เข้าสู่ระบบเสียงลมพัดหวิวรอบหุบเขาไม่เคยสงบ ตั้งแต่เมื่อวานจนเข้าสู่วันใหม่ หมอกบางเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต ขณะที่หญิงสาวนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลานหินเปียก ลมหายใจของนางสม่ำเสมอแต่เต็มไปด้วยความกดดัน สายฝนที่ตกต่อเนื่องราวไม่รู้จักจบจักสิ้นมันตกทั้งวันทั้งคืน แต่กลับไม่อาจดับความร้อนที่พลุ่งพล่านในโลหิตของหญิงสาว ชายชรายืนห่างออกไปไม่กี่ก้าว
ดวงตาเขาปิดอยู่ แต่เขารับรู้ได้ถึงทุกการสั่นไหวในลมหายใจของนาง “จงฟังเสียงลมในกายเจ้า...” เสียงทุ้มของเขาเอื้อนเอ่ย “ลมหายใจที่หนึ่งคือ การตื่นของตรา — เจ้าผ่านมาแล้ว แต่ลมหายใจที่สองคือ การยตอมรับเลือดของมัน หากใจเจ้าไม่มั่นคง มันจะกลืนเจ้าจากภายใน” เสียงชายชรากล่าวขึ้นอย่างไม่รีบร้อน หญิงสาวหลับตาแน่น พยายามสงบใจ เสียงฝนกลายเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของนาง เสียงสายลมแผ่วเบาจนแยกไม่ออกว่า มาจากนอกกาย... หรือในกาย “เจ้าคือเลือดของข้า..จงฟังข้า... และเจ้าจะไม่ต้องเจ็บปวดอีก...” เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้งหลังจากที่มันไม่ได้กระซิบกับนางมาเป็นเวลาหนึ่งวันแล้ว เสียงที่แผ่วเบาแต่ชัดเจนราวกับอยู่ในหู ภาพวูบวาบแล่นผ่านในห้วงสำนึก เงาร่างของพ่อที่ล้มลงกลางเพลิง มือที่ผลักนางออกไป เสียงตะโกนสุดท้าย “หนีไป!”เลือดร้อนแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางเผลอกำหมัดแน่น ความเจ็บปวดหน่วงราวมีงูเลื้อยอยู่ใต้ผิว กล้ามเนื้อบิดเกร็ง เส้นเลือดดำผุดขึ้นรอบลำคอ “หายใจเข้า... อย่าต่อต้านมัน” เสียงของผู้เฒ่าดังขึ้น เมื่อเขารับรู้ได้ว่าเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขานั้นรู้สึกกระสับกระส่ายและลมหายใจเริ่มไม่มั่นคง เหมือนนางกำลังต่อต้านสิ่งรอบๆตัวอยู่ เสียงนั้นราวกับว่านางกำลังอึดอัดอยู่ภายใน “ลมหายใจที่สองมิใช่การปฏิเสธ... แต่คือการยอมรับ” ชายชราพูดขึ้นอย่างมั่นคงเสียงของเขาราบเรียบราวกลับใครที่ได้ยินก็ต้องทำตาม หญิงสาวกัดฟันแน่นด้วยความข่มขื่น น้ำตาไหลพร้อมกับเลือดที่ซึมออกจากมุมปาก “ข้า... ไม่อยาก... เป็นปีศาจ...” หญิงสาวกระซิบแผ่วเบาในสิ่งที่อยู่ภายในหัวใจของนาง เสียงนั้นเบามากราวกับไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา แต่เสียงนั้นก็ดังพอที่จะทำให้ชายชราที่ยืนหลับตาอยู่เบื้องหน้านั้นได้ยิน “เจ้าไม่ใช่ปีศาจ...เจ้าเพียงเป็นผู้ถูกเลือกให้แบกรับคำสาปของเรา” เสียงนั้นก้องสะท้อนทั่วในใจของนาง โดยที่ชายชราที่ยืนอยู่เบื้องหน้านั้นยังไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา ทันใดนั้น แสงสีเงินปะทุขึ้นจากร่างหญิงสาว ราวกับงูยักษ์โปร่งใสเลื้อยออกจากกลางหลัง มันแผ่พลังสั่นสะเทือนไปทั่วลานหิน ลมพายุโหมแรงจนต้นไม้ทั้งแนวหุบเขาเอนไปตามแรงหมุน ผู้เฒ่าเบิกตาขึ้น สันหลังของเขาเย็นวาบไปทันที เหมือนเขาหลับตาเขาก็รับรู้ถึงสิ่งเขานั้นจึงทำให้เขาลืมตาขึ้นมา “ลมหายใจแห่งเลือด... ตื่นขึ้นแล้ว!” ชายชรากล่าวขึ้นด้วยเสียงที่ไม่หนักและไม่เบาจนเกินไป เป็นน้ำเสียงที่ตกใจแต่ดีใจไปในที หญิงสาวร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เส้นเลือดสีเงินเริ่มเรืองแสงไปทั่วผิว เลือดของนางไม่ใช่สีแดงอีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็นสีเงินขุ่น คล้ายปรอท “นี่คือเลือดแห่งตรา...” เสียงในหัวของหญิงสาวกระซิบขึ้น “เลือดที่ผูกชะตาเจ้าไว้กับอสรพิษขาว และทุกสิ่งที่มันปกป้อง” เสียงนั้นยังคงกล่าวต่อไปอีก หญิงสาวพยายามควบคุมสติ ขณะเงาเกล็ดงูแผ่ขึ้นทั่วแขนและไหล่ ในวินาทีนั้น นางเห็นภาพในหัว — ปราสาทโบราณที่ถูกห้อมล้อมด้วยทะเลเมฆสีเงิน และงูยักษ์ขาวเลื้อยวนรอบยอดหอสูง ดวงตาส่องประกายราวดวงจันทร์ มันเอ่ยถ้อยคำโบราณ... “เลือดหนึ่งหยดคือพันธนา... วิญญาณหนึ่งสายคือชะตา...ตรางูขาว... จะไม่ยอมให้ผู้ถือครองหลบหนีโชคชะตาอีกต่อไป” เสียงเย็นที่ก้องอยู่ในหัว และภาพนั้นก็สลายไปพร้อมแสงสุดท้าย หญิงสาวล้มลงหมดแรง ร่างทั้งร่างเย็นเฉียบ แต่เมื่อผู้เฒ่าเข้ามาพยุง ดวงตาของนางกลับเปิดขึ้นอีกครั้งดวงตาข้างหนึ่งเปลี่ยนเป็นสีเงินใส ชายชรามองนิ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “เจ้าผ่านลมหายใจแห่งเลือดแล้ว... จากนี้ เจ้าจะเริ่มเข้าใจว่า พลังนี้ไม่ใช่คำสาป — หากเป็นคำพิพากษา” ชายชรากล่าวขึ้น หญิงสาวนิ่งอยู่นาน ก่อนกล่าวแผ่วเบา “คำพิพากษา... ของชะตา?” ผู้เฒ่ามองออกไปยังปลายหุบเขา ที่เมฆยังคงหมุนวนไม่หยุด ในดวงตาคู่นั้นของเขาเหมือนว่างเปล่าไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ “ใช่ — และผู้ที่รอดจากตรางูขาวได้... ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน” ชายชรากล่าวขึ้นด้วยอาการที่เหม่อลอย เพราะทุกอย่างได้ถือกำเนิดแล้วเขาต้องพาเด็กสาวผู้นี้ไปยังที่หนึ่งเพื่อเริ่มที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับตรางูขาวเสียงลมพัดหวิวรอบหุบเขาไม่เคยสงบ ตั้งแต่เมื่อวานจนเข้าสู่วันใหม่ หมอกบางเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต ขณะที่หญิงสาวนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลานหินเปียก ลมหายใจของนางสม่ำเสมอแต่เต็มไปด้วยความกดดัน สายฝนที่ตกต่อเนื่องราวไม่รู้จักจบจักสิ้นมันตกทั้งวันทั้งคืน แต่กลับไม่อาจดับความร้อนที่พลุ่งพล่านในโลหิตของหญิงสาว ชายชรายืนห่างออกไปไม่กี่ก้าวดวงตาเขาปิดอยู่ แต่เขารับรู้ได้ถึงทุกการสั่นไหวในลมหายใจของนาง“จงฟังเสียงลมในกายเจ้า...”เสียงทุ้มของเขาเอื้อนเอ่ย “ลมหายใจที่หนึ่งคือ การตื่นของตรา — เจ้าผ่านมาแล้ว แต่ลมหายใจที่สองคือ การยตอมรับเลือดของมัน หากใจเจ้าไม่มั่นคง มันจะกลืนเจ้าจากภายใน”เสียงชายชรากล่าวขึ้นอย่างไม่รีบร้อน หญิงสาวหลับตาแน่น พยายามสงบใจเสียงฝนกลายเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของนางเสียงสายลมแผ่วเบาจนแยกไม่ออกว่า มาจากนอกกาย... หรือในกาย“เจ้าคือเลือดของข้า..จงฟังข้า... และเจ้าจะไม่ต้องเจ็บปวดอีก...”เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้งหลังจากที่มันไม่ได้กระซิบกับนางมาเป็นเวลาหนึ่งวันแล้ว เสียงที่แผ่วเบาแต่ชัดเจนราวกับอยู่ในหู ภาพวูบวาบแล่นผ่านในห้วงสำนึก เงาร่างของพ่อที่ล้มลงกลางเพลิง มือที่ผลักนางอ
สายหมอกยามเช้าคลอเคลียยอดไม้ เสียงน้ำจากธารภูเขาไหลรินอย่างสงบ หญิงสาวเดินเซอย่างเหนื่อยล้าท่ามกลางผืนป่าที่ทอดยาวไร้สิ้นสุด เท้าทั้งสองเปื้อนโคลน เลือดแห้งกรังอยู่ตามขาและแขน แต่ดวงตา... ยังส่องประกายแน่วแน่ นางนั้นวิ่งหนีออกจากถ้ำตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่ได้หยุดพักเนื่องจากว่าหากหยุดพักก็กลัวว่าจะถูกตามทัน และเหมือนมีพลังบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถที่จะหยุดพักได้“อีกนิดเดียว...” เด็กน้อยพึมพำเบา ๆราวกับเสียงกระซิบในหัวตอบกลับทันที “หนทางของตรา ไม่ใช่การหนี... แต่คือการ ตื่นรู้”เสียงเมื่อคืนที่นั่งได้ยินนั้นดังอีกครั้ง“ข้าไม่ต้องการมัน...” นางตอบเสียงแผ่ว “ตรานี้นำแต่ความตาย...หากไม่เรียนรู้จะควบคุม พลังนั้นจะกลืนเจ้าในที่สุด”คำพูดนั้นยังดังก้องอยู่ในใจ จนนางแทบไม่รู้ว่าตนเองเดินมาถึง “หุบเขาแห่งพายุ” ตั้งแต่เมื่อใดหมอกหนาทึบและลมแรงพัดหมุนตลอดเวลา ต้นไม้รอบด้านเอียงเอนไปตามแรงลม เสียงกรีดของพายุทำให้ทุกก้าวกลายเป็นการต่อสู้นางพยายามหาที่หลบ แต่ลมกลับพัดรุนแรงกว่าเดิม จนกระทั่ง“เจ้า... ทำไมถึงมาที่นี่ได้”เสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือเสียงพายุ หญิงสาวเงยหน้ามอง เห็นชายชราผู้หนึ่งยืนอย
แสงอรุณสาดลอดปากถ้ำเข้ามาอาบผนังหิน เงาแสงสีทองอุ่นจางส่องต้องใบหน้าของหญิงสาว เด็กน้อยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากห้วงฝันอันพร่าเลือน ความฝันที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบ เสียงลมหายใจของอสรพิษ และแสงเงินที่เลื้อยอยู่รอบกาย ทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวไปในที่แผลตอนที่นางลืมตาตื่นขึ้นมาหัวใจของนางยังเต้นไม่เป็นจังหวะ หัวใจที่เต้นถี่ ความเย็นจากพื้นหินยังคงซึมเข้าสู่ร่างเรื่อยๆ“เมื่อคืน... มันคือความฝันงั้นหรือ?”หญิงสาวพึมพำเบา ๆกับตัวเองพรางบิดขี้เกียจ และมือบางบางของนางก็เลื่อนไปแตะที่ต้นคอของตัวเองเบาๆ ความเย็นเฉียบแผ่วผ่านปลายนิ้ว ก่อนที่นางจะชะงักมือด้วยความตกใจ เมื่อเห็นบางสิ่งสะท้อนในแสงยามเช้า มันเป็นคล้ายๆกับเกล็ดเงินเล็กละเอียดปรากฏชัดบนผิวจองนาง เรียงเป็นลวดลายโค้งคล้ายเกล็ดงู นุ่มเรียบแต่มันส่องแสงสีขาวราวโลหะกระทบกับแสงอาทิตย์“นี่มัน...” นางสูดลมหายใจสั้น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน รอยนั้นไม่จางหาย ไม่ใช่รอยสัก ไม่ใช่แผลแต่เหมือนเป็น “ส่วนหนึ่งของร่าง” ไปแล้วความหวาดกลัวแล่นวูบเข้าสู่ใจ แต่ลึกลงไป... มีบางสิ่งหนึ่งที่เหมือนกำลัง ปลุกเร้า นางจากภายใน เสียงนั้น... กลับมาอีกครั้ง “อย่ากลัว.
สายลมยามค่ำคืนเย็นเยียบจนแทงทะลุผิวกายหญิงสาวพิงผนังหินในถ้ำลึก มือกุมหน้าอกแน่น ใบหน้าเปื้อนเหงื่อและฝุ่น นางหอบหายใจแรงราวกับเพิ่งหนีตายมาไกลหลายลี้ นางมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดกลัว ถ้ำนี้ดีหน่อยที่มีคบเพลิงอยู่สามสี่อัน นางจุดคบเพลิงขึ้นเพียงอันเดียวก็เพียงพอให้แสงสว่างแล้ว เพราะเป็นตอนกลางคืนและถ้ำเองก็มืด คบเพลิงอันเดียวก็ส่งแสงสว่างเพียงพอ เสียงน้ำหยดจากเพดานถ้ำดังเป็นจังหวะช้า ๆ ผสมกับเสียงหัวใจเต้นที่ดังชัดในอกความเหนื่อยล้าเข้ามาปะปน นางหลับตา สูดลมหายใจลึกเพื่อข่มความสั่นแต่ยิ่งพยายามสงบเท่าไร เสียงนั้นกลับยิ่งชัดขึ้น... “เลือดของข้า... ไหลเวียนในตัวเจ้าแล้ว”หญิงสาวสะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นกวาดมองรอบถ้ำไม่มีใคร ไม่มีเงาของผู้คน มีเพียงเปลวไฟจากคบเพลิงที่นางจุดไว้สะท้อนอยู่บนผนังหินซึ่งไร้คนอื่นๆ เปลวเพลิงเองก็นิ่งเงียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน“ใคร... ใครอยู่ที่นั่น!”เธอตะโกนถาม เสียงสะท้อนกลับมาเพียงคำพูดของตนเอง"ใคร...ใครอยู่ที่นั่น!"สักพักใหญ่ๆก็มีเสียงอีกเสียงที่ไม่ใช่เสียงสะท้อนของนาง“ข้า... คือเจ้า”“และเจ้าคือผู้สืบตราแห่งอสรพิษขาว”เสียงนั้นดังขึ้นในหัวชัดเจ
เสียงฝีเท้าในค่ำคืนยังตามหลอกหลอนในห้วงฝันของเด็กสาว ลมกลางดึกพัดผ่านผนังไม้ กรีดเสียงคล้ายมีดเฉือนใจของนาง วันนั้น...แสงเพลิงส่องลอดประตู เสียงโลหะกระทบกันก้องกังวาน นางเองได้แต่ยืนตัวสั่น มองเงาของพ่อที่ยกดาบขึ้นปะทะกับคนชุดดำในความมืด“หนีไป...!”เป็นเสียงสุดท้ายที่พ่อพูดกับนางและพลักนางให้ออกจากบ้านหลังนั้น ก่อนที่เงานั้นจะกลืนร่างท่านหายไปในม่านควัน นางวิ่งไปในความมืด หัวใจเต้นรัวดั่งจะระเบิด เสียงดาบยังดังไล่หลัง เหมือนเตือนให้จำว่าข้ายังมีชีวิตได้เพราะใคร หลายคืนแล้วที่นางไม่อาจหลับสนิท ทุกครั้งที่ปิดตา เขายังเห็นแผ่นหลังของพ่อยืนอยู่ท่ามกลางเพลิง แผ่นหลังที่สั่นไหวด้วยลม แต่ไม่เคยสั่นด้วยความกลัว นางอยากกลับไปกอดพ่ออีกครั้ง อยากบอกว่าตัวเขาจะไม่หนีอีกต่อไป นางจะเติบโต...ให้คู่ควรกับเลือดที่พ่อทิ้งไว้ในคืนนั้น ครั้นนางจะหยุดพักก็เหมือนว่ามีคนกำลังวิ่งตามพอมองออกไปก็ไร้วี่แววของผู้คน นางได้แต่คิดอยู่ในใจ ในเมื่อนางหนีมาหลายวันหลายคืนแล้ว ทำไมเสียงนั้นยังตามหลอกหลอนนางอยู่ ถามว่านางน่าจะคิดไปเองว่ายังมีคนวิ่งไล่ตามอยู่ตลอดเวลา ลมหนาวยามค่ำยังคงพัดผ่าน เด็กสาวเงยหน้ามองฟ้า เห็นดวง
ลมราตรีพัดกรรโชกผ่านป่าไผ่ เสียงใบไผ่เสียดสีกันราวกับเสียงคร่ำครวญจากวิญญาณเร้นลับภายในเรือนเล็กกลางหมู่บ้าน ไป๋เสวี่ยหลานเด็กสาวนั่งเย็บเสื้อผ้าใต้แสงตะเกียงน้ำมัน แสงอุ่นส่องขับดวงหน้านวลที่ยังไร้เดียงสา ดวงตาคู่นั้นยังเต็มไปด้วยความฝันเรียบง่าย ใช้ชีวิตอยู่กับบิดาเงียบสงบไปวัน ๆ พรุ่งนี้เช้าทั้งสองจะออกเดินทางไปขายผ้าที่ถิ่นใหม่แล้ว ไป๋เสวี่ยหลานเย็บผ้าตัวนี้เสร็จก็จะเขานอน แต่คืนนี้ที่ควรจะสงบสุข กลับแปรเปลี่ยนเป็นฝันร้ายที่ยากลืมเลือน "ตึง! ตึง! ตึง!เสียงของประตูไม้ที่ถูกถีบแตกดังสะท้านไปทั่วเรือน ก่อนที่เงาดำหลายสายจะทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็วบิดาของไป๋เสวี่ยหลาน นามว่าไป๋อหมิงพ่อค้าเร่ที่ทุกทุกคนพูดถึง พุ่งออกมาขวางด้วยดวงตาเด็ดเดี่ยว เขาเพียงทันคว้าดาบเก่า ๆ ขึ้นมาในมือ“หลานเอ๋อร์ถอยไปอยู่หลังข้า!” เสียงเขาก้องดังก้องไปทั้งห้องเพลี้ยง! เพลี้ยง! เพลี้ยง!เสียงดาบปะทะกับอาวุธของผู้บุกรุก เสียงโลหะเสียดสีกันจนเกิดประกายไฟในความมืด ไป๋เสวี่ยหลานตัวสั่นงันงกเมื่อเห็นโลหิตสาดกระเซ็นออกมาจากแขนของบิดา หัวใจของนางนั้นเต้นดววตาของนางก็เริ่มพร่ามัวเหมือนมีอะไรมาบังสายตาให้มันมัวลงไป







