Masuk“คือพวกเรารู้ดีว่าตอนเด็กๆ เคยทำตัวไม่ดี ล้อเจ้ แกล้งเจ้หลายอย่าง มันฝังอยู่ในใจมาตลอดเลยนะครับ เจ้จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต่ว่าพวกเราอยากให้วันนี้เป็นวันละลายพฤติกรรมก่อน จะได้ไม่เกร็งกัน จะได้สนิทกันมากขึ้น ใช่มะ...ไอ้จ๋าย” จ้านหันไปทางแฝดน้อง รีบเสริมต่อทันที พร้อมกับแสร้งตีหน้าเศร้า สำนึกผิดอย่างสุดใจ
เธอเงยหน้ามองทั้งสองคน สายตาฉายแววเด็ดขาดแฝงความไม่ประนีประนอม ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่หนักแน่นจนทั้งคู่รู้สึกเหมือนถูกสะกดให้เงียบลงทันที
“ไม่จำเป็น หน้าที่ของฉันคือสอนในสิ่งที่พวกนายไม่เข้าใจ ไม่ใช่มาเล่นกิจกรรมทำความรู้จักแบบเด็กประถม ฉันไม่อยากเสียเวลาไปกับการเล่นบทพ่อแม่ลูกอะไรพวกนั้นหรอกนะ”
แต่เป็นจ้านที่ระบายลมหายใจยาวก่อนจะยิ้มกว้างแบบกึ่งหมั่นไส้กึ่งเอ็นดู
“จ้านว่าเราข้ามเรื่องนี้ แล้วเซลฟี่ด้วยกันก่อนดีกว่านะ จะได้ทำตามคำสั่งของม้าให้ครบ”
“หืม คำสั่งอะไร?” ณิชาโพล่งถาม สีหน้างุนงง
“ก็คำสั่งให้ถ่ายรูปคู่กับเจ้ทุกวันไงครับ จะได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าเราสองคนไม่ได้เถลไถล มาติวกับเจ้จริง” จ้านเหลือบตาไปมองหน้าจ๋าย ในขณะที่ใต้โต๊ะ เขายกเท้าของตนสะกิดเท้าน้องชายเบาๆ เป็นสัญญาณให้เล่นตามน้ำ “ใช่ไหมไอ้จ๋าย”
จ๋ายยิ้มบางๆ พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย รีบล้วงมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วทั้งคู่ก็พากันลุกขึ้น เดินอ้อมไปยืนด้านหลังของณิชา โดยไม่รอให้เจ้าตัวอนุญาตหรือปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น
พวกเขายืนขนาบเธอคนละด้าน จ๋ายเป็นฝ่ายยกโทรศัพท์มือถือขึ้นในระดับที่พอดีกับใบหน้า ก่อนที่ทั้งคู่จะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้แบบไม่ให้หญิงสาวทันตั้งตัว แก้มแนบแก้มในระยะประชิดจนได้กลิ่นแชมพูจากเส้นผมของกันและกัน ปลายจมูกของจ๋ายเกือบจะชนกับขมับของเธอ ส่วนจ้านก็กะพริบตาช้าๆ แล้วยิ้มหวานส่งให้กล้องอย่างเป็นธรรมชาติ
ยกเว้นก็แต่ณิชา เธอผละหน้าหนี หันหน้าไปมองซ้ายทีขวาที แล้วด่ากราดด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก
“นี่พวกนายเป็นบ้าไปแล้วหรือไง เลิกแกล้งฉันซะที นี่มันใกล้เกินไปแล้วนะ ขยับออกไปเดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงห้วนจัดแต่ยังไม่ถึงกับตะโกน เรียกสติทั้งสองให้ชะงักไปชั่วครู่
“ถ้าเจ้ยังทำหน้าดุใส่แบบนี้ แม่ๆ ของพวกเราจะสบายใจได้ยังไงล่ะครับ อย่างน้อยก็ช่วยทำหน้าสวยๆ ให้กล้องสักหน่อยเถอะน้า...”
จ้านหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ยี่หระ พลางยื่นมือขึ้นจิ้มแก้มขวาของเธอเบาๆ ส่วนจ๋ายก็ไม่ยอมน้อยหน้า เอานิ้วจิ้มแก้มซ้ายอย่างพร้อมเพรียง ทั้งคู่ยิ้มกว้างราวกับเด็กชายตัวแสบทำความผิดแล้วยังกล้าเล่นซื่อ ทำให้ณิชาต้องกัดฟันฝืนยิ้มตามโดยอัตโนมัติ
และเมื่อถ่ายเสร็จไปหลายช็อต พร้อมเสียงชัตเตอร์ที่ดังติดกันราวกับจะจับภาพในทุกอารมณ์ จ๋ายโน้มตัวเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นรินรดข้างแก้มเธอ ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วชวนให้หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ
“ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์เจเจ้ด้วยนะครับ จ๋ายสัญญาว่าจะตั้งใจเรียน จะไม่ดื้อ จะไม่ซน” น้ำเสียงทุ้มต่ำและคำลงท้ายหวานหูทำให้ขนเธอลุกซู่
จ้านที่อยู่อีกฝั่งไม่รอช้า เขาก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ จนริมฝีปากแทบเฉียดแก้มเธอ กระซิบเสียงแผ่วอย่างจริงจังไม่แพ้กัน
“จ้านก็จะเป็นเด็กดี จะเชื่อฟังเจเจ้ทุกอย่างครับ”
ณิชาไม่รู้ว่านี่คือความกวนโอ๊ยรูปแบบใหม่ หรือความตั้งใจจะเล่นแง่ของฝาแฝดคู่นี้หรือไม่ แต่ที่รู้ชัดเจนคือ ความโกรธ ความไม่พอใจ หรือแม้แต่ความตั้งใจที่จะตั้งกำแพง ก็ถูกพังราบคาบในเสี้ยวนาทีนั้น เมื่อเสียงกระซิบออดอ้อนของพวกเขาดังชิดแนบใบหู พร้อมกับสัมผัสที่ทำเอาหัวใจเต้นแรง
ไม่ใช่แค่คำพูดหวานๆ เท่านั้น แต่ยังมีหนึ่งในสอง ใช้ปลายจมูกลากผ่านติ่งหูของเธออย่างจงใจ พ่นลมหายใจแผ่วเบาจนแทบจะไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นจริงหรือแค่จินตนาการ ทว่าผลลัพธ์คือความหวิวโหวงที่วิ่งจากปลายเท้าผ่านเส้นสันหลังจนขนลุกชัน
ให้ตายเถอะ นี่มันอะไรกัน! เธอทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ
แฝดนรกสองคนนี้จะมาไม้ไหนกันนะ?
“คือพวกเรารู้ดีว่าตอนเด็กๆ เคยทำตัวไม่ดี ล้อเจ้ แกล้งเจ้หลายอย่าง มันฝังอยู่ในใจมาตลอดเลยนะครับ เจ้จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต่ว่าพวกเราอยากให้วันนี้เป็นวันละลายพฤติกรรมก่อน จะได้ไม่เกร็งกัน จะได้สนิทกันมากขึ้น ใช่มะ...ไอ้จ๋าย” จ้านหันไปทางแฝดน้อง รีบเสริมต่อทันที พร้อมกับแสร้งตีหน้าเศร้า สำนึกผิดอย่างสุดใจเธอเงยหน้ามองทั้งสองคน สายตาฉายแววเด็ดขาดแฝงความไม่ประนีประนอม ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่หนักแน่นจนทั้งคู่รู้สึกเหมือนถูกสะกดให้เงียบลงทันที“ไม่จำเป็น หน้าที่ของฉันคือสอนในสิ่งที่พวกนายไม่เข้าใจ ไม่ใช่มาเล่นกิจกรรมทำความรู้จักแบบเด็กประถม ฉันไม่อยากเสียเวลาไปกับการเล่นบทพ่อแม่ลูกอะไรพวกนั้นหรอกนะ”แต่เป็นจ้านที่ระบายลมหายใจยาวก่อนจะยิ้มกว้างแบบกึ่งหมั่นไส้กึ่งเอ็นดู“จ้านว่าเราข้ามเรื่องนี้ แล้วเซลฟี่ด้วยกันก่อนดีกว่านะ จะได้ทำตามคำสั่งของม้าให้ครบ”“หืม คำสั่งอะไร?” ณิชาโพล่งถาม สีหน้างุนงง“ก็คำสั่งให้ถ่ายรูปคู่กับเจ้ทุกวันไงครับ จะได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าเราสองคนไม่ได้เถลไถล มาติวกับเจ้จริง” จ้านเหลือบตาไปมองหน้าจ๋าย ในขณะที่ใต้โต๊ะ เขายกเท
ในวินาทีนั้น ความคิดของทั้งคู่แทบจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด มองตาก็รู้ใจ ราวกับสมองส่งสัญญาณตรงกันว่า ผู้หญิงคนนี้น่ารักฉิบหาย น่ารักเหี้ยๆ น่ารักราวกับนางฟ้านางสวรรค์ น่ารักแบบที่พวกเขาไม่สามารถละสายตาจากเธอได้เลยณิชามองใบหน้าของพวกเขาทั้งคู่ที่ยังนิ่งงันเหมือนถูกสตัฟไว้ ราวกับสมองของเด็กหนุ่มทั้งสองยังคงประมวลผลไม่เสร็จเสียที เธออมยิ้มนิดๆ อย่างอดไม่ได้ ก่อนจะเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อน โดยยังคงใช้น้ำเสียงเดิมๆ รูปประโยคคุ้นหู และลีลาการพูดแบบพี่สาวข้างบ้านปากจัด ที่พวกเขาจำได้ไม่มีลืม เพื่อคลายความเกร็งระหว่างกัน…ทั้งของเธอ และของพวกเขา“อะไรกัน ไม่เจอกันแค่ไม่กี่ปี จำฉันไม่ได้แล้วหรือไงยะ”เธอเลิกคิ้วสูงข้างหนึ่ง พลางกระตุกมุมปากยิ้มเย็นๆ ให้ ทั้งท้าทาย ทั้งน่ารักจนพวกเขารู้สึกเหมือนโดนเสน่ห์คุณไสยเข้าเล่นงาน ละสายตาไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียวจ๋ายยกยิ้มมุมปาก เดินเข้ามาทิ้งกายนั่งที่เก้าอี้ตัวตรงกันข้าม ก่อนเสียงหัวเราะเบาๆ จะเล็ดลอดออกมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่“แหม จะให้จำได้ยังไงล่ะครับเจ้” เขาหัวเราะพรืดเบาๆ แล้วเท้าคางมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์เต็มตา พูดจายียวน
และเธอก็ไม่จำเป็นต้องเดาให้เสียเวลาแม้เสี้ยววินาทีเดียว เพราะภาพตรงหน้านั้นมันชัดเจนเกินกว่าจะสับสนนั่นน่ะ...แฝดนรกคู่ปรับของเธอแน่ๆแต่ช้าก่อน...นี่มันแฝดนรกเวอร์ชั่นอัปเกรด แตกหนุ่มเต็มตัวแล้ว!ใบหน้าของสองหนุ่มคล้ายกันมากราวกับภาพสะท้อนในกระจก ใบหน้าคมเข้ม จมูกโด่งได้รูป คิ้วหนาเป็นเส้นเฉียงตัดกับดวงตาคมกริบ ที่หากเขามองใคร คนนั้นก็สามารถหลงรักพวกเขาได้ทันที ริมฝีปากของทั้งคู่แตะรอยยิ้มบางๆ อย่างมั่นใจจนน่าหมั่นไส้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสาวๆ โต๊ะนั้นถึงพยายามรั้งพวกเขาไว้ณิชาขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางหรี่ตามองอย่างพินิจ เธอไม่สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนเลยว่า คนไหนคือจ้าน และคนไหนคือจ๋าย พวกเขาเหมือนกันเสียจนแทบจะแยกไม่ออก ต่างกันก็แค่รอยสักรูปไม้กางเขนที่ใต้กกหูเพียงแค่นั้นเธอได้แต่นั่งนิ่ง มองภาพชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เพราะพวกเขาไม่ใช่ไอ้เด็กขี้ก้าง ผิวคล้ำ หน้าแหลมเป็นจิ้งเหลนเหมือนในความทรงจำอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นหนุ่มหล่อที่มองมุมไหนก็ดูดีไปซะหมดผิดคาด! ไม่คิดเลยว่าหลายปีที่ไม่ได้เห็นหน้า พอมาเจออีกที พวกเขาจะหล่อขึ้นขนาดนี้ หล่อแบบที่เล่นเอาหัวใจเธอไหววูบอย่างไม่ท
ไม่เพียงแค่สองแฝดที่เซ็งจัด ณิชาเองก็ไม่ต่าง ในใจพร่ำบ่นก่นร้องว่า ไม่ ไม่ ไม่ และไม่! ปฏิเสธการเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษให้กับแฝดนรก ที่เธอไม่ชอบขี้หน้ามาตั้งแต่เด็กบรื๋อ...แค่นึกถึงหน้าจิ้งเหลนยาวๆ ของสองคนนั้นก็อยากเบือนหน้าหนีไปทางทิศตรงข้ามแล้วแต่ถึงอย่างนั้น ทั้งเสียงโทรศัพท์ที่ดังถี่ราวกับไซเรนรถกู้ภัย ทั้งข้อความอ้อนวอนปนขู่เข็ญจากนิรมลดังเข้าหูไม่เว้นแต่ละชั่วโมง เสียงร้องขอที่เริ่มจากอ่อนหวาน ค่อยๆ ขยับไปจนเป็นการวางหมากทางอารมณ์ขั้นสูง รุกเร้าจนเธอแทบจะจนมุม ไม่มีช่องให้หนีไปไหนได้แรงตื๊อของนิรมลจัดว่าเข้าขั้นมือโปร ยิ่งพ่วงกับความเป็นคุณแม่สายเปย์ระดับท็อป เงินหลายหมื่นถูกโอนเข้าบัญชีณิชาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว พอเปิดแอปธนาคารดู ยังไม่ทันเช็กยอดดี ข้อความแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นว่านี่คือ ‘เงินมัดจำ’ พร้อมโทรย้ำด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้เลยว่า ไม่มีทางปฏิเสธได้อีกต่อไป หนนี้...ณิชาต้องยอมจำนนโดยไม่มีข้อแม้[ถือว่าแม่ขอนะณิชา แม่รู้ว่าลูกไม่อยากเจอ ไม่อยากสอนเด็กพวกนั้น แต่ ป้าสุดาแกไม่มีใครให้พึ่งแล้วจริงๆ อีกอย่าง...ป้าสุดาแกฝากความหวังไว้กับเรา แม่รู้ว่าลูกไม่ใช่คนใจดำ เอาหน่า..
“ฉิบหายแล้วไง ไอ้จ๋าย!” จ้านสบถออกมาเสียงดังปนเครียด “กูว่าป๊าม้าเอาจริงแน่ คราวนี้พวกเราโดนลดค่าขนมชัวร์”“แม่ง! กูอุตส่าห์จะอ้อนป๊า ขอเงินไว้ไปเที่ยวช่วงปิดเทอม สงสัยได้พับโปรเจกต์แหงๆ” จ๋ายเสริมพร้อมทำหน้าเซ็งจัด พลางทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เหมือนคนหมดแรงและสุดท้ายก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อป๊าม้ากลับมาจากงานเลี้ยง เห็นสองหนุ่มหน้าตาไม่สู้ดี ถามไถ่จนได้ความว่าเกรดออกแล้ว ทว่าต่อให้จ้านกับจ๋ายพยายามอธิบายว่ามันยากมากแค่ไหน หรือข้อสอบมันยากกว่าปกติหลายเท่าก็เถอะ แต่ทั้งสองก็ไม่ฟังเหตุผล หาเรื่องมาหักล้างข้ออ้างของพวกเขาจนหมด“พวกแกนี่นะ ยิ่งให้เงินใช้เยอะก็ยิ่งเหลิง เอาเงินไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก ไม่สนใจ การเรียน ทำตัวเหลวไหล เอาเงินไปลงขวดเหล้าซะหมด แล้วแบบนี้เวลาญาติๆ มาถาม ป๊าม้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนละฮะ!” สุดาส่ายหน้าพร้อมบ่นยาวไม่หยุด เสียงดังรัวราวกับเครื่องด่าที่เปิดทำงานเต็มอัตรา“โธ่...ม้า~ พวกเราตั้งใจเรียนแล้วนะ แค่ภาษาอังกฤษตัวเดียวเองที่เกรดห่วยอะ อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่สิครับ” จ๋ายโพล่งเสียงดัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเครียด“นั่นสิม้า ไอ้จ๋ายพูดถูก วิชาอื่นเกรดเราสวยหมด แค่ตัวนี้ตัวเดียว
“ไม่เอาค่ะแม่ หนูไม่ได้เก่งขนาดที่จะไปสอนใครได้ แล้วหนูก็ไม่อยากยุ่งกับแฝดนรกสองคนนั่นด้วย”[แต่แม่รับปากทางนั้นไปแล้วนะ จะมาบ่ายเบี่ยงเอาตอนนี้ไม่ได้หรอกนะ คำไหนคำนั้น แม่ไม่อยากเสียคนตอนแก่]บทสนทนาระหว่าง ณิชา หญิงสาววัยยี่สิบสามปี ที่กำลังเตรียมตัวจะอาบน้ำ มือข้างหนึ่งเปิดก๊อกน้ำอุ่นลงอ่าง มืออีกข้างวุ่นอยู่กับการหาผ้าเช็ดตัวผืนใหม่ แต่ก็ยังไม่วายหนีบมือถือไว้กับไหล่เพื่อคุยกับ นิรมล ผู้เป็นมารดาน้ำเสียงที่ลอดออกมาผสมทั้งความดื้อดึงและประชดประชันเต็มเปี่ยม ทำเอาบรรยากาศในห้องน้ำ ที่เต็มไปด้วยไอน้ำลอยคลุ้ง ยังไม่ร้อนแรงเท่ากับการโต้เถียง ที่ทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าเมื่อบทสนทนาพูดถึงแฝดนรกลูกชายป้า สุดา ความทรงจำเก่าๆ ก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวทันที ภาพในอดีตตอนที่เธอยังอาศัยอยู่บ้านหลังเก่า ก่อนที่พ่อจะจากไปและแม่จะแต่งงานใหม่ยังคงชัดเจนฝาแฝดคู่นั้นทั้งแสบทั้งซ่า พวกเขาตั้งตัวเป็นหัวโจกประจำซอย คอยยกพวกไล่แกล้งเด็กที่อายุไล่เลี่ยกันอยู่เสมอ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยและท่าทางกร่างๆ ของพวกเขายังติดหูติดตาคิดแล้วก็เบ้ปากมองบนด้วยความหมั่นไส้ทุกครั้งที่นึกถึง เธอยังจำได้







