เข้าสู่ระบบกฤติกาทิ้งกายลงบนเตียงนุ่มๆ หลังจากจัดการเมคอัพอันแน่นหนาที่เจ๊หวีละเลงใส่ ผิวเนื้อขาวๆ ของเธอกลับมาลายพร้อยอีกครา มันไม่จางลงเลยแม้จะผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม มีแต่จะเข้มขึ้น คล้ำขึ้นด้วย
“เฮ้อ...เมื่อไหร่จะหายนะ” ถามตัวเองอย่างเซ็งๆ แล้วมองขึ้นไปที่เพดาน ความเงียบดังกระหึ่มขึ้นมาในยามที่บ้านช่องไม่ได้เปิดโทรทัศน์ การอยู่โดยไม่ต้องกังวลถึงอาการของบิดาก็ดีละนะ แต่ว่า...เหงาชะมัดเลย เหงามาก เมื่อก่อนก็เหงา แต่ในความเหงายังมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ยังต้องตื่นมาแล้วปลอบตัวเองให้เข้มแข็ง ให้รีบทำงานหาเงินเพื่อจ่ายค่าหมอให้พ่อ เหมือนว่ามีสิ่งกระตุ้นตลอดเวลา แต่ตอนนี้สิ ไม่มีอะไรแล้ว เหมือนว่าอยู่ไปวันๆ ชีวิตช่างว่างเปล่า นี่คือการเรียนรู้สินะ เรียนรู้การอยู่คนเดียวที่จริงแท้เลยล่ะ
“ไม่ไหวแฮะ คิดมากๆ เป็นโรคซึมเศร้าพอดี” บอกตัวเองแล้วลุกมานั่ง ถ้านอนไม่หลับเธอก็ควรลุกมากินหรือทำอย่างอื่น
กฤติกาลุกมาทำกับข้าวง่ายๆ เท่าที่ของสดในตู้เย็นจะเอื้ออำนวย กินเสร็จก็เก็บจานล้าง แล้วปัดกวาดเช็ดถูบ้านสักหน่อย ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ก็ได้ผุดซึม เธอเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ มีรายงานข่าวของผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นมา ไม่ได้ตั้งใจฟังหรอกนะ แต่หูดันได้ยิน ดูเหมือนว่าจะมีการผ่าตัดเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
หญิงสาวปิดโทรทัศน์เสีย บอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ จะเป็นจะตายก็อย่ามาเกี่ยวกัน
ติ๊งต่องๆ ติ๊งต่องๆ
เสียงออดหน้ารั้วดังขึ้นตอนกลางดึก เธอเดินไปดูที่หน้าต่าง เปิดม่านออกก็เห็นเวหายืนอยู่ เขามาทำไมตอนนี้ หรือจะเป็นเพราะเรื่องเมื่อคืน เขายังโบกไม้โบกมือให้เธอด้วย แต่ใครสนกัน นี่มันดึกแล้วนะ
กฤติกาปิดม่านลงเสีย ไม่สนไม่แคร์คนที่อยู่ข้างนอก ทว่าไม่ถึงนาทีก็ได้ยินเสียงเหมือนรั้วเหล็กสั่นสะเทือน ก่อนที่ประตูบ้านจะถูกเคาะถี่ๆ อีตาบ้านี่ปีนข้ามรั้วมา เกินไปแล้วนะ!
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงฝ่ามือใหญ่ทุบบานประตูถี่ๆ
“กุ๊ก!? เปิดประตูหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”
“ไม่! มันดึกแล้ว พรุ่งนี้ค่อยคุย ไม่งั้นก็โทรมา” เธอต่อรอง ไม่อยากให้เขาเข้ามาในนี้ มันดึกแล้ว ยอมรับว่ายังจำสัมผัสที่เขาแตะต้องร่างเธอได้ มันน่าน้อยใจที่ร่างกายถูกปลุกให้ตื่นด้วยการมาของเขา ด้วยเสียงเขา ด้วยรอยลูบไล้ที่ยังตราตรึงในความรู้สึก เธอไม่อยากให้เรื่องบ้าๆ เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะถ้าเกิดขึ้นอีกครา คำว่าอุบัติเหตุคงใช้เป็นข้ออ้างไม่ได้
“แต่ฉันต้องคุยตอนนี้ ต่อหน้าด้วย มันเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ” เขายืนกราน
กฤติกาสองจิตสองใจ หรือว่าเขาจะมาขอโทษ ใช่สินะ เขาคงสำนึกได้แล้วว่าควรขอโทษกัน
“คุณก็รู้ว่ามันดึกแล้ว ไม่เหมาะจริงๆ” เจรจากับเขาดีๆ เขาเป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่ในขณะที่เธอเป็นผู้หญิง ถึงไม่ได้ตัวเล็กบอบบาง แต่ก็อยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล เธอควรต้องใช้ไม้อ่อน
เวหาพ่นลมหายใจแรงๆ อยู่หน้าประตู
“ถ้ามาตอนหัวค่ำก็เจอนักข่าวน่ะสิ”
กฤติกาได้ฟังเหตุผลก็ให้หนักใจนัก ที่เขาพูดมาก็ถูก และจริงที่ว่าคำขอโทษอย่างจริงใจไม่สามารถพูดผ่านโทรศัพท์ได้
“กุ๊ก...ขอร้อง...เราต้องคุยกัน”
แอ๊ดดด....
ประตูเปิดอ้าออก เวหาแทรกกายเข้าไป กฤติกาอยู่ในชุดที่พร้อมเข้านอน และน่าประหลาดนักที่ความตึงเครียดใดๆ ที่เขามี คล้ายว่าถูกบรรเทาให้เบาลงเพราะกลิ่นหอมๆ จากกายหล่อน
เจ้าบ้านมองคนที่แทรกกายเข้ามา เขาดูเครียดๆ และยังอยู่ในชุดที่สวมตอนออกจากโรงแรม
“ถ้าคุณจะคุยเรื่องเมื่อคืน...
“ไปโรงพยาบาลได้ไหม”
“ฮะ!?” เธอย้อนด้วยเสียงที่ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองเปล่งออกมา
“เราไม่รู้ว่าตับที่บริจาคจะเข้ากับร่างกายพี่ไหมได้ไหม เธอคือความหวังเดียวในตอนนี้” เขารีบให้เหตุผล
กฤติกายืนอึ้ง เหมือนมีเข็มยาชาฉีดเข้ามานับร้อยเข็ม แรกเริ่มนั้นมันเจ็บ ก่อนจะชาไปทั้งร่าง นี่เขา...ไม่ได้มาขอโทษกันหรอกหรือ ตลกชะมัด! เธอกำลังหวังอะไรอยู่นะ พวกผู้ชาย...ได้แล้วก็ลืม เลวจริงๆ
“ฉันไม่ไป ทำไมต้องไปด้วย”
“แล้วถ้าพี่ไหม...เป็นอะไรขึ้นมา”
“ก็พาไปวัดสิ”
“กฤติกา!?”
“อย่ามาขึ้นเสียงใส่ฉันนะ!” ตะคอกเขาแต่ละอองน้ำตากลับรื้นขึ้นมา เธอหวังอะไรอยู่ เธอหวังลมๆ แล้งๆ เรื่องคำขอโทษจากเขา จากคนที่ไม่ได้ตั้งใจทำลายพรหมจรรย์ของเธอ ทำใจได้แล้วกฤติกา ไม่มีทางที่ผู้ชายตรงหน้าจะสำนึกอะไรหรอก เขาไม่ได้มาเพราะเรื่องนั้นสักนิด ไม่เลย
“อย่ามาพูดเรื่องผู้หญิงคนนั้นที่นี่ ฉันเกลียด”
“แต่พี่ไหมเป็นแม่เธอ”
“ไม่ใช่!” เธอค้านเสียงแข็ง
“อย่าหลอกตัวเองเลย ต่อให้พี่ไหมใจร้ายแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็คลอดเธอออกมา เธอจะใจดำไม่ไปดูหน่อยเหรอ”
“ถ้าฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ฝากไปถามแล้วกัน ค่าอุ้มท้องฉันน่ะ จะเอาเท่าไหร่ ฉันจะจ่ายให้”
“บางทีฉันก็ไม่เข้าใจ อะไรทำให้เธอพาชีวิตตัวเองมาผูกติดไว้กับฉัน”“คุณต้องการช่วยผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เหรอ ก็แค่นั้น อย่าไปคิดอย่างอื่น”“นั่นสินะ” เปรยออกมาแล้วปลดสายเบลท์ออก ความหนักอกหนักใจไม่ยอมหลบลี้ตีจากเลย มันยังปักหลักแน่นเหนียวในหัวใจเขานี่แหละ แล้วจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นปราดเข้ามาในหัว “หรือว่าเธอ...รักฉัน?”กฤติกากลั้นขำ “คุณจะบ้าเหรอ ตลก!”“แล้วเธอทำแบบนี้ทำไม”“ฉันเสียหายขนาดนั้นยังต้องถามหาเหตุผลอีกเหรอ เลิกเซ้าซี้ฉันทีเถอะ เอกสารก็เซ็นไปแล้ว ถ้าอยากหย่าก็ไปฟ้องเอาแล้วกัน แต่ว่า...ฉันเป็นดาราดัง ถ้าฟ้องหย่าขึ้นมาคงต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูหนักหน่อยละนะ” เธอทิ้งท้ายให้เขาได้คิด ก่อนจะปลดสายเบลท์ออกจากตัว “เข้าไปกันเถอะ จะได้เสร็จเรื่องเร็วๆ”เมื่อกฤติกาแนะ เวหาก็จำต้องก้าวลงจากรถ ความหนักใจตามติดเหมือนเงา ทว่าพอก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ของโรงพยาล BHH ความห่วงใยในตัวไหมขวัญก็แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ เขาตรงไปยังห้องปลอดเชื้อที่ไหมขวัญแอดมิดอยู่ ทว่าไม่พบ เขาวิ่งกลับไปหาพยาบาลที่เคาน์เตอร์ สอบถามจนได้รู้ว่าไหมขวัญอยู่ที่ไหน หัวใจเขาหล่นไปอยู่ตาตุ่มเมื่อรู้ถึงสถานการณ์ในตอนนี้กฤติกามองคนที่เ
แสงสว่างที่แยงตาอยู่นี่คือแสงอะไร พอกะพริบตาถี่ๆ จึงได้รู้ว่ามันคือแสงตะวัน อะไรกัน นี่มันกี่โมงแล้วเวหาถามตัวเองแล้วแลหานาฬิกาสักเรือน มันแปะอยู่บนผนัง บอกเวลาว่าใกล้จะแปดโมงเต็มที พอกวาดตามองรอบห้องก็เห็นเจ้าของยืนอยู่ หล่อนอยู่ในชุดวอร์มสีดำที่ตีตราแบรนด์ต่างประเทศ แน่นอนว่าเสื้อและกางเกงนั้นปิดตั้งแต่ต้นคอยันข้อเท้า“อาบน้ำสิ นั่นเสื้อผ้าพ่อฉัน ส่วนชุดชั้นในฉันไปซื้อที่เซเว่นฯ เมื่อเช้า ใส่ไปก่อนแล้วกัน” กฤติกาเอ่ยบอก เวหามึนงง กฤติกาดูเป็นมิตรผิดปกติ แต่ว่า...อย่างนี้ก็ดีแล้ว ดีมากเลย“เธอตื่นนานแล้วเหรอ”หญิงสาวพยักหน้า เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ดึงเอาหนังยางที่รัดผมออกแล้วหยิบหวีมาสางอีกรอบ เธอเพิ่งกลับมาจากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ซื้ออาหารเช้าง่ายๆ แล้วก็กางเกงชั้นในให้เขา ถ้าไม่ไปซื้อเขาคงไม่มีใส่ อันที่จริง...การทำให้เหยื่อตายใจก็ต้องลงทุนลงแรงสักนิด“เรื่องเมื่อคืน...” เขาเปิดปากเอ่ย“ไม่ต้องขอโทษหรอก ฉันรู้ว่าคุณจะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ” เธอโต้คืน มองหน้าเขาที่สะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่ แผ่นอกขาวๆ ที่โผล่พ้นผ้านวมมา มีรอยเล็บของเธอลายพร้อยไม่แพ้รอยคิสมาร์กที่เขาทำกับเธอเลย“แล้ว.
[7]เมียไม่ได้เชิญครืดๆ ครืดๆ ครืดๆเสียงโทรศัพท์สั่นครืดๆ อยู่ไหนสักที่ กฤติกาฝืนกายลุกมาแลหา ไฟหัวเตียงที่ถูกปิดไว้ทำให้เธอมองไม่เห็นสิ่งใด ต้องหลับตาลงอีกครั้งแล้วค่อยลืมขึ้นมาใหม่ ให้ดวงตาชินกับความมืดมิด มีแสงสว่างเล็ดลอดมาจากจุดหนึ่งบนพื้นตรงหน้าเตียง เธอลุกไปดู ต้องเอามือกุมหน้าท้องเพราะเมื่อคืนนี้เวหากับเธอมีเซ็กซ์กันอย่างหนักหน่วง หนักแค่ไหนหรือ ก็แบบที่เขายังหลับไม่ตื่นแม้ว่าเสียงโทรศัพท์ดังลั่นนั่นแหละ “คุณบี?” เธอขานชื่อที่โชว์บนหน้าจอ นี่ไม่ใช่โทรศัพท์ของเธอ แต่เป็นของเขา และคุณบีที่ว่าก็คือผู้จัดการส่วนตัวของผู้หญิงคนนั้น เธอนิ่งคิดครู่หนึ่ง สมองกำลังวาดภาพร้ายๆ ในหัว “ไม่...ไม่มีอะไรละมั้ง” พูดกับตัวเองในตอนที่จ้องมือถือตาไม่กะพริบ ทำไมรู้สึกอย่างนี้ล่ะกฤติกา ใจมันวูบไหวแปลกๆ นี่เธอกลัวหรือ กลัวว่าผู้หญิงคนนั้นจะตายเนี่ยนะ ไม่มีทางหรอก ผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่คนอื่น ทำไมต้องกลัวว่าหล่อนจะตายด้วย น่าโมโหชะมัดเธอหันมองคนบนเตียง เขายังไม่มีท่าทีว่าจะตื่น เธอถือโทรศัพท์เข้าไปในห้องน้ำ แล้วค่อยกดรับสาย‘คุณเวย์ นี่พี่เองนะคะ’กฤติกายังไม่เอ่ยสิ่งใด ด้วยมองตัวเองในกระจกแล้วนึก
“ยั่วยุบ้าอะไร ออกไปให้ห่างฉัน อย่ามาแตะ!”“จะแตะ จะจับ จะจูบ จะดูดให้ครางระงมเลย!”“ทุเรศ! เมื่อคืนยังไม่พอใจหรือไงฮะ!”“พอ! แต่จะเอาอีก ปากร้ายๆ ของเธอไม่ได้มีไว้ให้ผู้ชายเมตตานี่ มันคอยแต่หาเรื่องให้ตัวเองเดือดร้อน งั้นเธอก็รับกรรมไปก็แล้วกัน”“อย่านะ! ถ้าทำฉันอีกคุณเดือดร้อนแน่!”“งั้นมาลองดู ว่าใครจะเดือดร้อนมากกว่ากัน!”แควก!!เสียงชุดนอนของกฤติกาถูกฉีกเป็นทาง ชุดนอนผ้าลื่นถูกฉีกด้วยแรงอารมณ์ของเวหา ร้องขอก็แล้ว คุกเข่าก็แล้ว ทำไมต้องทำลายศักดิ์ศรีเขาด้วยการเหยียบย่ำ เขายอมทุกอย่างนั่นแหละ ขอเพียงแค่หล่อนยอมไปโรงพยาบาล แต่เห็นแล้วว่ากฤติกาดื้อดึงปานใด หล่อนล้อเล่นกับเขา กับผู้ชายที่มีพละกำลังมากกว่า และหล่อนสมควรได้รับบทลงโทษเสียบ้าง“กรี๊ด!! ไอ้คนเอว ไอ้บ้า ไอ้...อื้อ...”คำด่าไม่อาจหลุดออกจากริมฝีปากสวย เขาจูบเธอลงมาพร้อมกับดึงทึ้งเสื้อนอนของเธอทิ้ง กางเกงที่เขาสวมก็ยันออกทางปลายเท้า เขาทำทุกอย่างอย่างรวดเร็ว จนแม้แต่เรี่ยวแรงที่เธอมีก็ไม่อาจต่อกร เธอโทษเหล้าสามแก้วนั่นได้ไหม เพราะมันนั่นอย่างไร เธอถึงขัดขืนเขาได้ไม่เต็มที่ แต่ไม่หรอก เพราะร่างกายนี้ต่างหาก ร่างกายที่ไม่รักดี
คนถูกไล่ต้อนวิ่งห่างโต๊ะอาหาร เป้าหมายคือประตูห้องนอน แต่ช้าไปแล้ว เวหาคว้าเอวเธอไว้ได้หมับ!“กรี๊ด!! ปล่อยฉันนะ! ปล่อย! โอ๊ย!”คนสวยร้องลั่นเมื่อถูกลากไปตรึงไว้กับผนัง เวหาที่หน้าตาดุดันกักกันร่างเธอไว้ เธอไม่เคยรู้สึกตัวเล็กจ้อยเท่านี้มาก่อนเลย “ฉันจะลากเธอไปโรง’บาล ตับเธอจะใช้ได้หรือไม่ได้ ไปตรวจก่อนแล้วค่อยว่ากัน”“ฉันไม่ไป จะลักพาตัวเหรอ ฉันจะแจ้งตำรวจคอยดู!”“แจ้งเลย! ฉันไม่สน!” พูดจบก็ลากกฤติกาออกมาจากตรงนั้น เวหาพยายามคิดถึงแต่เรื่องไหมขวัญ พยายามไม่คิดถึงเนื้ออุ่นๆ ของกฤติกา กลิ่นของหล่อนกำลังรบกวนสติเขา ผิวเนื้อขาวๆ ก็ชวนให้เขาสัมผัสแตะต้อง เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย มันเกิดขึ้นเพราะเรื่องเมื่อคืนสินะ อาจเป็นเพราะหล่อนยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง เขาเป็นคนทำลายพรหมจรรย์อันหอมหวาน มันทำให้เขารู้สึกผิดจนร่างกายมีปฏิกิริยาบ้าๆ เหมือนว่าหล่อนคือสิ่งเร้าชั้นดีที่กำลังทำให้เลือดในกายเขาร้อนรุ่มขึ้นมา “อ๊าก!!!”เสียงร้องของเวหาดังลั่นบ้าน เมื่อจู่ๆ แขนที่ลากหล่อนก็ถูกกัดเต็มแรง ยัยบ้านี่กัดเขาอีกแล้ว!งั่ม!ยิ่งถูกว่ายิ่งแยกเขี้ยวใส่ จากกัดแค่ทีเดียวก็ขยับไปกัดอีกรอย เอาให้สาสมที่บังอ
“กุ๊ก...” เวหาไม่อยากเชื่อสิ่งที่หูได้ยิน กฤติกาคงไม่มีวันมอบอะไรให้ไหมขวัญแน่ๆ ตราบใดที่หัวใจของหล่อนยังมีความแค้นอยู่เต็มเปี่ยม เขาเข้าใจหล่อนแล้ว แต่จะให้ทำอย่างไร เขาเองก็เข้าใจพี่ไหมเช่นกัน การอยู่ตรงกลางระหว่างผู้หญิงสองคนนี่ลำบากใจสิ้นดี“ตอนดีๆ ไม่เคยเห็นหัวกัน พอตอนจะตายเร่มาหาคนโน้นคนนี้ ละอายใจบ้างไหม!”“ไม่! ฉันไม่ละอายเลยสักนิด ถ้าช่วยพี่ไหมได้ละก็ ต่อให้ต้องทำเรื่องที่น่าละอายมากกว่านี้ ฉันก็ทำได้ พี่ไหมกำลังจะตาย เธอเข้าใจไหมกุ๊ก”“เข้าใจ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน อยากช่วยผู้หญิงคนนั้นก็ไปหาหมอโน่น รวยไม่ใช่เหรอ แค่ตับชิ้นเล็กๆ ไปซื้อเอาสิ ไปซื้อเลย!”เวหาไม่รู้จะทำอย่างไรกับกฤติกาดี หล่อนพร้อมจะลุกเป็นไฟเสมอยามที่เขาเอ่ยเรื่องพี่ไหมขึ้นมาอารมณ์อันร้อนระอุพากฤติกาให้เดินไปที่ครัวเล็กๆ เธอเปิดหาวิสกี้ขวดเก่าเก็บของบิดา เปิดมันออกแล้วเทใส่แก้วก่อนจะสาดลงคอแรงๆกึก!แก้วหนาหนักที่ปกติใช้ชงกาแฟ บัดนี้วางอยู่บนโต๊ะ แน่นอนว่าก้นแก้วนั้นไม่มีวิสกี้เหลือสักหยด จะมีก็แต่กลิ่นเท่านั้นที่ยังลอยวนในอากาศ เธอเทวิสกี้อีกแก้ว สาดลงคอแรงๆ ด้วยอยากให้อารมณ์ร้อนๆ ทุเลาเบาบาง เธอจ้องหน้าเข







