เข้าสู่ระบบ[3]
เด็กมันยั่วอย่างใสซื่อ
กลางดึกคืนนั้น
ฮึกๆ ฮึกๆ ฮือออ....
เสียงสะอื้นผะแผ่วสลับเสียงร้องฮือๆ ชวนขนลุก ทำให้เวหาต้องลุกมานั่งกลางดึก ภายในห้องรับแขกของทาวน์เฮาส์หลังน้อย เขาเปิดไฟสว่างจ้า กวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวง เขาไม่ใช่พวกกลัวผีหรอกนะ แต่ก็อดเกรงใจไม่ได้ บิดาของกฤติกาเพิ่งเสีย และเขา...ดันมานอนค้างที่นี่
ฮึกๆ ฮือออ...ฮึกๆ
เสียงร้องไห้แว่วมาอีกแล้ว เวหานั่งไม่ติด ลุกจากโซฟาเดินไปที่ห้องนอนของดาราสาว ถือวิสาสะเปิดเข้าไป เพื่อจะได้พบต้นตอของเสียงนั้น กฤติกานั่งอยู่ข้างเตียง พันร่างไว้ด้วยผ้านวมผืนหนา มีน้ำมูกน้ำตาอาบสองแก้ม
“ฮึกๆ ทำไม...คุณยังอยู่?” ถามแล้วจ้องเขาเขม็ง หลังมือปาดน้ำตาป้อยๆ
“มีคนอยากให้ฉันอยู่ ฉันเลยต้องอยู่”
กฤติกาหันหน้าหนีเสีย รู้ว่าใครที่อยากให้เขาอยู่นี่
“ลุกมาทำไม ทำไมไม่นอน” ถามหล่อนแล้วมองไปที่นาฬิกาเรือนใหญ่บนผนัง มันบอกเวลาเที่ยงคืนเศษแล้ว
“พ่อมา”
“ฮะ!?” เวหาหันซ้ายแลขวา ขยับมานั่งที่ปลายเตียงอย่างประหม่า “หมายความว่าไง”
“ในฝัน” หญิงสาวเฉลย
เวหาเป่าลมฟู่ออกจากปาก ขยับไปดึงกฤติกาขึ้นมาบนเตียง หล่อนร้องไห้จนตาบวมปูด หัวหูยุ่งเหยิง
“ฉันเป็นลูกที่ไม่ดีเลย ยังไม่ได้ตอบแทนพระคุณ พ่อก็จากไปแล้ว”
“เธอทำเต็มที่แล้วไม่ใช่เหรอ พ่อป่วยอยู่ตั้งหลายปี ก่อนจะเสียนี่นา” เขาปลอบเท่าที่รู้เรื่องมาจากไหมขวัญ
“แต่เหมือนว่า...ฉันยังทำได้ไม่ดีพอ อย่างน้อย...ฉันควรอยู่ด้วยในวันสุดท้ายของพ่อ” บอกเขาแล้วสะอื้นถี่ๆ ทำไมเขาต้องมาอยู่ตรงนี้นะ ทำไมต้องเป็นเขาที่มานั่งฟังเรื่องราวของเธอ
“เธอต้องหาเงินนี่นา เธอยังโชคดีที่ได้ยื้อชีวิตท่านจนถึงที่สุด ลูกบางคนไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยซ้ำ ชีวิตคนเรามันสั้น บางคนป่วยสองสามวันก็เสีย บางคนนาทีที่แล้วยังคุยกันอยู่ เพียงแค่อึดใจที่ห่างกัน คนที่รักมากก็ตายไปต่อหน้าต่อตาก็มี เธอต้องตั้งสติสิ”
กฤติกาสูดน้ำมูกแรงๆ ผู้ชายคนนี้นี่ยังไง บางทีก็ดูอบอุ่นพึ่งพาได้ บางทีก็ดูหื่นกามเหมือนพวกโรคจิตสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“ผู้หญิงคนนั้นให้มาพูดแบบนี้เหรอ”
คนถูกถามเลิกคิ้วสูง “งั้นมั้ง เธอนอนต่อเถอะ” เขาขยับลุก เปิดทางให้หล่อนนอนลง
กฤติกาทำตามอย่างว่าง่าย นี่ดึกแล้ว และเธอก็เพลียเหลือเกิน เวหาจัดแจงที่หลับที่นอนให้ ช่วยปิดไฟดวงใหญ่จนเหลือเพียงโคมไฟหัวเตียง เธอคิดว่าเขาคงกลับไปจริงๆ หลังจากนี้ ทว่าเธอคิดผิด ที่นอนอีกฝั่งกำลังยุบยวบลง
“อะไร?” เธอถามเมื่อเวหาสอดกายเข้าใต้ผ้านวมผืนเดียวกัน
“นอนสิ ฉันเหนื่อยนะ”
“ไม่กลับไปนอนบ้าน?”
“มีคนอยากให้ฉันอยู่ ถ้าฉันไม่อยู่ละก็ เมื่อกี้เธอคงได้นั่งร้องไห้ยันเช้า” เขาให้เหตุผล
“งั้นคุณก็ควรไปนอนข้างนอก หรือไม่ก็ห้องนอนแขก มีห้องเล็กๆ ข้างบน คุณน่าจะนอนได้”
“ไม่” เขายืนยันแน่นหนัก เอาหมอนข้างมากั้นกลางระหว่างตัวเองกับกฤติกา
“เพราะ?”
“ฉันกลัวผี!”
นั่นคือคำตอบของเวหาที่กฤติกาได้ยินแล้วยังอึ้ง เอาสิ...กล้านอนก็นอน ถ้าเขาทำอะไรเธอขึ้นมาละก็ เขาได้รับผิดชอบอย่างสาสมแน่ เธอเหนื่อยเหลือเกิน ทั้งกายและใจ เธออ่อนแอ เธอขอให้ผ่านพ้นช่วงเศร้าโศกไปก่อน แล้วค่อยมาเปิดศึกกันเถอะ เมื่อถึงตอนนั้น แม้ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน เธอก็จะสู้ไม่ถอย สาบานเลย
เวหาหน้าด้านนอนลงข้างกฤติกา แต่เขาไม่สามารถหลับได้อย่างสนิท รู้สึกไม่สบายตัวตั้งแต่ตอนที่นอนอยู่ข้างนอกนั่นแล้ว
“กุ๊ก?”
“อือ...”
“มีเสื้อให้เปลี่ยนไหม ฉันคัน” เขาบอกแล้วลุกมาเกาเนื้อตัวแกรกๆ กฤติกาลุกไปหาเสื้อมาให้ เวหาไม่ทันได้เห็นใบหน้าหล่อนเพราะตอนนี้มีเพียงแสงไฟที่ส่องมาจากห้องน้ำ ซึ่งประตูถูกแง้มไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“มีคนมานอนบ่อยหรือไง เสื้อผ้านี่เตรียมพร้อมเลยนะ” เขาแขวะคนที่จัดแจงหาเสื้อมาให้ พอสลัดเสื้อผ้าที่พับไว้ออกดูก็รู้ว่าเป็นของผู้ชาย เป็นเสื้อยืดง่ายๆ กับกางเกงแพรนิ่มๆ ตัวหนึ่ง
“ของพ่อน่ะ”
“ฮะ? ของพ่อเธอที่เพิ่งจะ...”
กฤติกาเงียบเสีย นอนลงอีกครา ดึงผ้านวมมาห่มจนชิดคาง
เวหาเป่าลมฟู่ออกจากปาก เหมือนว่าเขาได้ทำบางอย่างผิดไป
“อย่าถือสาฉัน เธอก็รู้ว่าฉันปากหมา” บอกกล่าวแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
กฤติกาเงี่ยหูฟังเสียงเขา ไม่กี่นาทีถัดมาเขาก็ร้องหาแปรงสีฟันอันใหม่ เธอบอกว่ามันอยู่บนชั้นวางเหนืออ่างล้างหน้า บอกเขาแล้วหัวใจก็ยิ่งเศร้าลงไป อันที่จริงแล้ว นอกจากเธอ คนที่แลหาแปรงสีฟันอันใหม่ในบ้านหลังนี้ ก็มีแค่บิดาเท่านั้นเอง
เวหาเดินตัวหอมฟุ้งออกมาจากห้องน้ำ กฤติกาผล็อยหลับไปแล้ว พอได้อาบน้ำแปรงฟันก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย เขาปีนขึ้นเตียงนอน ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องมานอนบนนี้ แต่คิดอีกที การแกล้งกฤติกาให้หล่อนรำคาญใจก็ดีกว่าต้องเห็นน้ำตาของหล่อน เสียงแวดๆ ของหล่อนก็ดีกว่าเสียงร้องไห้เป็นไหนๆ การสูญเสียคนที่รักมันรู้สึกอย่างไรเขาเข้าใจดี มารดาที่รักจากเขาไปนานแล้ว แต่เชื่อไหมว่าเขายังเจ็บปวดอยู่เลย
“ยัยเด็กแสบ” ว่าคนที่พลิกกายมาหาแล้วบ่นให้ ก่อนที่ปลายนิ้วจะเลื่อนไปหาหมอนข้างอย่างรำคาญ “เกะกะ”
ตุ้บ!
หมอนข้างที่เคยกั้นกลางบัดนี้หล่นอยู่ข้างเตียง ช่วยไม่ได้ มันทำให้ที่นอนเหลือที่น้อยเกินไป เขาต้องการที่กว้างๆ การนอนอย่างสบายไม่มีใครเบียดน่ะสบายตัวออก
“อือ...พ่อ...พ่อขา...”
เสียงเล็กๆ ของกฤติกามาพร้อมร่างอวบอิ่มที่ขยับมาซุกใต้วงแขน เวหาตัวแข็งทื่อ มองคนที่ละเมอขยับมากอดตน หล่อนกอดเขาจริงๆ นะ ใต้รักแร้นี่มันหอมนักหรือไงถึงซุกอยู่ได้
“พ่อคะ...กุ๊ก...คิดถึงพ่อจังเลย...”
เวหาเฝ้ามองคนที่นอนละเมอ เหมือนว่าจะได้ยินเสียงสะอื้นผะแผ่ว เขาอยากเปลี่ยนไปนอนอีกฝั่ง แต่แม่คุณก็กอดเขาไว้ กอดแน่นเสียด้วย
“ยัยตัวแสบ! แล้วฉันจะหลับได้ยังไง!”
“บางทีฉันก็ไม่เข้าใจ อะไรทำให้เธอพาชีวิตตัวเองมาผูกติดไว้กับฉัน”“คุณต้องการช่วยผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เหรอ ก็แค่นั้น อย่าไปคิดอย่างอื่น”“นั่นสินะ” เปรยออกมาแล้วปลดสายเบลท์ออก ความหนักอกหนักใจไม่ยอมหลบลี้ตีจากเลย มันยังปักหลักแน่นเหนียวในหัวใจเขานี่แหละ แล้วจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นปราดเข้ามาในหัว “หรือว่าเธอ...รักฉัน?”กฤติกากลั้นขำ “คุณจะบ้าเหรอ ตลก!”“แล้วเธอทำแบบนี้ทำไม”“ฉันเสียหายขนาดนั้นยังต้องถามหาเหตุผลอีกเหรอ เลิกเซ้าซี้ฉันทีเถอะ เอกสารก็เซ็นไปแล้ว ถ้าอยากหย่าก็ไปฟ้องเอาแล้วกัน แต่ว่า...ฉันเป็นดาราดัง ถ้าฟ้องหย่าขึ้นมาคงต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูหนักหน่อยละนะ” เธอทิ้งท้ายให้เขาได้คิด ก่อนจะปลดสายเบลท์ออกจากตัว “เข้าไปกันเถอะ จะได้เสร็จเรื่องเร็วๆ”เมื่อกฤติกาแนะ เวหาก็จำต้องก้าวลงจากรถ ความหนักใจตามติดเหมือนเงา ทว่าพอก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ของโรงพยาล BHH ความห่วงใยในตัวไหมขวัญก็แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ เขาตรงไปยังห้องปลอดเชื้อที่ไหมขวัญแอดมิดอยู่ ทว่าไม่พบ เขาวิ่งกลับไปหาพยาบาลที่เคาน์เตอร์ สอบถามจนได้รู้ว่าไหมขวัญอยู่ที่ไหน หัวใจเขาหล่นไปอยู่ตาตุ่มเมื่อรู้ถึงสถานการณ์ในตอนนี้กฤติกามองคนที่เ
แสงสว่างที่แยงตาอยู่นี่คือแสงอะไร พอกะพริบตาถี่ๆ จึงได้รู้ว่ามันคือแสงตะวัน อะไรกัน นี่มันกี่โมงแล้วเวหาถามตัวเองแล้วแลหานาฬิกาสักเรือน มันแปะอยู่บนผนัง บอกเวลาว่าใกล้จะแปดโมงเต็มที พอกวาดตามองรอบห้องก็เห็นเจ้าของยืนอยู่ หล่อนอยู่ในชุดวอร์มสีดำที่ตีตราแบรนด์ต่างประเทศ แน่นอนว่าเสื้อและกางเกงนั้นปิดตั้งแต่ต้นคอยันข้อเท้า“อาบน้ำสิ นั่นเสื้อผ้าพ่อฉัน ส่วนชุดชั้นในฉันไปซื้อที่เซเว่นฯ เมื่อเช้า ใส่ไปก่อนแล้วกัน” กฤติกาเอ่ยบอก เวหามึนงง กฤติกาดูเป็นมิตรผิดปกติ แต่ว่า...อย่างนี้ก็ดีแล้ว ดีมากเลย“เธอตื่นนานแล้วเหรอ”หญิงสาวพยักหน้า เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ดึงเอาหนังยางที่รัดผมออกแล้วหยิบหวีมาสางอีกรอบ เธอเพิ่งกลับมาจากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ซื้ออาหารเช้าง่ายๆ แล้วก็กางเกงชั้นในให้เขา ถ้าไม่ไปซื้อเขาคงไม่มีใส่ อันที่จริง...การทำให้เหยื่อตายใจก็ต้องลงทุนลงแรงสักนิด“เรื่องเมื่อคืน...” เขาเปิดปากเอ่ย“ไม่ต้องขอโทษหรอก ฉันรู้ว่าคุณจะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ” เธอโต้คืน มองหน้าเขาที่สะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่ แผ่นอกขาวๆ ที่โผล่พ้นผ้านวมมา มีรอยเล็บของเธอลายพร้อยไม่แพ้รอยคิสมาร์กที่เขาทำกับเธอเลย“แล้ว.
[7]เมียไม่ได้เชิญครืดๆ ครืดๆ ครืดๆเสียงโทรศัพท์สั่นครืดๆ อยู่ไหนสักที่ กฤติกาฝืนกายลุกมาแลหา ไฟหัวเตียงที่ถูกปิดไว้ทำให้เธอมองไม่เห็นสิ่งใด ต้องหลับตาลงอีกครั้งแล้วค่อยลืมขึ้นมาใหม่ ให้ดวงตาชินกับความมืดมิด มีแสงสว่างเล็ดลอดมาจากจุดหนึ่งบนพื้นตรงหน้าเตียง เธอลุกไปดู ต้องเอามือกุมหน้าท้องเพราะเมื่อคืนนี้เวหากับเธอมีเซ็กซ์กันอย่างหนักหน่วง หนักแค่ไหนหรือ ก็แบบที่เขายังหลับไม่ตื่นแม้ว่าเสียงโทรศัพท์ดังลั่นนั่นแหละ “คุณบี?” เธอขานชื่อที่โชว์บนหน้าจอ นี่ไม่ใช่โทรศัพท์ของเธอ แต่เป็นของเขา และคุณบีที่ว่าก็คือผู้จัดการส่วนตัวของผู้หญิงคนนั้น เธอนิ่งคิดครู่หนึ่ง สมองกำลังวาดภาพร้ายๆ ในหัว “ไม่...ไม่มีอะไรละมั้ง” พูดกับตัวเองในตอนที่จ้องมือถือตาไม่กะพริบ ทำไมรู้สึกอย่างนี้ล่ะกฤติกา ใจมันวูบไหวแปลกๆ นี่เธอกลัวหรือ กลัวว่าผู้หญิงคนนั้นจะตายเนี่ยนะ ไม่มีทางหรอก ผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่คนอื่น ทำไมต้องกลัวว่าหล่อนจะตายด้วย น่าโมโหชะมัดเธอหันมองคนบนเตียง เขายังไม่มีท่าทีว่าจะตื่น เธอถือโทรศัพท์เข้าไปในห้องน้ำ แล้วค่อยกดรับสาย‘คุณเวย์ นี่พี่เองนะคะ’กฤติกายังไม่เอ่ยสิ่งใด ด้วยมองตัวเองในกระจกแล้วนึก
“ยั่วยุบ้าอะไร ออกไปให้ห่างฉัน อย่ามาแตะ!”“จะแตะ จะจับ จะจูบ จะดูดให้ครางระงมเลย!”“ทุเรศ! เมื่อคืนยังไม่พอใจหรือไงฮะ!”“พอ! แต่จะเอาอีก ปากร้ายๆ ของเธอไม่ได้มีไว้ให้ผู้ชายเมตตานี่ มันคอยแต่หาเรื่องให้ตัวเองเดือดร้อน งั้นเธอก็รับกรรมไปก็แล้วกัน”“อย่านะ! ถ้าทำฉันอีกคุณเดือดร้อนแน่!”“งั้นมาลองดู ว่าใครจะเดือดร้อนมากกว่ากัน!”แควก!!เสียงชุดนอนของกฤติกาถูกฉีกเป็นทาง ชุดนอนผ้าลื่นถูกฉีกด้วยแรงอารมณ์ของเวหา ร้องขอก็แล้ว คุกเข่าก็แล้ว ทำไมต้องทำลายศักดิ์ศรีเขาด้วยการเหยียบย่ำ เขายอมทุกอย่างนั่นแหละ ขอเพียงแค่หล่อนยอมไปโรงพยาบาล แต่เห็นแล้วว่ากฤติกาดื้อดึงปานใด หล่อนล้อเล่นกับเขา กับผู้ชายที่มีพละกำลังมากกว่า และหล่อนสมควรได้รับบทลงโทษเสียบ้าง“กรี๊ด!! ไอ้คนเอว ไอ้บ้า ไอ้...อื้อ...”คำด่าไม่อาจหลุดออกจากริมฝีปากสวย เขาจูบเธอลงมาพร้อมกับดึงทึ้งเสื้อนอนของเธอทิ้ง กางเกงที่เขาสวมก็ยันออกทางปลายเท้า เขาทำทุกอย่างอย่างรวดเร็ว จนแม้แต่เรี่ยวแรงที่เธอมีก็ไม่อาจต่อกร เธอโทษเหล้าสามแก้วนั่นได้ไหม เพราะมันนั่นอย่างไร เธอถึงขัดขืนเขาได้ไม่เต็มที่ แต่ไม่หรอก เพราะร่างกายนี้ต่างหาก ร่างกายที่ไม่รักดี
คนถูกไล่ต้อนวิ่งห่างโต๊ะอาหาร เป้าหมายคือประตูห้องนอน แต่ช้าไปแล้ว เวหาคว้าเอวเธอไว้ได้หมับ!“กรี๊ด!! ปล่อยฉันนะ! ปล่อย! โอ๊ย!”คนสวยร้องลั่นเมื่อถูกลากไปตรึงไว้กับผนัง เวหาที่หน้าตาดุดันกักกันร่างเธอไว้ เธอไม่เคยรู้สึกตัวเล็กจ้อยเท่านี้มาก่อนเลย “ฉันจะลากเธอไปโรง’บาล ตับเธอจะใช้ได้หรือไม่ได้ ไปตรวจก่อนแล้วค่อยว่ากัน”“ฉันไม่ไป จะลักพาตัวเหรอ ฉันจะแจ้งตำรวจคอยดู!”“แจ้งเลย! ฉันไม่สน!” พูดจบก็ลากกฤติกาออกมาจากตรงนั้น เวหาพยายามคิดถึงแต่เรื่องไหมขวัญ พยายามไม่คิดถึงเนื้ออุ่นๆ ของกฤติกา กลิ่นของหล่อนกำลังรบกวนสติเขา ผิวเนื้อขาวๆ ก็ชวนให้เขาสัมผัสแตะต้อง เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย มันเกิดขึ้นเพราะเรื่องเมื่อคืนสินะ อาจเป็นเพราะหล่อนยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง เขาเป็นคนทำลายพรหมจรรย์อันหอมหวาน มันทำให้เขารู้สึกผิดจนร่างกายมีปฏิกิริยาบ้าๆ เหมือนว่าหล่อนคือสิ่งเร้าชั้นดีที่กำลังทำให้เลือดในกายเขาร้อนรุ่มขึ้นมา “อ๊าก!!!”เสียงร้องของเวหาดังลั่นบ้าน เมื่อจู่ๆ แขนที่ลากหล่อนก็ถูกกัดเต็มแรง ยัยบ้านี่กัดเขาอีกแล้ว!งั่ม!ยิ่งถูกว่ายิ่งแยกเขี้ยวใส่ จากกัดแค่ทีเดียวก็ขยับไปกัดอีกรอย เอาให้สาสมที่บังอ
“กุ๊ก...” เวหาไม่อยากเชื่อสิ่งที่หูได้ยิน กฤติกาคงไม่มีวันมอบอะไรให้ไหมขวัญแน่ๆ ตราบใดที่หัวใจของหล่อนยังมีความแค้นอยู่เต็มเปี่ยม เขาเข้าใจหล่อนแล้ว แต่จะให้ทำอย่างไร เขาเองก็เข้าใจพี่ไหมเช่นกัน การอยู่ตรงกลางระหว่างผู้หญิงสองคนนี่ลำบากใจสิ้นดี“ตอนดีๆ ไม่เคยเห็นหัวกัน พอตอนจะตายเร่มาหาคนโน้นคนนี้ ละอายใจบ้างไหม!”“ไม่! ฉันไม่ละอายเลยสักนิด ถ้าช่วยพี่ไหมได้ละก็ ต่อให้ต้องทำเรื่องที่น่าละอายมากกว่านี้ ฉันก็ทำได้ พี่ไหมกำลังจะตาย เธอเข้าใจไหมกุ๊ก”“เข้าใจ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน อยากช่วยผู้หญิงคนนั้นก็ไปหาหมอโน่น รวยไม่ใช่เหรอ แค่ตับชิ้นเล็กๆ ไปซื้อเอาสิ ไปซื้อเลย!”เวหาไม่รู้จะทำอย่างไรกับกฤติกาดี หล่อนพร้อมจะลุกเป็นไฟเสมอยามที่เขาเอ่ยเรื่องพี่ไหมขึ้นมาอารมณ์อันร้อนระอุพากฤติกาให้เดินไปที่ครัวเล็กๆ เธอเปิดหาวิสกี้ขวดเก่าเก็บของบิดา เปิดมันออกแล้วเทใส่แก้วก่อนจะสาดลงคอแรงๆกึก!แก้วหนาหนักที่ปกติใช้ชงกาแฟ บัดนี้วางอยู่บนโต๊ะ แน่นอนว่าก้นแก้วนั้นไม่มีวิสกี้เหลือสักหยด จะมีก็แต่กลิ่นเท่านั้นที่ยังลอยวนในอากาศ เธอเทวิสกี้อีกแก้ว สาดลงคอแรงๆ ด้วยอยากให้อารมณ์ร้อนๆ ทุเลาเบาบาง เธอจ้องหน้าเข







