Masukในวินาทีนั้น ความคิดของทั้งคู่แทบจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด มองตาก็รู้ใจ ราวกับสมองส่งสัญญาณตรงกันว่า ผู้หญิงคนนี้น่ารักฉิบหาย น่ารักเหี้ยๆ น่ารักราวกับนางฟ้านางสวรรค์ น่ารักแบบที่พวกเขาไม่สามารถละสายตาจากเธอได้เลย
ณิชามองใบหน้าของพวกเขาทั้งคู่ที่ยังนิ่งงันเหมือนถูกสตัฟไว้ ราวกับสมองของเด็กหนุ่มทั้งสองยังคงประมวลผลไม่เสร็จเสียที เธออมยิ้มนิดๆ อย่างอดไม่ได้ ก่อนจะเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อน โดยยังคงใช้น้ำเสียงเดิมๆ รูปประโยคคุ้นหู และลีลาการพูดแบบพี่สาวข้างบ้านปากจัด ที่พวกเขาจำได้ไม่มีลืม เพื่อคลายความเกร็งระหว่างกัน…ทั้งของเธอ และของพวกเขา
“อะไรกัน ไม่เจอกันแค่ไม่กี่ปี จำฉันไม่ได้แล้วหรือไงยะ”
เธอเลิกคิ้วสูงข้างหนึ่ง พลางกระตุกมุมปากยิ้มเย็นๆ ให้ ทั้งท้าทาย ทั้งน่ารักจนพวกเขารู้สึกเหมือนโดนเสน่ห์คุณไสยเข้าเล่นงาน ละสายตาไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
จ๋ายยกยิ้มมุมปาก เดินเข้ามาทิ้งกายนั่งที่เก้าอี้ตัวตรงกันข้าม ก่อนเสียงหัวเราะเบาๆ จะเล็ดลอดออกมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่
“แหม จะให้จำได้ยังไงล่ะครับเจ้” เขาหัวเราะพรืดเบาๆ แล้วเท้าคางมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์เต็มตา พูดจายียวนกวนประสาทกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเอง “เธอเป็นใคร คายยัยเจ้ณิชาหุ่นกะละมังที่เคยรู้จักออกมาเดี๋ยวนี้เลย!”
จ้านส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะตวัดมือตบกะโหลกฝาแฝดตัวเองเสียงดังเพี้ยะ!
“ไอ้จ๋าย มึงนี่มันพูดจาไม่ให้เกียรติผู้หญิงเลยนะ” จ้านเหลือบตามองณิชาสลับกับฝาแฝดของตัวเอง ถอนหายใจยาว ทำท่าราวกับเป็นพี่ชายแสนดีที่ต้องแบกรับภาระจากฝาแฝดจอมซ่า แล้วก็ใส่ไฟต่ออย่างแนบเนียน “อย่าไปถือสาเลยครับเจ้ ไอ้จ๋ายมันปากหมามาตั้งแต่เด็ก แม่ยังเคยบอกเลยว่ามันโตช้ากว่าจ้านตั้งหลายปี ทั้งสติ ทั้งมารยาท แล้วก็นิสัยด้วย”
จ๋ายเบ้ปาก ฝาแฝดของเขามาทรงนี้ไม่ผิดแน่ ร้อยเปอร์เซ็นต์คือพยายามเข้าหา และที่เลวร้ายคือเขาเองก็ดันคิดจะทำเหมือนกันนั่นแหละ
“ไอ้จ้าน มึงแม่งก็หน้าหม้อไม่แพ้กันนั่นแหละ!” จ๋ายที่โดนใส่ความถึงกับเดือดดาล วาดมือขึ้นตบกะโหลกฝาแฝดตัวเองกลับอย่างแรง เสียงดังจนโต๊ะข้างๆ สะดุ้ง ก่อนรีบแก้ตัว “จ๋ายแค่ไม่คิดว่าเจ้จะโตมาแล้วจะน่ารักขนาดนี้...เจเจ้ณิชามีแฟนหรือยังครับ?”
ณิชาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย สายตาเต็มไปด้วยแววตำหนิที่ส่งให้ทั้งสองคนแบบไม่ปิดบัง
“นายสองคน ผ่านไปกี่ปีก็นิสัยเหมือนเดิมไม่มีผิด โตแต่ตัว แต่สมองกับมารยาทกลับไม่มีพัฒนาการตาม” เธอพูดเสียงเรียบ กอดอกมองสลับไปมาระหว่างจ๋ายกับจ้าน ก่อนจะปัดมือคล้ายจะจบบทสนทนาในหัวข้อไร้สาระเหล่านี้ “เอาเถอะ มาเริ่มติวกันได้แล้ว เวลาของฉันมีค่ากว่านั่งฟังพวกนายเถียงกัน”
สองหนุ่มรีบขยับตัวนั่งหลังตรงอย่างว่าง่ายโดยไม่อิดออดแม้แต่น้อย ท่าทางคล้ายเด็กนักเรียนที่รู้ตัวว่าทำผิดมาแล้วกำลังพยายามเอาใจครู เธอยื่นมือออกไปแบบที่ไม่ต้องเอ่ยคำใด ทั้งคู่ก็รีบส่งเอกสารประกอบการเรียนให้โดยดี
แต่แม้จะพยายามทำตัวเรียบร้อยเพียงใด ดวงตาคมกริบของพวกเขากลับไม่ยอมละไปจากใบหน้าของติวเตอร์สาวเลยแม้แต่วินาทีเดียว ยิ่งเมื่อเห็นเธอนั่งก้มหน้าอ่านเอกสาร เงาความคิดอกุศลก็เริ่มรุกคืบอย่างควบคุมไม่ได้ ความพยายามฝืนตัวเองไม่ให้เหลือบมองต่ำกว่าระดับสายตาก็ค่อยๆ ล้มเหลวอย่างหมดรูป
หน้าอกอิ่มที่โผล่เหนือขอบเสื้อสายเดี่ยวสีหวาน กลายเป็นจุดดึงสายตา โดยเฉพาะรอยสักเส้นบางสไตล์มินิมอลนั่นอีก โผล่พ้นให้เห็นเพียงครึ่งราวกับตั้งใจ ความเร้นลับนั้นยิ่งเร่งเร้าให้หัวใจเต้นสะท้านผิดจังหวะ
ณิชาพลิกหน้าบทเรียนในมือตรวจดูว่าล่าสุด พวกเขาเรียนอะไรไปบ้าง เธอตั้งใจจะเริ่มบทเรียนทันทีให้มันจบๆ ไปตามเวลาในตาราง
“ไหนลองบอกฉันหน่อยสิว่า แต่ละคนเกรดเทอมล่าสุดได้เท่าไร พลาดตรงไหน หรือไม่เข้าใจบทเรียนไหน” เธอเอ่ยเสียงเรียบทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมองทั้งคู่
แต่ก่อนจะได้คำตอบที่ตรงประเด็น ทั้งจ๋ายกับจ้านก็รีบยกมือขึ้นเหมือนเด็กประถมตอบครู เสียงจ๋ายเป็นฝ่ายโพล่งขึ้นมาก่อน
“เจเจ้ครับ วันนี้เรายังไม่ต้องเริ่มเรียนได้ไหม พวกเราสองคนแค่อยาก...เอ่อ...อยากขอเวลานิดนึงน่ะครับ”
“ชอบไหมครับ เจ้” จ้านถามเสียงแหบพร่าท่ามกลางเสียงหอบหายใจถี่ของทั้งสามณิชาหลับตาแน่น ก่อนจะพยักหน้ารับทั้งที่ยังหอบหายใจไม่ทัน ดวงหน้าแดงก่ำเพราะความเสียวที่ยังไม่จางหาย“อื้อ...ชอบมาก…มากจนแทบไม่ไหวแล้ว” เธอกระซิบตอบเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของเขาทั้งสองอย่างแผ่วเบา ก่อนถามกลับเสียงอ่อนระโหย “แล้ว...พวกนายล่ะ พอใจกับของขวัญวันเกิดไหมที่ฉันให้ไหม”“พอใจสิครับเจ้…มันดีที่สุดในโลกเลย” จ๋ายตอบเสียงสั่นเครือ“ไม่มีอะไรดีไปกว่าเจเจ้ของพวกเราอีกแล้ว” จ้านเสริมก่อนจะประกบปากจูบเธออย่างดูดดื่มเมื่อความเสียวซ่านทะยานสูง พวกเขาเร่งจังหวะการกระแทกอย่างพร้อมเพรียง แรงกระแทกที่ถาโถมใส่จากทั้งสองทางทำให้ณิชาสมองขาวโพลน ร่างเกร็งกระตุก น้ำหูน้ำตาไหลพราก หูอื้อจนแทบไม่ได้ยินเสียงใดอีก“อื้อออ...ฉันจะ...จะเสร็จแล้ว...เอาแรงกว่านี้อีกได้ไหม...ฉันชอบแบบนี้จัง”“ได้เลยครับ เมียคนสวยของจ๋าย” แฝดคนน้องกระซิบเสียงพร่าที่ข้างหู ก่อนจะเร่งจังหวะเอวไม่ยั้ง จังหวะกระแทกถี่ยิบจนเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสลับกับเสียงครางของเธอที่ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ“จัดให้ครับ เมียที่รักของจ้าน” แฝดคนพี่เองก็กระซิบเสียงพร่
และเมื่อได้รับคำตอบยืนยันจากเธอ สองหนุ่มก็แทบจะรอไม่ไหว จ๋ายเป็นคนเอ่ยขออย่างอ้อนวอนว่าเขาขอเป็นคนเปิดซิงด้านหลังของเธอก่อน เพราะเขาเป็นคนเสนอความคิดนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก จ้านไม่ได้คัดค้านอะไร เพียงแต่พยักหน้ายิ้มให้น้องชายและพี่สาวสุดที่รัก ก่อนจะขยับตัวนอนราบกับพื้นโดยไม่ต้องมีใครบอก“คร่อมบนตัวไอ้จ้านเลยนะเจ้ จะได้ประคองกันได้ง่ายๆ” จ๋ายพูดเสียงทุ้มพร่า ขณะที่สองมือประคองสะโพกของเธอให้ขยับมาทาบลงบนร่างของผู้เป็นพี่ชายณิชาในตอนนี้ใบหน้าแดงซ่าน ดวงตาพร่าเลือนด้วยแรงอารมณ์ที่ทะยานสูง เธอทำตามอย่างว่าง่าย นั่งคร่อมบนร่างของจ้านช้าๆ จนรู้สึกถึงความแข็งขืนที่ถูไถไปตามหลืบร่องช่องทางด้านหน้า ก่อนจะค่อยๆ สอดใส่เข้าไปทีละนิดส่วนจ๋ายค่อยๆ บีบเจลหล่อลื่นสีม่วงใสลงบนร่องจีบด้านหลังของเธอ ปลายนิ้ววนเบาๆ เพื่อให้เนื้อเยื่ออ่อนนุ่มคุ้นชินกับสัมผัสแปลกใหม่ ก่อนจะบีบเจลลงบนเอ็นอวบของตัวเองด้วยความตื่นเต้นเมื่อชโลมจนทั่ว เขาจับมันเข้าประชิดตรงกับรูจีบสีหวานที่กำลังเต้นตุบขมิบเข้าออกด้วยความตื่นเต้น แล้วค่อยๆ ดันมันเข้าไปอย่างช้าๆ ทีละนิด จนกลีบเนื้อด้านหลังเริ่มยอมเปิดรับความแข็งขืนของเขาทีละเซนติเม
ทั้งสองไม่ปล่อยให้เวลาไหลเรื่อยผ่านไป ต่างคนต่างพุ่งเข้าหาเธอราวกับนักล่าที่พบเหยื่อในฤดูผสมพันธุ์ แขนแกร่งโอบกระชับร่างเล็กเอาไว้แน่น ก่อนจะช่วยกันดึงกิโมโนที่ปิดบังผิวเนื้อขาวละมุนออกด้วยท่าทีรีบร้อน เสียงผ้าดังขลุกขลักขณะมันไหลลื่นลงมากองที่ปลายเท้า เผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าที่กำลังสะท้านไหวจ้านโน้มตัวเข้าหาเธออย่างหิวกระหาย ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้หน้าอกอิ่มกลมกลึง ก่อนจะใช้ปลายลิ้นเลียดูดหัวนมสีอ่อนด้วยท่าทางตะกละตะกลาม ในขณะที่จ๋ายทรุดตัวลงเบื้องล่าง ลิ้นอุ่นแตะต้องเม็ดเสียวของเธอ ตวัดไล้โลมเลียแหย่เย้า พร้อมกับปลายนิ้วที่แทรกเข้าหาด้วยจังหวะที่คุ้นเคย“อื้อ...พวก...พวกนาย...ชอบเซอร์ไพรส์นี้ไหม” เธอถามพลางหอบหายใจด้วยความเสียวซ่าน“ชอบสิครับ... ชอบจนอยากจะกินเจ้เข้าไปทั้งตัวเลย” จ้านผงกหัวขึ้นจากหน้าอก ยิ้มพราวตอบเสียงพร่า“นี่เป็นของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตของเราเลยนะเจ้ ขอบคุณนะครับ” จ๋ายเองก็เงยหน้าขึ้นตอบจากหว่างขาเธอเช่นกันเธอหัวเราะเสียงกระเส่าเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบสิ่งของที่ซ่อนไว้ใต้หมอน แล้วชูขึ้นให้ทั้งคู่ดู“เซอร์ไพรส์ไม่ได้มีแค่นี้นะ” เธอว่าพลางยื่นขวดเจลหล่อลื่นสีม่วงใส
เมื่อทุกอย่างเป็นอันตกลงกันเรียบร้อย ถัดมาอีกไม่กี่วัน ณิชาก็พาสองแฝดออกเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว มุ่งหน้าไปทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยมีจุดหมายปลายทางคือชายฝั่งเงียบสงบของสัตหีบ เส้นทางที่ทอดยาวผ่านวิวสองข้างทางอันเขียวชอุ่มและกลิ่นทะเลจางๆ ที่เริ่มลอยมาตามสายลมเงินค่าติวที่แม่ของเธอเคยโอนให้ ถูกเปลี่ยนเป็นการจองพูลวิลล่าสไตล์ญี่ปุ่น ภายในเน้นโทนไม้และแสงธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเรียบง่ายแต่เต็มด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายญี่ปุ่นโบราณบริเวณโดยรอบรายล้อมด้วยกอไผ่เขียวชอุ่มที่ไหวเอนตามแรงลมเย็น เสียงคลื่นเบาๆ ซัดกระทบชายฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ช่วยขับกล่อมให้บรรยากาศสงบและผ่อนคลายราวอยู่ในรีสอร์ตลับริมทะเลหลังจากเช็กอินเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ออกไปเดินเล่นริมชายหาด ทอดสายตาไปไกลสุดขอบฟ้า ก่อนจะพากันลงเล่นน้ำทะเลหน้าที่พัก เสียงหัวเราะและหยอกล้อกันท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายสะท้อนเงาบนผืนน้ำ กลายเป็นภาพความทรงจำอีกหนึ่งช่วงเวลาที่แสนพิเศษและเมื่อถึงช่วงค่ำ ณิชาจัดการสั่งอาหารญี่ปุ่นนานาชนิดมาเต็มโต๊ะไม้เตี้ยกลางห้องพักที่ตกแต่งในสไตล์เรียวกัง ทั้งซูชิเรียงราย ซาชิมิสดใหม่วางคู่กับวาซาบิหอมฉุย เทมปุระ
บรรยากาศในค่ำคืนนี้เงียบงันผิดปกติ เมื่อสองหนุ่มนั่งหน้าหม่นคล้ายลูกหมาโดนดุ ดวงตาทั้งคู่ฉายแววผิดหวังอย่างชัดเจน หลังได้ยินประโยคจากปากเธอที่เปรียบเสมือนค้อนหนักๆ ทุบลงกลางความหวังที่พวกเขาสร้างไว้ในใจเธอสัมผัสได้ชัดเจนจากสีหน้าท่าทางของพวกเขาทั้งคู่ว่าคำพูดของเธอได้สร้างบาดแผลเล็กๆ ไว้ในใจ เพราะมันคล้ายกับการปฏิเสธแบบอ้อมๆ แม้ไม่ได้กล่าวตรงๆ แต่ความเงียบในห้องและดวงตาเศร้าสร้อยของพวกเขาก็ฟ้องทุกอย่างแทนคำพูดกระนั้นก่อนที่พวกเขาจะกลับ ณิชาตัดสินใจเอ่ยบางอย่างเพื่อไม่ให้บรรยากาศจบลงด้วยความหม่นหมอง เธอยิ้มบางๆ พลางพูดเสียงอ่อน“เรื่องที่จะคบกันหรือจะเป็นแค่แบบที่เป็นอยู่ เอาเป็นว่าฉันขอกลับไปคิดดูก่อนนะ”นั่นทำให้สองหนุ่มเผยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี ก่อนจะกระโจนเข้ามากอดเธอแน่นราว ผลัดกันหอมแก้มเธอซ้ายขวาสลับกันอย่างมันเขี้ยว จนใบหน้าของเธอเปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำลายจากความดีใจที่ล้นทะลักเกินจะควบคุม“เจ้ ผมดีใจที่สุดเลย” จ้านโพล่งเสียงดัง พร้อมกับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก“อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง” จ๋ายเอ่ยด้วยเสียงนุ่มทุ้มพลางยิ้มตาหวานกระทั่งช่วงเย็นของวันถัดมา กล่องพัสดุปริศนาถูกส่งมาถึ
“ไม่เอาเด็ดขาด ถ้าพวกนายยังอยากมาติวที่ห้องฉัน ก็เลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลย” เธอตัดบทอย่างเด็ดขาด น้ำเสียงของเธอที่แข็งกร้าวขึ้นทันที ทำเอาสองหนุ่มถึงกับชะงัก สีหน้าเจื่อนลงราวกับเด็กถูกผู้ปกครองดุ จ๋ายเบะปากอย่างขัดใจ ก่อนจะหันไปกระซิบกับฝาแฝดพี่ของตนเบาๆ“เห็นไหมล่ะ กูว่าแล้วว่าเจ้ไม่มีทางยอมแน่ๆ” เขาเอ่ยพร้อมกับทำหน้าเหมือนจะโยนความผิดให้จ้านเต็มที่“ไอ้จ๋าย อย่ามาโยนขี้ให้กูคนเดียวดิ มึงก็เห็นดีเห็นงามด้วยไม่ใช่เหรอไง” จ้านหันขวับกลับมาทันทีด้วยสีหน้าไม่ยอมแพ้ ก่อนจะรีบเอ่ยขอโทษหญิงสาวข้างๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “พวกเราขอโทษนะครับเจ้ ถ้าเจ้ไม่โอเคก็ไม่เป็นไรเลยจริงๆ คือ...พวกเรามันก็แค่เด็กหนุ่มที่ยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้ อยากลอง อยากรู้ อยากทำอะไรที่มันแปลกใหม่ก็แค่นั้นเองครับ”“ฉันให้พวกนายมากพอแล้วนะ อย่ามาเพ้อเจ้อหวังเรื่องแบบนั้นอีกเลย ฝันไปเถอะย่ะ น่าโมโหจริงๆ” เธอแกล้งทำเสียงเข้ม น้ำเสียงขุ่นขึ้งปนดุเล็กน้อย ขณะเลิกคิ้วทำหน้างอใส่สองหนุ่ม“โธ่…เจ้คร้าบบบ อย่าโกรธพวกเราเลยน้าาา...” จ๋ายรีบอ้อนเสียงอ่อยทันควัน จากนั้นทั้งสองก็เอาคางมาเกยไหล่เธอคนละข้าง







