เข้าสู่ระบบแล้วนักข่าวคนแรกที่เอ่ยคำถาม ก็ถามกฤติกาอีกคราหนึ่ง
“ได้ข่าวว่าตับหายากมาก คุณไหมเองก็มีกรุ๊ปเลือดพิเศษยิ่งหายากเข้าไปอีก น้องกุ๊กไม่คิดจะให้คุณไหมหรือคะ”
“ถ้าเป็นพี่พี่จะให้ไหมล่ะ!” กฤติกาเริ่มหัวเสียใส่คนตั้งคำถาม เธออยากกลับบ้านแล้วนะ ไม่อยากพูดอะไรแล้ว
“เอ่อ...แล้วถ้าโรงพยาบาลหาตับให้คุณไหมไม่ได้จริงๆ”
“ก็เตรียมตัดชุดดำมั้งคะ!”
“ว้าย! หนูกุ๊กลูก ชู่ว์...” เจ๊หวีส่งสัญญาณ แม่ตัวร้ายเริ่มออกลายแล้ว
“ก็เรื่องจริงนี่นา กุ๊กว่าแทนที่จะมาสัมฯ กุ๊ก ไปสัมฯ ผู้จัดการเขาเถอะ สัมฯ หมอก็ได้ โรงพยาบาลคงไม่ปล่อยให้เขาเป็นอะไรหรอก เชื่อกุ๊กสิ”
“แล้วเอ่อ...น้องกุ๊กรู้สึกยังไงบ้างที่รู้ว่าพี่ไหมไม่สบายหนักมาก”
“ก็คงจะเหมือนกับเขามั้งคะ เขารู้สึกยังไงตอนที่รู้ว่าพ่อกุ๊กป่วยแต่ไม่ยอมไปเยี่ยม กุ๊กก็คงรู้สึกอย่างเดียวกัน”
“อย่างนี้น้องกุ๊กก็ยอมรับแล้วว่าคุณไหมเป็นแม่”
กฤติกาอึ้งไป คำถามนี้ช่างแทงใจกันนัก
“รอถามเองแล้วกันตอนที่เขาฟื้น เขาอาจบอกก็ได้ว่าตกลงแล้วกุ๊กเป็นอะไรสำหรับเขา แต่อย่าถามกุ๊กตรงๆ เลยว่ากุ๊กใช่ลูกเขาหรือเปล่า”
“มันตอบยาก?”
“ไม่ยากหรอกค่ะ แต่มันยากที่ต้องหาคำสวยๆ มาโกหกออกสื่อน่ะ ขอตัวนะคะ วันนี้กุ๊กเหนื่อยจริงๆ”
กฤติกาตัดบทแล้วเดินหนีออกจากวงสัมภาษณ์ มีเจ๊หวีตามออกมาติดๆ และพอขึ้นมาบนรถได้ ความอึดอัด ความเจ็บใจก็ผลิพุ่งขึ้นมา
“ทำไมพวกเขาต้องถามแบบนั้น ทำไมต้องถามเหมือนกับอยากให้กุ๊กเป็นลูกเนรคุณ กุ๊กผิดเหรอเจ๊ ก็กุ๊กไม่อยากไปนี่” พูดแล้วน้ำตาจะไหล ทีพ่อของเธอป่วยปางตาย เธออ้อนวอนไหมขวัญ เจ้าหล่อนก็ไม่แม้แต่จะชายตามอง เธอเกลียด เกลียดผู้หญิงคนนั้น เกลียดเข้ากระดูกดำเลย
“ชู่ว์...ไม่เอาน่าไม่เอา ไม่คิดมากนะ กลับบ้านเถอะ เดี๋ยวเจ๊ไปส่ง ไปๆ”
เจ๊ปลอบคนที่อารมณ์เสีย วันนี้กฤติกาเจออะไรมามาก หล่อนควรได้พักสงบสติอารมณ์ พรุ่งนี้อาจดีขึ้นก็เป็นได้
เวหากลับถึงบ้านเกือบสี่ทุ่ม ไฟในห้องโถงกลางบ้านยังเปิดอยู่ รวมถึงเสียงโทรทัศน์ที่ยังดังเบาๆ ด้วย
“กลับบ้านได้แล้วสินะ นึกว่าแกจะย้ายไปนอนโรง’บาลด้วยอีกคน” ชายชราวัยหกสิบต้นๆ ร่างผอมสูง ลุกจากโซฟาที่นั่งอยู่นานจนเบาะหนังเป็นรอยเมื่อท่านลุกยืน
“พี่ไหมไม่สบาย พ่อคงรู้แล้ว”
“อือ...แล้วเธอเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ไม่ค่อยดีครับ ไม่ค่อยดีเลย”
น้ำเสียงของบุตรชายไม่สู้ดีนัก คนเป็นบิดาก็ได้แต่ถอนหายใจ
“ฉันเตือนแล้วว่าอย่าสนิทกับเธอมากนัก แกไม่ใช่วัยรุ่นอย่างเมื่อก่อนแล้วนะ เลิกคลั่งพวกดาราซะที มองคนอื่นที่สาวกว่าไหมขวัญได้แล้ว”
“พ่อครับ นี่ใช่เวลามาพูดเรื่องนี้เหรอ” คนเป็นลูกดักคอ คนยิ่งกลุ้มๆ อยู่
“ฉันก็พูดในสิ่งที่ควรพูด ไหมขวัญน่ะ เหมือนแจกันกระเบื้องที่เอาไว้มองสวยๆ มันมีค่าเพราะความยาวนาน มีความงดงามที่มีไว้แค่มอง แต่อย่าเอามาใช้เลย มันจะแตกหักเสียเปล่าๆ ชีวิตแกยังอีกยาวไกล ถ้าแจกันใบนั้นแตกขึ้นมา แกไม่ต้องอยู่คนเดียวรึ”
“คุณพ่อ!?
เวหาเผลอกำหมัดแน่น วาจาเนิบนาบช่างเปรียบอย่างมีศิลป์นั่นน่ะ เขาฟังมาจนชินแล้ว บิดาเขาเป็นจิตรกรที่ค่อนข้างมีชื่อ ภาพเขียนของท่านยังทำเงินเสมอ อาจกล่าวได้ว่าที่กินอยู่สุขสบายมาตั้งแต่เล็กก็เพราะงานเขียนภาพของท่านนั่นเอง
“อย่าจมปรักกับความรักที่มองไม่เห็น แกดูฉันสิ แม่แกตายไปตั้งนานแล้ว แต่ฉันก็รักใครไม่ได้อีก แกอยากเป็นเหมือนฉันเหรอ”
นั่นคือคำเตือนของจิตรกรผู้มากวัย ท่านมองตรงไปยังบุตรชายด้วยความหวังดี คนเป็นพ่อย่อมหวังให้ลูกมีความสุขอยู่แล้ว แต่ลูกล่ะ จะเข้าใจในสิ่งที่ท่านต้องการหรือเปล่า
“ลุงเวย์...”
เสียงอู้อี้อย่างเด็กชายตัวน้อยดังขึ้นที่ประตูห้องทางฝั่งขวา เวหาหันมอง ความตึงเครียดที่ต่อสู้กับบิดาอยู่เลือนหายชั่วขณะยามที่เห็นใบหน้ากลมป้อมในสายตา
“ตังเม? ยังไม่นอนอีก” บ่นให้คนที่กำลังขยี้หูตาแล้วเดินไปหา ก่อนจะนั่งลงตรงหน้าเด็กน้อย
“ตังอยากเจอลุงนี่นา เมื่อคืนลุงไม่กลับบ้าน ปู่บอกลุงทำงานไม่เสร็จ” เด็กชายชี้แจง
“ใช่ ลุงก็ทำงานนั่นแหละ”
เด็กชายตังเม เม้มปากแน่นๆ มองลุงตาปริบๆ เหมือนจะกล่าวโทษอยู่ในที
“ลุงต้องกลับบ้านรู้ไหม ทิ้งคนแก่กะเด็กไว้ลำพังไม่ดีนะ”
เวหาค้อนฟ้าค้อนลม คนที่บงการให้เด็กน้อยวัยใสกลายเป็นเด็กแก่แดดได้นี่เขาควรทำอย่างไรกับคนคนนั้นดี
“ฉันเปล่า หลานฉันมันเก่ง มันรู้ความ ไม่เหมือนแกหรอก” คนเป็นพ่อว่าแล้วรุนหลังหลานชายวัยหกขวบให้กลับเข้าห้องนอน หลานชายที่เกิดจากลูกชายคนรองที่ทำผู้หญิงท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ตอนที่ตังเมเพิ่งได้สามขวบ ส่วนมารดาของเด็กน้อยนั้น สิ้นใจในวันที่คลอดหลานคนนี้นั่นเอง
อาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีตังเม ท่านก็คงกลายเป็นคนแก่ที่วันๆ เอาแต่นั่งเขียนรูป การมีเด็กในบ้านช่วยให้ท่านไม่เหงาจนเกินไป และน่าจะมีเพิ่มอีกสักคนสองคน แต่คงยากแล้วกระมัง ตราบใดที่เวหายังไม่คิดลงหลักปักฐานสักที
คนเป็นลูกเดินไปนั่งยังโซฟาที่บิดาเพิ่งลุกจากไป อาการของพี่ไหมยังน่าเป็นห่วง ยิ่งทำให้เขากังวลหนัก เขาควรทำอะไรสักอย่าง ถ้ามัวแต่นิ่งนอนใจ เกิดพี่ไหมเป็นอะไรขึ้นมา...
ร่างสูงเกินมาตรฐานชายไทย ลุกจากโซฟาปุบปับ สาวเท้ายาวๆ ก้าวตรงไปที่ประตู ก่อนจะเปิดมันแล้วก้าวออกไปทั้งที่เพิ่งกลับมาได้เพียงสิบนาที
- ooooooo - หลังมื้อค่ำครอบครัววัฒนนท์นั่งล้อมวงอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ ปู่รงค์ดูข่าวช่วงสองทุ่ม ตังเมทำการบ้านในขณะที่สองแฝดเป็นตัวป่วน แต่พี่ชายยังยิ้มแป้น รักน้องห่วงน้อง ไม่ตีไม่ว่า น้องทำอะไรก็ดีไปหมด ก็คนไม่เคยมีน้องนี่นา“พี่ตาง หนูฟ้าช่วยพี่ตางเขียนกอไก่นะคะ”“โอ...อย่าๆ ไม่เอา นี่การบ้านพี่”“ก็หนูฟ้าอยากเขียน”“ของตัวเองล่ะ”“ปายแย่ง” ว่าแล้วชี้ให้ดูสมุดวาดเขียนที่ตอนนี้มีแต่สีน้ำเงินเข้มข้นระบายอยู่บนนั้น“โอ้...ปลายไม่เอา เอาสมุดตัวเองมาวาด ไม่แย่งของฟ้าสิ”“ป่าวแย่งฟ้า..ฟ้าให้”หนูฟ้าส่ายหน้ารัวๆ พี่ตังเลยต้องฉีกกระดาษสมุดให้หนูฟ้าแล้วจับสองแฝดนั่งดีๆ โดยที่ตัวเองนั่งคั่นกลาง ปลายยังแอบเอื้อมมือมาดึงกระดาษของฟ้ายิกๆ“อย่าแกล้งกันนะ ใครแกล้งไม่ซื้อขนมให้กินด้วย”เด็กน้อยทั้งสองรีบหันมานั่งดีๆ และสนใจแต่เฉพาะกระดาษที่อยู่ตรงหน้าตัวเองเท่านั้นเวหามองลูกๆ หลานๆ แล้วยิ้มชื่นใจ ในขณะที่กฤติกาเอาแต่ทำเสียงฮึดฮัดขัดใจอยู่ข้างๆ เขาแอบวาดแขนไปข้างหลังหล่อน ใช้มือร้อนๆ แอบลูบไล้สีข้างอวบๆ ของภรรยา “พี่เวย์....เอามือออกไป กุ๊กยุ่งอยู่” เธอกระซิบ มือทั้งสองยังอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์“อะไ
เสียงตังเมเรียกน้องอยู่หน้าประตู ลูกบอลลูกใหม่ช่างเข้ากันเหลือเกินกับสนามหญ้าเขียวๆ เธอมองออกไปตรงนั้น มองนิ่งนาน แลเห็นพ่อสามีกำลังเอามือไขว้หลัง เดินไปเดินมาบนหญ้านุ่มๆ ที่สนาม ท่านยังคงเฝ้ามองหลานๆ ไม่ห่างสายตา...ดีจัง ครอบครัวของเธอไม่ได้มีแค่เธอกับพ่อเหมือนที่เคยเป็นแล้วนะ วันนี้เธอมีครอบครัวที่อบอุ่นแล้วจริงๆ “พ่อ...หนูรักพ่อนะคะ ไม่ว่าเรื่องอะไร หนูไม่เคยโกรธพ่อเลย สำหรับคนอื่นหนูไม่รู้ แต่สำหรับหนู พ่อคนนี้แสนดีที่หนึ่ง ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะมีความสุข จะใช้ชีวิตให้ดีอย่างที่พ่อเลี้ยงหนูมา” บอกกล่าวกับรูปถ่ายของบิดา ก่อนจะเลื่อนสายตามายังรูปที่อยู่ข้างกัน “ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะเลี้ยงเด็กๆ ให้ดี ไปอยู่ในดินแดนแสนสงบให้สบายนะคะ...แม่”คำพูดแผ่วเบาแต่เจ้าตัวได้ยินอย่างชัดเจน เวหาเดินเข้ามาหาภรรยา วางมือบนบ่าแล้วยิ้มอ่อนโยนมาให้“เอาไว้จัดของเสร็จ ตกแต่งทุกอย่างจนเรียบร้อย เราค่อยทำบุญบ้านกันนะ จะได้เริ่มต้นใหม่กับที่นี่อีกครั้ง เราจะอยู่ที่นี่ ที่นี่จะเป็นบ้านของเรา ตลอดไป”“ตลอดไป...ชอบคำนี้จัง อยู่ด้วยกันนานๆ นะคะ”“แน่นอนที่รัก” บอกเมียแล้วไม่ลืมดึงมากอดมาหอม อยู่ใกล้เมียแล้วอ
เสียงทุ้มนุ่มนั้นฟังดูคุ้นๆ แต่สมองบอกว่าอย่าไปใส่ใจ เธอเริ่มประหม่าหนักขึ้นเมื่อรู้ว่าหมอที่จะมาตรวจ เป็นผู้ชาย“เสร็จแล้วค่ะ” “ถอดบราด้วยครับ” ครูสาวกะพริบตาถี่ๆ หมอมีตาทิพย์หรือไง เธอรีบถอดบราแล้ววางไว้ นั่งอยู่บนเตียง มือสองข้างโอบอุ้มพุ่มทรวงครืด...เสียงผ้าม่านถูกเลื่อนออก แล้ววินาทีที่ดวงตาสองคู่สานสบ ความตื่นตกใจก็ตามมา“กรี๊.... อื้อ...”หมอหนุ่มรีบปิดปากเล็กๆ นั่นให้ไว เขาเปล่านะ เขาไม่ได้ทำอะไรจริงๆ“ชู่ว์...ไม่เอาน่า ไม่กรี๊ดนะ คุณจะกรี๊ดทำไม ผมไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย”“อื้อ...อื้อ...” หญิงสาวส่งเสียงอู้อี้เมื่อถูกปิดปากแน่น มือข้างหนึ่งรีบควานหาเสื้อมาปิดหน้าอกหน้าใจ ชานนท์ปล่อยมือจากปากของครูเอย หญิงสาวทอดมองเขาตาขวางขุ่น แขนเล็กเรียวกอดหน้าอกแนบแน่น หล่อนเอาเสื้อมาปิดหน้าอกไว้ ปิดทำไม เห็นหมดแล้ว“อย่ามองหน้าอกฉันนะ”“ไม่มองจะตรวจได้ยังไง”“ก็...” เหมือนจะถูกต้อนให้จนมุมชานนท์นึกขัน หล่อนคงไม่คิดไม่ฝันว่าจะเจอเขาละสิ สวรรค์นี่ก็นะ ชอบเล่นตลกเสียจริง ส่งหล่อนมาให้เขาตรวจ แล้วเขาน่ะ...จะเป็นหมอที่ดีได้ยังไง“เร็วๆ คุณ ผมรีบนะ มีคนไข้รออยู่อีกเยอะเลย”“...ให้พยาบาลตรวจแท
“ฟ้าทำความสะอาด พี่ตังเปิดยูทูปให้ดู ยาสีฟันทำความสะอาดได้”เวหาเม้มปากแล้วถอนหายใจ ดีเท่าไหร่ที่เจ้าฟ้าไม่เอาแปรงสีฟันตัวเองมาถูอ่างเล่น และดีเท่าไหร่ที่เจ้าปลายไม่บีบโฟมล้างหน้าเข้าปาก“เอาละนะเด็กๆ ถ้าใครดื้อละก็พ่อจะทำซุปข้าวโพดให้กิน โอเคนะ”ดูเหมือนว่าคำขู่นั้นจะทำให้เด็กแฝดยอมศิโรราบ ก็บิดาที่เคารพชอบบังคับให้กินผัก ผัดผัก ซุปผัด ยี้....“ดีมาก เป็นเด็กดี แก้ผ้าแล้วอาบน้ำทีละคน พ่อเปิดน้ำอุ่นให้แล้ว เร็วๆ เลย” แล้วการต้อนเด็กแฝดอาบน้ำก็เกิดขึ้นตอนใกล้หกโมงเช้า ความป่วนของเจ้าสองแฝดทำเอาปวดหัว แต่ความน่ารักน่าเอ็นดูก็มีมาก เขายินดีให้เจ้าสองแสบแสนซนไปอย่างนี้ ขอเพียงให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าเท่านั้นก็พอ- ooooooo - สองชั่วโมงให้หลังเตียงที่ยุบยวบทำให้คนที่กำลังหลับขยับตัวตื่น กฤติกาปรือตาขึ้นมอง แลเห็นสามีกำลังคลานขึ้นเตียงมา“อือ...เด็กๆ ละคะ”“ส่งขึ้นรถแล้ว คุณพ่อขับรถไปส่งเอง”“ดีจัง คุณพ่อน่ารักที่สุดเลย”“ห้ามไม่ฟังน่ะสิ ความสุขของแกก็ให้ทำไป เหนื่อยเมื่อไหร่คงเรียกเราเองนั่นแหละ” ว่าแล้วขยับไปเบียดร่างของภรรยา กอดร่างนุ่มๆ ของหล่อนไว้แล้วไซ้ซอกคอแรงๆ“ไม่เอา พี่เวย์ กุ๊ก
- ooooooo - ตอนพิเศษ- ooooooo - งานแต่งเล็กๆ แต่อบอุ่นยังตราตรึงในหัวใจของหมอหนุ่มและครูสาว ทั้งสองนอนไม่หลับ เลยเดินออกจากบ้านพักมาเดินตากลมเล่น หัวใจเปล่าเปลี่ยวของคนทั้งสอง ยังไม่จูนมาเจอกันสักครา แม้ว่าบางเวลาคุณหมอคล้ายจะทอดสะพานอยู่บ้าง แต่ครูสาวนั้นทึ่มเกินกว่าจะเข้าใจ“ลมแรงนะคุณ เสื้อแขนยาวก็ไม่เอามา” หมอว่าแล้วถอดเสื้อคลุมของตัวเองให้ครูสาว อย่างที่สุภาพบุรุษพึงทำ แต่ครูสาวส่ายหน้ารัวๆ ส่งเสื้อคืนให้เขา“ไม่เอา ฉันร้อน เดินตากลมเล่นเย็นดี”คุณหมอกะพริบตาช้าๆ ท้าแรงลม โอเค...ไม่เอาเสื้อก็ไม่เอา “คุณเป็นยังไงบ้าง ที่โรง’บาลไม่มีพยาบาลสาวๆ มาจีบบ้างเหรอ”“มี แต่ไม่ชอบ สวยๆ ก็มี แต่คุณคิดสิ อยู่ที่ทำงานก็เห็นแต่พยาบาล กลับมาบ้านยังจะให้เห็นพยาบาลอีกเหรอ ถ้าเห็น...คนอื่นที่ไม่ใช่พยาบาลก็คงดี” อย่างเช่น คุณครู เป็นต้น ประโยคนั้นหมอหนุ่มก็ได้แต่เอ่ยในใจ ครูเอยไม่ใช่คนสวยมากมาย แต่หล่อนเป็นพวกเรียบเรื่อย มองได้เรื่อยๆ ติดเชยไปสักหน่อย แต่เขาว่ามันท้าทายดี บางทีก็นึกทะลึ่งตึงตัง อยากรู้ว่าใต้เสื้อผ้ารัดกุมของหล่อนนั้น...มันจะเป็นอย่างไรอา...สงสัยจะเมาเบียร์แฮะเรา คิดอะไรบ้าๆ“น
วันเวลาที่ผ่านมา แม้มีทะเบียนสมรสแต่เขาไม่เคยรู้สึกเป็นเจ้าของ ผิดกับเวลานี้ ตอนที่ได้สวมแหวนให้กฤติกา ตอนที่หล่อนมองมาด้วยสายตาแห่งความรัก นั่นต่างหากที่ทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ เจ้าของความรักอย่างไรเล่า“จะไม่จูบเจ้าสาวหรือคะพี่!” ครูเอยร้องเชียร์ ชานนท์เปิดเพลงหวานอีกคราหนึ่ง ความหวานละมุนโอบล้อมรอบด้าน สร้างบรรยากาศแห่งความสุขแสนหวาน เขาเฝ้ามองคนที่กำลังจุมพิตเจ้าสาว คิดว่าจะมีสักครั้งไหมที่ได้ทำเช่นนั้น กับใครสักคนที่รักเขาบ้าง ความมั่นคงของเวหาถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลา จนแม้แต่ครูเอยยังต้องพ่ายแพ้ ความโสดยังปักหลักอยู่ที่เขากับคุณครู จนต้องมานั่งอิจฉาบ่าวสาวอย่างนี้เวหาโน้มหน้าไปหากฤติกา บรรจงจูบเบาๆ แต่ความหวานช่างล้ำลึกหนักหน่วง ริมฝีปากที่แตะต้องสัมผัส ราวกับไม่อยากผละจาก“พ่อคะ...จุ๊บๆ ฟ้าด้วย จุ๊บ!”“ปายด้วยค้าบ! จ๊วบๆ แม่ค้าบจ๊วบๆ”เจ้าสองแฝดร้องขอให้พ่อกับแม่จุ๊บพวกเขาบ้าง เรียกเสียงฮาครืนให้กับทุกคนที่เฝ้ามองอยู่ กฤติกากับเวหาอุ้มลูกชายลูกสาว เดินฝ่าทรายเม็ดเล็กๆ ไม่กี่ก้าวไปนั่งยังโต๊ะที่ตั้งอยู่ ก่อนที่งานฉลองเล็กๆ จะเริ่มต้นขึ้นในตอนนั้น กฤติกาไม่เคยมีความสุขอ







