LOGIN“ฉิบหายแล้วไง ไอ้จ๋าย!” จ้านสบถออกมาเสียงดังปนเครียด “กูว่าป๊าม้าเอาจริงแน่ คราวนี้พวกเราโดนลดค่าขนมชัวร์”
“แม่ง! กูอุตส่าห์จะอ้อนป๊า ขอเงินไว้ไปเที่ยวช่วงปิดเทอม สงสัยได้พับโปรเจกต์แหงๆ” จ๋ายเสริมพร้อมทำหน้าเซ็งจัด พลางทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เหมือนคนหมดแรง
และสุดท้ายก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อป๊าม้ากลับมาจากงานเลี้ยง เห็นสองหนุ่มหน้าตาไม่สู้ดี ถามไถ่จนได้ความว่าเกรดออกแล้ว ทว่าต่อให้จ้านกับจ๋ายพยายามอธิบายว่ามันยากมากแค่ไหน หรือข้อสอบมันยากกว่าปกติหลายเท่าก็เถอะ แต่ทั้งสองก็ไม่ฟังเหตุผล หาเรื่องมาหักล้างข้ออ้างของพวกเขาจนหมด
“พวกแกนี่นะ ยิ่งให้เงินใช้เยอะก็ยิ่งเหลิง เอาเงินไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก ไม่สนใจ การเรียน ทำตัวเหลวไหล เอาเงินไปลงขวดเหล้าซะหมด แล้วแบบนี้เวลาญาติๆ มาถาม ป๊าม้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนละฮะ!” สุดาส่ายหน้าพร้อมบ่นยาวไม่หยุด เสียงดังรัวราวกับเครื่องด่าที่เปิดทำงานเต็มอัตรา
“โธ่...ม้า~ พวกเราตั้งใจเรียนแล้วนะ แค่ภาษาอังกฤษตัวเดียวเองที่เกรดห่วยอะ อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่สิครับ” จ๋ายโพล่งเสียงดัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเครียด
“นั่นสิม้า ไอ้จ๋ายพูดถูก วิชาอื่นเกรดเราสวยหมด แค่ตัวนี้ตัวเดียวเองที่ได้ D ไม่ F ก็บุญแล้ว ม้าจะจริงจังอะไรนักหนาครับเนี่ย” จ้านเถียงกลับเสียงแข็ง ก่อนที่ ธนินทร์ ผู้เป็นพ่อที่นั่งเงียบอยู่นานถึงกับตบโต๊ะดังปัง จนทำให้สามแม่ลูกเงียบกริบ
“มันใช้ได้ที่ไหนล่ะ! เป็นแฝดก็จริง แต่ไม่จำเป็นต้องห่วยเหมือนกันทั้งคู่ก็ได้ไหมวะ แกก็รู้ว่าบริษัทเรามีโพรเจกต์ลงทุนต่างประเทศเป็นสิบ ต้องติดต่องานกับต่างชาติทุกวัน แบบนี้มันจะไหวได้ยังไงถ้าภาษาอังกฤษยังเอาตัวไม่รอด แล้วป๊าจะกล้าปล่อยมือให้พวกแกมาบริหารแทนได้ยังไงฮะ!” เสียงเข้มของพ่อเหมือนค้อนปอนด์ตอกย้ำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สุดาเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวเอือมระอา ก่อนคว้ามือถือขึ้นมากดเบอร์โทรหานิรมล เพื่อนสนิทที่พึ่งพาได้ เสียงบ่นยังดังลอยไปถึงห้องข้างๆ ระหว่างเดินออกไปคุยโทรศัพท์ คุยอยู่พักใหญ่จนสีหน้าเริ่มผ่อนคลายลง เธอจึงเดินกลับเข้ามาในห้องพลางถอนหายใจยาวอย่างเอือมระอา
“ม้าตัดสินใจแล้วนะ ม้าจะส่งพวกแกไปติวกับพี่ณิชา จะได้เลิกอ้างว่ามันยาก เลิกอิดออดกันซะที”
“หา!” จ๋ายอุทานเสียงหลง
“ม้าหมายถึงยัยเจ๊ณิชาขี้ฟ้องอะนะ” จ้านถามซ้ำ
“ใช่ หนูณิชา ลูกป้ามลข้างบ้านเก่าเรานั่นแหละ ลูกแกสอบชิงทุนไปเรียนที่อังกฤษ เห็นว่าได้คะแนน ไอ...ไอเฟล...”
“ไอเอล (IELTS) ม้า ไม่ใช่ไอเฟล ไอเฟลนั่นมันหอคอยในฝรั่งเศส” จ๋ายแก้ให้มารดา
“เออ นั่นแหละ ไอ้เอลๆ นั่นแหละ เห็นน้ามลบอกว่าพี่ณิชาได้คะแนนเยอะที่สุดในประเทศด้วยนะ”
“โอ๊ยยย ไม่เอาอะ ไม่ติวได้ไหม ม้าก็รู้ว่าพวกเราไม่ชอบยัยเจ๊นั่น”
ทั้งจ้านและจ๋ายบ่นอุบ แค่ได้ยินชื่อ ทั้งสองถึงกับทำหน้าบูดหน้าบึ้งราวกับถูกบังคับให้กินยาขม ความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นในหัวทันควัน เด็กสาวร่างท้วมปากจัดแก้มกลม ที่พวกเขาเจอครั้งสุดท้ายสมัยมัธยมปลาย ภาพเธอที่เถียงเก่ง ด่ากราดจนพวกเขาไปไม่เป็นยังคงติดอยู่ในหัว
โดยเฉพาะเรื่องที่เลวร้ายที่สุด ตอนพวกเขาแกล้งเด็กที่ชื่อธนู เด็กชายสายตาสั้นตัวผอมกะหร่อง พวกเขาเอาแว่นตาธนูไปซ่อนจนสุดท้ายเผลอไปเหยียบจนพังยับไม่มีชิ้นดี
ครั้งนั้นถือเป็นจุดแตกหัก ณิชาไม่ยอมปล่อยผ่าน รีบวิ่งหน้าแจ้นเอาเรื่องนี้ไปฟ้องลุงธนินทร์กับป้าสุดา ผลคือฝาแฝดโดนลงโทษหนัก พ่อใช้ไม้แขวนเสื้อฟาดก้นลายไปหลายสิบที เจ็บแสบจนจำฝังใจ ไหนจะถูกกักบริเวณ แถมถูกยกเลิกทริปไปเที่ยวยุโรปที่รอคอยอีกต่างหาก ทำให้ทั้งสองจงเกลียดจงชังเธอยิ่งกว่าเดิม
สองหนุ่มถอนหายใจยาว สบตากันด้วยสีหน้าเซ็งจัดราวกับส่องกระจกเงาเผชิญตัวเอง หมดกัน...ความฝันที่คิดว่าปิดเทอมนี้จะได้ชิลๆ แพ็กกระเป๋าไปเที่ยวญี่ปุ่นตามที่เคยอ้อนพ่อกับแม่ไว้ ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย กลายต้องติดแหงกอยู่ในเมืองกรุง แถมยังถูกบังคับให้ไปติวหนังสือกับยัยเจ๊ณิชาปากแจ๋ว เครื่องด่าอันดับหนึ่งที่พวกเขาเกลียดเข้าไส้อีกต่างหาก!
“ชอบไหมครับ เจ้” จ้านถามเสียงแหบพร่าท่ามกลางเสียงหอบหายใจถี่ของทั้งสามณิชาหลับตาแน่น ก่อนจะพยักหน้ารับทั้งที่ยังหอบหายใจไม่ทัน ดวงหน้าแดงก่ำเพราะความเสียวที่ยังไม่จางหาย“อื้อ...ชอบมาก…มากจนแทบไม่ไหวแล้ว” เธอกระซิบตอบเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของเขาทั้งสองอย่างแผ่วเบา ก่อนถามกลับเสียงอ่อนระโหย “แล้ว...พวกนายล่ะ พอใจกับของขวัญวันเกิดไหมที่ฉันให้ไหม”“พอใจสิครับเจ้…มันดีที่สุดในโลกเลย” จ๋ายตอบเสียงสั่นเครือ“ไม่มีอะไรดีไปกว่าเจเจ้ของพวกเราอีกแล้ว” จ้านเสริมก่อนจะประกบปากจูบเธออย่างดูดดื่มเมื่อความเสียวซ่านทะยานสูง พวกเขาเร่งจังหวะการกระแทกอย่างพร้อมเพรียง แรงกระแทกที่ถาโถมใส่จากทั้งสองทางทำให้ณิชาสมองขาวโพลน ร่างเกร็งกระตุก น้ำหูน้ำตาไหลพราก หูอื้อจนแทบไม่ได้ยินเสียงใดอีก“อื้อออ...ฉันจะ...จะเสร็จแล้ว...เอาแรงกว่านี้อีกได้ไหม...ฉันชอบแบบนี้จัง”“ได้เลยครับ เมียคนสวยของจ๋าย” แฝดคนน้องกระซิบเสียงพร่าที่ข้างหู ก่อนจะเร่งจังหวะเอวไม่ยั้ง จังหวะกระแทกถี่ยิบจนเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสลับกับเสียงครางของเธอที่ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ“จัดให้ครับ เมียที่รักของจ้าน” แฝดคนพี่เองก็กระซิบเสียงพร่
และเมื่อได้รับคำตอบยืนยันจากเธอ สองหนุ่มก็แทบจะรอไม่ไหว จ๋ายเป็นคนเอ่ยขออย่างอ้อนวอนว่าเขาขอเป็นคนเปิดซิงด้านหลังของเธอก่อน เพราะเขาเป็นคนเสนอความคิดนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก จ้านไม่ได้คัดค้านอะไร เพียงแต่พยักหน้ายิ้มให้น้องชายและพี่สาวสุดที่รัก ก่อนจะขยับตัวนอนราบกับพื้นโดยไม่ต้องมีใครบอก“คร่อมบนตัวไอ้จ้านเลยนะเจ้ จะได้ประคองกันได้ง่ายๆ” จ๋ายพูดเสียงทุ้มพร่า ขณะที่สองมือประคองสะโพกของเธอให้ขยับมาทาบลงบนร่างของผู้เป็นพี่ชายณิชาในตอนนี้ใบหน้าแดงซ่าน ดวงตาพร่าเลือนด้วยแรงอารมณ์ที่ทะยานสูง เธอทำตามอย่างว่าง่าย นั่งคร่อมบนร่างของจ้านช้าๆ จนรู้สึกถึงความแข็งขืนที่ถูไถไปตามหลืบร่องช่องทางด้านหน้า ก่อนจะค่อยๆ สอดใส่เข้าไปทีละนิดส่วนจ๋ายค่อยๆ บีบเจลหล่อลื่นสีม่วงใสลงบนร่องจีบด้านหลังของเธอ ปลายนิ้ววนเบาๆ เพื่อให้เนื้อเยื่ออ่อนนุ่มคุ้นชินกับสัมผัสแปลกใหม่ ก่อนจะบีบเจลลงบนเอ็นอวบของตัวเองด้วยความตื่นเต้นเมื่อชโลมจนทั่ว เขาจับมันเข้าประชิดตรงกับรูจีบสีหวานที่กำลังเต้นตุบขมิบเข้าออกด้วยความตื่นเต้น แล้วค่อยๆ ดันมันเข้าไปอย่างช้าๆ ทีละนิด จนกลีบเนื้อด้านหลังเริ่มยอมเปิดรับความแข็งขืนของเขาทีละเซนติเม
ทั้งสองไม่ปล่อยให้เวลาไหลเรื่อยผ่านไป ต่างคนต่างพุ่งเข้าหาเธอราวกับนักล่าที่พบเหยื่อในฤดูผสมพันธุ์ แขนแกร่งโอบกระชับร่างเล็กเอาไว้แน่น ก่อนจะช่วยกันดึงกิโมโนที่ปิดบังผิวเนื้อขาวละมุนออกด้วยท่าทีรีบร้อน เสียงผ้าดังขลุกขลักขณะมันไหลลื่นลงมากองที่ปลายเท้า เผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าที่กำลังสะท้านไหวจ้านโน้มตัวเข้าหาเธออย่างหิวกระหาย ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้หน้าอกอิ่มกลมกลึง ก่อนจะใช้ปลายลิ้นเลียดูดหัวนมสีอ่อนด้วยท่าทางตะกละตะกลาม ในขณะที่จ๋ายทรุดตัวลงเบื้องล่าง ลิ้นอุ่นแตะต้องเม็ดเสียวของเธอ ตวัดไล้โลมเลียแหย่เย้า พร้อมกับปลายนิ้วที่แทรกเข้าหาด้วยจังหวะที่คุ้นเคย“อื้อ...พวก...พวกนาย...ชอบเซอร์ไพรส์นี้ไหม” เธอถามพลางหอบหายใจด้วยความเสียวซ่าน“ชอบสิครับ... ชอบจนอยากจะกินเจ้เข้าไปทั้งตัวเลย” จ้านผงกหัวขึ้นจากหน้าอก ยิ้มพราวตอบเสียงพร่า“นี่เป็นของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตของเราเลยนะเจ้ ขอบคุณนะครับ” จ๋ายเองก็เงยหน้าขึ้นตอบจากหว่างขาเธอเช่นกันเธอหัวเราะเสียงกระเส่าเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบสิ่งของที่ซ่อนไว้ใต้หมอน แล้วชูขึ้นให้ทั้งคู่ดู“เซอร์ไพรส์ไม่ได้มีแค่นี้นะ” เธอว่าพลางยื่นขวดเจลหล่อลื่นสีม่วงใส
เมื่อทุกอย่างเป็นอันตกลงกันเรียบร้อย ถัดมาอีกไม่กี่วัน ณิชาก็พาสองแฝดออกเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว มุ่งหน้าไปทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยมีจุดหมายปลายทางคือชายฝั่งเงียบสงบของสัตหีบ เส้นทางที่ทอดยาวผ่านวิวสองข้างทางอันเขียวชอุ่มและกลิ่นทะเลจางๆ ที่เริ่มลอยมาตามสายลมเงินค่าติวที่แม่ของเธอเคยโอนให้ ถูกเปลี่ยนเป็นการจองพูลวิลล่าสไตล์ญี่ปุ่น ภายในเน้นโทนไม้และแสงธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเรียบง่ายแต่เต็มด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายญี่ปุ่นโบราณบริเวณโดยรอบรายล้อมด้วยกอไผ่เขียวชอุ่มที่ไหวเอนตามแรงลมเย็น เสียงคลื่นเบาๆ ซัดกระทบชายฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ช่วยขับกล่อมให้บรรยากาศสงบและผ่อนคลายราวอยู่ในรีสอร์ตลับริมทะเลหลังจากเช็กอินเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ออกไปเดินเล่นริมชายหาด ทอดสายตาไปไกลสุดขอบฟ้า ก่อนจะพากันลงเล่นน้ำทะเลหน้าที่พัก เสียงหัวเราะและหยอกล้อกันท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายสะท้อนเงาบนผืนน้ำ กลายเป็นภาพความทรงจำอีกหนึ่งช่วงเวลาที่แสนพิเศษและเมื่อถึงช่วงค่ำ ณิชาจัดการสั่งอาหารญี่ปุ่นนานาชนิดมาเต็มโต๊ะไม้เตี้ยกลางห้องพักที่ตกแต่งในสไตล์เรียวกัง ทั้งซูชิเรียงราย ซาชิมิสดใหม่วางคู่กับวาซาบิหอมฉุย เทมปุระ
บรรยากาศในค่ำคืนนี้เงียบงันผิดปกติ เมื่อสองหนุ่มนั่งหน้าหม่นคล้ายลูกหมาโดนดุ ดวงตาทั้งคู่ฉายแววผิดหวังอย่างชัดเจน หลังได้ยินประโยคจากปากเธอที่เปรียบเสมือนค้อนหนักๆ ทุบลงกลางความหวังที่พวกเขาสร้างไว้ในใจเธอสัมผัสได้ชัดเจนจากสีหน้าท่าทางของพวกเขาทั้งคู่ว่าคำพูดของเธอได้สร้างบาดแผลเล็กๆ ไว้ในใจ เพราะมันคล้ายกับการปฏิเสธแบบอ้อมๆ แม้ไม่ได้กล่าวตรงๆ แต่ความเงียบในห้องและดวงตาเศร้าสร้อยของพวกเขาก็ฟ้องทุกอย่างแทนคำพูดกระนั้นก่อนที่พวกเขาจะกลับ ณิชาตัดสินใจเอ่ยบางอย่างเพื่อไม่ให้บรรยากาศจบลงด้วยความหม่นหมอง เธอยิ้มบางๆ พลางพูดเสียงอ่อน“เรื่องที่จะคบกันหรือจะเป็นแค่แบบที่เป็นอยู่ เอาเป็นว่าฉันขอกลับไปคิดดูก่อนนะ”นั่นทำให้สองหนุ่มเผยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี ก่อนจะกระโจนเข้ามากอดเธอแน่นราว ผลัดกันหอมแก้มเธอซ้ายขวาสลับกันอย่างมันเขี้ยว จนใบหน้าของเธอเปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำลายจากความดีใจที่ล้นทะลักเกินจะควบคุม“เจ้ ผมดีใจที่สุดเลย” จ้านโพล่งเสียงดัง พร้อมกับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก“อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง” จ๋ายเอ่ยด้วยเสียงนุ่มทุ้มพลางยิ้มตาหวานกระทั่งช่วงเย็นของวันถัดมา กล่องพัสดุปริศนาถูกส่งมาถึ
“ไม่เอาเด็ดขาด ถ้าพวกนายยังอยากมาติวที่ห้องฉัน ก็เลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลย” เธอตัดบทอย่างเด็ดขาด น้ำเสียงของเธอที่แข็งกร้าวขึ้นทันที ทำเอาสองหนุ่มถึงกับชะงัก สีหน้าเจื่อนลงราวกับเด็กถูกผู้ปกครองดุ จ๋ายเบะปากอย่างขัดใจ ก่อนจะหันไปกระซิบกับฝาแฝดพี่ของตนเบาๆ“เห็นไหมล่ะ กูว่าแล้วว่าเจ้ไม่มีทางยอมแน่ๆ” เขาเอ่ยพร้อมกับทำหน้าเหมือนจะโยนความผิดให้จ้านเต็มที่“ไอ้จ๋าย อย่ามาโยนขี้ให้กูคนเดียวดิ มึงก็เห็นดีเห็นงามด้วยไม่ใช่เหรอไง” จ้านหันขวับกลับมาทันทีด้วยสีหน้าไม่ยอมแพ้ ก่อนจะรีบเอ่ยขอโทษหญิงสาวข้างๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “พวกเราขอโทษนะครับเจ้ ถ้าเจ้ไม่โอเคก็ไม่เป็นไรเลยจริงๆ คือ...พวกเรามันก็แค่เด็กหนุ่มที่ยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้ อยากลอง อยากรู้ อยากทำอะไรที่มันแปลกใหม่ก็แค่นั้นเองครับ”“ฉันให้พวกนายมากพอแล้วนะ อย่ามาเพ้อเจ้อหวังเรื่องแบบนั้นอีกเลย ฝันไปเถอะย่ะ น่าโมโหจริงๆ” เธอแกล้งทำเสียงเข้ม น้ำเสียงขุ่นขึ้งปนดุเล็กน้อย ขณะเลิกคิ้วทำหน้างอใส่สองหนุ่ม“โธ่…เจ้คร้าบบบ อย่าโกรธพวกเราเลยน้าาา...” จ๋ายรีบอ้อนเสียงอ่อยทันควัน จากนั้นทั้งสองก็เอาคางมาเกยไหล่เธอคนละข้าง







