LOGINนางเอ่ยออกมาอย่างจริงใจ ก่อนที่จะนั่งรับทานอาหารพร้อมกับพ่อครัวเหล่านั้นโดยที่ไม่ถือตัวเลยสักนิด
“เหอะ!!เสแสร้ง” หลี่อันหรงบิดปากพูดอย่างไม่พอใจ ก่อนที่จะโยนชามอาหารลงไปข้างๆ หยวนชิงหลิง เหล่าพ่อครัวและองครักษ์ต่างก็มองการกระทำของนางเป็นตาเดียว หยวนชิงหลิงลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายชุดของนางเปียกชุ่มไปด้วยน้ำแกง “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไม่พอใจสิ่งใดในตัวข้า ถึงได้แสดงกิริยาไร้มารยาทเช่นนี้ออกมา เมื่อก่อนเจ้าอาจจะเคยเป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่ในแคว้นฉิน เคยอยู่เหนือผู้คนมากมาย หลายคนต้องคอยเอาใจและรองรับโทสะของเจ้า แต่ข้าหาใช่บ่าวไพร่ของเจ้า” นางตบใบหน้าของหลี่อันหรงสองครั้งติดกัน ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้ง แม่นางผู้นี้มือไวจริงๆ เพียงทำชุดของนางสกปรกเท่านั้นนางก็ลงไม้ลงมือเสียแล้ว “เจ้า!!” “หุบปาก!!! และจงอยู่ให้ห่างข้าเอาไว้ หากเจ้ายังอยากใช้ปากนั่นทานอาหารอยู่” หยวนชิงหลิงมองหลี่อันหรงด้วยสายตาเอาจริง หลี่อันหรงทำสิ่งใดไม่ได้ นางทำได้เพียงรีบวิ่งกลับไปที่รถม้าของตน หยวนชิงหลิงก้มลงหยิบชามที่หลี่อันหรงโยนใส่นาง ก่อนที่จะนำมันไปล้าง “อาหารที่นางไม่ชอบกิน แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดามันคืออาหารที่พวกเขาต่อให้ฝันถึงก็ไม่มีทางได้มา นางช่างเป็นคนที่ฟุ่มเฟือยยิ่งนัก” เรื่องที่หยวนชิงหลิงตบหน้าของหลี่อันหรงถูกลือไปทั่วคณะราชทูต ต่อมาเมื่อถึงเวลาพักทานอาหาร เหล่าสาวงามทั้งยี่สิบต่างก็ไม่มีใครกล้าโวยวายขึ้นอีก เพราะกลัวว่าตนจะโดนตบจนหน้าบวมเป็นหัวหมูเหมือนกันกับหลี่อันหรง ทำให้ความสงบสุขกลับคืนมาสู่คณะราชทูตอีกครั้ง “ชิงหลิง เจ้าดูสิว่าข้าได้สิ่งใดมา” พ่อครัวที่ชื่ออาเฟยยกปลาหลีฮื่อหลายตัวให้นางดู “ท่านได้มาจากไหน ดีเสียจริงข้าทานเนื้อจนเอียนแล้ว ได้ทานปลาบ้างคงรู้สึกดีไม่น้อย” หยวนชิงหลิงยิ้มอย่างอารมณ์ดี “องครักษ์สามคนนั้นให้มา เขาบอกว่าปลานี่ให้เจ้าทั้งหมด พวกเขาคงจะอยากขอบคุณที่เจ้าทำอาหารให้ทุกคนทาน ทั้งยังช่วยปรามสาวงามพวกนั้นด้วย” หยวนชิงหลิงมองตามมืออาเฟยที่ชี้ไปที่องครักษ์รูปร่างสูงใหญ่สามคน แต่พวกเขากลับมีใบหน้าที่แสนธรรมดายิ่งนัก นางพยักหน้าขอบคุณก่อนที่จะจัดการกับปลาที่พึ่งได้มา หยวนชิงหลิงทำปลาหลีฮื้อย่างเกลือและปลาหลีฮื้อผัดเปรี้ยวหวานสองอย่าง กลิ่นหอมของมันกระจายไปทั่วทำให้คนในคณะราชทูตต่างก็เข้ามามุงดู นางตักอาหารสองอย่างใส่ชามแล้วนำไปส่งให้องครักษ์ทั้งสามที่ยืนอยู่ไม่ไกล “ขอบคุณอีกครั้งสำหรับปลานะเจ้าคะ ข้าทำส่วนของพวกท่านเอาไว้ด้วย หวังว่ารสชาติจะถูกปากพวกท่าน” อาหารจากปลาสองอย่างผัดผักหนึ่งอย่างและน้ำแกง กินกับข้าวที่หุงเสร็จใหม่ร้อนๆ เสียงน้ำย่อยในกระเพาะของแต่ละคนร้องครวญครางขึ้นมาพร้อมกัน องครักษ์ทั้งสามรู้สึกอับอายจนต้องหันหน้าหนี หยวนชิงหลิงเองก็ได้ยินอย่างชัดเจน นางยกมือปิดปากหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่จะกลับมาทานอาหารในส่วนของตน “ดูนางสิ หัวร่อต่อกระซิกกับพวกองครักษ์ตัวเหม็นพวกนั้น ช่างไร้ยางอายเสียจริง นางลืมไปแล้วหรือว่าบิดาของนางถูกแม่ทัพแคว้นเซี่ยสังหาร หยวนชิงหลิงนางช่างเป็นบุตรสาวที่อกตัญญูยิ่งนัก” หลี่อันหรงพูดกับสตรีอีกสองคนที่นั่งรถม้าคันเดียวกับนาง ทั้งขบวนราชทูตมีเพียงหยวนชิงหลิงเท่านั้นที่มีรถม้านั่งเป็นส่วนตัว สตรีบรรณาการทั้งยี่สิบคนต้องแบ่งกันสามคนต่อรถม้าหนึ่งคัน ทำให้เวลานอนต้องเบียดเสียดยิ่งนัก นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้หลี่อันหรงไม่พอใจในตัวของหยวนชิงหลิง “นางทำอาหารได้อร่อยยิ่งนัก” องครักษ์หนึ่งในสามเอ่ยขึ้น หลังจากจัดการอาหารที่หยวนชิงหลิงนำมาให้จนหมดเกลี้ยง ได้ยินสหายเอ่ยดังนั้นอีกสองคนก็พยักหน้าเห็นด้วย ดูเหมือนครั้งหน้าคงต้องหาเนื้อสัตว์มาให้นางช่วยทำอาหารในระหว่างการเดินทางอันแสนยาวไกลนี่เสียแล้ว ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ทุกคนต่างเร่งทำภารกิจส่วนตัวของตนให้เสร็จ และจะได้รีบเข้านอนเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวัน หยวนชิงหลิงรู้สึกเหนียวตัวเพราะควันจากการที่นางทำอาหาร จึงคิดว่าตนเองควรจะอาบน้ำสักหน่อย นางรอให้คนในขบวนเข้านอนกันหมด เหลือเพียงทหารที่ทำหน้าที่เฝ้ายามไม่กี่คน ก่อนที่จะย่องออกจากรถม้าตรงไปยังลำธารที่ห่างออกไป “ฮ่า!!!เย็นสบายเหลือเกิน” ร่างเล็กแหวกว่ายไปมาในน้ำท่าทางอารมณ์ดี การที่ต้องนั่งอยู่ในรถม้าโยกเยกทั้งวันทำให้นางปวดเมื่อยไปทั้งตัว น้ำเย็นในลำธารช่วยทำให้นางรู้สึกสดชื่นขึ้นไม่น้อย ในระหว่างที่หยวนชิงหลิงกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการเล่นน้ำ เสียงเดินของใครบางคนก็มุ่งตรงมาที่นาง แม้ตอนนี้นางจะไม่ได้แก้ผ้า แต่ชุดที่นางใส่ก็บางเกินไปยิ่งมันเปียกน้ำยิ่งทำให้มองเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของนางได้อย่างชัดเจน “กลับขึ้นมาได้แล้ว” เสียงทุ้มที่แสนคุ้นเคยดังมาจากด้านหลังโขดหิน หยวนชิงหลิงขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด นางเคยได้ยินเสียงนี้ที่ไหนกันนะ “เจ้าเป็นใคร หรือว่าเป็นองครักษ์ที่เฝ้ายามอย่างนั้นหรือ รอก่อนข้ากำลังไป” ไม่มีเสียงตอบกลับมา หยวนชิงหลิงค่อยๆ ว่ายกลับขึ้นฝั่ง แต่เพราะนางใช้เวลาอยู่ในน้ำนานมากเกินไปทำให้ขาของนางเกิดเป็นตะคริว นางพยายามตะเกียกตะกายกลับขึ้นฝั่งแต่ก็ไร้ผล ร่างบางค่อยๆ จมลงในน้ำเย็นอย่างช้าๆ ก่อนที่นางจะทันได้ตะโกนขอความช่วยเหลือ บุรุษรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกหันหลังให้นางอยู่อีกฝั่งของโขดหินคือ หนึ่งในองครักษ์ที่หยวนชิงหลิงทำอาหารให้ทานวันนี้ เขาเห็นนางแอบย่องมาที่ลำธารจึงได้ตามมาดู เห็นว่านางอยู่ในน้ำนานเกินไปกลัวว่านางจะไม่สบาย จึงแสดงตัวเพื่อสั่งให้นางขึ้นจากน้ำ เขายืนรออยู่นานไม่ได้ยินเสียงของนาง ร่างสูงจึงเดินอ้อมโขดหินไปดู ไร้ร่างบางที่เคยแหวกว่ายอยู่ในลำธารก่อนหน้านี้ ชุดคลุมของนางยังคงวางอยู่ที่โขดหินเช่นเดิม ถ้านางยังไม่จากไปเช่นนั้นก็หมายความว่านางยังคงอยู่ในน้ำ ทันความคิดของตน องครักษ์ผู้นั้นก็กระโดดลงไปในน้ำทันที เขาดำลงไปตรงจุดที่นางเคยอยู่ก่อนหน้านี้ ผ่านไปไม่นานสองร่างก็โผล่พรวดขึ้นมาเหนือน้ำพร้อมกัน เขาว่ายน้ำพาร่างที่ไร้สติของนางกลับขึ้นมาบนฝั่ง ก่อนที่จะใช้นิ้วอังที่จมูกของนาง หยวนชิงหลิงไม่หายใจแล้ว องครักษ์ผู้นั้นตบหน้านางเบาๆ หลายที ก่อนที่จะยกร่างบางพาดบ่าแล้วเขย่าให้นางคายน้ำออกมา “แค็กๆๆๆ!!!” หยวนชิงหลิงพ่นน้ำออกจากปากก่อนที่นางจะพยายามสูดเอาอากาศเข้าไปในปอด สติที่เลือนรางทำให้นางมองเห็นใบหน้าของผู้ที่ช่วยชีวิตตนเองได้ไม่ชัด แต่กลิ่นหอมจางๆ ที่ออกมาจากตัวเขานั้น นางรู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก “เจ้า....หรือว่า” หยวนชิงหลิงยื่นมือออกไป พยายามจะสัมผัสใบหน้าของเขาก่อนที่นางจะหมดสติไป “หยวนชิงหลิง!!!” บุรุษผู้นั้นเขย่าเรียกนาง ก่อนที่จะอุ้มร่างเล็กทะยานกลับไปที่ค่ายพัก “ไปตามหมอมา” องครักษ์ผู้นั้นสั่งคนของตนเสียงดัง ผ่านไปไม่นานหมอหนุ่มในชุดขาวก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงมาที่รถม้าของหยวนชิงหลิง หลังจากตรวจชีพจรของนางเสร็จ เขาก็รายงานองครักษ์ผู้นั้นด้วยท่าทีเคารพ “เรียนท่านอ๋อง โชคดีที่ร่างกายของนางแข็งแรงจึงเพียงสลบไปเท่านั้น กระหม่อมจะต้มยาเพื่อขับไล่ไอเย็นออกจากร่างกายให้นาง รอนางฟื้นค่อยให้นางดื่ม” ใบหน้าของชายผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านอ๋องคลายความกังวลลงไปเล็กน้อย เขามองใบหน้าซีดเซียวของนางก่อนที่จะสั่งคนของตนอีกครั้ง “เข่อซิงไปปลุกสตรีบรรณาการหนึ่งคนให้มาดูแลนาง” “พ่ะย่ะค่ะ”“ใบหน้าของเจ้าเสียโฉมแล้วจากนี้ไปแม้แต่นางบำเรอในกองทัพเจ้าก็เป็นไม่ได้ ตีตราทาสที่ใบหน้าของนาง จากนี้ไปนางจะต้องทำงานชั้นต่ำทุกอย่างในคณะเดินทาง หลังจากไปถึงแคว้นเซี่ยแล้วส่งนางไปยังซ่องนางโลมชั้นต่ำที่สุด ให้รับลูกค้าวันละห้าสิบคนเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อครบหนึ่งปีให้ส่งนางไปทำงานที่เหมืองเกลือ”หลี่อันหรงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจลนลาน นางพยายามคลานมาที่เท้าของเซี่ยหวายอีเพื่อขอความเมตตา แต่ถูกเขาเตะกระเด็นออกไปไกล คนของเขานำโซ่ตรวนมาคล้องมือและเท้าของนางเอาไว้ จากนั้นจึงลากนางออกไปไม่แม้แต่จะเรียกหมอมารักษา“ทุกคนจงจำวันนี้เอาไว้ให้ดี ต่อไปพูดแต่เรื่องที่ควรพูด แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนได้แล้ว อีกไม่ช้าเราจะออกเดินทางกันต่อ”หยวนชิงหลิงที่ยืนก้มหน้าอยู่ที่เดิมค่อยๆ เดินหันหลังจากไป เสียงของหลี่อันหรงที่สบถด่าทอว่าร้ายบิดาของนางยังคงดังก้องอยู่ภายในหัว หยวนชิงหลิงรู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนมีบางอย่างกำลังกดทับหัวใจของนาง ภาพเบื้องหน้าที่นางเห็นค่อยๆ หดแคบลงและมืดดำทีละน้อยร่างบางซวนเซไปด้านหน้าก่อนที่จะล้มลง เซี่ยหวายอีมองตามแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของนางเดินกลับไปที่รถม้าด้วยสายตาเป็นห่วง เขาส
สตรีบรรณาการเหล่านั้นที่รายล้อมหยวนชิงหลิง หลังจากที่ได้ยินความจริงจากปากนาง บ้างก็ร้องไห้ บ้างก็ทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ให้พวกนางรู้เสียตั้งแต่ตอนนี้จะได้ปรับตัวทัน ดีกว่าไปรู้ทีหลังแล้วต้องมานั่งเสียใจและแตกสลายด้วยความจริงที่ว่าพวกนางถูกคนทั้งครอบครัวทอดทิ้ง“หยุดร้องไห้เสียเถิด ตอนนี้ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือพวกเราได้แล้ว ทุกอย่างมันเป็นเพียงเรื่องของการเมืองเท่านั้น พวกเราก็เป็นแค่เพียงตัวหมากเล็กๆ ของพวกเขา จากนี้ไปก็จงพยายามปรับตัวให้ได้ เผื่อว่าวันหน้าต้องอยู่ในช่วงชีวิตที่ลำบากจะได้ไม่ต้องมานั่งนึกเสียใจทีหลัง”หยวนชิงหลิงเอ่ยปลอบพวกนางเสียงอ่อนโยน นางเพียงหวังว่าสตรีเหล่านี้จะเข้มแข็งขึ้นในไม่ช้า และยืนได้ด้วยขาของตนเองทุกคำพูดของนางกระทบจิตใจของใครหลายคน รวมถึงบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหลังต้นไม้ที่ใช้กางกระโจม เขามองใบหน้าเล็กที่มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาที่หน้าผากเพราะความร้อนของกองไฟที่นางใช้ทำอาหาร เขาอยากจะเอื้อมมือไปเช็ดให้นางแต่แล้วก็ต้องหยุดการกระทำของตนเอาไว้“คิดบ้าอันใดของข้าอยู่กันแน่ นางก็เป็นแค่เพียงตัวยุ่งเท่านั้น เลิกสนใจนางไปเสีย”เซี่ยวหวายอีรีบเดินออกไปจากตร
เอ่ยจบนางก็ลงจากรถม้าตามมาด้วยจ้าวหงอิง สตรีทั้งสองเดินย้อนกลับไปที่รถม้าคันเล็กที่นางนั่งโดยสารมา ด้านในมีสตรีสามคนและหนึ่งในนั้นคือหลี่อันหรง“เจ้ามาทำอันใดที่นี่”หลี่อันหรงตกใจมากที่เห็นหยวนชิงหลิง นางยังจำความเจ็บปวดที่หยวนชิงหลิงตบนางได้ หลี่อันหรงเผลอยกมือขึ้นกุมที่ใบหน้าของตนอย่างลืมตัว“ข้าจะมาทำอันใดที่นี่ก็หาใช่ธุระกงการของเจ้า หลบไปหรืออยากจะโดนเหมือนครั้งก่อน”หยวนชิงหลิงยกมือขึ้นทำท่าจะตี หลี่อันหรงและสตรีอีกสองนางรีบวิ่งลงจากรถม้าราวกับผึ้งแตกรัง นางหันไปพยักหน้าให้จ้าวหงอิงเข้าไปเก็บของที่นางนำติดตัวมาทั้งหมด เมื่อเสร็จแล้วพวกนางก็เดินจากไป โดยที่ไม่สนใจสายตาที่มองมาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อของหลี่อันหรง“อันธพาลหยวนชิงหลิง!! ฝากไว้ก่อนเถอะถึงแคว้นเซี่ยเมื่อใดข้าจัดการเจ้าแน่”หยวนชิงหลิงพาจ้าวหงอิงกลับมาที่รถม้าของนางอีกครั้งหลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว อาเฟยก็มาตามนางไปทำอาหาร“ท่านหญิงลู่จิว องครักษ์จับปลามาแล้วขอรับ”หยวนชิงหลิงก้าวลงมาจากรถม้า“ข้าบอกแล้วว่าให้เรียกชื่อข้าตามสบาย ช่างเถอะ ปลาเล่าอยู่ไหน”ข้าจะกล้าเอ่ยนามของท่านออกมาตรงๆ ได้อย่างไร เพียงแค่ข้าอยู่
จ้าวหงอิงถึงกับน้ำตาคลอ ก่อนหน้านี้นางนั่งรถม้าคันเดียวกับหลี่อันหรง วันไหนที่มีอาหารที่ดีหน่อยนางก็จะยึดเอาไว้เป็นของตนเอง ในรถม้าที่ต้องนั่งสี่คนเวลานอนหลี่อันหรงก็จะแบ่งพื้นที่ไปเสียครึ่ง อีกสามคนต้องนั่งเบียดกันหลับ ตั้งแต่ออกจากเมืองหลวงมีเพียงเมื่อคืนเท่านั้นที่นางนอนหลับได้สนิทหยวนชิงหลิงมองนางด้วยสายตาไม่เข้าใจ แค่ผัดผักใส่ไข่เจ้าถึงกับร้องไห้เลยหรือ เห็นทีก่อนหน้านี้เจ้าคงจะลำบากจริงๆ หยวนชิงหลิงเอ่ยปลอบนางสองสามคำ ก่อนที่สตรีทั้งสองจะทานอาหารของตน“ยาของข้าเล่า”หยวนชิงหลิงเดินมาหาอาเฟยที่กำลังเคี่ยวยาอยู่“เสร็จแล้วขอรับ”หยวนชิงหลิงขมวดคิ้วก่อนที่จะบีบจมูกแล้วดื่มยาลงไปจนหมดชาม นางเป็นคนที่เกลียดการดื่มยามาก แต่หนทางไปยังแคว้นเซี่ยยังอีกยาวไกล จะปล่อยให้ตนเองป่วยจนเป็นภาระของผู้อื่นมิได้“ตอนเที่ยงข้าอยากกินปลาย่าง ถึงอย่างไรวันนี้ก็หยุดพักที่นี่หนึ่งวัน เราไปจับปลากันดีกว่า”นางเอ่ยชวนอาเฟยและพ่อครัวที่อยู่ตรงนั้นอีกสองสามคน สายตาคมกริบของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในกระโจมแบบเปิด กำลังมองมาที่ร่างบาง เมื่อคืนเกือบตายยังไม่รู้จักเข็ดหลาบ วันนี้กลับไปรนหาที่อีกแล้ว นางช่างเป็นส
องครักษ์ร่างสูงนามเข่อซิง ที่ยืนอยู่ด้านนอกเพื่อรอรับคำสั่ง เดินจากไปและไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมสตรีใบหน้างดงามนางหนึ่ง ท่าทางของนางแลดูมึนงงเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นางก็ทำตามคำสั่งขององครักษ์ผู้นั้นแต่โดยดีโดยมิได้ปริปากถาม“จงเก็บเรื่องที่เจ้าเห็นในคืนนี้เอาไว้เป็นความลับ หากข้าได้ยินว่ามีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนี้ ข้าจะฝังเจ้าเอาไว้กลางป่า”เซี่ยหวายอีหรือจิ้นอ๋องที่ปลอมตัวเป็นองครักษ์คุ้มกันขบวนราชทูต ข่มขู่จ้าวหงอิงก่อนที่เขาจะลงจากรถม้าไป จ้าวหงอิงที่นั่งตัวลีบอยู่ในมุมหนึ่งของรถม้าถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะช่วยเปลี่ยนชุดที่เปียกชื้นออกจากร่างของหยวนชิงหลิง“ท่านไปทำอันใดมากันแน่ท่านหญิงลู่จิว”จ้าวหงอิงมองใบหน้างามที่กำลังหลับสนิทก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ นางส่ายหน้าให้กับความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง“เฮ่อ!!!อย่ารู้เลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นได้อายุสั้นแน่ๆ ท่านหญิงท่านเองก็คงจะลำบากไม่น้อยเช่นกันสินะ ข้ายังหวังว่าสักวันพวกเราจะได้กลับไปพบหน้าครอบครัวที่แคว้นฉินอีกครั้ง”จ้าวหงอิงมองสำรวจภายในรถม้าที่หยวนชิงหลิงโดยสารมา รถม้าของนางที่ได้รับสิทธิ์นั่งมาคนเดียวช่างกว้างขวาง ภายในก็ถูกบุนวมเ
นางเอ่ยออกมาอย่างจริงใจ ก่อนที่จะนั่งรับทานอาหารพร้อมกับพ่อครัวเหล่านั้นโดยที่ไม่ถือตัวเลยสักนิด“เหอะ!!เสแสร้ง”หลี่อันหรงบิดปากพูดอย่างไม่พอใจ ก่อนที่จะโยนชามอาหารลงไปข้างๆ หยวนชิงหลิง เหล่าพ่อครัวและองครักษ์ต่างก็มองการกระทำของนางเป็นตาเดียว หยวนชิงหลิงลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายชุดของนางเปียกชุ่มไปด้วยน้ำแกง“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไม่พอใจสิ่งใดในตัวข้า ถึงได้แสดงกิริยาไร้มารยาทเช่นนี้ออกมา เมื่อก่อนเจ้าอาจจะเคยเป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่ในแคว้นฉิน เคยอยู่เหนือผู้คนมากมาย หลายคนต้องคอยเอาใจและรองรับโทสะของเจ้า แต่ข้าหาใช่บ่าวไพร่ของเจ้า”นางตบใบหน้าของหลี่อันหรงสองครั้งติดกัน ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้ง แม่นางผู้นี้มือไวจริงๆ เพียงทำชุดของนางสกปรกเท่านั้นนางก็ลงไม้ลงมือเสียแล้ว“เจ้า!!”“หุบปาก!!! และจงอยู่ให้ห่างข้าเอาไว้ หากเจ้ายังอยากใช้ปากนั่นทานอาหารอยู่”หยวนชิงหลิงมองหลี่อันหรงด้วยสายตาเอาจริง หลี่อันหรงทำสิ่งใดไม่ได้ นางทำได้เพียงรีบวิ่งกลับไปที่รถม้าของตน หยวนชิงหลิงก้มลงหยิบชามที่หลี่อันหรงโยนใส่นาง ก่อนที่จะนำมันไปล้าง“อาหารที่นางไม่ชอบกิน แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดามันคืออาหารที่พวกเขาต่อให้ฝันถึงก







