로그인พอเข้าไปขอดูพาสปอร์ต เธอบอกว่ามันหล่นหายไปในช่วงที่จักรพรรดิฮั่นองค์หนึ่งได้ส่งทหารไปโอบล้อมและตีอาณาจักรโชซ็อนโบราณ
ตำรวจสองนายต่างมองหน้ากัน เพราะเหตุการณ์ที่หญิงสาวชาวไทยพูดเกิดขึ้นในปีที่ 109 ก่อนคริสต์ศักราช 2019 พวกเขาจะทำอะไรได้นอกจากขออนุญาตพาเธอไปสอบปากคำ เพราะสงสัยว่าเธอจะเป็นพวกผีน้อยที่โดดวีซ่าเพื่อหลบเข้ามาขายแรงงานอย่างผิดกฎหมาย
แม้เธอจะพยายามบอกพวกเขาว่าเธอไม่ใช่พวกผีน้อย แต่เธอเป็นนายร้อยตำรวจหญิงที่เดินทางมาจากประเทศไทย
และเธอยังตามพวกเขาไปไม่ได้เพราะเธอห่วงลูก
ตำรวจทั้งสองนายมั่นใจว่าหญิงสาวสวยตรงหน้าหากไม่ได้มึนเมาสารเสพติด เธออาจจะป่วยและเขาทั้งสองต้องช่วยเหลือ พวกเขาพยายามจับกุมเธอแม้เธอพยายามอธิบายหลายสิ่งหลายอย่างรวมทั้งบอกว่าเธอคือ ร.ต.ต. นับดาว พิทักษ์แดน
สังกัดสถานีตำรวจนครบาลแห่งหนึ่งในประเทศไทย ตำรวจท่องเที่ยวสองนายย่อมไม่เชื่อ แต่ทว่าน่าแปลกนัก พวกเขาเข้าจับกุมเธอไม่ได้ หญิงสาวมีความคล่องตัวสูงราวกับถูกฝึกมาอย่างดี จนกระทั่งตำรวจทั้งสองนายต้องเรียกกำลังพลมาเสริมแล้วโอบล้อมจับหญิงชาวต่างชาติปริศนา
ในที่สุดนับดาวก็ล้มลงต่อหน้าสาวน้อยร่วมชาติกลุ่มหนึ่งที่ร้องวี้ดว้ายด้วยความตกใจ ไม่ใช่เพราะฝีมือที่ด้อยกว่าตำรวจท่องเที่ยวที่ประดังกันเข้ามาภายในร้านหลายนาย แล้วกระจายกันโอบล้อมหญิงสาวที่ล้มลงไปกลางร้าน
แต่ก่อนที่เธอจะหมดสติลงไป นับดาวหวนคิดไปถึงพิธีวิ่งรับหมวกของนักเรียนนายร้อยสามพราน นักเรียนตำรวจทุกนายล้วนต้องผ่านการวิ่งรับหมวกตามจำนวนรอบของเลขแต่ละรุ่นซึ่งไม่ต่ำว่าสองชั่วโมง เพราะฉะนั้นการวิ่งด้วยระยะทางแค่นี้ไม่ได้ทำให้ตำรวจสาวสุดสตรองซึ่งใครหลายคนยกให้เธอเป็นดาวในสายเครื่องแบบล้มลงได้หรอก
แต่นั่นเป็นเพราะว่าการไม่ได้กินอาหารมาถึงเจ็ดวัน หากเป็นคนธรรมดาอาจจะมีชีวิตอยู่ยาก แต่ผู้ที่ผ่านการฝึกอย่างหนักภายในรั้วดาวเงิน ซึ่งเป็นสถาบันหลักที่ผลิตตำรวจในประเทศไทยในเขตอำเภอสามพรานทำให้ร่างกายของเธอแข็งแรงกว่าคนทั่วไป แต่ขาดอาหารถึงเจ็ดวันและต้องวิ่งด้วยระยะทางหลายกิโลเมตร ตอนนี้เธอขอหลับอย่างสงบก่อนก็แล้วกัน
“เธอนิ่งไปแล้ว สลบหรือเสียชีวิต เข้าไปดูเธอซิ” ตำรวจหนุ่มรายหนึ่งค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาหญิงสาว แล้วยื่นมือไปใกล้ๆ ปลายจมูกสวยได้รูป
“เธอยังหายใจอยู่”
จวนสกุลจาง
ในยามที่แสงแดดแผดจ้า แต่พอเข้าเขตจวนสกุลจางก็มีเงาไม้จากต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มเย็น พวกเด็กตัวเล็กๆ ที่เมื่อครู่ไปวิ่งเล่นที่ตลาดถูกคุณหนูจางหยูเฟยไล่ให้เข้าจวน ขณะที่นัยน์ตาหงส์เหลือบมองไปยังสองแม่ลูกอย่างพินิจพิเคราะห์ คนเป็นแม่สามีและสะใภ้มีท่าทางแปลกพิกล แต่นางยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้ว่าแปลกอย่างไร
ในตอนแรก นางไม่คิดจะรับคนทั้งคู่มาทำงานที่จวน แต่ฟังเสียงรบเร้าของซารังและเด็กๆ หลายคนที่นางอุปการะไว้ไม่ได้ วันนี้เจ้าเด็กพวกนั้นพากันคุกเข่ากลางตลาด และขอให้นางรับกงลี่ถิงเป็นพี่เลี้ยง แม้นางจะปฏิเสธไปแล้ว แต่ซารังน้อยก็ยังทำตาละห้อย แล้วบอกว่าชอบลี่ถิงมาก จางหยูเฟยสงสารซารังน้อยอยู่เป็นทุน เพราะบัดนี้นางเองก็ยังตามหาศพของยอนฮวาไม่พบ
แม้ว่ายอนฮวาจะไม่ใช่ชาวฮั่นและถูกบิดานำตัวล่องเรือข้ามทะเลปั๋วไห่กลับมาด้วย แต่สกุลจางให้เกียรติยอนฮวาดุจเครือญาติ แอบเลี้ยงดูนางเงียบๆ ไม่ได้เลี้ยงดูอย่างเชลย เพราะยอนฮวาผู้นี้เป็นผู้ช่วยบิดาของนางให้รอดชีวิต นับว่าเป็นผู้มีพระคุณของสกุลจาง
ภายหลังยอนฮวาเกิดตั้งครรภ์ บิดาของนางและนางก็ไม่คิดรังเกียจ แม้ไม่รู้ว่าเบื้องหลังของยอนฮวาเป็นมาอย่างไรเพราะนางความจำเสื่อม แต่ยอนฮวาเป็นคนเก่ง นางคิดและสอนอะไรหลายอย่าง จนจางหยูเฟยทึ่งกับความรู้แปลกใหม่
ตอนที่บิดาของนางเสียชีวิต สกุลจางซวนเซ ทรัพย์สมบัติร่อยหรอแทบไม่พอเลี้ยงผู้คน เพราะภายในจวนไม่มีทรัพย์สมบัติสะสมไว้ดั่งเช่นจวนอื่น อดีตแม่ทัพออกรบนานหลายปี ส่งแต่เบี้ยหวัดกลับมาให้ลูกและเมีย พอสิ้นบุญของอดีตแม่ทัพ เบี้ยหวัดที่เคยได้จึงไม่ได้อีก เงินจึงยิ่งร่อยหรอ
ยอนฮวาผู้นี้จึงเสนอให้นางเริ่มทำการค้าโดยนำสินค้าประเภทผ้าไหมและเครื่องปั้นดินเผาไปเสนอขายกับพ่อค้าเร่ต่างชาติ แรกเริ่มนางสื่อสารกับคนพวกนั้นไม่ได้ แต่ยอนฮวาสื่อสารรู้เรื่อง ซ้ำยังเก่งกาจสามารถนำผ้าไหมไปแลกเป็นทองคำกลับมา ดังนั้นนางจึงไม่ได้เห็นว่าซารังเป็นเพียงเด็กในบ้าน แต่ซารังคือหลานสาวของนาง
“หากคุณหนูรับพี่ลี่ถิงมาดูแลพวกข้า พวกข้าจะเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่วิ่งชนของในจวนแตกอีกเจ้าค่ะ”
จางหยูเฟยไม่รู้ว่าเหตุใดซารังน้อยถึงถูกชะตากับกงลี่ถิงผู้นี้นัก ทั้งที่เพิ่งพบกันครั้งแรกที่ตลาด ในเมื่อเด็กๆ ชอบและเวลานี้คนในจวนต่างมีงานล้นมือ จางหยูเฟยเลยยอมให้โอกาสแม่สามีกับลูกสะใภ้คู่นี้เข้ามาทำงานในจวนสกุลจาง
จางหยูเฟยหันไปบอกสาวใช้ให้พาคนทั้งสองไปพักที่เรือนหลังเล็กท้ายสวนผัก บรรยากาศที่นั่นเงียบสงบเพื่อให้ฟางเหนียง แม่สามีของลี่ถิงได้พักผ่อนอย่างสบายเพราะกำลังป่วยอยู่
“ลี่ถิง เจ้าพาแม่สามีตามสาวใช้ไปพักก่อน หากเรียบร้อยดีแล้วกลับมาหาข้าที่เรือนใหญ่”
“เจ้าค่ะคุณหนู” ลี่ถิงย่อตัวคำนับนาง พลางมองตามเรือนร่างอ้อนแอ้นหมุนกายเดินหายเข้าไปในเรือนใหญ่
พอลี่ถิงสะกิดให้ยายแก่ข้างๆ ลุกขึ้นได้แล้ว เว่ยกงกงดูเหมือนจะลุกไม่ขึ้นเพราะเมื่อครู่คุกเข่าอยู่นาน เสียงแหบพร่ากระซิบข้างหูเว่ยกงกงที่เวลานี้แต่งกายเป็นฮูหยินม่าย สวมบทฟางเหนียงแม่สามีของนาง
“นี่ข้าพาเจ้ามาด้วย ช่วยอะไรข้าได้บ้าง หรือข้าพาเจ้า
มาเป็นภาระ”
เว่ยกงกงได้ยินดังนั้นก็ตัวสั่นงันงกรีบลุกขึ้น
“ขออภัยพ่ะ...”
ยังไม่ทันจบเสียงกระซิบขู่ดังมาติดๆ “เดี๋ยวตบหน้าหัน ข้าสั่งว่าอยู่นอกกำแพงวังให้พูดอย่างไร”
ท่าทางแสร้งมีจริต แต่แววตาของโอรสสวรรค์นั้นดุดันเอาเรื่องจนฮูหยินม่ายต้องรีบขออภัย “ข้าเข้าใจแล้วลูกสะใภ้ ต่อไปนี้แม่สามีจะไม่ทำตัวเชื่องช้าให้เป็นภาระของเจ้า”
“งั้นก็ดี คืนนี้เราต้องเริ่มงานกันแล้ว”
“พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่ รีบตามมาสิ” สาวใช้ผู้ถูกมอบหมายจากคุณหนูหันมาเรียกสองแม่ลูกเพราะไม่เดินตามนางไปเสียที
เจิ้นเทียนพูดไม่ออก เขาปล่อยปะละเลยลูกเมีย หรือใครบางคนใช้ให้เขาทำงานจนหัวหมุน ต้องพลัดพรากจากลูกเมีย “ข้าจะเป็นผู้ตัดสินเรื่องนี้เอง” ฮ่องเต้ลุกขึ้นจากบัลลังก์และเดินลงมาจ้องมองคนทั้งสาม แล้วมาหยุดตรงหน้าซารังน้อย “เจ้ามีอะไรจะพูดกับข้าอีกหรือไม่ ซารังน้อย” พอเห็นท่าทางดุดันเอาจริงของโอรสสวรรค์ ซารังน้อยที่ร่าเริงสดใสกลับตัวสั่นงันงก เจิ้นเทียนและยอนฮวาสงสารลูกสาวนัก “ท่านพี่ฮ่องเต้
”เป็นประเทศที่เจริญมากในยุคของหม่อมฉันเพคะ อาณาจักรโซซ็อนโบราณ ในอนาคตก็รวมเป็นหนึ่งในประเทศเกาหลี มันยากที่จะเชื่อ ถ้าหม่อมฉันจะบอกว่าหม่อมฉันมาจากอนาคต สิ่งที่หม่อมฉันเคยแนะนำฮองเฮาไป ทั้งเรื่องภาษา วิธีทำการค้า หม่อมฉันนำความรู้มาจากอนาคต”ทั้งสองพระองค์หันไปมองหน้ากัน เจิ้นเทียนใจคอไม่ดี เขาเกรงว่าฮ่องเต้และฮองเฮาจะไม่ทรงเชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นและสั่งลงโทษยอนฮวาฐานให้การเท็จ เขาเองก็ไม่อยากเชื่อ แต่นางให้เขาดูหลายสิ่งหลายอย่าง และเล่าให้ฟังว่านางคือตำรวจหญิงที่บิดามารดาเสียชีวิตแล้ว นางลาพักร้อนเดินทางมาเที่ยวประเทศเกาหลีใต้เพราะอยากมาตามรอยซีรีย์เกาหลี จากนั้นลิขิตสวรรค์ก็พานางมาที่นี่หลังจากฟังคนทั้งสอง ฮั่นหลิวตี้กวาดตามองหญิงสาวปริศนา “พวกเจ้ามีอะไรจะพูดอีก” นับดาวนึกถึงปิ่นอันนั้นที่ฮองเฮาเคยมอบให้นาง “ปิ่นอันนั้นที่ฮองเฮาเคยประทานให้หม่อมฉัน ซึ่งหม่อมฉันพกติดตัวไว้ตลอด ข้อแรก เพราะเป็นน้ำใจจากสตรีที่งดงามทั้งกายและใจมอบให้ ข้อที่สอง
รวมทั้งเรื่องที่เจิ้นเทียนหาหลักฐานมาได้ว่าผู้ที่คิดกบฏต่อพระองค์คืออ๋องเจ็ด น้องชายต่างพระมารดา อ๋องเจ็ดผู้นี้ร่วมมือกับชาวเผ่าซยงหนูจะโค่นล้มราชวงศ์ฮั่นเพื่อสร้างราชวงศ์ใหม่ โอรสสวรรค์ก็ทำเพียงแค่ริบสมบัติคืนกลับคลังหลวง และเนรเทศคนในตำหนักอ๋องเจ็ดให้ไปใช้แรงงานที่ชายแดนตลอดชีวิตแทนการประหารหลังจากพระองค์ว่าราชการในท้องพระโรงเสร็จเรียบร้อย เหล่าขุนนางต่างกราบบังคมทูลลา ท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยขุนนางเวลานี้เหลือเพียงองครักษ์เจิ้นเทียนซึ่งต้องเข้ารายงานเรื่องการสอบสวนยอนฮวา หญิงสาวที่บุกเข้าไปในห้องบรรทมเฉินเจิ้นเทียนไม่เคยรู้สึกประหม่าเช่นนี้มาก่อน หากฝ่าบาทไม่เชื่อเรื่องที่เขารายงาน แล้วตัดสินพระทัยลงโทษเมียของเขาแล้วจะทำเช่นไร แม้เขาเป็นคนสนิทของฝ่าบาท แต่เขาก็ไม่รู้ว่าพระองค์จะตัดสินใจอย่างไร หากตัดสินประหารชีวิต เขาก็ยินดีแลกศีรษะกับนาง เพราะต้นเหตุที่ยอนฮวาลอบเข้าหวังหลวง แล้วหลงเข้าไปในตำหนักใหญ่ก็เพราะมาตามหาเขา“เจิ้นเทียน คดีหญิงสาวชาวโชซ็อนโบราณที่ฮองเฮาเคยเลี้ยงดูไว้ ที่ลอบเข้าไปในห้องบรรทมของข้า คดีนี้เจ้าไต่สวนไปถึงไหนแล้ว”&ldq
ตำหนักไคซินฮั่นหลิวตี้เหยียดยิ้มกว้างเมื่อเห็นนางกำนัลกำลังเข้ามาประคองฮองเฮาที่กำลังอาเจียน ไม่ใช่เพราะว่าเห็นนางป่วยแล้วพระสวามีอย่างพระองค์จะมีความสุข แต่ช่วงนี้พระนางเสวยอะไรเข้าไปก็จะอาเจียนออกมา หมอหลวงรายงานว่าเป็นเรื่องปกติ พระนางกำลังตั้งพระครรภ์ สร้างความปลื้มปีติให้แก่ฮั่นหลิวตี้ยิ่งนัก แต่พอนึกได้ว่าผู้ที่จะมาจุติในครรภ์เป็นใคร***‘อนาคตข้าต้องปวดหัวแน่’***หลังจากที่เง็กเซียนฮ่องเต้ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อสั่งสอนลูกเขยจอมเกเร ก่อนกลับขึ้นไปบนวิมานชั้นฟ้า ผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ได้แย้มพรายให้พระองค์เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ***“เทพสงคราม เร็วๆ นี้ เทพเหวินไถ น้องชายของเจ้ากำลังจะลงมาจุติ เจ้าเตรียมรับมือเอาไว้เถิด”******“หือ?! เจ้าเทพดื้อด้านเหวินไถ นั่นกำลังจะตกสวรรค์ตามข้ามาอีกคนหรือ”***ฮั่นหลิวตี้จำเรื่องราวในอดีตได้ว่าพระองค์เคยจุติเป็นเทพสงคราม แต่มักพาทหารสวรรค์ออกรบกับพวกมาร ไล่ล่าปีศาจ จนสวรรค์ปั่นป่วน ดังนั้นจึงถูกองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ลงโทษ
“ท่านเป็นองค์เง็กเซียนจริงๆ หรือ” จางหยูเฟยยังไม่อยากเชื่อ เมื่อตอนที่นางถูกพาตัวมาด้วยนั้น นางหมดสติไป ฟื้นคืนสติอีกทีคนผู้นี้ก็บอกว่าเขาคือผู้ที่จะช่วยให้นางได้ครองคู่กับพระสวามีอย่างมีความสุข“ใช่ ข้าคือองค์เง็กเซียน เจ้าเป็นผู้มีบุญจึงเห็นข้าได้ ส่วนสวามีของเจ้าเป็นผู้มีบาปที่ข้า...” องค์เง็กเซียนต้องกล้ำกลืนฝืนทนกว่าจะพูดออกมาได้ “ข้าจำต้องลงมาสั่งสอนด้วยตัวเอง ไม่อาจปล่อยให้อันธพาลครองเมือง เทพกระหายสงครามอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนได้ หยูเฟย ข้าคิดว่าเจ้ากลับแดนสวรรค์กับข้าเถิด แล้วปล่อยเจ้าคนบาปนี่ไว้ที่นี่”“ไม่นะหยูเฟย ข้าไม่ให้เจ้ากลับ” ฮั่นหลิวตี้รีบวิ่งเข้าไปห้าม แต่ก็เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นอยู่ ทำให้เขาไม่สามารถผ่านไปถึงตัวนางได้“ฝ่าบาทเพคะ” จางหยูเฟยวิ่งเข้าไปหา แต่ก็ไม่สามารถแตะเนื้อต้องตัวของฮั่นหลิวตี้ได้เช่นกัน“ไปได้แล้วธิดาน้อย” องค์เง็กเซียนเรียก “ข้าช่วยเชื่อมวาสนาด้วยการคืนคันฉ่องให้แล้ว เพื่อให้เขามีเหตุเรียกเจ้าเข้าวังหลวง แต่เขาก็ไม่สามารถปล่อยวางจิ
***“เจ้ากล้าดีอย่างไรเทพสงคราม ถึงได้ลอบเข้ามาอยู่ในตำหนักของพระธิดาของข้า เจ้าไม่ไว้หน้าข้าที่เป็นถึงเง็กเซียนฮ่องเต้เลยเชียวหรือ”*** เสียงดุนั้นตวาดดังไปทั่วทั้งสวรรค์ชั้นฟ้าเทพหนุ่มยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ แม้ทำความผิด แต่ก็ไม่มีทหารสวรรค์คนใดกล้ามาจับตัว เพราะเกรงจะถูกดาบปลิดวิญญาณสังหารเทพหนุ่มยืนสีหน้านิ่งเรียบ ในใจเป็นห่วงแต่เทพธิดาน้อยที่ถูกขังอยู่ในตำหนัก เป็นความผิดของเขาเอง เขาทำให้นางต้องเดือดร้อนตั้งแต่วันนั้นที่นางอนุญาตให้เขาไปหลบที่ห้องบรรทมของนาง เขาก็มอบคันฉ่องให้นางไว้ เพื่อใช้เป็นเส้นทางให้เขาเดินทางมาหานางได้โดยไม่ต้องผ่านแดนสวรรค์ เขารู้ว่าทำผิด จึงคิดจะไปทูลบอกความจริงกับองค์เง็กเซียน และจะขอนางแต่งงานด้วย แต่คิดไม่ถึงว่าองค์เง็กเซียนจะรู้ความจริงเสียก่อน***“เจ้าใช้พลังเทพในดินแดนสงบร่มเย็นของข้า มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ว่ามีคนปลอมกายเข้ามา แต่ข้าเพียงแค่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้า เจ้ากล้าล่อลวงธิดาของข้าให้ยินยอมมอบกายให้เจ้า ช่างทำผิดประเพณีนัก”******“กระหม่อมรักนาง จะขอแต่งนา
เฉินเจิ้นเทียนดึงมือเรียวมากุมเอาไว้ “เจ้ารู้หรือไม่ ข้าไม่เคยนอนหลับได้เป็นสุขเลยสักคืน ก็เพราะคิดถึงแต่เจ้า ไม่คิดว่าสวรรค์จะคืนเจ้ากลับมา”“ก็ใครกันใจร้าย บอกให้ข้ารอ ข้าก็รอ แต่ท่านไม่กลับมา”“ใครบอกเจ้าว่าข้าไม่กลับไป
***‘จ้องหม่อมฉันขนาดนี้ จะโบยตีบนเตียงหรือไง’***จางหยูเฟยก้มซ่อนใบหน้าแล้วผ่อนลมหายใจ นางไม่อยากถูกจับความรู้สึกไม่พอใจได้“ฝ่าบาท เมื่อครู่หม่อมฉันตกใจจึงเผลอเสียมารยาท ขอพระราชทานอภัยเพคะ” นางกัดฟันตอบ หากไม่ห่วงความปลอดภัยของตัวเองกับซารังแล้วละก
ฮั่นหลิวตี้เอื้อมพระหัตถ์มาจับคางมนของนางให้สบพระเนตร“มองหน้าข้าสิ เข้าใจข้าบ้างหรือยัง”นางเข้าใจแต่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ “หม่อมฉันไร้สติปัญญา ฟังที่ฝ่าบาทตรัสไม่เข้าใจ” นางว่าแล้วทำท่าเอียงคอมองอย่างมีจริตจะกร้าน นางไม่อยากให้ถูกจับได้ว่าชิงชังเขานัก
จางหยูเฟย นางกล้าดีอย่างไรบังอาจใช้พระองค์อาบน้ำให้ แต่เมื่อคิดได้ว่า บัดนี้พระองค์ปลอมตัวมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กในจวนสกุลจางเพื่อภารกิจบางอย่าง อีกทั้งจางหยูเฟยนั้นก็งดงามราวกับอัญมณีล้ำค่า งานนี้เห็นเพียงแต่กำไรวันนี้พระองค์จะยอมลดตัวลงไปปรนนิบัติอาบน้ำ ถูหลัง นวดเฟ้น ให้นางสักวันก็ได้เห็นสีหน้าคิด







