LOGINหลี่ซื่อหมิน ทรงอนุญาติให้ฮองเฮาเข้าตำหนักตงกงได้ โดยให้อู๋กงกงไปด้วย ขอบพระทัยเพค่ะฝ่าบาท อาหารมื้อนี้เป็นที่พอพระทัยยิ่งนัก หลายเดือนแล้วที่หลี่ซื่อหมินไม่ได้เสวยผัดสด ความสดของผักทำให้เขารู้สึกกระชุ่มกระชวยยิ่งนัก
เมื่อได้รับพระราชานุญาติจากฝ่าบาท ฮองเฮาจ่างซุนจึงนั่งเกี้ยวมุ่งหน้าสู่ตำหนักตงกง ประมาณ 1 เค่อ ขบวนเสด็จของฮองเฮาก็มาถึงหน้าตำหนัก เผิงกงกงประกาศแจ้งเตือนถึงผู้มาเยือน อู๋กงกงเข้าไปแจ้งองครักษ์หลวงเฝ้ายาม ว่าฮองเฮาได้รับพระราชานุญาติ ให้สามารถเข้าตำหนักตงกงได้
เสียงประกาศของเผิงกงกง ดังก้องกังวาน แม้อยู่นอกตำหนัก แต่ก็ทำให้หลี่เฉิงเฉียนสะดุ้งตื่นจากการพักผ่อนกลางวัน หลี่เฉิงเฉียนรีบลุกขึ้นจัดแจงเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย ก่อนจะพอขันทีเกาเดินไปรับเสด็จที่ตำหนักกลาง หลี่เฉิงเฉียนยืนรอไม่นาน ก็เห็นขบวนเสด็จที่กำลังค่อยๆ เดินทางมาถึง หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งลงจากเกี้ยว เมื่อหลี่เฉิงเฉียนเห็น หญิงวัยกลางคนผู้นั้นยืนอยู่ตรงหน้า ดั่งตกอยู่ในภวังค์ร่างกายไม่ยอมทำตามใจต้องการ ยืนแข็งทื่อร่างกายไม่ยอมขยับอยู่นาน อู๋กงกงแผดเสียงด้วยความไม่พอใจ
“ เห็นฮองเฮาทำไมไม่คุกเข่า .!! ”
หลี่เฉิงเฉียนได้สติหลุดออกจากภวังค์ รีบหมอบกราบหน้าผากติดพื้น
“ ถวายบังคมฮองเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ พันปี พันพันปี ”
หลี่เฉิงเฉียนทำความเคารพปากสั่นตัวสั่น น้ำตาอาบสองแก้ม เหมือนร่างกายนี้อยู่นอกเหนือการควบคุม ความเศร้า ความเหงา ความเสียใจ ความถวิลหา ความรู้สึกต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาในใจไม่รู้จบ เขาสะอื้นร่ำไห้เหมือนเด็กน้อยอยู่นาน สายตาหลายคู่จับจ้อง คนเบื้องหน้าที่กำลังร่ำไห้ปานจะขาดใจตาย บ้างสงสาร บ้างเวทนา บ้างสะเทือนใจ
ฮองเฮาจ่างซุน เข้าไปประคองหลี่เฉิงเฉียนให้เงยหน้า สองมือลูบหน้าด้วยความรักใคร่เป็นห่วง มารดายังคงเป็นมารดาวันยันค่ำ ฮองเฮาพยุงบุตรของตนเข้าตำหนัก ทอดพระเนตรเห็นตำหนักที่เคยโอ่อ่า บัดนี้มีแต่ฝุ่นหยากไย่ พยุงบุตรนั่งบนโต๊ะกลางห้อง
“ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ” ฮองเฮาถามบุตรด้วยความเป็นห่วง
“ ผู้น้อยสบายดีขอรับ ” หลี่เฉิงเฉียนตอบกับฮองเฮา
“ ทูลฮองเฮาตำหนักกลางนี้ผู้น้อยตั้งชื่อใหม่ว่า ตำหนักสุญตา คือความว่างเปล่า ”
หลี่เฉิงเฉียนทอดมองด้านนอกตำหนัก หลังจากถูกขังอยู่ในตำหนักเป็นเวลานาน ผู้น้อยปล่อยวางจากทุกอย่าง ถ้าจะผิดก็ผิดที่ผู้น้อยไม่เข้าใจชีวิต คิดว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับเงินทอง อำนาจ ความสูงศักดิ์ รวมถึงราชบัลลังก์ สิ่งเหล่านี้ห่อหุ้มผู้น้อยให้ยึดติดอยู่กับภาพมายา หากถอดยศศักดิ์ออกเราก็เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา เบื้องหน้าของผู้น้อย ก็คือ มารดา ส่วนด้านหน้าของฮองเฮาก็แค่บุตรคนหนึ่ง
วันนี้มารดามาหาบุตร คงเพราะผักสดเหล่านั้น หากมารดายังไม่ทานมื้อกลางวันมา ลูกจะขอตอบแทนมารดาสักมื้อ แล้วลูกจะไขข้อสงสัยของมารดาทุกคำถามที่มารดาอยากรู้ ฮองเฮาพยักหน้ารับ เดิมทีอู๋กงกงจะตักเตือนถึงสถานะของหลี่เฉิงเฉียน แต่ฮองเฮาใช้สายพระเนตรห้ามไว้
หลี่เฉิงเฉียน ลงครัวด้วยตนเอง มีขันทีเกา และนางกำนัลจากตำหนักคุนหนิงเป็นลูกมือ รายการอาหารมีดังนี้ ผักกาดขาวห่อหมูราดซอส ต้มจืดหมูสับผักกาดขาว ผักกวางตุ้งราดซอส ผัดผักบุ้งหมูกรอบ กลิ่นหอมลอยตลบอบอวนทั่วตำหนัก นางกำนัลทั้งหลายต่างประหลาดใจที่หมูของคุณชายไม่มีกลิ่นสาบเลยสักนิด แค่ดมกลิ่นก็ชวนให้น้ำลายสอ อาหารทั้งหมดจัดวางขึ้นโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ สองแม่ลูกนั่งทานข้าวคนละฝั่ง หลี่เฉิงเฉียนปรนนิบัติมารดาของตนโดยไม่ให้ใครคอยช่วยเหลือ เขารู้ดีว่าเวลาของตนกำลังเหลือน้อยลงทุกที สิ่งเดียวที่พอทำให้ได้คือ กตัญญูต่อมารดาของตนให้มาก
อาหารกลางวันมื้อนี้ ช่วยเติมเต็มจิตใจให้อิ่มเอิบ ยศถาบรรดาศักดิ์ถูกถอดกองไว้ เหลือเพียงสายสัมพันธ์ฉันแม่ลูก หลี่เฉิงเฉียนเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตำหนักตงกง มีทั้งเรื่องขำขัน และชวนให้สงสาร ยกเว้นเรื่องห้องลับของเขา
ฮองเฮาเปรมปรีดิ์กับเรื่องที่ได้ฟัง เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ฮองเฮาทรงอยากทอดพระเนตรโรงปลูกผักของหลี่เฉิงเฉียน ซึ่งหลี่เฉิงเฉียนก็ไม่อิดออด เขาลุกขึ้นเป็นมัคคุเทศก์ นำฮองเฮาเที่ยวชม
ฮองเฮา และข้าราชบริพาร เดินตามการนำทางของเจ้าของตำหนัก เดินผ่านสระบัว ปลาน้อยใหญ่แหวกว่ายธารา ฮองเฮาทอดพระเนตรเห็นกองก้อนหินแปลกเรียงรายกัน อดสงสัยไม่ได้จำต้องเอ่ยถาม
“ กองก้อนหินที่เรียงกันในสระบัวนั้นคืออะไร รึ ”
หลี่เฉิงเฉียนหันมองตามสายพระเนตรของฮองเฮา จึงอธิบายถึงที่มา
“ นั้นคือค่ายกลไว้สำหรับจับปลาพ่ะย่ะค่ะ ปลาสามารถเข้าออกได้น้ำในค่ายกลจะตื้นกว่าน้ำในสระ ถ้าเราต้องการจับปลาก็แค่ปิดทางน้ำเข้าปลาก็ไม่สามารถออกจากค่ายกลได้พ่ะย่ะค่ะ ”
ฮองเฮาพยักหน้าอย่างพอพระทัย อู๋กงกง และข้าราชบริพาร ต่างอัศจรรย์ใจกับสิ่งที่ได้เห็น อู๋กงกงแอบชื่นชมหลี่เฉิงเฉียนอยู่ในใจ เดินลัดเลาะมาทางตำหนักปีกซ้าย มีลักษณะเป็นห้องยาว 3 ห้องติดกัน ห้องแรกที่พบเจอ
หลีเฉิงเฉียนแนะนำฮองเฮา และข้าราชบริพาร
“ห้องนี้เรียกว่าห้องยู่หมี่พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อทั้งหมดเดิมมาถึงหน้าห้อง ทุกคนต่างรับรู้ถึงกลิ่นดินอ่อนๆโชยมา มองเข้าไปด้านในต้องตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น ต้นยู่หมี่(ข้าวโพด)ขึ้นเขียวขจี กำลังออกผลอ่อน นับได้ร่วม 70 ต้น
“ ทะ ทะ ท่าน ท่านทำได้อย่างไร ”
อู๋กงกงเก็บความประหลาดใจไว้ไม่อยู่ หลี่เฉิงเฉียนหันไปหาขันทีอาวุโส เขาทำความเคารพก่อนจะอธิบายให้คลายข้อสงสัย
“เหตุที่ไม่สามารถปลูกพืชหน้าหนาวได้เป็นเพราะดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย ผู้น้อยใช้วิธีสร้างฤดูปลูกพืชขึ้นมาในห้องนี้โดยใช้ประโยชน์จากเตียงเตา ทำให้ห้องนี้มีสภาพอากาศ ที่ใกล้เคียงกับอากาศที่พืชต้องการ ดินผู้น้อยใช้ตะกร้าหวายแทนกระถางใส่ดิน น้ำที่ใช้รดพืชผักต้องเป็นน้ำอุ่น ผู้น้อยเฝ้าประคบประหงมต้นพืชเหล่านี้ดังลูกของตนเอง แต่ละวันผู้น้อยจะบันทึกการเจริญเติบโตของต้นพืช ท่านจะเห็นผนังทั้ง 4 ด้านจะมีรอยการจดบันทึกไว้”
ดวงตะวันแผดเผาอยู่กึ่งกลางระหว่างทัพทั้งสอง ท่านเจ้าเมืองคาดคะเนระยะห่างทัพของตน กับทัพของฝางเสวียนหลิงห่างกันประมาณ 50 จั่ง เขาต้องเคลื่อนพลให้เข้าใกล้ระยะยิงของเกาทัณฑ์ให้มากขึ้นทางด้านฝางเสวียนหลิง สั่งทหารม้าควบกลับไปแจ้งข่าวแนวหลังให้พลธนู ทวาชา ธนูฝนดาวตก ถอยร่นเข้าหลบอยู่ชายป่า ใช้พุ่มไม้อำพรางไม่ให้เห็นตัวตน เมื่อได้รับพลุสัญญาณให้จุดชนวนทันทีฝางเสวียนหลิงควบม้าเยาะ ๆ เดินวกไปเวียนมาหน้ากองทหารต้าถัง เขาเชิดหน้าขึ้นพร้อมประกาศกร้าว“ ท่านเจ้าเมืองซีเจียง ท่านกำลังหลงผิดกลับตัวกลับใจตอนนี้ยังไม่สาย ”“ ฝันไปเถอะ..!!! ทหารม้า บุกกกกก..!!! ”เจ้าเมืองซีเจียงปฏิเสธเสียงแข็ง สั่งทหารม้าเข้าจู่โจมทันที ทหารม้าควบอาชาห้อตะบึงฝุ่นตลบฝางเสวียนหลิง หรี่ตาคะเนระยะทางที่กำลังลดลงเลื่อย ๆ เขาแผดเสียงดังก้อง“ 45 ลี้ ”
ทหารส่งสารถูกนำตัวเข้ารักษา ท่านเจ้าเมืองกระวนกระวายใจ เดินไปเดินมาหน้าห้องรักษา หมอทหารเปิดประตูห้องรักษายังไม่ทันที่จะก้าวออกจากห้อง ท่านเจ้าเมืองปรี่เข้ามาถามอาการของคนเจ็บว่าเป็นอย่างไรบ้างหมอทหารอธิบายถึงอาการของคนไข้ เขาได้รับบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น เหตุที่สลบไปเพราะต้องเร่งรีบเดินทางทั้งที่ตนได้รับบาดเจ็บ พักไม่นานก็ได้สติเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ทหารส่งสารเมื่อได้สติรีบลุกขึ้นถามหาท่านเจ้าเมืองเป็นสิ่งแรก ทหารเฝ้าไข้เมื่อเห็นทหารส่งสารได้สติ จึงรีบแจ้งท่านเจ้าเมืองทันใด ท่านเจ้าเมืองเมื่อรู้ข่าวกุลีกุลาดเข้าไปถามทหารส่งสารถึงต้นสายปลายเหตุทหารส่งสารเล่าเหตุการณ์ถูกโจรป่าบนเขาคุนหลุนดักปล้นให้เจ้าเมืองทราบ เมื่อได้ฟังเจ้าเมืองหน้าถอดสี แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงือ เขามีความลับบนเขาคุนหลุนที่ไม่สามารถแพร่งพรายให้ใครรู้ได้เจ้าเมืองซีเจียงกระวนกระวายใจยิ่งนัก เมื่อเฉิงฉู่โม่ทราบข่าวว่าขบวนขนส่งถูกโจรปล้นก็รีบเดินทางเข้าพบท่านเจ้าเมืองทัน
ขณะนี้ หลี่เฉิงเฉียน ฉินหวายอวี เฉิงฉู่ไม่ หลี่นาจา หวังอี้ป๋อ และไท่ซ่างหวง นั่งหารือกันอยู่ในจวนหลังหนึ่ง เขากางแผนที่เมืองซีเจียง อธิบายแผนการต่าง ๆ รวมถึงจัดแจงหน้าที่ของแต่ละคนว่ามีหน้าที่สำคัญอะไรบ้าง ไท่ซ่างหวง นั่งมองหลานของตนด้วยดวงตาทอประกายชื่นชม เขามั่นใจว่าจะสามารถฝากฝังให้หลี่เฉิงเฉียนดูแลต้าถังได้อีกแรงฉินหวายอวีเสริมแผนของหลี่เฉิงเฉียนหลายจุด เขาเล่าถึงความสัมพันธ์ลับที่ท่านเจ้าเมืองมีต่อราชวงศ์สุ่ย เมื่อไท่ซ่างหวงได้ยินคำนี้ แววตาที่เคยมีเมตตาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จิตสังหารดำมืดแผ่ขยายออกมาจากตัวของไท่ซ่างหวง บรรยากาศในห้องเย็นลงทันใด ราชวงศ์สุ่ยกดขี่ข่มเหงราษฏรเขาในฐานะแม่ทัพจำต้องลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อประชาชน อีกอย่างราชวงศ์สุ่ยมีการก่อสงครามแย่งอำนาจกันเอง ไท่ซ่างหวงจึงมีชัยเหนือราชวงศ์สุ่ย และสถาปนาราชวงศ์ถังขึ้นมาแทนเวลาผ่านไปหลายปีต้าถังสงบสุข สุ่ยหลบลี้ไท่ซ่างหวงยังคิดอยู่เสมอว่าราชวงศ์สุ่ยเพียงแค่รอวันกลับมาเท่านั้น ไม่คิดว่าราชวงศ์สุ่ยจะเป็นปัญหาใต้พรมของราชวงศ์ถังของเขาได้ขนาดนี้กำหนดการแลกเปลี่ยนสินค้ามาถึง เจ้าเมืองซีเจียงให้บุตรชายของตนเป็นผู้ดำเนินการลำ
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามจึงหารือกันถึงเรื่องข้าวสาลีและอ้อยที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงก็ยืนยันหนักแน่นว่าอ้อยของซีเซี่ยไม่มีปัญหาแน่นอน จะมีก็แต่ข้าวสาลีที่มีปัญหา เขาเอาข้าวสาลีที่ยังไม่แกะปากกระสอบมาด้วย บนกระสอบยังคงมีตราประทับแคว้นต้าถังติดอยู่ เพื่อเป็นพยานหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ใจหลี่นาจาลองชั่งแล้วน้ำหนักน้อยกว่าปกติจริง ๆ ข้าวสาลี 1 กระสอบจะมีน้ำหนัก 50 จิน แต่กระสอบนี้กับมีแค่ 40 จินเท่านั้น หลี่นาจาลองเปิดปากกระสอบก็พบว่า ข้าวในกระสอบมีกลิ่นอับของเชื้อรารุนแรง เหม็นฟุ้งกระจายทั่วห้อง หลี่เฉิงเฉียนได้แต่คิดในใจ นี้มันแย่เสียยิ่งกว่าแย่ การทำเช่นนี้มีความผิดเข้าข่ายยุยงให้เกิดสงครามระหว่างแคว้นได้เลยหลี่เฉิงเฉียนขอเก็บข้าวกระสอบนี้ไว้เป็นหลักฐาน หลี่เฉิงเฉียนเล่าถึงแผนการจับขโมยในครั้งนี้ให้กับรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงฟัง เขาต้องการให้รองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงติดต่อเจ้าเมืองซีเจียงเพื่อขอแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยอีกครั้ง เพื่อที่หลี่เฉิงเฉียนจะได้ส่งสายลับเข้
เมื่อนางได้เห็นหยกประจำตัวของฉินหวายอวี แววตาของนางพลันเจิดจ้าเป็นประกาย นางได้แต่คิดในใจ คุณชายจากเมืองหลวงมาทำอะไรที่นี่ ทำไมต้องแต่งตัวเช่นนี้ นางยังคงเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ไม่ผิดที่นางจะมีความคิดเช่นนี้เพราะที่ที่นางอยู่มีแต่ เสือ สิงห์ กระทิง แรดฉายากุนซือเจ้าสำราญของฉินหวายอวีเริ่มทำงาน เขาใช้วิธีพร่ำเพ้อพรรณนาถึงโลกภายนอกให้ อี้จีเสวียซู่ซู่ ฟังทุกวัน วันนี้เรื่องเมืองฉางอัน อีกวันเรื่องในเมืองซานโจว ทำซ่ำ ๆ จนนางเกิดความใคร่รู้ พัฒนาเป็นความต้องการอันแรงกล้าที่อยากจะออกจากกรงทองแห่งนี้อี้จีเสวียซู่ซู่ รู้ว่าการเดิมพันกับฉินหวายอวีนั้นมีความเสี่ยงแต่เขาก็พร้อมที่จะลอง ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่เสียไปทางด้านเฉิงฉู่โม่ ขณะนี้กำลังนำเกวียนบรรทุกข้าวสาลีเข้าไปเก็บที่โกดังเก็บของ เฉิงฉู่โม่ ให้ทหารอารักขาข้าวสาลีอย่างเข้มงวด พรุ่งนี้เช้าเขาต้องส่งมอบข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้าเมืองซีเจียงเจ้าเมืองซีเจียงจัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับเฉิงฉู่โม่อย่างยิ่งใหญ่ เฉิ
ยามราตรีดึกสงัด พระราชวังหลวง เมืองฉางอัน เพลานี้ตำหนักน้อยใหญ่ต่างดับไฟกันหมดแล้ว เหลือเพียงตำหนักทรงพระอักษรที่ยังคงสว่างไสวอยู่ เสียงหรีดหริ่งเรไรกล่อมพฤกษา ขัดกับบรรยากาศในห้องทรงงานยิ่งนัก แม้นมีแสงสว่างแต่ผู้อยู่ด้านในกับรู้สึกอึมครึมขมุกขมัวใจยิ่ง ขุนนางบู๊บุ๋นยืนใจเต้นระทึก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง หลี่ซื่อหมินส่งรายงานลับจากหลี่เฉิงเฉียนให้เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นอ่าน แต่ละคนต่างมีอากัปกริยาที่แตกต่างกันไป บ้างยืนหลับตาสงบนิ่ง บ้างโมโหโกรธา หลี่ซื่อหมินหันไปถามความคิดเห็นของมหาเสนาบดี“ จ่างซุน อู๋จี้ ท่านมีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง ”“ จากรายงานเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นพะยะค่ะ เรายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ไม่สามารถปรักปรำเจ้าเมืองซีเจียงได้ หม่อมฉันคิดว่าเราควรติดต่อซีเซี่ย เพื่อทำการแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยกันอีกครั้ง หากเป็นอย่างที่รายงานส่งมาจริง น่าจะสามารถจับตัวคนผิดมาลงโทษได้ พะยะค่ะ ”ขุนพลเฉิงขันอาสานำขบวนส่งข้าวสาลีให้ซีเซี่ย แต่กับถูกเว่ยเจิ้งขัดจังหวะเสียก่อน เพราะการขนส่งข้าวสาลีหากให้ระดับขุนพลเป็นผู้คุมการเดินทาง เหมือนฆ่าไก่ ไยต้องใช้มีดฆ่าโค ทำเช่นนี้จะดูมีพิรุธเกิน







