LOGINท่ามกลางฉากหน้าอันสวยหรูของเจียงลี่มี่ ใครเลยจะรู้ว่าเบื้องหลังของเธอน่าเศร้าเพียงใด
เจียงลี่มี่เกิดมาในครอบครัวธรรมดาที่พ่อกับแม่ทำงานหาเช้ากินค่ำ ฐานะทางบ้านเรียกว่าย่ำแย่ บ่อยครั้งที่พ่อกับแม่ปล่อยให้เธออดอาหาร ด้วยเหตุผลว่าต้องการให้เธอผอมเพรียวและรูปร่างบอบบาง
ตั้งแต่เธอจำความได้ คนรอบข้างมักชื่นชมว่าเธอมีใบหน้าที่สวยงาม โตขึ้นหากเป็นดารา จะต้องเป็นดาราที่โด่งดังแน่นอน แต่เธอไม่เคยยินดีกับคำชมเหล่านี้ มันเป็นดาบสองคมที่ทำร้ายเธอมาตลอด พ่อกับแม่เอาแต่ยัดเยียดสิ่งที่เธอไม่ต้องการโดยอ้างเหตุผลว่าต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอ
เธอถูกบังคับให้อยู่แต่ในบ้าน ห้ามออกไปไหน เพราะจะทำให้ผิวเสีย ห้ามกินของหวาน เพราะจะทำให้เธออ้วน เธอถูกแม่พาไปขึ้นเวทีประกวดหลายครั้ง และทุกครั้งที่เธอแพ้ เธอจะถูกต่อว่าและทุบตีอย่างหนัก
หลายครั้งที่เธอร้องไห้อ้อนวอนขอให้หยุด หลายครั้งที่เธอเรียกให้ใครสักคนมาช่วย แต่ราวกับเสียงของเธอดังไม่พอ ไม่มีใครเมตตาเธอเลย เจียงลี่มี่ใช้ชีวิตด้วยความสิ้นหวัง ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยรอยช้ำจากการถูกตี แม่ของเธอมักจะตีเธอแต่ไม่เคยทิ้งรอยแผล เพราะไม่อยากให้ผิวของเธอมีรอยแผลเป็น
เจียงลี่มี่เคยถูกพ่อกับแม่ขังเอาไว้ ไม่มีทั้งน้ำและอาหาร เป็นเวลาหลายวันกว่าที่เธอจะถูกปล่อยออกมา เมื่อถึงเวลาเธอก็ถูกพ่อกับแม่กรอกอาหารเข้าปาก หลายครั้งที่เธอสำลัก แต่ทั้งสองก็ไม่หยุดจนกว่าอาหารเหล่านั้นจะหมด ชีวิตของเธอเลวร้ายยิ่งกว่าอะไร เธอจึงไม่เคยดีใจที่โรงเรียนปิดเทอม เพราะนั่นคือเวลาที่เธอตกนรกทั้งเป็น
มีครั้งหนึ่งที่เธอถูกบังคับให้ใส่คอร์เซ็ทและดึงจนแน่น เพื่อให้เธอมีเอวเล็ก เจียงลี่มี่พยายามดิ้นหนี แต่ถูกพ่อจับไว้และถูกพ่อตบไปหลายครั้ง เวลานั้นเธอได้แต่ร้องไห้ คอร์เซ็ทมันรัดแน่นจนเธอเหมือนจะเป็นลม
เมื่ออายุ 15 ปี เจียงลี่มี่ถูกแมวมองทาบทามให้เข้าวงการ ละครเรื่องแรกที่เธอแสดง ทำให้เธอกลายเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ มีละครมากมายติดต่อเธอเข้ามา แม่ของเธอรับงานให้จนเธอไม่มีเวลาพัก ทั้งยังบังคับให้เธอเรียนการแสดงเพิ่มเติม จนครอบครัวของเธอมีเงินใช้มากมายจากรายได้ของเธอ
พ่อกับแม่จึงลาออกจากงานมาอยู่บ้าน รอรับเงินจากการทำงานหนักของเธอ แม้เธอจะทำงานหนักเพียงใด ก็ไม่เคยได้เห็นเงิน เพราะแม่เก็บไปจนหมด เจียงลี่มี่ก้มหน้าทำงาน โดยหวังว่าสักวันจะมีโอกาสทำตามความฝัน เธอทำงานด้วยความกดดัน จนเธอต้องปรึกษาจิตแพทย์ในวัยเพียง 17 ปี
“ลี่มี่ไหวไหม ฉันว่าเธอพักสักหน่อยเถอะ” เจียงลี่มี่ยิ้มให้อาอี้ รุ่นพี่คนสนิท อาอี้เป็นเพื่อนบ้านของเธอ บ่อยครั้งที่อาอี้ได้ยินเสียงด่าทอ ทุบตี และเสียงร้องไห้อ้อนวอนของเจียงลี่มี่ แม้อาอี้อยากช่วยแต่ก็ไม่อาจทำได้ ยิ่งครอบครัวของอาอี้ยื่นมือช่วยเหลือ เจียงลี่มี่ยิ่งถูกพ่อแม่ทำร้ายหนักขึ้น พอแจ้งตำรวจ พ่อกับแม่ของเจียงลี่มี่ก็ไม่ยอมรับ และใส่ความครอบครัวของอาอี้ว่าอิจฉา
จนกระทั่งวันหนึ่งเจียงลี่มี่ไม่สบายอย่างหนัก อาอี้รีบประคองเธอไว้ มองหาคนมาช่วย แต่ก็ไม่มี อาอี้แบกเจียงลี่มี่ขึ้นหลัง เดินไปโบกรถอย่างทุลักทุเล เมื่อถึงโรงพยาบาล เธอก็นั่งรอฟังอาการของเจียงลี่มี่อยู่ด้านนอก สักพักเสียงมือถือของเจียงลี่มี่ที่เธอเก็บไว้ให้ก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ของแม่ของเจียงลี่มี่
อาอี้รีบบอกว่าตอนนี้เจียงลี่มี่อยู่โรงพยาบาล แต่แม่ของเจียงลี่มี่ด่าทอว่าเจียงลี่มี่แกล้งป่วยเรียกร้องความสนใจ สั่งให้เธอไปลากเจียงลี่มี่ออกมาทำงาน อาอี้ทนไม่ไหวจึงทะเลาะกันอย่างรุนแรง ก่อนจะขู่เรื่องใช้แรงงานเด็กและทารุณกรรม โดยเธออ้างว่ามีหลักฐานเป็นคลิปที่เจียงลี่มี่ถูกพ่อแม่ทำร้ายทุบตี
แม่ของเจียงลี่มี่จึงยอมถอย อาอี้หยิบตารางงานของเจียงลี่มี่มาเคลียร์งานทั้งหมดในช่วงสองสามวันนี้ออก และโทรไปขอโทษผู้จัดงานทุกคน อธิบายเหตุผลเรื่องการเจ็บป่วยของเจียงลี่มี่ หลังจากเจียงลี่มี่หายดี เธอจึงขอให้อาอี้มาเป็นผู้จัดการให้ บ่อยครั้งที่อาอี้ต้องปะทะกับแม่ของเจียงลี่มี่ แต่เธอก็ไม่คิดมาก อาอี้ดูแลเจียงลี่มี่เป็นอย่างดี
“พรุ่งนี้มีถ่ายรายการทำอาหาร เตรียมตัวให้ดีล่ะ” เจียงลี่มี่เงยหน้าขึ้นจากบทละคร จ้องมองอาอี้อย่างไม่เชื่อสายตา
“อย่าล้อฉันเล่นน่ะ ทำไมฉันไม่รู้เรื่องเลย”
อาอี้อมยิ้มก่อนจะตอบ “เซอร์ไพรส์ยังไงล่ะ เพราะฉันรู้ว่าเธออยากเรียนทำอาหาร อยากเปิดร้านเบเกอรี่”
เจียงลี่มี่วางบทละครลง คว้าตัวอาอี้มากอดไว้ น้ำตาคลอ “ฉันรักพี่ที่สุดเลย อาอี้ดีที่สุด”
“มีความสุขบ้างเถอะ ทำสิ่งที่ตัวเองรัก สิ่งที่ตัวเองต้องการ”
เจียงลี่มี่พยักหน้ารัว ๆ ตอนนี้เธอตื่นเต้นมาก ตลอดการถ่ายทำรายการทำอาหาร เจียงลี่มี่ร่าเริงตลอดเวลา เธอตั้งใจมาก เป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุข และยิ่งรู้ว่าอาอี้สมัครคอร์สเรียนทำขนมให้ เธอยิ่งมีความสุข
แต่ความสุขมักอยู่ไม่นาน สุดท้ายแม่ของเธอก็ตามไปอาละวาดจนเธอต้องเลิกเรียน และกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิม และตายจากไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรตามที่ฝัน ในวันนั้นอาอี้ปะทะคารมกับแม่ของเธออย่างรุนแรง
เจียงลี่มี่ร้องไห้ด้วยความรู้สึกแย่ อาอี้หันไปคว้าเธอมากอด ก่อนจะพาเธอเดินออกไป และเอ่ยประโยคหนึ่งที่เธอไม่เคยลืม
“ชีวิตเป็นของเธอนะ อย่ายอมแพ้สิ ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใครนอกจากตัวเราเอง ลุกขึ้นสู้และมีชีวิตต่อไป ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ฉันเชื่อว่าเธอทำได้ เธอเก่งที่สุด”
หลี่รุ่ยชิง เจียงจือหาน มารดาและน้องชายของเจียงลี่มี่ นักแสดงสาวชื่อดัง รวมทั้งอาอี้ ผู้จัดการส่วนตัว กำลังนั่งฟังทนายความอ่านพินัยกรรมของเจียงลี่มี่ที่เสียชีวิต เนื่องจากหัวใจล้มเหลวในระหว่างถ่ายทำรายการหนึ่งแฟนคลับของเจียงลี่มี่ถึงกับเรียกร้องให้ต้นสังกัดของนางเอกสาวจัดพิธีศพเป็นแบบสาธารณะอยู่สามวัน เพื่ออาลัยให้เจียงลี่มี่“เป็นไปไม่ได้ พวกแกโกงฉัน”หลี่รุ่ยชิงลุกขึ้นยืนและตะโกนใส่หน้าทนายความสูงวัยอย่างโกรธจัด เมื่อฟังข้อความในพินัยกรรมของลูกสาวของตนเองจบลง“คุณนายเจียง ผมจำเป็นต้องแจ้งให้ทราบว่า นี่เป็นพินัยกรรมฉบับจริงที่คุณเจียงลี่มี่ทำไว้ มันเป็นความปรารถนาของลูกความผม ดังนั้น ผมจึงต้องทำตามคำสั่งนั้นอย่างเคร่งครัด” ทนายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งความโกรธจากการกระทำของครอบครัวของลูกความ เพราะเขาชาชินแล้วกับเหตุการณ์ลักษณะนี้“เป็นไปไม่ได้ พวกแกต้องโกงฉันกับอาหาน ลูกฉันทำไมไม่มอบเงินให้ฉัน มันจะไปยกทุกอย่างให้การกุศลทำไม ฉันจะฟ้องพวกแก” หลี่รุ่ยชิงโวยวายไม่ยินยอมมันจะเป็นไปได้ยังไงที่เจียงลี่มี่ลูกสาวของเธอ จะมอบเงินทั้งหมดให้การกุศล แล้วยกผลประโยชน์ให้เธอกับลูกชายเพี
“มี่เอ๋อร์ ข้าเวียนหัวยิ่งนัก เจ้าให้ใครไปตามหมอหลวงมาหน่อย” เหวินอ๋องล้มตัวลงนอนบนเตียง“เจ้าค่ะ”รอคอยอยู่ราวครึ่งเค่อ หมอหลวงผู้หนึ่งก็มาถึง“อาการของข้าเป็นอย่างไรบ้าง” เหวินอ๋องถามขึ้น“ท่านอ๋อง สุขภาพของท่านเป็นปกติพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงบอก“แต่ข้าเวียนหัวหน้ามืด บางครั้งก็รู้สึกอยากอาเจียน บางครั้งก็รู้สึกง่วงนอนตลอดทั้งวัน นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ” เหวินอ๋องเอ่ยด้วยใบหน้าซีดขาว“อาจจะเพราะท่านอ๋องทำงานหนักจึงทำให้พักผ่อนน้อย ช่วงสามสี่วันนี้ ท่านอ๋องควรพักผ่อนให้ร่างกายแข็งแรงก่อนพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงบอกก่อนจะเขียนเทียบยาแล้วส่งให้สือหม่า“ขอบคุณท่านหมอหลวง” เจียงลี่มี่กล่าวก่อนจะหันไปหาเหวินอ๋องที่นอนหน้าซีดอยู่“ไท่หยาง ท่านพักผ่อนตามที่ท่านหมอหลวงบอกเถิด ท่านจะได้หายป่วยไวๆ”“คงต้องเป็นเช่นนั้น” เขายอมรับแต่โดยดีก่อนจะยอมหลับตานอนต่อ“หวังเฟยเพคะ อาการของท่านอ๋องคล้ายสตรีมีครรภ์นะเพคะ” เสี่ยวจูกระซิบบอกเธอ“เจ้าแน่ใจ?”“แน่ใจเพคะ เมื่อวาน หม่อมฉันแอบเห็นท่านอ๋องเสวยมะม่วงเปรี้ยวอย่างมีความสุขด้วยนะเพคะ”เจียงลี่มี่นิ่งคิด อาการที่เสี่ยวจูบอก เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเหวินอ่องจะแพ้ท้องแทนเธอ
“เอ่อ...ขนาดนั้นเลยเหรอคะ” เธอถามเสียงอ่อยเมื่อรับรู้สถานการณ์หนักหนาสาหัส“ใช่น่ะสิ ฉันเองก็สงสัยเพราะเรื่องนี้ฉันเขียนจบไปหลายปีแล้ว ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครต่อว่า แต่พอเรื่องนี้อยู่ดีๆ กลับมาดังอีกครั้ง ดันมีคนต่อว่าฉันมากมาย ฉันเลยต้องหยิบมันมาอ่านเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับนิยายของฉัน ฉันถึงได้รู้ว่าตัวละครที่ควรจะตาย ดันไม่ตาย แถมยังทำนางเอกฉันหมดสภาพการเป็นนางเอก แล้วเธอก็มาเป็นนางเอกแทน ฉันพูดถูกมั้ย”“ค่ะ” เธอรับคำเสียงแห้ง“เธอทำให้นิยายฉันชุลมุนวุ่นวายมาก ดังนั้น นอกจากฉันจะแก้ไขนิยายฉันให้เข้าที่เข้าทางแล้ว ฉันยังเปลี่ยนโครงเรื่องก่อนที่เธอจะไปถึงจุดนั้น แล้วจึงรีไรท์ส่วนที่เหลือใหม่ทั้งหมด ตอนนี้เธอคงนึกออกแล้วว่าจุดแรกที่เธอเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงคือปัญหาการค้าชายแดน”เจียงลี่มี่นึกออกทันที ใช่ ปัญหาการค้าชายแดน เธอจำได้ดีว่าการค้าชายแดนไม่เคยมีปัญหา แต่ฉบับรีไรท์ การค้าชายแดนเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สำคัญที่สุดของนิยายส่วนที่เหลือปัญหาการค้าชายแดนทำให้เธอถูกโบย ทำให้ฮุ่ยอ๋องหยิบเรื่องนี้มาใช้เล่นงานเหวินอ๋องในช่วงท้ายของเรื่อง“เอ่อ...ที่ว่ารีไรท์นี่ รีไรท์อะไรบ้างคะ”“เธอ
อนุกัวและเหมยฮวาก็มีบ้านหลังหนึ่งที่ท่านพ่อท่านแม่ของเธอปลูกให้ และคงเพราะมาอยู่เมืองชายแดนกระมัง ความทะเยอทะยานของอนุกัวและเหมยฮวาจึงค่อยๆ มอดดับลง เพราะเมืองเป่ยไม่ได้ครึกครื้นเช่นเมืองหลวง ผู้มียศตำแหน่งสูงมีไม่มากและมักเป็นทหารชายแดน คงไม่ถูกจริตของเหมยฮวากระมัง เพราะนางชื่นชอบที่จะแต่งตัวให้งดงามและไปร่วมงานเลี้ยง แต่สิ่งที่นางต้องการ มีในเมืองเป่ยไม่มากนักเจียงลี่มี่ยังคงติดต่อกับเฉาข่ายและเฉาเฟิง กิจการที่โรงเตี๊ยมอี้เฉิน การค้าข่าวสาร และการค้าชายแดนดำเนินไปตามปกติ ฮ่องเต้ต้วนซวี่เฉิงไม่ได้มาเข้มงวดอะไร เฉาข่ายกับเฉาเฟิงที่คุมขบวนสินค้ามาที่ชายแดนทางเหนือครั้งใด ก็จะแวะมาเยี่ยมเยียนเธอเสมอที่เมืองเป่ยนี้ เจียงลี่มี่เปิดโรงเตี๊ยมอี้เฉิน ให้เช่าห้องพัก ขายอาหาร ขนมหวาน และน้ำชา รวมทั้งค้าขายข่าวสาร เฉาข่ายและเฉาเฟิงใช้โรงเตี๊ยมอี้เฉินที่เมืองเป่ยเป็นจุดรวมข่าวสารที่ชายแดนทางเหนือมีอยู่วันหนึ่ง เจียงลี่มี่ได้พบว่านซีหยู่ นางมาพร้อมกับชายวัยกลางคนท่าทางสง่างามองอาจกล้าหาญ เธอคาดเดาได้ทันทีว่านี่คือฮ่าวหยู่ มือกระบี่อันดับหนึ่งของแผ่นดินว่านซีหยู่พาบิดาบุญธรรมมารู้จักกับเธอและเ
“หลังพิธีสมรสระหว่างเหวินอ๋องกับคุณหนูใหญ่เจียง พวกเขาทั้งสอง เจียงหมิ่นและฮูหยินเอกว่านลู่เหมย ต้องไปอยู่ที่เมืองเป่ย พวกเขาทั้งหมดไม่อาจออกจากเมืองเป่ยตลอดชีวิต”“ส่วนเจ้า ต้วนเล่อ เจ้าต้องอยู่ที่วังหลวงแห่งนี้ แต่ไม่ต้องกลัว เจ้าจะได้เป็นไท่ซ่างหวง มีชีวิตสุขสบายแต่ไร้อำนาจ เป็นอย่างไร ข้อเสนอของข้าดีหรือไม่”ต้วนเล่อฮ่องเต้นิ่งอึ้ง ชะงักงันไปครู่ใหญ่ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลงในที่สุดเจียงลี่มี่นึกไม่ถึงเลยว่านิยาย ‘ผลอิงเถาของเหมยฮวา’ จะแปรเปลี่ยนไปได้มากมายถึงเพียงนี้ นี่เป็นเพราะเธอรอดตายอย่างนั้นสินะ ทุกอย่างจึงเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม ผิดกับช่วงแรกที่ทุกอย่างคงเดิมจนเธอสามารถควบคุมได้ดั่งใจเหวินอ๋องที่ควรจะได้เป็นฮ่องเต้ กลับกลายมาเป็นฮุ่ยอ๋อง จินอ๋องถูกสะกดข่มจนหมดอำนาจ มิหนำซ้ำตัวเธอและครอบครัวถูกเนรเทศให้ไปอยู่ที่เมืองเป่ย ไม่อาจกลับมาที่เมืองหลวงชั่วชีวิตวันรุ่งขึ้น ผู้คนทั้งเมืองหลวงจึงได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน ไท่หยางหวงไท่จื่อลาออกจากตำแหน่งรัชทายาท เขาจึงกลับมาเป็นเหวินอ๋องเช่นเดิม ต้วนเล่อฮ่องเต้มิได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นรัชทายาท หากสละบัลลังก์ให้ฮุ่ยอ๋
“ข้าจะบอกให้เจ้าหายโง่ก็แล้วกัน ที่ข้าไม่ฆ่าเจ้า เพราะยามนั้นฮุ่ยอ๋อง บุตรชายข้า ยังเยาว์นัก ข้าจึงต้องใช้คนโง่เช่นเจ้านั่งทำงานให้ข้าต่อไป เพื่อรอเวลาที่บุตรชายข้าพร้อม เมื่อใดที่เขาพร้อม เมื่อนั้นข้าค่อยฆ่าเจ้าอย่างไรล่ะ”ต้วนเล่อฮ่องเต้ผงะไปทันที“แต่ข้าคาดผิดไปเรื่องหนึ่ง ข้าแค่คาดไม่ถึงว่าสันดานเนรคุณของเจ้าถึงกับสืบทอดไปยังบุตรของนางแพศยาลี่เชี่ยนอิ๋ง มันจึงกล้าแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกับบุตรชายข้า โชคดีเหลือเกินที่บุตรชายข้ากตัญญูรู้คุณ ไม่สืบทอดสันดานเนรคุณของเจ้ามา”“ต้วนเล่อ หากเจ้าจะฆ่าข้าเพราะลี่กุ้ยเฟย เจ้าและบุตรของนางแพศยาก็ต้องตายไปพร้อมกับข้า เพราะพวกเจ้าต้องชดใช้ให้ข้า ชดใช้ให้ตระกูลเหอของข้า”ต้วนเล่อฮ่องเต้ยิ่งเงียบงัน มันไม่เคยอับอายถึงเพียงนี้มาก่อน“ไม่กล้าล่ะสิ คนขี้ขลาดตาขาวอย่างเจ้า เรื่องดีที่กระทำนับได้ไม่เกินมือข้างเดียว แต่เรื่องชั่วล่ะก็ เกือบสิบปีที่ข้าต้องถูกลี่เชี่ยนอิ๋งเหยียบย่ำ สิบนิ้วมือสิบนิ้วเท้าของเจ้ารวมกันก็ยังไม่พอ”“ไม่จริง เสด็จแม่ข้าอ่อนโยน นุ่มนวล ไม่มีทางที่นางจะข่มเหงรังแกเจ้า มีแต่เจ้าที่รังแกนาง” ไท่หยางหวงไท่จื่อท้วงออกมาอย่างยอมรับไม่







