LOGINคนตัวเล็กยังเอาแต่ปิดปากเงียบ ยิ่งได้ยินว่าอีกฝ่ายมองมาทางนี้ เหมือนเลือดในร่างกายสูบฉีดหัวใจที่เคยหยุดเต้น
พลันเปลี่ยนเป็นจังหวะถี่รัวจนแทบจะหลุดออกจากอก มือที่กำแน่นเปียกชุ่มและสั่นเบา ๆ“หล่อจัง หล่อแบบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์เลยจริง ๆ ไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมถึงได้ฉายาเสือ หน้าตาระดับนี้ ผู้หญิงคนไหนก็อยากลองทั้งนั้น”
“…”
“ยัยฌา แกเป็นอะไร เอาแต่ก้มหน้า แพ้ความหล่อพี่คลื่นขนาดนั้นเลยหรือไง”
“อื้อ”
“ตอนตัวท็อปมหาลัยอย่างพี่นับหนึ่งมาจีบ แกยังไม่เสียอาการขนาดนี้เลยนะ”
ฌานินอยากชวนเพื่อนกลับ ทว่าหากลุกขึ้น ยังไงก็ต้องเดินผ่านไปด้านหน้าที่ชายตัวสูงยืนอยู่ เธอเลือกทางไหนได้บ้าง นอกจากนั่งตรงนี้และย้ำกับตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเดี๋ยวเขาก็กลับไป
ถ้ารู้ล่วงหน้า เธอคงไม่ยอมตอบตกลงมากับเพื่อน“เช่ พี่คลื่นหล่อมาก” ขวัญใจที่ยังดี๊ด๊ากับความหล่อของหนุ่มทายาทตระกูลทรงอำนาจ รีบหันไปบอกทันทีที่ปอร์เช่เดินมา
“เออ แต่เก็บอาการหน่อย คนข้างนอกมองเข้ามาเห็นจะหาว่าเธอบ้าผู้ชายเข้าเส้น”
“ก็เจอคนหล่อ ทำไมต้องเก็บอาการ”
ปอร์เช่ส่ายหน้าไปมา ก่อนสายตาจะสะดุดกับเพื่อนตัวเล็กที่ก้มหน้าก้มตา ทั้งร่างสั่นเทาราวกับหวาดกลัวอะไรบางอย่างอดไม่ได้จึงรีบถามอย่างเป็นห่วง
“ฌา เป็นอะไร ทำไมตัวสั่น”
คนตัวเล็กสะดุ้งเบา ๆ กับคำท้วง เธอพยายามข่มความสั่นไหว แล้วตอบ “เปล่า… แอร์มันเย็นน่ะ”
“เดี๋ยวไปลดให้”
“เช่ พี่คลื่นจะอยู่ดื่มด้วยไหม” ขวัญใจรีบเอ่ยถามด้วยท่าทางตื่นเต้น รอยยิ้มบนใบหน้าที่เปล่งประกายยังไม่หุบลง เมื่อเห็นความหล่อเหลาสมคำร่ำลือของหนุ่มที่ใครต่างก็หมายตา
“เห็นว่าไม่นะ แค่เข้ามาดูรถ”
“เสียดาย”
ในขณะขวัญใจทำหน้าเสียดายเต็มประดา แต่ฌานินกำลังโล่งอกหลังได้ยินคำตอบ เพราะหากเขาอยู่ดื่ม เธอคงต้องหาวิธีเอาตัวเองออกไปจากตรงนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เธอไม่สามารถข่มความอายแล้วเผชิญหน้ากับเขาได้
“เปอร์ เอาเอาบุหรี่มาตัว ของกูหมด” ปอร์เช่ตะเบ็งเสียงบอกพี่ชายที่เพิ่งเดินเข้ามายังโซนรับรอง ก่อนจะมีเสียงบ่นสวนกลับจากคนเป็นพี่เดี๋ยวนั้น
“สัส มึงไม่รู้จักซื้อวะ”
“ถุ้ย! เงินที่พ่อโอนให้ผ่านมึง มึงบิดไปเท่าไร ไอ้พี่เวร”
ปอร์เช่บ่น พ่อของเขาทำงานอยู่ต่างประเทศคอยส่งเงินมาให้ผ่านทางพี่ชาย จึงหยิบเรื่องนี้มาพูด“เอาไป” คูเปอร์เดินมาหาน้องชาย พร้อมยื่นซองบุหรี่ให้ก่อนจะสะดุดตากับผู้หญิงตัวเล็กที่กำลังนั่งหน้าซีดเผือด ยังไม่ทันถาม เสียงของคนเป็นน้องก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“มึงจะไปไหน”
“เปิดห้อง วันนี้เจ้าภาพเลี้ยง”
“เชรด! ใครเป็นเจ้าภาพวะ”
“ไอ้คลื่น”
“อ้าว สรุปพี่คลื่นอยู่เหรอวะ กูได้ยินว่าจะเข้ามาไม่นาน”
“เออ จู่ ๆ ก็บอกจะเลี้ยง เด็ก ๆ ในอู่ฮึกเหิมกันใหญ่”
บทสนทนาระหว่างสองพี่น้องกระตุกให้หัวใจของฌานินกลับมาเต้นรัวโครมครามอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งโล่งอกได้ไม่นาน เธอพยายามไม่มองไปทางนอกกระจกใส แต่รู้สึกได้ว่ากำลังถูกสายตาของใครบางคนจับจ้องตลอดเวลา
“ห้องอะไรนะเช่” ให้หลังจากคูเปอร์เดินพ้นไปแล้ว ขวัญใจรีบถามเพื่อนอย่างอยากรู้
“ห้องตี้เป็นห้องใหญ่เครื่องเสียงครบในห้องมีทุกอย่างแต่นาน ๆ ทีพี่บอลจะเปิด ปกติก็นั่งกินหน้าอู่”
“พี่บอลดูรวยนะ มีแฟนยัง”
“เออพี่มันรวยแต่มีคู่หมั้นแล้ว ปีหน้าแต่ง”
“เฮ้อ ไม่ใช่วาสนาฉันอีกแล้ว”
“ขวัญ เรากลับกันดีไหม” หลังเงียบไปนานพักใหญ่ ในที่สุดฌานินก็โพล่งออกมากลางวงสนทนา เธอทอดสายตามองไปยังเพื่อนคล้ายกำลังเว้าวอน
“กลับไปไหน นาน ๆ ทีจะได้ออกมานะ”
“แต่เราไม่รู้จักใครเลย จะไปนั่งกับเขา มันแปลกนะขวัญ” ข้ออ้างถูกหยิบยกขึ้น ทั้งที่ความจริงตอนตัดสินใจมาอู่กับเพื่อนเธอรู้ก่อนแล้วว่าคืนนี้จะมีการรวมกลุ่มดื่ม
“อย่าคิดมากเลยฌา อยู่ด้วยกันก่อน ไม่ต้องกลัวถึงหน้าจะร้าย แต่พวกพี่เขาให้เกียรติผู้หญิงนะ” ปอร์เช่บอก เขาอยากให้เพื่อนอยู่ดื่มด้วยกัน เพราะดูออกว่าเธอกำลังมีเรื่องให้คิดมากมาตลอด
คนตัวเล็กจิกเล็บลงบนฝ่ามือของตัวเอง ก่อนจะลอบถอนหายใจเบา ๆ ความจริงเธอไม่อยากอยู่ตรงนี้เลยสักนิด
แต่เมื่อเพื่อนไม่ยอมให้กลับ จึงทำได้เพียงจำใจอยู่ต่อใบหน้าหวานค่อย ๆ หันมองผ่านกระจกใส ภาพของร่างสูงที่กำลังยืนสูบบุหรี่พูดคุยกับคนรอบข้างชวนให้หัวใจดวงน้อยสั่นไหววูบวาบ ยิ่งได้มองยิ่งมั่นใจว่าใช่เขาคนนั้นไม่มีผิดแน่นอนตึกตัก ตึกตัก ใบหน้าหวานรีบเบือนหลบทันทีเมื่อสายตาคู่คมมองทอดมา ราวกับรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องอยู่ เหมือนเธอใกล้ช็อกเต็มทีกับอัตราการเต้นถี่รัวของหัวใจในตอนนี้
“แกแปลกจัง ทำไมหน้าแดงเหงื่อแตกแบบนี้ฌา”
“ไม่เป็นไร” เธอบอกขวัญใจ ก่อนจะหันมองเพื่อนตัวสูงที่ยืนข้าง ๆ “หะ ห้องน้ำไปทางไหนเหรอเช่”
“ห้องน้ำต้องอ้อมไปด้านหลัง เดี๋ยวพาไป”
ฌานินพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามหลังเพื่อนชายติด ๆ เพียงแค่อยากออกไปจากตรงนี้ เพื่อดึงสติที่เตลิดหนีไปไกลให้กลับคืนมา กระทั่งก้าวพ้นจากโซนที่สายตาคมคู่นั้นจับจ้องถึงได้ปล่อยลมหายใจยาว ๆ อย่างโล่งอก
“เข้าไปเลย เดี๋ยวเช่ยืนรอตรงนี้” เขาชี้นิ้วไปยังมุมหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหน้าประตูทางเข้าห้องน้ำ
ร่างเล็กรีบเดินหายเข้าห้องน้ำ ไม่ได้ต้องการทำธุระส่วนตัว แค่ต้องการหลบเลี่ยง เธอเคยคิดเล่น ๆ ว่าสักวันหนึ่งอาจจะบังเอิญเจอกับเขาคนนั้นที่ไหนสักที่ จินตนาการว่าคงแค่เดิน
ผ่านกันไปเฉย ๆ แต่ในตอนนี้เมื่อได้เผชิญหน้าอีกครั้ง สถานการณ์กลับต่างออกไปจากความคิด เพราะมันไม่ใช่แค่เดินผ่านเสียงถอนหายใจดังออกมาซ้ำ ๆ ฌานินยืนอยู่ตรงอ่างล้างมือหน้ากระจกบานใหญ่นานกว่าห้านาที ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นค่อย ๆ ผุดขึ้นมาไม่หยุด ราวกับมีเสียงกระซิบดังชิดข้างหูฉุดดึงให้ย้อนกลับไปเผชิญกับเรื่องราวเมื่อห้าเดือนก่อนอีกครั้ง
‘จะไปไหน’
‘หนูไม่ทำแล้ว อึก~’
‘ร้องไห้เพื่อ เฮ้ย! อย่าทำเหมือนถูกข่มขืน เต็มใจเองไม่ใช่หรือไง’
‘อื้อ อึก~ ตะ ตอนนี้ไม่ทำแล้ว หนูเจ็บ’
‘อย่าให้เจออีกครั้งแล้วกัน เสียเวลาฉิบหาย’
น้ำเสียง แววตา ที่ไม่สบอารมณ์ของเขาในวันนั้นมันน่ากลัวจนเธอยังจำได้ไม่ลืม โชคดีที่สุดท้ายเขาไม่ได้รั้ง แต่ที่ค้างคาในใจมาตลอด คือประโยคสุดท้ายที่ทิ้งเอาไว้ หากเจอกันอีกครั้งจะทำอะไร
ขณะความคิดมากมายถาโถม ร่างเล็กไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอกัดริมฝีปากแน่นตั้งแต่เมื่อไร กระทั่งรู้สึกเจ็บ ดวงตากลมที่เหม่อลอยจับจ้องเข้าไปในกระจก ก่อนจะเห็นว่าบนปากอิ่มมีเลือดไหลซึมจาง ๆ จากแรงงับ
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง คิดไปว่าสมัยนี้มันไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร สังคมเปิดกว้าง การมีความสัมพันธ์กับคนที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่จะต้องคิดพะวง
เมื่อคิดอย่างนั้น ความหวาดหวั่นกลางอกก็ค่อย ๆเบาบางลง ขาเรียวก้าวออกจากห้องน้ำ แต่พอพ้นประตูทางเข้ากลับไม่เห็นเพื่อนสนิทที่บอกว่าจะยืนรอ คิ้วบางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย พลางนึกในใจว่าคงใช้เวลานานเกินไปจนอีกฝ่ายรอไม่ไหว จึงตัดสินใจเดินย้อนกลับตามเส้นทางเดิมที่เดินมา
ทว่า
กึก! เท้าเล็กเพิ่งก้าวได้เพียงไม่กี่ก้าวพลันต้องชะงักนิ่ง
เมื่อทางที่เดินไปมีหนุ่มหล่อร่างสูงกำลังสวนมา นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนภาพใบหน้าคมคายใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เป็นคนเดียวกับที่ติดในห้วงความคิดยุ่งเหยิงของเธอตอนนี้ ราวกับมีไอเย็นพัดผ่านร่างวูบหนึ่ง ลมหายใจถูกพรากไปจนกลางอกหวิวโหวงทำยังไงดี
นั่นคือประโยคที่ดังวกวนในความคิด ฌานินรีบก้มลงมือบีบประสานกันแน่น ขาที่อยากจะยกก้าวไปข้างหน้าเพื่อหนีจากตรงนี้กลับแข็งทื่อ เหมือนถูกยึดเกาะเอาไว้บนพื้น เนื้อตัวสั่นเบา ๆ กับเสียงฝีเท้าย่ำใกล้เข้ามาทุกที กลางใจกำลังภาวนา ขอให้เขาเดินผ่านไป
ทว่าจู่ ๆ เสียงฝีเท้าก็หยุดลงใกล้ร่างเล็กที่ยืนนิ่งราวกับ
ถูกกดปุ่มแช่แข็งเอาไว้ ก่อนคำทักท้วงจะดังขึ้น น้ำเสียงทุ้ม ที่เคยทำให้หัวใจดวงน้อยสั่นไหว ไม่ว่าจะในครั้งนั้น… หรือแม้แต่ตอนนี้“ไม่คิดจะทักทายกันบ้างหรือไง คนสวย”
เวลากระชั้นชิดเข้ามาทุกที หากไม่สามารถถ่ายให้ทันช่วงพระอาทิตย์ตกดินได้ ก็จำเป็นต้องเลื่อนถ่ายในวันถัดไป นั่นหมายความว่าแพลนทั้งหมดที่เตรียมเอาไว้ตั้งแต่ต้น จะต้องถูกขยับและปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดมือหนาล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง จากนั้นก็กดโทรไปยังเบอร์ของร้านที่จัดการเรื่องชุด ฌานินได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้าง ๆ ฟังประโยคคำขู่ที่คลื่นพูดกดดันปลายสายเขาบอกว่า หากไม่อยากให้ร้านต้องถูกปิดถาวร ก็ต้องหาชุดใหม่มาให้ได้ภายในยี่สิบนาที และก่อนจะกดวางสาย คลื่นก็ปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นวาบ ด้วยคำว่า รู้ใช่ไหม ว่าตระกูลทรัพย์หิรัญสกุลทำอะไรได้บ้างฌานินกลืนน้ำลายอึกใหญ่ มือเรียวค่อย ๆ สอดเข้ามากุมมือหนา เพื่อกล่อมให้เขาเย็นลง ทว่าจู่ ๆ คลื่นก็ไล่ทุกคนให้ออกไปข้างนอกรถบ้าน เหลือไว้เพียงเธอและเขาแค่สองคน“ทำไมไล่คนอื่นออกไปแบบนั้นคะ”“พี่อารมณ์ไม่ดี”“ฌารู้แล้ว”“ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นหน่อยได้ไหม”มือเรียวคลายออกจากมือหนา จากนั้นก็ยกขึ้นมาวางประคองบนแก้มของคนหัวเสีย แล้วถามเสียงหวาน“บอกมาสิคะ ฌาต้องทำยังไง”“ว่าที่ภรรยาคนสวย น่าจะรู้ใจสามีที่สุด ว่าต้องทำยังไง”“แต่ตอนนี
… วันต่อมาบรรยากาศช่วงเช้าค่อนข้างวุ่นวายเป็นพิเศษ เพราะต้องเตรียมตัวทำผมแต่งหน้า เพื่อจะไปถ่ายพรีเวดดิ้งยังโลเคชันแรกให้ทัน“ว่าที่เจ้าสาวสวยมากเลยค่ะ”“ชมแบบนี้ เขินนะคะ”ฌานินยิ้มเขินเมื่อได้ยินช่างแต่งหน้าเอ่ยปากชม ตอนนี้เธออยู่ในชุดพร้อมสำหรับถ่าย โลเคชันแรกเริ่มต้นที่ด้านหน้าหาดของโรงแรม เบื้องหน้าคือผืนทะเลกว้างทอดยาวสุดสายตา และฉากหลังเป็นแนวเขาที่ซ้อนทับกันอย่างงดงามคลื่นก้าวออกจากห้องเปลี่ยนชุดมาหาคนรัก สายตาคลั่งรักมองจ้องไม่กะพริบ ราวกับในห้องนี้มีเพียงเธอคนเดียว ทำเอาฌานินรับมือไม่ไหว จึงต้องก้มหลบอย่างเคอะเขิน ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อบรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม กลุ่มทีมช่างแต่งหน้าและทำผมที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ต่างพากันอมยิ้ม กึ่งแซว กับอาการของว่าที่เจ้าบ่าวสุดหล่อที่ทอดสายตาหวานเยิ้ม ส่วนคนเป็นเจ้าสาวก็เขินอายอย่างน่าเอ็นดู ในสายตาคนอื่น ทั้งคู่เหมาะสมกันอย่างไร้ที่ติ“เสร็จแล้วใช่ไหมครับ” สายตาคมละจากร่างเล็กมาถามกับทีมช่างที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่มกันอยู่“เสร็จแล้วค่ะ เดี๋ยวเราจะส่งคนในทีมตามไปช่วยดูเรื่องหน้ากับผมนะคะ อีกส่วนจะนั่งรถไปสแตนด์บายรออีกโลเคชันหนึ่ง”
ว่ากันว่า เวลามักเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนบางทีเราก็ไม่รู้ตัว มันคงจะจริง เพราะงานแต่งใกล้เข้ามาทุกที ตอนนี้ฌานินและคลื่นกำลังเตรียมถ่ายพรีเวดดิ้ง ทั้งสองเดินทางล่วงหน้ามาก่อนถ่ายจริงหนึ่งวัน เพื่อเตรียมตัว และพักผ่อน“วิวสวยจังเลยค่ะ” ร่างเล็กยืนทอดสายตาอยู่ริมระเบียงห้องเพรสซิเดนเชียล สวีท ชั้นบนสุดของโรงแรม จัดไว้สำหรับเครือหุ้นส่วนโดยเฉพาะ ภาพตรงหน้าคือผืนน้ำสีฟ้าครามของทะเลกว้างใหญ่“ตอนเย็น ไปเดินเล่นริมหาดกันนะคะ”หาดบริเวณนี้ถูกสงวนไว้สำหรับแขกที่เข้าพักในโรงแรมเท่านั้น ผู้คนจึงบางตา ให้บรรยากาศเงียบสงบเป็นส่วนตัว และเหมาะกับการชมพระอาทิตย์ตกดิน“ได้อยู่แล้ว พี่ตามใจเมียจะตายไป”คลื่นเดินมาสวมกอดร่างเล็ก ทั้งคู่ยืนรับลมอยู่ริมระเบียงนานพักใหญ่ ก่อนจะชวนกันกลับเข้าห้อง และเริ่มกิจกรรมบนเตียงที่ทำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย… เสียงคลื่นกระทบชายฝั่งเป็นระลอก สองคนเดินย่ำเท้าเปลือยท่ามกลางหาดทรายสีขาวละเอียด บรรยากาศที่ควรจะโรแมนติก แต่ตอนนี้ฌานินกำลังบ่นคนรักชุดใหญ่“เพราะพี่คลื่นคนเดียวเลย” ดวงตากลมมองค้อนคนข้างกัน อยากจะหยิกแรง ๆ สักครั้ง เพราะเขามัวแต่ทำเรื่องอย่างว่ากับเธอไ
ระหว่างก้าวไปตามทางเดิน คลื่นสังเกตเห็นสีหน้าของคนตัวเล็กเปลี่ยนไป เธอเงียบผิดปกติ ดวงตากลมก้มต่ำตลอดเวลา เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขาชะลอฝีเท้าให้ช้าลง ก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างอดไม่ได้“เป็นอะไรครับ”“ทำไมพนักงานคนนั้นต้องมองแฟนฌาเหมือนอยากได้ด้วย”ใบหน้าสวยบึ้งตึงหันมามองคนตัวสูง กลางอกของฌานินยังร้อนผ่าวไม่หาย ทั้งที่พนักงานคนนั้นรู้ว่าเขามีเจ้าของ เห็นว่าเขามากับใคร แต่ใช้สายตาทอดสะพาน เหมือนพร้อมจะเสนอตัวเข้ามาเป็นส่วนเกินในความสัมพันธ์ของคนอื่น และนี่ไม่ใช่คนแรกที่มีผู้หญิงมองคลื่นแบบพร้อมเปลื้องผ้าให้ ที่ผ่านมามีมากมายจนนับไม่ถ้วน“ไม่ชอบเลย ฌาหงุดหงิด”“เวลาถูกหวง ใจพี่มันเต้นแรงตลอดเลยนะรู้ไหม”“ทั้งที่ฌาอารมณ์ไม่ดี ยังจะใจเต้นแรงอีกเหรอคะ”“พี่ผิดหรือไงที่เกิดมาหล่อ”ฌานินสะอึกกับคำตอบนั้น ราวกับคลื่นกำลังภูมิใจ ทั้งการถูกหวงและการที่เขาเกิดมาหน้าตาดี สวนทางกับอารมณ์ของเธอลิบลับ“ไม่คุยด้วยแล้วค่ะ”“จำที่พี่เคยบอกได้ไหม” มือหนาสอดประสานจับมือเรียวไม่ให้เธอเดินหนี จากนั้นก็ค่อย ๆ กุมเอาไว้แบบหลวม ๆ“สายจูงอยู่ในมือหนูนะ”ท่ามกลางผู้คนมากมายที่กำลังเดินไปมา และสายตาของผู
หลังเลิกเรียน คลื่นมารับคนรักที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะพาแวะห้างสรรพสินค้าเพื่อกินไอศกรีมตามสัญญาที่บอกไว้เมื่อวาน ทันทีที่มาถึง ร่างเล็กก็รีบจูงมือเขาเข้าไปในร้านโปรดวันนี้เธอดูสดใสเป็นพิเศษ ใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มและแววตาเป็นประกาย เพราะไม่ได้มีโอกาสออกมาใช้เวลาด้วยกันแบบนี้นานพักใหญ่แล้วหลังสั่งเมนูกับพนักงานเรียบร้อย ร่างเล็กหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยกับเพื่อนตามประสาคนอารมณ์ดี ขณะสายตาคมของคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แอบชำเลืองมองเป็นระยะ ด้วยความหวง กลัวจะมีใครมาจีบว่าที่ภรรยาของเขา“พี่คลื่นไม่เคยกินกับฌาเลย” นิ้วเรียวกดปิดจอมือถือแล้วหันมาทำหน้าบึ้งใส่คนข้างกัน เพราะเวลามากินไอศกรีมทีไร คลื่นไม่เคยกินกับเธอเลยสักครั้ง“แค่เห็นฌากินพี่ก็อิ่มแล้ว”“ออกจะเลี่ยนไปนิดนะคะ”“เลี่ยนแล้วรักไหม”“ถ้าไม่รัก ฌาไม่แต่งงานกับพี่คลื่นหรอก”แขนแกร่งสอดมาทางด้านหลังแล้วโอบเอวบางดึงร่างเล็กมาแนบชิดกับตัวเอง จากนั้นก็กดปลายจมูกแนบ ฝังจูบหนัก ๆ ลงบนพวงแก้มนุ่มจนเสียงหวานหลุดประท้วงออกมา“อื้อ!! พอแล้ว อายคนอื่นบ้างสิ”“ไม่เห็นจะมีใครสักคน”“อย่ากัดแก้ม อื้อ~” ฌานินร้องออกมาเมื่อเขี้ยวคมงับบนแก้มของเธอ เขามักจะก
เวลา 20:00 น.จากนัดเอาไว้ว่าจะเที่ยวรอบเมืองด้วยกัน แต่ตอนนี้ร่างเล็กและคลื่นกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางสวนสาธารณะตรงข้ามกับคอนโด ในมือถือถุงลูกชิ้นแล้วสลับป้อนกันไปมา เพียงสบตาทั้งสองคนก็ปล่อยเสียงหัวเราะเบา ๆ“อารมณ์ดีขึ้นแล้วใช่ไหมคนสวย”“อื้อ ขอโทษที่ฌาหงุดหงิดใส่นะคะ”“ไม่เห็นต้องขอโทษ หนูผิดอะไร คนที่ผิดคือพี่”“แต่พี่คลื่นไถ่โทษให้ฌาแล้วนี่นา” ร่างเล็กยิ้มหวาน เผยแววตาซุกซน พอเธอพูดอย่างนั้นก็เข้าทางคนหื่นกาม คลื่นรีบส่ายหน้าสวนกลับทันควัน“ยังครับ ยังไถ่โทษไม่ครบทุกท่า”“ซื้อถุงยางเผื่อด้วยนะคะ”“หืม?”“ก็… ฌาเห็นว่ามันใกล้จะหมดแล้ว”“ฌานิน” ใบหน้าหล่อขยับมาใกล้ ๆ ดึงเอาไม้ลูกชิ้นออกจากมือเรียว แล้วกดริมฝีปากแตะเบา ๆ บนปลายจมูกเล็ก“รู้ตัวไหม ช่วงนี้หนูชอบให้พี่ทำสดมากกว่าใส่ถุงอีกนะ”เจ้าของใบหน้าหวานเขินอายไม่เป็นท่า พอคนตัวสูงเห็นพวงแก้มสีระเรื่อ เขาก็โน้มมาใกล้ ๆ กดปลายจมูกโด่งแนบหอมแก้มฟอดใหญ่ ไม่ทันได้ออดอ้อนมากกว่านั้นเสียงแชตก็ดังขึ้นมาขั้นกลาง คนถูกขัดจังหวะเผยแววตาหงุดหงิด พลางล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าแชต: ธันวาธันวา: ชุดสำหรับถ่ายพรีเวดดิ้งพร้อมแล้ว จะให้ทางร้านส่
ร่างเล็กเดินหนีคนที่เหมือนต้องการหลอกล่อเธอทุกครั้งที่เจอกลับมายังจุดเดิม สายตาของเพื่อนมองอย่างเป็นห่วง ทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ปอร์เช่ก็รีบถาม“ฌาไปไหนมา”“เจอแมวน่ะ ก็เลยเล่นกับน้องแป๊บนึง”เป็นอีกครั้งที่ฌานินรู้สึกไม่ชอบเลย หลังจากนั่งลงได้ไม่นาน สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างสูงของคนที่ทำให้กลาง
อาทิตย์ต่อมาฌานินออกจากห้องไปหาซื้อของใช้จำเป็น ซึ่งไม่ได้ไปไหนไกล เพราะร้านขายของชำอยู่แถวห้องพัก ชีวิตของเธอคงจะวนเวียนอยู่แบบนี้กระทั่งเปิดเทอมระหว่างทางเดินอยู่เธอรู้สึกแปลกตลอดเวลา เหมือนมีใครบางคนคอยจับจ้องข้างหลัง เมื่อตัดสินใจหันไปมองก็เห็นชายร่างท้วมเดินตามมาไม่ห่าง ขาเรียวเร่งก้าวเร็วขึ
ผ่านไปเกือบสามชั่วโมง ฌานินขอให้ค่ำคืนนี้ผ่านไปเร็ว ๆ และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่มาที่นี่อีก เธอหันมองเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เอนตัวไปมา พูดจาเลอะเลือนด้วยความเมามาย จนแทบไม่เหลือสติรับรู้อะไรแล้ว“ขวัญเรากลับกันเถอะ เมามากแล้วนะ”“อึก ฮ่า ๆ พี่อุ่นตลก”ขวัญใจหัวเราะคิกคัก ตอนนี้เธอกำลังเล่นเกมดี
ลมเย็นพัดผ่านมากระทบผิว สองร่างยืนนิ่งท่ามกลางความเงียบงันคล้ายเวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะกับคำท้วงเมื่อครู่ ดวงตาคมของคนตัวสูงกดต่ำลงมองผู้หญิงที่เอาแต่ก้มหน้าราวกับกำลังเจอผี“นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกซะแล้ว”คลื่นเหยียดยิ้มมุมปาก ไม่คาดคิดว่าโชคชะตาจะเหวี่ยงให้เจอเธออีกผู้หญิงคนแรกที่กล้าหันหลังทิ้งเ







