เข้าสู่ระบบ“ เหลือเวลาแค่ปีๆกว่า ตำหนักก็ไม่มีผู้อาศัยแล้ว ถ้าไม่เป็นภัยต่อผู้อื่นก็ปล่อยไป ค่อยสังเกตอยู่รอบนอกก็พอ ”
หลี่ซื่อหมินออกคำสั่ง อู๋กงกงคารวะรับพระบัญชา
วันขึ้นปีใหม่ใกล้เขามาเลื่อยๆ ต้นข้าวเริ่มออกดอก ช่วงเวลานี้หลี่เฉิงเฉียนคลุกอยู่แต่ในห้องค้นคว้า แทบจะกินนอนอยู่ในนั้น เขาต้องคัดสรรต้นข้าวที่มีเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในช่อเดียวกัน ถึงแม้อดีตเคยทำวิจัยพันธุ์ข้าวมาแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ความล้าหลังของยุคสมัยเป็นดั่งปราการทองแดงเชื่อมด้วยกำแพงหินสูงเกินกว่านกจะบิน กั้นระหว่างหลีเฉิงเฉียนและความสำเร็จออกจากกัน เขาทุ่มเทให้กับการค้นคว้าครั้งนี้มากกว่าครั้งไหนๆ
ในอีกด้าน ต้นข้าวเหนียวดำ และ ต้นข้าวหอมก็กำลังออกดอกเช่นกัน เขาต้องนำเกสรของสองสายพันธุ์ มาผสมข้ามสายพันธุ์กัน โอกาสสำเร็จมีไม่ถึงครึ่ง ส่วนห้องผักสวนครัวที่เขาปลูกไว้บัดนี้กำลังงอกงาม ยิ่งได้น้ำหมักชีวภาพแล้วยิ่งโตวันโตคืน รอวันเผยโฉมต่อหน้าสาธารณชน
ศักราชเจิ้นกวน พระจักรพรรดิถังไท่จง ขึ้นครองราชย์ปีที 8 ปลายเดือน 12 อีก 7 วันจะถึงวันขึ้นปีใหม่ ฤดูเหมันต์กำลังบอกลาต้าถัง แม้อาลัยอาวรณ์จำใจจาก วัฏจักรหมุนเวียนหลายแสนหลายภพชาติก็ยังคงเดิม อากาศเย็นสบายสายลมพัดเอื่อย
หลี่เฉิงเฉียน ยังคงออกกำลังกายยามเช้าเช่นเคย นับจากวันแรกนี่ก็ครบเดือนพอดี ที่เขาหมั่นเพียรฝึกฝนร่างกาย เวลานี้เขาวิ่งรอบตำหนัก กำลังจะครบ 15 รอบ คิดเป็นระยะทางได้ 24 ลี้ เมื่อถึงจุดหมายหลี่เฉิงเฉียนหายใจถี่รัวอย่างเหนื่อยหอบ มือท้าวเอวยืนโค้งคำนับอากาศอยู่นานสองนาน ด้วยระยะทางที่มากขึ้นร่างกายจึงยังปรับตัวไม่ทัน เมื่อเสร็จกิจทั่วไปเขาจะเข้าไปดูสวนผักก่อนเสมอ ตอนนี้ผักกาด ผักกวางตุ้ง และผักบุ้ง เติบโตได้ที่แล้วพอที่จะเก็บไปทำอาหารได้แล้ว เขาเก็บผักขึ้นมาบางส่วน ตั้งใจจะให้ขันทีเกานำไปถวายให้ฮองเฮาที่ตำหนัก หลี่เฉิงเฉียนล้างผักทั้งสามชนิดอย่างบรรจง เขาฝืนกฎแห่งธรรมชาติปลูกผักนอกฤดู ยืนมองหิมะขาวโพลนบนพื้น หวนนึกถึงเจ้าของร่างในอดีต เขาแหกกฎมณเฑียรบาล แหกกฎสวรรค์ มาวันนี้เขาแหกกฎธรรมชาติ หรือเขาคือ ศัตรูของกฎทั้งปวง ยิ่งคิดให้ยิ่งหนักใจ
หลี่เฉียงเฉียน จัดแจงผักสดทั้งสามใส่ปิ่นโตเพื่อไม่ให้ใครรู้ ขันทีเกาเดินทางไปตำหนักคุนหนิงเพื่อขอเข้าเฝ้าฮองเฮา ฮองเฮานั่งอ่านรายละเอียดของการเตรียมการจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
“ เผิงกงกงเปิ่นกงว่าจะเพิ่มผัดถั่วงอกเข้าไปในการอาหาร เปิ่นกงจะลงมือปรุงเอง ”
เป็นพระมหากรุณาธคุณ พ่ะย่ะค่ะ เผิงกงกงกล่าวยังไม่ทันขาดคำ นางกำนัลประจำตำหนักคุนหนิง รีบเข้ามารายงาน เรื่องขันทีจากตำตงกงขอเข้าเฝ้าฮองเฮา
ฮองเฮารู้สึกแปลกพระทัย ยังไม่ถึงกำหนดวันส่งชา ทำไมถึงมาก่อนเวลา
“ ให้เข้ามาได้ ”
ฮองเฮากล่าวด้วยเสียงเรียบ ขันทีเกาเดินประคองปิ่นโตไม้ ก้าวทุกก้าวอย่างระมัดระวัง
“ ถวายพระพรฮองเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ พันปี พันพันปี ”
ขันทีเกาวางปิ่นโตไม้ก้มกราบหน้าติดพื้น
“ ลุกขึ้นได้ ”
ฮองเฮาทรงอนุญาติ เมื่อขันทีเกายืนขึ้นจัดแจงเครื่องแต่งการให้เรียบร้อยแล้ว จึงยื่นปิ่นโตส่งให้เผิงกงกง พร้อมแจ้งว่าหลี่เฉิงเฉียนให้เอามาถวายฮองเฮา เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ฮองเฮาไม่มากก็น้อย ฮองเฮาพยักหน้ารับ เผิงกงกง นำปิ่นโตวางบนโต๊ะ เปิดฝาปิ่นโตชั้นแรก ถึงกับตกตะลึงงันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
“ ผะ ผะ ผักกาด ”
สิ้นคำเผิงกงกง หัวคิ้วของฮองเฮาต้องขมวดเข้าหากัน ลำพึงในใจ ฤดูหนาวเช่นนี้หลี่เฉิงเฉียนไปเอาผักกาดมาจากไหน ฤดูนี้ไม่สามารถปลูกอะไรได้ หากใครรู้เข้าจะไม่คิดว่าเขาเป็นพ่อมดหมอผีหรอกหรือ ฮองเฮาจ่างซุนยื่นมือไปหยิบผักกาด พิจารณาดูแล้วก็เหมือนผักกาดทั่วไป ติดอยู่ที่หัวเล็กไปหน่อย
ชั้นที่สองของปิ่นโต ใส่ผักกวางตุ้งมา ชั้นที่สามใส่ผักบุ้งมา ฮองเฮาจ่างซุ่นได้แต่หายใจเข้าลึกๆ น่าสนใจ เขาทำได้อย่างไร หากไม่ได้เห็นกับตาเปิ่นกงคงยากจะขจัดความสงสัย หากมีผักสดร่วมบนโต๊ะอาหารของฝ่าบาท และ เหล่าขุนนางคงแปลกใจไม่น้อย อาจจะพอมีประโยชน์กับเขาในภายภาคหน้า ฮองเฮาสั่งเผิงกงกงให้นำของไปให้แม่ครัวทำอาหาร 2-3 อย่าง เปิ่นกงจะเข้าเฝ้าฝ่าบาท
ณ ตำหนักทรงพระอักษร ฮองเฮาเดินนำหน้าเหล่าข้าราชบริพาร หยุดยืนอยู่หน้าตำหนัก ขันทีเฝ้าตำหนักเข้ามาทำความเคารพ ฮองเฮาแจ้งความประสงค์ที่จะเข้าเฝ้าฝ่าบาท เมื่อได้รับพระราชานุญาติ ฮองเฮาจึงย่างก้าวเข้าสู่ตำหนักทรงพระอักษร
“ ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี ”
ฮองเฮายอบกายทำความเคารพ หลี่ซื่อหมินเข้ามาประคองมเหสีของตน ลุกขึ้นเถิด วันนี้ฮองเฮามีเรื่องด่วนอะไรถึงมาหาเจิ้นถึงที่นี่ วันนี้หม่อมฉันนำอาหารมาให้ฝ่าบาททรงเสวยเพค่ะ หลี่ซื่อหมินพยักหน้าอมยิ้มน้อยๆ เป็นเจ้าที่ห่วงใยเจิ้นเสมอ ฮองเฮาจ่างซุนยอบกายคารวะ พยักหน้าให้เผิงกงกงนำอาหารเข้ามา นางกำนัลวางอาหาร 3 อย่างวางไว้บนโต๊ะ หลี่ซื่อหมินนั่งมองอาหารบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ ฮองเฮาจ่างซุนจึงอธิบายถึงที่มาของผักที่ใช้ทำอาหารมาให้ฝ่าบาทฟัง พร้อมกับขอพระราชานุญาติ เขาเยี่ยมบุตรชายที่ตำหนักตงกง พระนางให้เหตุผลถึงเรื่องที่พระนางสงสัยว่าตำหนักตงกงได้ผักสดในหน้าหนาวมาจากไหน หากปลูกเองถ้าสามารถถ่ายทอดวิธีปลูกให้ประชาชนต้าถังได้ หน้าหนาวชาวบ้านจะได้มีผักสดกินกัน
ดวงตะวันแผดเผาอยู่กึ่งกลางระหว่างทัพทั้งสอง ท่านเจ้าเมืองคาดคะเนระยะห่างทัพของตน กับทัพของฝางเสวียนหลิงห่างกันประมาณ 50 จั่ง เขาต้องเคลื่อนพลให้เข้าใกล้ระยะยิงของเกาทัณฑ์ให้มากขึ้นทางด้านฝางเสวียนหลิง สั่งทหารม้าควบกลับไปแจ้งข่าวแนวหลังให้พลธนู ทวาชา ธนูฝนดาวตก ถอยร่นเข้าหลบอยู่ชายป่า ใช้พุ่มไม้อำพรางไม่ให้เห็นตัวตน เมื่อได้รับพลุสัญญาณให้จุดชนวนทันทีฝางเสวียนหลิงควบม้าเยาะ ๆ เดินวกไปเวียนมาหน้ากองทหารต้าถัง เขาเชิดหน้าขึ้นพร้อมประกาศกร้าว“ ท่านเจ้าเมืองซีเจียง ท่านกำลังหลงผิดกลับตัวกลับใจตอนนี้ยังไม่สาย ”“ ฝันไปเถอะ..!!! ทหารม้า บุกกกกก..!!! ”เจ้าเมืองซีเจียงปฏิเสธเสียงแข็ง สั่งทหารม้าเข้าจู่โจมทันที ทหารม้าควบอาชาห้อตะบึงฝุ่นตลบฝางเสวียนหลิง หรี่ตาคะเนระยะทางที่กำลังลดลงเลื่อย ๆ เขาแผดเสียงดังก้อง“ 45 ลี้ ”
ทหารส่งสารถูกนำตัวเข้ารักษา ท่านเจ้าเมืองกระวนกระวายใจ เดินไปเดินมาหน้าห้องรักษา หมอทหารเปิดประตูห้องรักษายังไม่ทันที่จะก้าวออกจากห้อง ท่านเจ้าเมืองปรี่เข้ามาถามอาการของคนเจ็บว่าเป็นอย่างไรบ้างหมอทหารอธิบายถึงอาการของคนไข้ เขาได้รับบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น เหตุที่สลบไปเพราะต้องเร่งรีบเดินทางทั้งที่ตนได้รับบาดเจ็บ พักไม่นานก็ได้สติเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ทหารส่งสารเมื่อได้สติรีบลุกขึ้นถามหาท่านเจ้าเมืองเป็นสิ่งแรก ทหารเฝ้าไข้เมื่อเห็นทหารส่งสารได้สติ จึงรีบแจ้งท่านเจ้าเมืองทันใด ท่านเจ้าเมืองเมื่อรู้ข่าวกุลีกุลาดเข้าไปถามทหารส่งสารถึงต้นสายปลายเหตุทหารส่งสารเล่าเหตุการณ์ถูกโจรป่าบนเขาคุนหลุนดักปล้นให้เจ้าเมืองทราบ เมื่อได้ฟังเจ้าเมืองหน้าถอดสี แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงือ เขามีความลับบนเขาคุนหลุนที่ไม่สามารถแพร่งพรายให้ใครรู้ได้เจ้าเมืองซีเจียงกระวนกระวายใจยิ่งนัก เมื่อเฉิงฉู่โม่ทราบข่าวว่าขบวนขนส่งถูกโจรปล้นก็รีบเดินทางเข้าพบท่านเจ้าเมืองทัน
ขณะนี้ หลี่เฉิงเฉียน ฉินหวายอวี เฉิงฉู่ไม่ หลี่นาจา หวังอี้ป๋อ และไท่ซ่างหวง นั่งหารือกันอยู่ในจวนหลังหนึ่ง เขากางแผนที่เมืองซีเจียง อธิบายแผนการต่าง ๆ รวมถึงจัดแจงหน้าที่ของแต่ละคนว่ามีหน้าที่สำคัญอะไรบ้าง ไท่ซ่างหวง นั่งมองหลานของตนด้วยดวงตาทอประกายชื่นชม เขามั่นใจว่าจะสามารถฝากฝังให้หลี่เฉิงเฉียนดูแลต้าถังได้อีกแรงฉินหวายอวีเสริมแผนของหลี่เฉิงเฉียนหลายจุด เขาเล่าถึงความสัมพันธ์ลับที่ท่านเจ้าเมืองมีต่อราชวงศ์สุ่ย เมื่อไท่ซ่างหวงได้ยินคำนี้ แววตาที่เคยมีเมตตาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จิตสังหารดำมืดแผ่ขยายออกมาจากตัวของไท่ซ่างหวง บรรยากาศในห้องเย็นลงทันใด ราชวงศ์สุ่ยกดขี่ข่มเหงราษฏรเขาในฐานะแม่ทัพจำต้องลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อประชาชน อีกอย่างราชวงศ์สุ่ยมีการก่อสงครามแย่งอำนาจกันเอง ไท่ซ่างหวงจึงมีชัยเหนือราชวงศ์สุ่ย และสถาปนาราชวงศ์ถังขึ้นมาแทนเวลาผ่านไปหลายปีต้าถังสงบสุข สุ่ยหลบลี้ไท่ซ่างหวงยังคิดอยู่เสมอว่าราชวงศ์สุ่ยเพียงแค่รอวันกลับมาเท่านั้น ไม่คิดว่าราชวงศ์สุ่ยจะเป็นปัญหาใต้พรมของราชวงศ์ถังของเขาได้ขนาดนี้กำหนดการแลกเปลี่ยนสินค้ามาถึง เจ้าเมืองซีเจียงให้บุตรชายของตนเป็นผู้ดำเนินการลำ
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามจึงหารือกันถึงเรื่องข้าวสาลีและอ้อยที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงก็ยืนยันหนักแน่นว่าอ้อยของซีเซี่ยไม่มีปัญหาแน่นอน จะมีก็แต่ข้าวสาลีที่มีปัญหา เขาเอาข้าวสาลีที่ยังไม่แกะปากกระสอบมาด้วย บนกระสอบยังคงมีตราประทับแคว้นต้าถังติดอยู่ เพื่อเป็นพยานหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ใจหลี่นาจาลองชั่งแล้วน้ำหนักน้อยกว่าปกติจริง ๆ ข้าวสาลี 1 กระสอบจะมีน้ำหนัก 50 จิน แต่กระสอบนี้กับมีแค่ 40 จินเท่านั้น หลี่นาจาลองเปิดปากกระสอบก็พบว่า ข้าวในกระสอบมีกลิ่นอับของเชื้อรารุนแรง เหม็นฟุ้งกระจายทั่วห้อง หลี่เฉิงเฉียนได้แต่คิดในใจ นี้มันแย่เสียยิ่งกว่าแย่ การทำเช่นนี้มีความผิดเข้าข่ายยุยงให้เกิดสงครามระหว่างแคว้นได้เลยหลี่เฉิงเฉียนขอเก็บข้าวกระสอบนี้ไว้เป็นหลักฐาน หลี่เฉิงเฉียนเล่าถึงแผนการจับขโมยในครั้งนี้ให้กับรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงฟัง เขาต้องการให้รองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงติดต่อเจ้าเมืองซีเจียงเพื่อขอแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยอีกครั้ง เพื่อที่หลี่เฉิงเฉียนจะได้ส่งสายลับเข้
เมื่อนางได้เห็นหยกประจำตัวของฉินหวายอวี แววตาของนางพลันเจิดจ้าเป็นประกาย นางได้แต่คิดในใจ คุณชายจากเมืองหลวงมาทำอะไรที่นี่ ทำไมต้องแต่งตัวเช่นนี้ นางยังคงเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ไม่ผิดที่นางจะมีความคิดเช่นนี้เพราะที่ที่นางอยู่มีแต่ เสือ สิงห์ กระทิง แรดฉายากุนซือเจ้าสำราญของฉินหวายอวีเริ่มทำงาน เขาใช้วิธีพร่ำเพ้อพรรณนาถึงโลกภายนอกให้ อี้จีเสวียซู่ซู่ ฟังทุกวัน วันนี้เรื่องเมืองฉางอัน อีกวันเรื่องในเมืองซานโจว ทำซ่ำ ๆ จนนางเกิดความใคร่รู้ พัฒนาเป็นความต้องการอันแรงกล้าที่อยากจะออกจากกรงทองแห่งนี้อี้จีเสวียซู่ซู่ รู้ว่าการเดิมพันกับฉินหวายอวีนั้นมีความเสี่ยงแต่เขาก็พร้อมที่จะลอง ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่เสียไปทางด้านเฉิงฉู่โม่ ขณะนี้กำลังนำเกวียนบรรทุกข้าวสาลีเข้าไปเก็บที่โกดังเก็บของ เฉิงฉู่โม่ ให้ทหารอารักขาข้าวสาลีอย่างเข้มงวด พรุ่งนี้เช้าเขาต้องส่งมอบข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้าเมืองซีเจียงเจ้าเมืองซีเจียงจัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับเฉิงฉู่โม่อย่างยิ่งใหญ่ เฉิ
ยามราตรีดึกสงัด พระราชวังหลวง เมืองฉางอัน เพลานี้ตำหนักน้อยใหญ่ต่างดับไฟกันหมดแล้ว เหลือเพียงตำหนักทรงพระอักษรที่ยังคงสว่างไสวอยู่ เสียงหรีดหริ่งเรไรกล่อมพฤกษา ขัดกับบรรยากาศในห้องทรงงานยิ่งนัก แม้นมีแสงสว่างแต่ผู้อยู่ด้านในกับรู้สึกอึมครึมขมุกขมัวใจยิ่ง ขุนนางบู๊บุ๋นยืนใจเต้นระทึก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง หลี่ซื่อหมินส่งรายงานลับจากหลี่เฉิงเฉียนให้เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นอ่าน แต่ละคนต่างมีอากัปกริยาที่แตกต่างกันไป บ้างยืนหลับตาสงบนิ่ง บ้างโมโหโกรธา หลี่ซื่อหมินหันไปถามความคิดเห็นของมหาเสนาบดี“ จ่างซุน อู๋จี้ ท่านมีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง ”“ จากรายงานเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นพะยะค่ะ เรายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ไม่สามารถปรักปรำเจ้าเมืองซีเจียงได้ หม่อมฉันคิดว่าเราควรติดต่อซีเซี่ย เพื่อทำการแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยกันอีกครั้ง หากเป็นอย่างที่รายงานส่งมาจริง น่าจะสามารถจับตัวคนผิดมาลงโทษได้ พะยะค่ะ ”ขุนพลเฉิงขันอาสานำขบวนส่งข้าวสาลีให้ซีเซี่ย แต่กับถูกเว่ยเจิ้งขัดจังหวะเสียก่อน เพราะการขนส่งข้าวสาลีหากให้ระดับขุนพลเป็นผู้คุมการเดินทาง เหมือนฆ่าไก่ ไยต้องใช้มีดฆ่าโค ทำเช่นนี้จะดูมีพิรุธเกิน







