ซินถอดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกเก่าของตนออกทันที—สมบัติชิ้นสุดท้ายที่เหลือจากบิดา—แล้วห่มให้น้องชายโดยไม่ลังเล
เสื้อคลุมตัวนั้นเก่าจนขนร่วงเป็นหย่อมๆ ตะเข็บด้านในขาดหลายแห่ง แต่ยังมีกลิ่นไม้สนจางๆ ติดอยู่ กลิ่นเดียวกับที่เคยลอยมากับตัวบิดายามกลับจากลานฝึก
จากนั้นนางขึ้นไปนั่งข้างเตียง ดึงร่างเล็กนั้นเข้ามากอดแนบอก
“นอนเถิด จื่อซวน” นางกระซิบ พลางใช้แก้มแนบหน้าผากร้อนผ่าวของเขา “พรุ่งนี้พี่จะเอางานปักไปขายที่ตลาด แล้วจะซื้อยาให้เจ้า”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นอย่างอ่อนแรง
“แล้วพี่เล่า... พี่ไม่หนาวหรือ”
คำถามนั้นทำให้หลินเยว่ซินนิ่งไปชั่วขณะ
เพราะความจริง นางหนาว
หนาวจนปลายนิ้วชา
หนาวจนลมหายใจแผ่วเป็นไอ
หนาวจนบางคืนรู้สึกเหมือนเลือดทั้งร่างเกือบแข็งค้าง
แต่เมื่อนางมองน้องชาย ความจริงทั้งหมดก็กลายเป็นคำพูดที่เอ่ยไม่ได้
นางยิ้มบางๆ
“พี่ไม่หนาว”
“ทำไมเล่า”
มือเล็กกำแขนเสื้อนางแน่นขึ้น ราวอยากยึดคำตอบนั้นไว้เป็นหลักเดียวของโลก
หลินเยว่ซินลูบผมเขาเบาๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด
“เพราะในตัวพี่ มีไฟดวงหนึ่งที่ไม่มีวันดับ”
“ไฟอะไรหรือพี่หญิง”
“ไฟที่เกิดจากความรักที่พี่มีต่อเจ้า”
นางก้มลงจุมพิตหน้าผากเด็กชาย
“ไฟที่พี่สัญญาไว้กับท่านพ่อท่านแม่ ว่าจะปกป้องเจ้าให้ได้”
“ตราบใดที่พี่ยังหายใจ พี่จะไม่ยอมให้เจ้าหนาว
ไม่ยอมให้เจ้าถูกทอดทิ้ง
และไม่ยอมให้ใครพรากเจ้าไปจากพี่”
หลินจื่อซวนอาจไม่เข้าใจทุกถ้อยคำ
แต่เขาเชื่อพี่สาวเสมอ
ร่างเล็กค่อยๆ ผ่อนคลายลงในอ้อมแขนของนาง ซุกเข้าหาไออุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่เขามีอยู่บนโลกใบนี้
สำหรับเด็กคนหนึ่งซึ่งสูญเสียทุกอย่างไปตั้งแต่ยังเล็ก
อ้อมแขนของพี่สาว ก็คือบ้าน
คือกำแพง
คือฟ้าและดินทั้งผืน
หลินเยว่ซินก้มมองมือตนเองเงียบๆ
ใต้ผิวหนังนั้น นางรับรู้ได้ถึงความเย็นบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดมานานหลายปี
มันเย็นกว่าหิมะ
นิ่งกว่าน้ำแข็ง
และอันตรายเกินกว่าสิ่งใดที่ควรมีอยู่ในร่างของมนุษย์ธรรมดา
บางครั้งน้ำในถ้วยแข็งตัวเอง
บางครั้งลมหายใจของนางกลายเป็นไอสีฟ้าจาง ทั้งที่อากาศยังไม่หนาวถึงเพียงนั้น
บางครั้งเมื่อหวาดกลัวหรือโกรธจัด อากาศทั้งห้องจะลดต่ำลงอย่างผิดปกติ จนแม้เปลวไฟในเตายังสั่นวูบ
นางไม่รู้ว่านี่คือคำสาป
หรือคือเศษซากของบางสิ่งที่ติดตัวมาจากชาติปางก่อน
นางรู้เพียงว่า หากความลับนี้ถูกเปิดเผย
ผู้คนจะเรียกนางว่าแม่มด
เรียกจื่อซวนว่าเครือญาติของปีศาจ
และแผ่นดินกว้างใหญ่แห่งนี้คงไม่เหลือที่ใดให้สองพี่น้องยืนอยู่ได้อีก
หลินเยว่ซินกำมือแน่น เล็บจิกฝ่ามือจนเจ็บ
ก่อนให้คำมั่นกับตัวเองอีกครั้งอย่างเงียบงัน
ต่อให้ต้องตาย
ความลับนี้ก็จะไม่มีวันหลุดจากปากของนาง
การเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้
เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล
“เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง
ตอนที่ ๓.๑ หิมะแรกอันโหดร้ายยิ่งกว่าความตายหิมะแรกของปีควรตกอย่างอ่อนโยนควรเป็นเพียงผงขาวบางเบาที่โปรยลงจากฟ้า ดุจเสียงกระซิบของฤดูหนาว มิใช่คมมีดนับหมื่นเล่มที่ฟาดใส่ผิวเนื้อของผู้คนอย่างไม่ปรานีแต่ปีนี้ หิมะแรกกลับมาพร้อมความอำมหิตเมฆสีเทาหม่นปิดทับทั้งฟ้าเสียจนไม่เหลือแม้เงาของดวงดาว ลมหนาวคำรามก้องราวสัตว์ร้ายตื่นหิว พัดเอาผลึกน้ำแข็งเม็ดเล็กแหลมคมกระแทกใบหน้าและลำคอ จนเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่แม้แต่ฟ้าดินยังไม่ปรานีผู้ใด หลินเยว่ซินกลับต้องออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนางกอดห่อผ้าปักไว้แนบอกแน่น ภายในนั้นคือผืนแพรสามผืนที่นางปักจนปลายนิ้วแตกเลือดซึมติดต่อกันหลายคืน ลายเมฆมงคล ลายดอกบัว และลายนกเหมันต์—ล้วนเป็นงานละเอียดที่สุดที่นางทำได้ในยามที่แสงเทียนริบหรี่และสายตาพร่ามัวเพราะอดนอนหากขายได้ นางจะมีเงินซื้อยาให้จื่อซวนอีกสองห่อ หากขายไม่ได้ คืนนี้กระท่อมของพวกนางจะไม่มีทั้งยาและฟืนเพียงคิดถึงเด็กชายที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในบ้าน หลินเยว่ซินก็ไม่กล้าหยุดเดินลมหายใจของนางกลายเป็นไอขาวทันทีที่พ่นออกมา ปลายนิ้วทั้งสิบชาจนแทบจับห่อผ้าไม่อยู่ แต่คร
คืนหนึ่ง หลังจากจื่อซวนดื่มยาแล้วผล็อยหลับไป หลินเยว่ซินก็นั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าน้องชายที่ซีดเซียวใต้แสงเทียนอ่อนนางเหนื่อยเหลือเกินเหนื่อยจากการหาเงิน เหนื่อยจากสายตาของผู้คน เหนื่อยจากการฝืนควบคุมความหนาวในเลือด เหนื่อยจากความฝันที่กัดกินทั้งแรงและความทรงจำเพียงชั่วครู่เดียว นางก็เผลอเอนหน้าผากพิงขอบเตียง ปล่อยให้ดวงตาปิดลงในความเงียบนั้น นางได้ยินเสียงหิมะตกอยู่นอกกระท่อม ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วของจื่อซวน และลึกลงไปกว่านั้น นางเหมือนได้ยินเสียงระฆังโบราณดังอยู่ไกลมากกังวาน ห่างไกล แต่ชัดพอให้หัวใจสั่นหลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ“พี่จะปกป้องเจ้าเอง” นางกระซิบกับเด็กชายที่กำลังหลับ “ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”มือของนางเอื้อมไปกุมมือเล็ก ๆ ของจื่อซวนไว้เย็นจัด แต่มั่นคง“ต่อให้คนทั้งโลกมองพี่เป็นปีศาจก็ช่าง”“ต่อให้สิ่งที่อยู่ในเลือดพี่เป็นคำสาปก็ช่าง”“ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่…”เสียงของนางสะดุดเล็กน้อยเพราะในวินาทีนั้นเอง ความหนาวในอกกลับไม่บาดเจ็บเหมือนทุกครั้ง มันนิ่งลง แน่นขึ้น ราวกับกำลังรับฟังหลินเยว่ซินจึงพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ ราวกับให้สัตย์ต่อฟ้าดิน
หลังจากจื่อซวนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาและความเหนื่อยล้า หลินเยว่ซินก็ค่อยๆ ลุกจากเตียงอย่างเบาที่สุดนางเดินไปนั่งข้างหน้าต่างบานเก่าซึ่งอุดด้วยผ้าหลายชั้น แต่ลมหนาวก็ยังสอดผ่านเข้ามาได้ และกัดผิวแก้มของนางจนชาเบื้องนอกคือจวนหลินที่เงียบงันลานฝึกจมอยู่ใต้หิมะ เสาไม้เก่าทอดเงาดำเอียงๆ หอหนังสือพัง
หลังการตายของหลินเฟิง จวนตระกูลหลินก็ถูกผู้คนรุมทึ้งราวซากสัตว์ในหิมะญาติห่างๆ ที่เคยยิ้มหวานยามมาอาศัยบารมี เจ้าหนี้หน้าเลือดที่เคยโค้งคำนับแทบชิดพื้น พ่อค้าคนกลางที่เคยขอให้บิดานางช่วยเปิดทางขนสินค้าผ่านแดนเหนือ แม้แต่คนใช้เก่าบางส่วนที่เคยรับเงินเดือนจากเรือนนี้คนเหล่านั้นต่างผลัดกันเข้า
สิบแปดปีผ่านไปแล้วนับจากคืนที่ดวงดาวเหนือฟ้าดับวูบลงพร้อมกัน ราวมีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมขึ้นไปปัดแสงทั้งผืนทิ้งอย่างไม่ไยดีสิบแปดปีแห่งการเวียนว่าย สิบแปดปีแห่งการหลับใหลอยู่ในเลือดเนื้อของมนุษย์ และสิบแปดปีแห่งการรอคอยของใครบางคน... ผู้แม้จะลืมทุกสิ่งไปแล้ว แต่หัวใจกลับยังโหยหาบางอย่างไม่เคย
เสียงระฆังผนึกฟ้าดังกึกก้องขึ้นพร้อมกันทั่วสวรรค์ชั้นเก้ามิใช่หนึ่งใบมิใช่สิบใบหากนับพันใบที่สะท้านประสานกันราวมหันตภัยจากฟากฟ้า จนห้วงดาราดับวูบลงทีละดวง แสงดาวที่เคยสุกสกาวพลันสั่นพร่า ราวกับแม้แต่สวรรค์เองก็ไม่กล้าสบตาค่ำคืนแห่งการพิพากษานี้มันไม่ใช่เสียงแห่งสันติไม่ใช่เสียงประกาศกฎฟ้าแต่ม







