Masukองครักษ์ร่างสูงนามเข่อซิง ที่ยืนอยู่ด้านนอกเพื่อรอรับคำสั่ง เดินจากไปและไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมสตรีใบหน้างดงามนางหนึ่ง ท่าทางของนางแลดูมึนงงเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นางก็ทำตามคำสั่งขององครักษ์ผู้นั้นแต่โดยดีโดยมิได้ปริปากถาม
“จงเก็บเรื่องที่เจ้าเห็นในคืนนี้เอาไว้เป็นความลับ หากข้าได้ยินว่ามีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนี้ ข้าจะฝังเจ้าเอาไว้กลางป่า” เซี่ยหวายอีหรือจิ้นอ๋องที่ปลอมตัวเป็นองครักษ์คุ้มกันขบวนราชทูต ข่มขู่จ้าวหงอิงก่อนที่เขาจะลงจากรถม้าไป จ้าวหงอิงที่นั่งตัวลีบอยู่ในมุมหนึ่งของรถม้าถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะช่วยเปลี่ยนชุดที่เปียกชื้นออกจากร่างของหยวนชิงหลิง “ท่านไปทำอันใดมากันแน่ท่านหญิงลู่จิว” จ้าวหงอิงมองใบหน้างามที่กำลังหลับสนิทก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ นางส่ายหน้าให้กับความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง “เฮ่อ!!!อย่ารู้เลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นได้อายุสั้นแน่ๆ ท่านหญิงท่านเองก็คงจะลำบากไม่น้อยเช่นกันสินะ ข้ายังหวังว่าสักวันพวกเราจะได้กลับไปพบหน้าครอบครัวที่แคว้นฉินอีกครั้ง” จ้าวหงอิงมองสำรวจภายในรถม้าที่หยวนชิงหลิงโดยสารมา รถม้าของนางที่ได้รับสิทธิ์นั่งมาคนเดียวช่างกว้างขวาง ภายในก็ถูกบุนวมเอาไว้เป็นอย่างดี เวลาออกวิ่งคงจะไม่สะเทือนเท่าใดนัก ราชทูตแคว้นเซี่ยช่างดีต่อนางจริงๆ จ้าวหงอิงล้มตัวลงนอนฝั่งตรงข้ามกับหยวนชิงหลิง สายตาของนางเหม่อมองไปบนเพดานรถม้า ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดท่านถึงไม่นำผู้ติดตามหรือสาวใช้มาด้วยเพื่อคอยช่วยดูแล ท่านคงจะรู้อยู่แล้วสินะว่าหนทางไปยังแคว้นเซี่ยนั้น ทั้งยาวไกลและยากลำบาก แต่ตลอดการเดินทางข้าไม่เคยเห็นท่านปริปากบ่นเลยสักครั้ง ท่านช่างแตกต่างจากผู้อื่นยิ่งนัก จ้าวหงอิงหันกลับไปมองร่างบางที่กำลังนอนหลับสนิท สายตาของนางแสดงออกว่ารู้สึกเลื่อมใสในตัวของหยวนชิงหลิงมากขึ้นกว่าเดิม เช้าตรู่ของวันต่อมา หยวนชิงหลิงรู้สึกตัวแล้วนางคิดว่าตนเองคงจะจมน้ำเสียชีวิตไปโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้ แต่แล้วความทรงจำอันเลือนรางของนางก็วาบผ่านเข้ามาในหัว “เจ้าเป็นคนแคว้นเซี่ยเองสินะ” หยวนชิงหลิงเปรยออกมาเสียงเบา นางลุกขึ้นนั่งก่อนที่จะพบว่าตนเองอยู่ในชุดใหม่ มิใช่ชุดที่นางใส่เล่นน้ำเมื่อคืน “คะ...ใครเป็นคนเปลี่ยนชุดให้ข้า” หยวนชิงหลิงอุทานออกมาอย่างตกใจ “ท่านหญิงลู่จิว ท่านฟื้นแล้วหรือข้าจะไปตามท่านหมอมาช่วยตรวจอาการให้ท่าน รอสักครู่นะเจ้าคะ” จ้าวหงอิงทำท่าจะลุกขึ้น แต่หยวนชิงหลิงห้ามนางเอาไว้ก่อน “เดี๋ยวก่อน เจ้าเป็นคนเปลี่ยนชุดให้ข้าใช่หรือไม่” จ้าวหงอิงพยักหน้า “เมื่อคืนท่านองครักษ์ไปปลุกให้ข้ามาช่วยเปลี่ยนชุดให้ท่าน อ้อ ข้าชื่อว่าจ้าวหงอิงเจ้าค่ะ บิดาของข้าเป็นขุนนางขั้นห้าสังกัดกรมพระคลังเจ้าค่ะ” หยวนชิงหลิงพยักหน้า จ้าวหงอิงอย่างนั้นหรือบุตรีของขุนนางเล็กๆ ก็คงจะไม่มีสิทธิ์คัดค้านได้เลยสินะ นึกว่าคนที่ถูกส่งตัวมาจะมีเพียงบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาในจวนขุนนางเสียอีก เจ้าและครอบครัวคงจะลำบากไม่น้อยเพราะความเอาแต่ใจของฮ่องเต้นั่นเพียงคนเดียว หยวนชิงหลิงลอบสังเกตจ้าวหงอิงอย่างไม่ให้นางรู้ตัว ท่าทางของนางดูซื่อตรงดวงตากระจ่างใสแลดูไม่มีเล่ห์เหลี่ยม แต่คนเราจะมองผู้อื่นแค่เพียงภายนอกเท่านั้นมิได้ ดั่งเช่นองค์ชายห้าที่นางเคยตกหลุมพรางมาแล้วก่อนหน้านี้ เอาเถอะ ถึงอย่างไรนางก็เคยช่วยเราเอาไว้ทำดีกับนางสักหน่อยคงไม่เป็นไร หากว่านางมิใช่อย่างที่เห็นภายนอกตอนนั้นค่อยเขี่ยนางทิ้งก็ยังไม่สาย หยวนชิงหลิงลงมาจากรถม้า ยามนี้พระอาทิตย์ลอยขึ้นสูงแล้ว แต่ขบวนของคณะราชทูตแคว้นเซี่ยยังคงไม่ขยับเขยื้อนไปไหน นางมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย ก่อนจะเห็นอาเฟยกำลังเคี่ยวบางอย่างอยู่หน้ากองไฟ นางจึงเดินเข้าไปถามเขา “นี่อาเฟย เหตุใดถึงยังไม่ออกเดินทางอีกเล่าหรือว่ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือ” อาเฟยหันไปมองร่างเล็กที่กำลังเดินเข้ามา “ท่านหญิงตื่นแล้วหรือขอรับ” หยวนชิงหลิงขมวดคิ้วมุ่น ท่านหญิงอย่างนั้นหรือ “ข้าบอกหลายครั้งแล้วว่าให้เรียกข้าว่าหยวนชิงหลิง ช่างเถอะ แล้วนี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ เหตุใดสายป่านนี้แล้วยังไม่ออกเดินทางอีกเล่า” อาเฟยเหลือบตามองนาง ก่อนจะมองเลยไปยังด้านหลังที่มีใบหน้าถมึงทึงกำลังจ้องมาที่เขา อาเฟยหดคอกลับด้วยท่าทางหวาดกลัว “อ่า!!...คืออย่างนี้ขอรับ พวกเราก็เดินทางกันมาหลายวันแล้ว ท่านหัวหน้าองครักษ์จึงออกคำสั่งให้ตั้งค่ายพักหนึ่งวันเพื่อให้พวกม้าได้พักบ้าง” หยวนชิงหลิงพยักหน้าเห็นด้วย พวกม้าต้องเดินทั้งวันแตกต่างจากมนุษย์ที่แค่อยู่บนหลังของพวกมัน ก็ย่อมต้องเหน็ดเหนื่อยเป็นธรรมดา หัวหน้าองครักษ์ผู้นี้ช่างมีเมตตาต่อสัตว์โลกยิ่งนัก “แล้วเจ้ากำลังทำอะไร” หยวนชิงหลิงมองหม้อที่อาเฟยกำลังเคี่ยวอยู่บนกองไฟ “นี่เป็นยาต้มของท่าน” หยวนชิงหลิงเอี้ยวตัวกลับไปมองที่หม้อดินเผาในกองไฟ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเกิดสิ่งใดขึ้นกับตน “เจ้ารู้เรื่องเมื่อคืนด้วยอย่างนั้นหรือ” อาเฟยมองนางอย่างสงสัยก่อนจะตอบออกไปเบาๆ “เมื่อคืนเกิดสิ่งใดขึ้นหรือขอรับ ข้าเพียงแต่ทำตามคำสั่งของท่านหมอเยี่ยนเท่านั้น เขาสั่งเอาไว้ว่าหากท่านตื่นแล้วให้ท่านทานอาหารอ่อนๆ หลังจากนั้นก็ดื่มยา” หยวนชิงหลิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เช่นนั้นหมอเยี่ยนก็รู้ว่านางจมน้ำเมื่อคืนแล้วก็จ้าวหงอิง แล้วใครกันที่ช่วยนางขึ้นมาจากน้ำ หยวนชิงหลิงกลับไปที่รถม้าอีกครั้ง “ท่านหญิงลู่จิวท่านมาล้างหน้าล้างตาก่อนเถิดเจ้าค่ะ แล้วทานอะไรสักหน่อย” หยวนชิงหลิงทำตามที่จ้าวหงอิงบอกก่อนที่จะทานโจ๊กตามลงไป นางมองชามที่มีอาหารของตนก่อนมองอาหารของจ้าวหงอิง “เหตุใดอาหารของข้ากับเจ้าถึงแตกต่างกันเช่นนี้เล่า” จ้าวหงอิงไม่เข้าใจที่หยวนชิงหลิงพูด อาหารของนางมันทำไมหรือ นางทานเช่นนี้มาตลอดหลังจากที่ออกมาจากแคว้นฉิน “ข้าหมายถึงอาหารของข้าคือโจ๊กที่เคี่ยวด้วยข้าวขาวชั้นดีจนเนียนละเอียด แต่เจ้ากลับต้องกินแป้งย่างที่ทั้งหยาบและระคายคอ” จ้าวหงอิงเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน แต่นางคิดว่านี่อาจเป็นอภิสิทธิ์หนึ่งที่หยวนชิงหลิงได้รับจากแคว้นเซี่ย หยวนชิงหลิงดึงแป้งย่างออกจากมือนาง “เจ้าไม่ต้องกินแล้ว เดี๋ยวข้าทำอาหารง่ายๆ ให้เจ้าทานเอง” หยวนชิงหลิงกลับออกไปจากรถม้า จ้าวหงอิงเรียกนางเอาไว้ไม่ทัน ผ่านไปไม่นานนางกลับมาพร้อมกับผัดผักใส่ไข่พร้อมข้าวสวยร้อนๆ และน้ำแกง “ตอนเช้าทานง่ายๆ ไปก่อน ตอนเที่ยงข้าจะย่างปลาให้เจ้าทาน”“ใบหน้าของเจ้าเสียโฉมแล้วจากนี้ไปแม้แต่นางบำเรอในกองทัพเจ้าก็เป็นไม่ได้ ตีตราทาสที่ใบหน้าของนาง จากนี้ไปนางจะต้องทำงานชั้นต่ำทุกอย่างในคณะเดินทาง หลังจากไปถึงแคว้นเซี่ยแล้วส่งนางไปยังซ่องนางโลมชั้นต่ำที่สุด ให้รับลูกค้าวันละห้าสิบคนเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อครบหนึ่งปีให้ส่งนางไปทำงานที่เหมืองเกลือ”หลี่อันหรงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจลนลาน นางพยายามคลานมาที่เท้าของเซี่ยหวายอีเพื่อขอความเมตตา แต่ถูกเขาเตะกระเด็นออกไปไกล คนของเขานำโซ่ตรวนมาคล้องมือและเท้าของนางเอาไว้ จากนั้นจึงลากนางออกไปไม่แม้แต่จะเรียกหมอมารักษา“ทุกคนจงจำวันนี้เอาไว้ให้ดี ต่อไปพูดแต่เรื่องที่ควรพูด แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนได้แล้ว อีกไม่ช้าเราจะออกเดินทางกันต่อ”หยวนชิงหลิงที่ยืนก้มหน้าอยู่ที่เดิมค่อยๆ เดินหันหลังจากไป เสียงของหลี่อันหรงที่สบถด่าทอว่าร้ายบิดาของนางยังคงดังก้องอยู่ภายในหัว หยวนชิงหลิงรู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนมีบางอย่างกำลังกดทับหัวใจของนาง ภาพเบื้องหน้าที่นางเห็นค่อยๆ หดแคบลงและมืดดำทีละน้อยร่างบางซวนเซไปด้านหน้าก่อนที่จะล้มลง เซี่ยหวายอีมองตามแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของนางเดินกลับไปที่รถม้าด้วยสายตาเป็นห่วง เขาส
สตรีบรรณาการเหล่านั้นที่รายล้อมหยวนชิงหลิง หลังจากที่ได้ยินความจริงจากปากนาง บ้างก็ร้องไห้ บ้างก็ทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ให้พวกนางรู้เสียตั้งแต่ตอนนี้จะได้ปรับตัวทัน ดีกว่าไปรู้ทีหลังแล้วต้องมานั่งเสียใจและแตกสลายด้วยความจริงที่ว่าพวกนางถูกคนทั้งครอบครัวทอดทิ้ง“หยุดร้องไห้เสียเถิด ตอนนี้ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือพวกเราได้แล้ว ทุกอย่างมันเป็นเพียงเรื่องของการเมืองเท่านั้น พวกเราก็เป็นแค่เพียงตัวหมากเล็กๆ ของพวกเขา จากนี้ไปก็จงพยายามปรับตัวให้ได้ เผื่อว่าวันหน้าต้องอยู่ในช่วงชีวิตที่ลำบากจะได้ไม่ต้องมานั่งนึกเสียใจทีหลัง”หยวนชิงหลิงเอ่ยปลอบพวกนางเสียงอ่อนโยน นางเพียงหวังว่าสตรีเหล่านี้จะเข้มแข็งขึ้นในไม่ช้า และยืนได้ด้วยขาของตนเองทุกคำพูดของนางกระทบจิตใจของใครหลายคน รวมถึงบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหลังต้นไม้ที่ใช้กางกระโจม เขามองใบหน้าเล็กที่มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาที่หน้าผากเพราะความร้อนของกองไฟที่นางใช้ทำอาหาร เขาอยากจะเอื้อมมือไปเช็ดให้นางแต่แล้วก็ต้องหยุดการกระทำของตนเอาไว้“คิดบ้าอันใดของข้าอยู่กันแน่ นางก็เป็นแค่เพียงตัวยุ่งเท่านั้น เลิกสนใจนางไปเสีย”เซี่ยวหวายอีรีบเดินออกไปจากตร
เอ่ยจบนางก็ลงจากรถม้าตามมาด้วยจ้าวหงอิง สตรีทั้งสองเดินย้อนกลับไปที่รถม้าคันเล็กที่นางนั่งโดยสารมา ด้านในมีสตรีสามคนและหนึ่งในนั้นคือหลี่อันหรง“เจ้ามาทำอันใดที่นี่”หลี่อันหรงตกใจมากที่เห็นหยวนชิงหลิง นางยังจำความเจ็บปวดที่หยวนชิงหลิงตบนางได้ หลี่อันหรงเผลอยกมือขึ้นกุมที่ใบหน้าของตนอย่างลืมตัว“ข้าจะมาทำอันใดที่นี่ก็หาใช่ธุระกงการของเจ้า หลบไปหรืออยากจะโดนเหมือนครั้งก่อน”หยวนชิงหลิงยกมือขึ้นทำท่าจะตี หลี่อันหรงและสตรีอีกสองนางรีบวิ่งลงจากรถม้าราวกับผึ้งแตกรัง นางหันไปพยักหน้าให้จ้าวหงอิงเข้าไปเก็บของที่นางนำติดตัวมาทั้งหมด เมื่อเสร็จแล้วพวกนางก็เดินจากไป โดยที่ไม่สนใจสายตาที่มองมาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อของหลี่อันหรง“อันธพาลหยวนชิงหลิง!! ฝากไว้ก่อนเถอะถึงแคว้นเซี่ยเมื่อใดข้าจัดการเจ้าแน่”หยวนชิงหลิงพาจ้าวหงอิงกลับมาที่รถม้าของนางอีกครั้งหลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว อาเฟยก็มาตามนางไปทำอาหาร“ท่านหญิงลู่จิว องครักษ์จับปลามาแล้วขอรับ”หยวนชิงหลิงก้าวลงมาจากรถม้า“ข้าบอกแล้วว่าให้เรียกชื่อข้าตามสบาย ช่างเถอะ ปลาเล่าอยู่ไหน”ข้าจะกล้าเอ่ยนามของท่านออกมาตรงๆ ได้อย่างไร เพียงแค่ข้าอยู่
จ้าวหงอิงถึงกับน้ำตาคลอ ก่อนหน้านี้นางนั่งรถม้าคันเดียวกับหลี่อันหรง วันไหนที่มีอาหารที่ดีหน่อยนางก็จะยึดเอาไว้เป็นของตนเอง ในรถม้าที่ต้องนั่งสี่คนเวลานอนหลี่อันหรงก็จะแบ่งพื้นที่ไปเสียครึ่ง อีกสามคนต้องนั่งเบียดกันหลับ ตั้งแต่ออกจากเมืองหลวงมีเพียงเมื่อคืนเท่านั้นที่นางนอนหลับได้สนิทหยวนชิงหลิงมองนางด้วยสายตาไม่เข้าใจ แค่ผัดผักใส่ไข่เจ้าถึงกับร้องไห้เลยหรือ เห็นทีก่อนหน้านี้เจ้าคงจะลำบากจริงๆ หยวนชิงหลิงเอ่ยปลอบนางสองสามคำ ก่อนที่สตรีทั้งสองจะทานอาหารของตน“ยาของข้าเล่า”หยวนชิงหลิงเดินมาหาอาเฟยที่กำลังเคี่ยวยาอยู่“เสร็จแล้วขอรับ”หยวนชิงหลิงขมวดคิ้วก่อนที่จะบีบจมูกแล้วดื่มยาลงไปจนหมดชาม นางเป็นคนที่เกลียดการดื่มยามาก แต่หนทางไปยังแคว้นเซี่ยยังอีกยาวไกล จะปล่อยให้ตนเองป่วยจนเป็นภาระของผู้อื่นมิได้“ตอนเที่ยงข้าอยากกินปลาย่าง ถึงอย่างไรวันนี้ก็หยุดพักที่นี่หนึ่งวัน เราไปจับปลากันดีกว่า”นางเอ่ยชวนอาเฟยและพ่อครัวที่อยู่ตรงนั้นอีกสองสามคน สายตาคมกริบของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในกระโจมแบบเปิด กำลังมองมาที่ร่างบาง เมื่อคืนเกือบตายยังไม่รู้จักเข็ดหลาบ วันนี้กลับไปรนหาที่อีกแล้ว นางช่างเป็นส
องครักษ์ร่างสูงนามเข่อซิง ที่ยืนอยู่ด้านนอกเพื่อรอรับคำสั่ง เดินจากไปและไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมสตรีใบหน้างดงามนางหนึ่ง ท่าทางของนางแลดูมึนงงเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นางก็ทำตามคำสั่งขององครักษ์ผู้นั้นแต่โดยดีโดยมิได้ปริปากถาม“จงเก็บเรื่องที่เจ้าเห็นในคืนนี้เอาไว้เป็นความลับ หากข้าได้ยินว่ามีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนี้ ข้าจะฝังเจ้าเอาไว้กลางป่า”เซี่ยหวายอีหรือจิ้นอ๋องที่ปลอมตัวเป็นองครักษ์คุ้มกันขบวนราชทูต ข่มขู่จ้าวหงอิงก่อนที่เขาจะลงจากรถม้าไป จ้าวหงอิงที่นั่งตัวลีบอยู่ในมุมหนึ่งของรถม้าถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะช่วยเปลี่ยนชุดที่เปียกชื้นออกจากร่างของหยวนชิงหลิง“ท่านไปทำอันใดมากันแน่ท่านหญิงลู่จิว”จ้าวหงอิงมองใบหน้างามที่กำลังหลับสนิทก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ นางส่ายหน้าให้กับความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง“เฮ่อ!!!อย่ารู้เลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นได้อายุสั้นแน่ๆ ท่านหญิงท่านเองก็คงจะลำบากไม่น้อยเช่นกันสินะ ข้ายังหวังว่าสักวันพวกเราจะได้กลับไปพบหน้าครอบครัวที่แคว้นฉินอีกครั้ง”จ้าวหงอิงมองสำรวจภายในรถม้าที่หยวนชิงหลิงโดยสารมา รถม้าของนางที่ได้รับสิทธิ์นั่งมาคนเดียวช่างกว้างขวาง ภายในก็ถูกบุนวมเ
นางเอ่ยออกมาอย่างจริงใจ ก่อนที่จะนั่งรับทานอาหารพร้อมกับพ่อครัวเหล่านั้นโดยที่ไม่ถือตัวเลยสักนิด“เหอะ!!เสแสร้ง”หลี่อันหรงบิดปากพูดอย่างไม่พอใจ ก่อนที่จะโยนชามอาหารลงไปข้างๆ หยวนชิงหลิง เหล่าพ่อครัวและองครักษ์ต่างก็มองการกระทำของนางเป็นตาเดียว หยวนชิงหลิงลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายชุดของนางเปียกชุ่มไปด้วยน้ำแกง“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไม่พอใจสิ่งใดในตัวข้า ถึงได้แสดงกิริยาไร้มารยาทเช่นนี้ออกมา เมื่อก่อนเจ้าอาจจะเคยเป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่ในแคว้นฉิน เคยอยู่เหนือผู้คนมากมาย หลายคนต้องคอยเอาใจและรองรับโทสะของเจ้า แต่ข้าหาใช่บ่าวไพร่ของเจ้า”นางตบใบหน้าของหลี่อันหรงสองครั้งติดกัน ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้ง แม่นางผู้นี้มือไวจริงๆ เพียงทำชุดของนางสกปรกเท่านั้นนางก็ลงไม้ลงมือเสียแล้ว“เจ้า!!”“หุบปาก!!! และจงอยู่ให้ห่างข้าเอาไว้ หากเจ้ายังอยากใช้ปากนั่นทานอาหารอยู่”หยวนชิงหลิงมองหลี่อันหรงด้วยสายตาเอาจริง หลี่อันหรงทำสิ่งใดไม่ได้ นางทำได้เพียงรีบวิ่งกลับไปที่รถม้าของตน หยวนชิงหลิงก้มลงหยิบชามที่หลี่อันหรงโยนใส่นาง ก่อนที่จะนำมันไปล้าง“อาหารที่นางไม่ชอบกิน แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดามันคืออาหารที่พวกเขาต่อให้ฝันถึงก







