ANMELDENคนตัวสูงนั่งทำงานอยู่ในห้องอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวัน เขามุดหน้าอ่านเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่ต้องจัดการก่อนไปทำภารกิจสำคัญในคืนนี้ วาดิมกรีดนิ้วพลิกหน้ากระดาษไปทีละแผ่น กระทั่งมาถึงแผ่นสุดท้ายชายหนุ่มก็ไม่รอช้ารีบจรดปลายปากกาเซ็นลายเซ็นของตนเองลงไป แกก! นิ้วหนาปล่อยสิ่งที่ถืออยู่ทิ้งลงบนโต๊ะทันที เขาเอนตัวไปพิงกับพนักพิงแล้วยืดเหยียดแขนคลายความเมื่อยล้า ก๊อก ก๊อก… กายแกร่งเด้งพรวดขึ้นมานั่งหลังตรงเขาปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมแล้วจับปากกาขึ้นมาถือไว้ตามเดิมแล้วถึงได้เอ่ยอนุญาตคนหน้าประตู “เข้ามา” “ชาร้อนค่ะคุณวาดิม” “วางไว้ตรงนั้นแหละ แล้วไม่ต้องเข้ามาอีก ฉันจะเคลียร์งานต้องใช้สมาธิ” วาดิมมองป้าแม่บ้านคนใหม่ที่เขาเพิ่งรับเข้ามาทำงานเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อนในมือ เขาพยักเพยิดหน้าเพื่อให้แม่บ้านวางมันทิ้งไว้ตรงโต๊ะกลางห้อง “ค่ะ รับทราบค่ะ” เมื่อเห็นว่าหญิงมีอายุไม่ได้ขัดอะไรเขาก็ทำทีก้มหน้าลงอ่านเอกสารแล้วรอให้แม่บ้านคนนั้นเดินพ้นออกไปจากห้องของตน ชายหนุ่มรอจนกระทั่งเสียงประตูปิดสนิทลงแล้วถึงได้ถอนหายใจออกม
ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่ชายหนุ่มได้ยินผ่านหู ได้อ่านผ่านตาจากสื่อสังคม และคนรอบตัวถึงความโดดเดี่ยวในชีวิตที่ตัวร้ายอย่างเขาต้องเจอ แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าเสียงนินทาเหล่านั้นไม่เคยมีผลกระทบกับวาดิม เพราะหูของเขาเปิดรับแต่เสียงครางหวานชวนฟังเพียงเท่านั้น “ซี้ดดด อะ อ่าา…อืม ฉันคิดถึงร่างกายนายจะแย่” เพนนีเผยอปากพร่ำบอกกับคนที่กำลังสอดลำกายเข้ามาในตัวเธอ ร่างเล็กเปลือยเปล่าอยู่บนที่นอนขนาดใหญ่แสนคุ้นเคย เธอเปิดปากรับปากร้อนที่โน้มลงมาจูบ แล้วไม่รอช้ารีบจูบตอบกลับไปด้วยความคิดถึง วาดิมดันแก่นกายเข้าไปช้า ๆ เขาสัมผัสได้ถึงความคับแน่นภายในกายสาวทั้ง ๆ ที่เธอก็เพิ่งโดนเขาจับกินไปเมื่อวาน แต่มันกลับบีบรัดตัวตนของเขาแน่นเสียจนกายแกร่งอยากจะปลดปล่อยออกมาตั้งแต่ตอนนี้ “คิดถึงแค่ร่างกายฉัน แค่นั้นเลยเหรอ อ่าา” เสียงทุ้มกระเส่าไม่ต่าง เขากดกายเข้าไปสุดลำโคนแล้วหลุบตาลงมองใบหน้าสวยที่กำลังเคลิบเคลิ้ม เพนนีปรือตาขึ้นแววตาของเธอเป็นประกายเย้ายวนก่อนที่หญิงสาวจะส่งยิ้มบาง ๆ กลับมาให้ “หึ คิดถึงทั้งนาย อ๊ะ! คะ คิดถึงไอ้นั่นด้วย” ปากเล็ก
“…ขอบคุณนะเพนนี ขอโทษด้วยที่ต้องรบกวนเธอ” “คิดมากน่า ไปโรงพยาบาลเถอะไม่ต้องห่วง ฝากสวัสดีแม่ด้วยนะ” “อื้ม” เพนนียื่นมือไปลูบต้นแขนปอยก่อนที่ปอยจะพยักหน้าแล้วอมยิ้มส่งกลับมาให้ แววตาของเพื่อนร่วมงานมีแต่ความกังวลฉายชัด แต่ก็ยังไม่วายมาเกรงอกเกรงใจเธออยู่ดี คนตัวเล็กมองตามปอยไปสุดสายตาเธอสะบัดมือไล่เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมงานยังหันกลับมามอง ใบหน้าสวยส่ายช้า ๆ กับความขี้กังวลของเพื่อน เธอหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปทำงานของตัวเองต่อ ขาเรียวก้าวฉับไปตามโถงทางเดินภายในอาคารสูง ความจริงแล้วเวลานี้คือเวลาเลิกงานของเธอแต่แม่ของปอยเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำเสียก่อน ทำให้ปอยที่เข้างานช่วงเย็นต้องมาขอให้เธออยู่ทำงานแทนอย่างไม่มีทางเลือก เพนนีสอดมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าด้านหลังกางเกง คนตัวเล็กหยุดยืนอยู่ตรงทางเข้าร้านอาหารแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรงเมื่อเห็นแขกกำลังหลั่งไหลเข้ามา อดทนไว้เพนนี อีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เธอคิดในใจแล้วก้าวขาเข้าไปข้างใน แม้จะยินดีให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานแต่ก็ต้องยอมรับว่าร่างกายของเธออ่อนล้าเต็มทน
พิงค์ไดมอนด์ หรือเพชรเม็ดงามสีชมพูถูกตั้งไว้กลางห้องสี่เหลี่ยม มันได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่มีแม้แต่ลมจะพัดผ่านไปโดนได้ ประกายสีชมพูส่องระยิบระยับออกมาเมื่อแสงสว่างจากภายนอกลอดเข้ามากระทบตัวเพชรผ่านหน้าต่างบานใหญ่ภายในห้องนอนของเอ็ดมันด์ ห้องสี่เหลี่ยมที่ว่าเป็นห้องพักของชายชราผู้มีอำนาจสูงสุดในตระกูลเคล เคียงข้างเพชรเม็ดงามในกล่องสีใสใบนั้น มีรูปของเจ้าของห้องวางเคียงข้างกัน… เอ็ดมันด์ เคล ผู้ที่ไม่มีครอบครัวของตัวเองอย่างแท้จริง ได้สิ้นใจลงเมื่อสามวันก่อนหลังจากที่ชายชราได้ครอบครองพิงค์ไดมอนด์แค่เพียงหนึ่งวันเท่านั้น บรรยากาศภายในห้องที่เคยตึงเครียดดูเบาบางลงเมื่อเจ้าของห้องได้จากไป แต่ยังคงทิ้งไว้ซึ่งกลิ่นอายของความดุดันไม่เปลี่ยนแปลง ไม่นานนักเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นมาตามขั้นบันไดก่อนที่ประตูห้องนอนจะถูกเปิดออกพร้อมเจย์ก้าวเข้ามาในห้องเป็นคนแรก “เชิญครับ” ชายใส่แว่นคนสนิทของเอ็ดมันด์ผายมือเชิญให้บุตรบุญธรรมทั้งสองคนเข้ามาในห้อง เขาจับประตูค้างไว้เพื่อรอให้ร่างสูงทั้งสองคนก้าวเข้าไปด้านใน เจย์มองวาดิมกับเอเธนส์เข้าไปยืนหน้ากรอบรูปแล
“…” ดวงตากลมโตจ้องผู้ชายตรงหน้าตาไม่กระพริบ เอเธนส์หันมองรอบห้องก่อนจะหันหลับมาเผชิญหน้ากับเธออีกครั้ง เขาก้าวเข้ามาใกล้แล้ววางแขนทั้งสองข้างเท้ากับชั้นวางตู้เซฟ ตอนนี้เพนนีเลยเหมือนถูกร่างสูงตรงหน้ากักตัวไว้ไม่มีผิด เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจให้แรงเกินไป ต่อให้รู้ว่าเอเธนส์มองไม่เห็น แต่มันก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเขาจะไม่สัมผัสถูกตัวเธอ คนตัวเล็กเขยิบตัวถอยหลังเมื่อเขาโน้มตัวลงมาหา เอเธนส์กำลังก้มหน้ามองตู้เซฟที่เรียงรายอยู่ข้างหลัง แต่เขากลับไม่รู้เลยว่ามีใครอีกคนยืนอยู่ด้วยกัน ชั้นวางสั่นเบา ๆ เพราะเพนนีดันหลังไปชิดกับมัน ทำให้คนที่ยันแขนอยู่รับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหว คิ้วของเขาผูกเป็นโบว์แน่นกว่าเดิมพลางจมูกโด่งเป็นสันก็ก้มลงมาดมฟุดฟิดอยู่ใกล้กับซอกคอของเพนนี “…” ใจดวงเล็กเต้นระส่ำ เธอเบี่ยงหน้าหลบพลันจมูกก็ได้กลิ่นน้ำหอมที่ตนเองฉีดลอยคลุ้งขึ้นมา อย่าบอกนะว่าเขาได้กลิ่น… “…ไม่ใช่ของราเชล” เอเธนส์พึมพำ สีหน้าของเขากลับมาเรียบตึงพลันนัยน์ตาที่เคยฉงนก็แปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจ กึก กึก! เพนนีสะดุ้งอีกค
“อยากได้อะไรอีกไหม? อิ่มรึเปล่า? ขนมหวานล่ะเอาเลยไหม…ฉันจะได้บอกให้คนเอาขึ้นมาเสิร์ฟ” เพนนีหันมองผู้ชายที่นั่งกินอาหารมื้อค่ำด้วยกัน เธอหรี่ตาลงแล้วจ้องหน้าเขา เพราะตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้วาดิมดูแลเธออย่างดีชนิดที่ว่าแทบไม่ต้องทำอะไรเอง…มันดูแปลก ๆ ยังไงชอบกล “นายดีกับฉันจนผิดปกตินะวาดิม ต้องการอะไรกันแน่” คนตัวเล็กถาม และแน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของวันนี้ที่เธอถามเขาไปแบบนั้น “กินให้อิ่มก่อนสิ เรื่องที่ฉันจะให้เธอทำมันไม่ยากหรอก กินเข้าไปให้อิ่มท้องจะได้มีแรงย่อง” “…มีแรงย่อง!?” คิ้วเรียวขมวดเป็นปม เธอทวนประโยคที่เขาเพิ่งพูดก่อนที่วาดิมจะพยักหน้ารับแล้วตักอาหารในจานเข้าปากไป “นายหมา…” ก๊อก ก๊อก ก๊อก “เข้ามา” ร่างสูงปรายตามองเพนนีที่กำลังจะอ้าปากถามอะไรสักอย่างแต่ต้องหุบปากของตัวเองไปก่อนเมื่อมีเสียงดังมาจากประตูห้อง ทันทีที่วาดิมเอ่ยอนุญาตให้คนข้างนอกเข้ามาชายใส่สูทที่เห็นหน้ากันเป็นประจำก็เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพร้อมกระดาษพับในมือ เขาเดินตรงเข้ามาหาผู้เป็นนายแล้วคลี่กระดาษแผ่นนั้
05:30น. ฟึบ! “…” นัยน์ตาสวยเบิกโพลงท่ามกลางความมืด เธอเหมือนถูกผลักลงบนที่นอนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่มีวาดิม แถมกลิ่นในห้องยังคุ้นจมูกเสียจนอาการปวดวิ้งในหัวที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันยังไม่สามารถดึงความรู้สึกประหลาดใจไปจากเธอได้ “บ้านฉัน” เพนนีพูดออกมาโดยไม่
วิ้ววว ~ เสียงของลมพัดผ่านใบหูบางดังวี้ดวิ้วจนร่างแบบบางที่นอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มค่อย ๆ ปรือตาตื่นขึ้นมากลางดึก เพนนีลืมตาขึ้นในความมืด เธอหรี่ตาลงอีกครั้งเมื่อดวงตายังพร่ามัวจับสังเกตอะไรไม่ได้ แปะ แปะ… มือเล็กควานหาผ้าห่มที่เคยปกคลุมตัวเอาไว้ แต่มือกลับสัมผัสเจอแต่ชุดนอนของต
เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบไปตามพื้นคอนกรีต บรรยากาศรอบตัวเงียบสนิทมีเพียงเสียงลมและเสียงหายใจของเพนนีเท่านั้นที่ดังให้ได้ยินระหว่างที่ร่างบางกำลังเดินกลับบ้าน หญิงสาวยังเพ่งหนังสือในมืออยู่ตลอดด้วยความฉงน เธอค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองตามเก็บนิยายของนักเขียนคนนี้ครบหมดทุกเล่มเพราะเป็นแฟนคลับตัวยง
“พี่คนนั้นเขาดูแปลก ๆ นะคะ เวลาทำงานก็ดูคุยเก่งบริการลูกค้าดี แต่พอหมดหน้าที่กลับเงียบซะเหมือนไม่มีปาก” “อ๋อ ยัยเพนนีน่ะเหรอ แปลกเป็นเรื่องปกตินั่นแหละ ไม่ต้องไปยุ่งหรอก พวกนอกคอกน่ะ คุยแต่กับเพื่อนตัวเอง” เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นด้านหลังอย่างประเจิดประเจ้อ ระหว่างที่เพนนีเพิ่งเดิน







