เข้าสู่ระบบและเธอก็ไม่จำเป็นต้องเดาให้เสียเวลาแม้เสี้ยววินาทีเดียว เพราะภาพตรงหน้านั้นมันชัดเจนเกินกว่าจะสับสน
นั่นน่ะ...แฝดนรกคู่ปรับของเธอแน่ๆ
แต่ช้าก่อน...นี่มันแฝดนรกเวอร์ชั่นอัปเกรด แตกหนุ่มเต็มตัวแล้ว!
ใบหน้าของสองหนุ่มคล้ายกันมากราวกับภาพสะท้อนในกระจก ใบหน้าคมเข้ม จมูกโด่งได้รูป คิ้วหนาเป็นเส้นเฉียงตัดกับดวงตาคมกริบ ที่หากเขามองใคร คนนั้นก็สามารถหลงรักพวกเขาได้ทันที ริมฝีปากของทั้งคู่แตะรอยยิ้มบางๆ อย่างมั่นใจจนน่าหมั่นไส้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสาวๆ โต๊ะนั้นถึงพยายามรั้งพวกเขาไว้
ณิชาขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางหรี่ตามองอย่างพินิจ เธอไม่สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนเลยว่า คนไหนคือจ้าน และคนไหนคือจ๋าย พวกเขาเหมือนกันเสียจนแทบจะแยกไม่ออก ต่างกันก็แค่รอยสักรูปไม้กางเขนที่ใต้กกหูเพียงแค่นั้น
เธอได้แต่นั่งนิ่ง มองภาพชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เพราะพวกเขาไม่ใช่ไอ้เด็กขี้ก้าง ผิวคล้ำ หน้าแหลมเป็นจิ้งเหลนเหมือนในความทรงจำอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นหนุ่มหล่อที่มองมุมไหนก็ดูดีไปซะหมด
ผิดคาด! ไม่คิดเลยว่าหลายปีที่ไม่ได้เห็นหน้า พอมาเจออีกที พวกเขาจะหล่อขึ้นขนาดนี้ หล่อแบบที่เล่นเอาหัวใจเธอไหววูบอย่างไม่ทันตั้งตัว หล่อเสียจนเธอต้องแอบกลืนน้ำลาย ข่มใจไม่ให้เผลอจ้องนานเกินไป
เมื่อสองหนุ่มรับรู้แน่ชัดว่า สาวร่างอวบคนเมื่อครู่ไม่ใช่เจ๊ณิชาตามที่พวกเขาคิด ภาพในหัวก็พลันคำนวณความเป็นไปได้ใหม่อย่างเร่งด่วน เหลือเพียงแค่สองโต๊ะที่เข้าข่ายเป้าหมาย
โต๊ะหนึ่งคือหญิงสาวรูปร่างบอบบาง ตาจ้องไอแพด ใส่หูฟังแบบครอบหู นั่งเงียบๆ อยู่มุมในสุดของร้าน คล้ายคนที่ต้องการความสงบ และอีกโต๊ะคือชายหญิงหน้าตาธรรมดา ดูเรียบร้อยคู่หนึ่งที่กำลังนั่งสนทนาอย่างสนิทสนม ชนิดที่ไม่ต้องเดาให้มากก็รู้ว่าโลกนี้มีเพียงสองเรา
แต่แทนที่จะเชื่อสัญชาตญาณหรือเข้าไปหาหญิงสาวที่นั่งอยู่มุมในสุดของร้านเพียงลำพัง สองหนุ่มกลับคิดว่านั่นน่ะไม่ใช่ยัยเจ๊ปากดี พี่สาวข้างบ้านที่พวกเขายี้แน่นอน ทั้งคู่เบนเป้าหมายทันที มุ่งหน้าไปยังโต๊ะที่มีชายหญิงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ อย่างมั่นอกมั่นใจเต็มร้อย
“พี่ครับ...” จ้านเป็นฝ่ายเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มสุภาพ พยายามใช้เสียงนุ่มที่สุดที่มีอยู่ในคลังเสียงของตนเอง
“ไม่ทราบว่า...พี่คือพี่ณิชาใช่ไหมครับ?” จ๋ายถามต่อทันทีโดยไม่ปล่อยให้จังหวะเงียบยืดยาวเกินจำเป็น
“เอ่อ...ไม่ใช่ค่ะ น่าจะจำผิดคนแล้วค่ะน้อง” หญิงสาวคนนั้นเงยหน้าก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงงงงวย
เสียงปฏิเสธชัดเจนจนเหมือนเสียงตบหน้าแบบอ้อมๆ จ้านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจออกมาแรงๆ ด้วยความหงุดหงิดที่เริ่มปะทุ
นี่พวกเขาหน้าแตกเป็นรอบที่สองแล้ว!
“เชี่ย! ยัยเจ๊นั่นยังมาไม่ถึงอีกเหรอวะ บอกพวกเราอย่ามาสาย แต่ตัวเองกลับสายซะเอง” เขาพึมพำเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างเสียอารมณ์
จ๋ายเองก็เริ่มหมดความอดทนเช่นกัน เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบมือถือออกมาแล้วกดเบอร์ที่ผู้เป็นแม่เคยส่งไว้ในไลน์ ปากบ่นพึมพำอย่างเหนื่อยใจ
“โทรหาแม่งเลยดีกว่า”
“ก็ดี ถ้าเจ๊แกจะเบี้ยว กูก็จะได้กลับไปนอนต่อ”
และแน่นอนว่า มือถือของเธอสั่นครืนกระทบกับโต๊ะดังจนรู้สึกสะดุ้ง ณิชาชำเลืองมองหน้าจอด้วยหางตา
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามควบคุมสีหน้าให้เรียบเฉย ก่อนจะแกล้งเชิดหน้าขึ้น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนยังอินกับฉากไคลแมกซ์ในซีรีส์ที่เปิดค้างไว้ในไอแพด ในขณะที่มืออีกข้างยื่นออกไปหยิบมือถือขึ้นช้าๆ ใจของเธอกลับเต้นแรงอย่างประหลาด
ปลายนิ้วกดรับสายอย่างเรียบเฉยที่สุดเท่าที่ทำได้ พยายามแสร้งเก็บทรงทำเป็นไม่สนใจ
“ฮัลโหล” เธอเอ่ยเสียงเบาและราบเรียบ ก่อนสายตาเธอจะเบนไปหาคู่แฝดซึ่งยืนห่างจากเธอไม่ถึงห้าก้าว
เพียงเสี้ยววินาทีนั้น ทั้งสามก็สบตากันโดยไม่ตั้งใจ จ้านกับจ๋ายเบิกตากว้าง ทั้งคู่ชะงักค้างอยู่กลางทางด้วยสีหน้าประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
พวกเขาหันไปมองพร้อมกัน แน่นอนว่าสีหน้าทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะณิชาในวัยเยาว์ เด็กหญิงที่พวกเขาไม่ชอบขี้หน้า ไม่คิดว่าโตมาแล้วจะน่ารักมาก น่ารักจนพวกเขาคิดไม่ถึง
ณิชาในวันนี้โตเป็นสาวเต็มตัว รูปร่างบางเล็กแต่กะทัดรัดได้สัดส่วน ผิวขาวอมชมพูเปล่งปลั่งราวกับได้รับการบำรุงมาอย่างดี ใบหน้าเรียวได้รูป ปากเล็กจิ้มลิ้มรับกับจมูกโด่งรั้นที่ดูสดใสมีเสน่ห์ ดวงตากลมโตซ่อนแววซุกซนและฉลาดเฉลียว ช่างเป็นภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากวันวานเสียจนแทบจำไม่ได้
เธอแต่งหน้าแนวโต่วอินแบบพส.จีน ที่กำลังฮิตในโลกโซเชียลฯ ขนตาเรียงเส้น งอนงามราวกับเพิ่งไปต่อขนตามา อายแชโดว์โทนพีชประกายชิมเมอร์บางเบาช่วยขับผิวให้สว่างกระจ่างใส บลัชออนสีชมพูละมุนพาดผ่านโหนกแก้มอย่างพอดิบพอดี และริมฝีปากแต้มสีแดงกุหลาบระเรื่อ สายตาที่มองมาไม่ได้เจือความเอาเรื่อง แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนจนพวกเขาวางใจได้เต็มร้อย
ทุกอย่างในตัวเธอล้วนตัดกับภาพในอดีตที่ฝังอยู่ในหัว นี่ใช่ณิชาคนเดียวกันจริงหรือ เด็กสาวรูปร่างทรงกะละมังความจุร้อยลิตร ที่เคยยัดตัวเองใส่เสื้อตัวหลวมโพรกกับกางเกงยีนส์สามส่วนในวันวาน กลายเป็นหญิงสาวที่ทั้งเค้าโครงใบหน้าและรูปร่างสวนทางกันอย่างชัดเจน
สองหนุ่มได้แต่มองหน้ากัน ก่อนจะสลับกันมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา เธอสวมชุดสายเดี่ยวสีชมพูอ่อนตัดกับผิวขาวผ่อง คลุมทับด้วยเสื้อคาร์ดิแกนไหมพรมถักสีเข้ม ด้านล่างสวมกางเกงยีนขาสั้นสีอ่อนเผยเรียวขาเนียนละเอียด นั่งไขว่ห้างอย่างไม่สนใจสายตาใคร ราวกับไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกันกับพวกเขาเลย
จ้านกับจ๋ายต่างรู้สึกเหมือนเวลาในร้านหยุดหมุนไปชั่วขณะ มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุข ใจเต้นระส่ำ มองสบตากันแวบหนึ่งแล้วก็รีบเบนสายตากลับไปยังหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นหลายวินาที
...ในใจปั่นป่วน กระอักกระอ่วนเหลือเกิน ไม่รู้จะเริ่มต้นทักทายเธอด้วยคำไหนดี
“ชอบไหมครับ เจ้” จ้านถามเสียงแหบพร่าท่ามกลางเสียงหอบหายใจถี่ของทั้งสามณิชาหลับตาแน่น ก่อนจะพยักหน้ารับทั้งที่ยังหอบหายใจไม่ทัน ดวงหน้าแดงก่ำเพราะความเสียวที่ยังไม่จางหาย“อื้อ...ชอบมาก…มากจนแทบไม่ไหวแล้ว” เธอกระซิบตอบเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของเขาทั้งสองอย่างแผ่วเบา ก่อนถามกลับเสียงอ่อนระโหย “แล้ว...พวกนายล่ะ พอใจกับของขวัญวันเกิดไหมที่ฉันให้ไหม”“พอใจสิครับเจ้…มันดีที่สุดในโลกเลย” จ๋ายตอบเสียงสั่นเครือ“ไม่มีอะไรดีไปกว่าเจเจ้ของพวกเราอีกแล้ว” จ้านเสริมก่อนจะประกบปากจูบเธออย่างดูดดื่มเมื่อความเสียวซ่านทะยานสูง พวกเขาเร่งจังหวะการกระแทกอย่างพร้อมเพรียง แรงกระแทกที่ถาโถมใส่จากทั้งสองทางทำให้ณิชาสมองขาวโพลน ร่างเกร็งกระตุก น้ำหูน้ำตาไหลพราก หูอื้อจนแทบไม่ได้ยินเสียงใดอีก“อื้อออ...ฉันจะ...จะเสร็จแล้ว...เอาแรงกว่านี้อีกได้ไหม...ฉันชอบแบบนี้จัง”“ได้เลยครับ เมียคนสวยของจ๋าย” แฝดคนน้องกระซิบเสียงพร่าที่ข้างหู ก่อนจะเร่งจังหวะเอวไม่ยั้ง จังหวะกระแทกถี่ยิบจนเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสลับกับเสียงครางของเธอที่ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ“จัดให้ครับ เมียที่รักของจ้าน” แฝดคนพี่เองก็กระซิบเสียงพร่
และเมื่อได้รับคำตอบยืนยันจากเธอ สองหนุ่มก็แทบจะรอไม่ไหว จ๋ายเป็นคนเอ่ยขออย่างอ้อนวอนว่าเขาขอเป็นคนเปิดซิงด้านหลังของเธอก่อน เพราะเขาเป็นคนเสนอความคิดนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก จ้านไม่ได้คัดค้านอะไร เพียงแต่พยักหน้ายิ้มให้น้องชายและพี่สาวสุดที่รัก ก่อนจะขยับตัวนอนราบกับพื้นโดยไม่ต้องมีใครบอก“คร่อมบนตัวไอ้จ้านเลยนะเจ้ จะได้ประคองกันได้ง่ายๆ” จ๋ายพูดเสียงทุ้มพร่า ขณะที่สองมือประคองสะโพกของเธอให้ขยับมาทาบลงบนร่างของผู้เป็นพี่ชายณิชาในตอนนี้ใบหน้าแดงซ่าน ดวงตาพร่าเลือนด้วยแรงอารมณ์ที่ทะยานสูง เธอทำตามอย่างว่าง่าย นั่งคร่อมบนร่างของจ้านช้าๆ จนรู้สึกถึงความแข็งขืนที่ถูไถไปตามหลืบร่องช่องทางด้านหน้า ก่อนจะค่อยๆ สอดใส่เข้าไปทีละนิดส่วนจ๋ายค่อยๆ บีบเจลหล่อลื่นสีม่วงใสลงบนร่องจีบด้านหลังของเธอ ปลายนิ้ววนเบาๆ เพื่อให้เนื้อเยื่ออ่อนนุ่มคุ้นชินกับสัมผัสแปลกใหม่ ก่อนจะบีบเจลลงบนเอ็นอวบของตัวเองด้วยความตื่นเต้นเมื่อชโลมจนทั่ว เขาจับมันเข้าประชิดตรงกับรูจีบสีหวานที่กำลังเต้นตุบขมิบเข้าออกด้วยความตื่นเต้น แล้วค่อยๆ ดันมันเข้าไปอย่างช้าๆ ทีละนิด จนกลีบเนื้อด้านหลังเริ่มยอมเปิดรับความแข็งขืนของเขาทีละเซนติเม
ทั้งสองไม่ปล่อยให้เวลาไหลเรื่อยผ่านไป ต่างคนต่างพุ่งเข้าหาเธอราวกับนักล่าที่พบเหยื่อในฤดูผสมพันธุ์ แขนแกร่งโอบกระชับร่างเล็กเอาไว้แน่น ก่อนจะช่วยกันดึงกิโมโนที่ปิดบังผิวเนื้อขาวละมุนออกด้วยท่าทีรีบร้อน เสียงผ้าดังขลุกขลักขณะมันไหลลื่นลงมากองที่ปลายเท้า เผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าที่กำลังสะท้านไหวจ้านโน้มตัวเข้าหาเธออย่างหิวกระหาย ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้หน้าอกอิ่มกลมกลึง ก่อนจะใช้ปลายลิ้นเลียดูดหัวนมสีอ่อนด้วยท่าทางตะกละตะกลาม ในขณะที่จ๋ายทรุดตัวลงเบื้องล่าง ลิ้นอุ่นแตะต้องเม็ดเสียวของเธอ ตวัดไล้โลมเลียแหย่เย้า พร้อมกับปลายนิ้วที่แทรกเข้าหาด้วยจังหวะที่คุ้นเคย“อื้อ...พวก...พวกนาย...ชอบเซอร์ไพรส์นี้ไหม” เธอถามพลางหอบหายใจด้วยความเสียวซ่าน“ชอบสิครับ... ชอบจนอยากจะกินเจ้เข้าไปทั้งตัวเลย” จ้านผงกหัวขึ้นจากหน้าอก ยิ้มพราวตอบเสียงพร่า“นี่เป็นของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตของเราเลยนะเจ้ ขอบคุณนะครับ” จ๋ายเองก็เงยหน้าขึ้นตอบจากหว่างขาเธอเช่นกันเธอหัวเราะเสียงกระเส่าเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบสิ่งของที่ซ่อนไว้ใต้หมอน แล้วชูขึ้นให้ทั้งคู่ดู“เซอร์ไพรส์ไม่ได้มีแค่นี้นะ” เธอว่าพลางยื่นขวดเจลหล่อลื่นสีม่วงใส
เมื่อทุกอย่างเป็นอันตกลงกันเรียบร้อย ถัดมาอีกไม่กี่วัน ณิชาก็พาสองแฝดออกเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว มุ่งหน้าไปทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยมีจุดหมายปลายทางคือชายฝั่งเงียบสงบของสัตหีบ เส้นทางที่ทอดยาวผ่านวิวสองข้างทางอันเขียวชอุ่มและกลิ่นทะเลจางๆ ที่เริ่มลอยมาตามสายลมเงินค่าติวที่แม่ของเธอเคยโอนให้ ถูกเปลี่ยนเป็นการจองพูลวิลล่าสไตล์ญี่ปุ่น ภายในเน้นโทนไม้และแสงธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเรียบง่ายแต่เต็มด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายญี่ปุ่นโบราณบริเวณโดยรอบรายล้อมด้วยกอไผ่เขียวชอุ่มที่ไหวเอนตามแรงลมเย็น เสียงคลื่นเบาๆ ซัดกระทบชายฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ช่วยขับกล่อมให้บรรยากาศสงบและผ่อนคลายราวอยู่ในรีสอร์ตลับริมทะเลหลังจากเช็กอินเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ออกไปเดินเล่นริมชายหาด ทอดสายตาไปไกลสุดขอบฟ้า ก่อนจะพากันลงเล่นน้ำทะเลหน้าที่พัก เสียงหัวเราะและหยอกล้อกันท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายสะท้อนเงาบนผืนน้ำ กลายเป็นภาพความทรงจำอีกหนึ่งช่วงเวลาที่แสนพิเศษและเมื่อถึงช่วงค่ำ ณิชาจัดการสั่งอาหารญี่ปุ่นนานาชนิดมาเต็มโต๊ะไม้เตี้ยกลางห้องพักที่ตกแต่งในสไตล์เรียวกัง ทั้งซูชิเรียงราย ซาชิมิสดใหม่วางคู่กับวาซาบิหอมฉุย เทมปุระ
บรรยากาศในค่ำคืนนี้เงียบงันผิดปกติ เมื่อสองหนุ่มนั่งหน้าหม่นคล้ายลูกหมาโดนดุ ดวงตาทั้งคู่ฉายแววผิดหวังอย่างชัดเจน หลังได้ยินประโยคจากปากเธอที่เปรียบเสมือนค้อนหนักๆ ทุบลงกลางความหวังที่พวกเขาสร้างไว้ในใจเธอสัมผัสได้ชัดเจนจากสีหน้าท่าทางของพวกเขาทั้งคู่ว่าคำพูดของเธอได้สร้างบาดแผลเล็กๆ ไว้ในใจ เพราะมันคล้ายกับการปฏิเสธแบบอ้อมๆ แม้ไม่ได้กล่าวตรงๆ แต่ความเงียบในห้องและดวงตาเศร้าสร้อยของพวกเขาก็ฟ้องทุกอย่างแทนคำพูดกระนั้นก่อนที่พวกเขาจะกลับ ณิชาตัดสินใจเอ่ยบางอย่างเพื่อไม่ให้บรรยากาศจบลงด้วยความหม่นหมอง เธอยิ้มบางๆ พลางพูดเสียงอ่อน“เรื่องที่จะคบกันหรือจะเป็นแค่แบบที่เป็นอยู่ เอาเป็นว่าฉันขอกลับไปคิดดูก่อนนะ”นั่นทำให้สองหนุ่มเผยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี ก่อนจะกระโจนเข้ามากอดเธอแน่นราว ผลัดกันหอมแก้มเธอซ้ายขวาสลับกันอย่างมันเขี้ยว จนใบหน้าของเธอเปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำลายจากความดีใจที่ล้นทะลักเกินจะควบคุม“เจ้ ผมดีใจที่สุดเลย” จ้านโพล่งเสียงดัง พร้อมกับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก“อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง” จ๋ายเอ่ยด้วยเสียงนุ่มทุ้มพลางยิ้มตาหวานกระทั่งช่วงเย็นของวันถัดมา กล่องพัสดุปริศนาถูกส่งมาถึ
“ไม่เอาเด็ดขาด ถ้าพวกนายยังอยากมาติวที่ห้องฉัน ก็เลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลย” เธอตัดบทอย่างเด็ดขาด น้ำเสียงของเธอที่แข็งกร้าวขึ้นทันที ทำเอาสองหนุ่มถึงกับชะงัก สีหน้าเจื่อนลงราวกับเด็กถูกผู้ปกครองดุ จ๋ายเบะปากอย่างขัดใจ ก่อนจะหันไปกระซิบกับฝาแฝดพี่ของตนเบาๆ“เห็นไหมล่ะ กูว่าแล้วว่าเจ้ไม่มีทางยอมแน่ๆ” เขาเอ่ยพร้อมกับทำหน้าเหมือนจะโยนความผิดให้จ้านเต็มที่“ไอ้จ๋าย อย่ามาโยนขี้ให้กูคนเดียวดิ มึงก็เห็นดีเห็นงามด้วยไม่ใช่เหรอไง” จ้านหันขวับกลับมาทันทีด้วยสีหน้าไม่ยอมแพ้ ก่อนจะรีบเอ่ยขอโทษหญิงสาวข้างๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “พวกเราขอโทษนะครับเจ้ ถ้าเจ้ไม่โอเคก็ไม่เป็นไรเลยจริงๆ คือ...พวกเรามันก็แค่เด็กหนุ่มที่ยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้ อยากลอง อยากรู้ อยากทำอะไรที่มันแปลกใหม่ก็แค่นั้นเองครับ”“ฉันให้พวกนายมากพอแล้วนะ อย่ามาเพ้อเจ้อหวังเรื่องแบบนั้นอีกเลย ฝันไปเถอะย่ะ น่าโมโหจริงๆ” เธอแกล้งทำเสียงเข้ม น้ำเสียงขุ่นขึ้งปนดุเล็กน้อย ขณะเลิกคิ้วทำหน้างอใส่สองหนุ่ม“โธ่…เจ้คร้าบบบ อย่าโกรธพวกเราเลยน้าาา...” จ๋ายรีบอ้อนเสียงอ่อยทันควัน จากนั้นทั้งสองก็เอาคางมาเกยไหล่เธอคนละข้าง







