LOGIN“ใบหน้าของเจ้าเสียโฉมแล้วจากนี้ไปแม้แต่นางบำเรอในกองทัพเจ้าก็เป็นไม่ได้ ตีตราทาสที่ใบหน้าของนาง จากนี้ไปนางจะต้องทำงานชั้นต่ำทุกอย่างในคณะเดินทาง หลังจากไปถึงแคว้นเซี่ยแล้วส่งนางไปยังซ่องนางโลมชั้นต่ำที่สุด ให้รับลูกค้าวันละห้าสิบคนเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อครบหนึ่งปีให้ส่งนางไปทำงานที่เหมืองเกลือ”
หลี่อันหรงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจลนลาน นางพยายามคลานมาที่เท้าของเซี่ยหวายอีเพื่อขอความเมตตา แต่ถูกเขาเตะกระเด็นออกไปไกล คนของเขานำโซ่ตรวนมาคล้องมือและเท้าของนางเอาไว้ จากนั้นจึงลากนางออกไปไม่แม้แต่จะเรียกหมอมารักษา “ทุกคนจงจำวันนี้เอาไว้ให้ดี ต่อไปพูดแต่เรื่องที่ควรพูด แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนได้แล้ว อีกไม่ช้าเราจะออกเดินทางกันต่อ” หยวนชิงหลิงที่ยืนก้มหน้าอยู่ที่เดิมค่อยๆ เดินหันหลังจากไป เสียงของหลี่อันหรงที่สบถด่าทอว่าร้ายบิดาของนางยังคงดังก้องอยู่ภายในหัว หยวนชิงหลิงรู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนมีบางอย่างกำลังกดทับหัวใจของนาง ภาพเบื้องหน้าที่นางเห็นค่อยๆ หดแคบลงและมืดดำทีละน้อย ร่างบางซวนเซไปด้านหน้าก่อนที่จะล้มลง เซี่ยหวายอีมองตามแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของนางเดินกลับไปที่รถม้าด้วยสายตาเป็นห่วง เขาสังเกตเห็นอาการผิดปกติ จึงรีบพุ่งไปรับร่างของหยวนชิงหลิงเอาไว้ ปากก็ตะโกนสั่งให้คนของเขาไปตามหมอมาดูอาการของนาง อีกครั้งที่ขบวนของราชทูตแคว้นเซี่ยจะต้องหยุดลงเพราะอาการป่วยของหยวนชิงหลิง ผ่านไปเพียงไม่นานหลังจากที่ท่านหมอเยี่ยนออกจากรถม้าไป หยวนชิงหลิงก็รู้สึกตัวฟื้นขึ้นมา นางมองไปที่จ้าวหงอิงที่นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของรถม้า จากนั้นจึงค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง “ข้าเป็นอะไรไปหรือ” จ้าวหงอิงรีบเข้ามาดูนางและแสดงอาการดีใจออกมา “ท่านหญิงท่านฟื้นแล้ว ข้าเป็นห่วงแทบแย่ที่เห็นท่านหมดสติไป ยังดีที่หัวหน้าองครักษ์รับร่างของท่านเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นท่านคงบาดเจ็บไปแล้ว” หยวนชิงหลิงจำได้เพียงนางกำลังเดินกลับมาที่รถม้า เหตุการณ์หลังจากนั้นนางจำไม่ได้เลย เขาช่วยนางเอาไว้อีกแล้วสินะ จ้าวหงอิงไปตามท่านหมอเยี่ยนกลับมาตรวจชีพจรให้หยวนชิงหลิงอีกครั้ง จากนั้นจึงจัดยาสงบใจให้จ้าวหงอิงไปต้มมาให้นางดื่ม ตั้งแต่วันที่มีเรื่องกับหลี่อันหรงหยวนชิงหลิงก็เงียบขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางแทบไม่ออกมาจากรถม้าเลยเอาแต่นั่งเหม่อมองไปบนท้องฟ้าจากทางหน้าต่าง ทำเอาจ้าวหงอิงที่นั่งมากับนางรู้สึกเป็นห่วง “ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ท่านหญิงลู่จิวกลับมาร่าเริงเช่นเดิมได้ พวกท่านที่สนิทกับนางก่อน ช่วยข้าออกความคิดได้หรือไม่” จ้าวหงอิงนั่งลงด้านข้างของอาเฟยก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ ท่าทางของอาเฟยเองก็แสดงออกว่าหนักใจไม่แพ้กัน ตั้งแต่ที่หยวนชิงหลิงเอาแต่เก็บตัวอยู่ในรถม้า บรรยากาศภายในขบวนเดินทางก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะนางเป็นเช่นนี้คงไปกระทบต่อจิตใจของใครอีกหลายคน “ข้าเองก็ไร้หนทาง อ่อนี่ คุณหนูจ้าวเจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านหญิงมีสิ่งใดที่ชอบบ้าง บางทีสิ่งนั้นอาจทำให้นางกลับมาร่าเริงเช่นแต่ก่อนได้” จ้าวหงอิงแสดงท่าทางครุ่นคิด นางเองก็พึ่งจะสนิทกับท่านหญิงลู่จิวได้ไม่นาน รู้เพียงนางขอบทำอาหารแต่เรื่องอื่นนางแทบไม่รู้อะไรเลย “เฮ่อ!!! ข้านี่ช่างเป็นคนที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี ข้าเคยได้รับความช่วยเหลือจากนางมามากมาย แต่ข้ากลับทำอะไรเพื่อนางไม่ได้เลยสักอย่าง” จ้าวหงอิงถอนหายใจออกมาอย่างท้อแท้ เหล่าพ่อครัวที่นั่งรวมตัวกันอยู่ตรงนั้นก็รู้สึกไม่ต่างจากนาง หยวนชิงหลิงที่เดินผ่านมาได้ยินบทสนทนาเหล่านั้นเพราะบังเอิญนางออกจากรถม้าเพื่อมาเติมน้ำดื่ม “นี่เป็นเพราะข้าเลยทำให้พวกเจ้าต้องเป็นกังวลขนาดนี้เชียวหรือ” นางพึมพำกับตนเองเบาๆ ก่อนที่จะได้กลิ่นหอมเย็นที่แสนคุ้นเคย หยวนชิงหลิงหันกลับไปด้านหลังก่อนที่จะปะทะเข้ากับร่างสูงของเซี่ยหวายอี “เจ้า!!!” หยวนชิงหลิงพยายามตั้งหลักไม่ให้คนเองล้มลง แต่เพราะพื้นดินตรงนั้นไม่เสมอกันทำให้เท้าของนางเหยียบไม่ได้สมดุล ร่างบางหงายไปทางด้านหลังก่อนที่จะถูกเซี่ยหวายอีโอบเอวคอดของนางเอาไว้ได้ด้วยแขนแข็งแรง “แค่ยืนเองเจ้าก็ไม่ไหวแล้วหรือ จะลงมาจากรถม้าทำไม” เพราะประโยคประชดประชันที่ออกมาจากร่างสูง ทำให้หยวนชิงหลิงมองค้อนเขาด้วยความไม่พอใจ “ข้ายืนเองได้ ไม่ต้องให้เจ้าช่วย” นางพยายามดันตัวเองออกจากอ้อมแขนของเซี่ยหวายอี แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ แขนแข็งแรงกอดรัดนางเอาไว้นิ่งไม่มีทีท่าว่าจะขยับ หยวนชิงหลิงถลึงตากลมโตใส่ผู้ที่ตัวสูงกว่า ก่อนที่นางจะกระทืบลงไปที่เท้าของเขาจนสุดแรง จนเซี่ยหวายอีต้องรีบปล่อยนาง “คนฉวยโอกาส ข้ายังไม่ลืมเรื่องที่เจ้าบังคับจูบข้าหรอกนะ ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ” นางรีบเดินหนีไปทางที่เหล่าพ่อครัวและจ้าวหงอิงนั่งอยู่ องครักษ์ชางรุ่ยและเข่อซิงเดินออกมาจากมุมหนึ่งของรถม้า พวกเขามองล้อเลียนเจ้านายของตน ก่อนที่จะรีบวิ่งหนีไปเพราะกลัวถูกลงโทษ “เจ้า!!” ร่างสูงที่อยู่บนหลังม้าได้แต่สบถออกมาด้วยความไม่พอใจ นี่เขาผิดอันใดอีกนางถึงได้แสดงท่าทางโมโหเขาเช่นนี้ เซี่ยหวายอีถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ทุกคนในขบวนราชทูตต่างก็ต้องลงมาจากรถม้าเพื่อเข้ารับการตรวจสอบและลงทะเบียนก่อนเข้าไปในกองทัพ หยวนชิง หลิงและจ้าวหงอิงก้าวลงมาจากรถม้าเดินตามทหารไป ถึงแม้ว่านางจะทำท่าไม่สนใจแต่สายตาของนางก็คอยมองหาร่างสูงของเซี่ยหวายอีอยู่เช่นเดิม “หายไปไหนแล้วนะ ข้านี่ช่างขี้ลืมเสียจริง เดินทางด้วยกันมาตั้งนานแต่ข้าไม่เคยถามชื่อเขาเลย แล้วอย่างนี้เวลามีปัญหาจะไปตามเขาได้จากที่ใด” หยวนชิงหลิงได้แต่ก่นด่าตนเองในใจ เพราะอารมณ์ที่มาก่อนเหตุผลทำให้นาลืมเรื่องที่สำคัญไปเลย จ้าวหงอิงมองใบหน้าของหยวนชิงหลิงที่มีท่าทางยุ่งยากใจ นางจึงเอ่ยถามออกมาเบาๆ “เกิดสิ่งใดขึ้นหรือเจ้าคะ” หยวนชิงหลิงพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันไปตอบคำถามนาง “ข้าลืมถามชื่อหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นเอาไว้น่ะสิ หากวันหน้าพวกเราเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นมา บางทีอาจจะสามารถใช้ชื่อของเขาเป็นเกราะกำบังภัยได้ ตอนนี้อยู่ในสถานที่ที่มิใช่บ้านเมืองของเรา สิ่งใดทำให้พวกเราสามารถปกป้องตนเองได้เราก็ควรทำ” จ้าวหงอิงพยักหน้าเห็นด้วย นางเองก็ช่วยหยวนชิงหลิงมองหาร่างสูงของหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้น แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองจะไม่มีวันได้เห็นพวกเขาอีก หลังจากที่ลงทะเบียนรายชื่อเข้าไปในกองทัพแคว้นเซี่ยเสร็จเรียบร้อยแล้ว หยวนชิงหลิงก็มารวมกลุ่มกับเหล่าสตรีบรรณาการจากแคว้นฉิน เรื่องที่หยวนชิงหลิงเคยพูดเอาไว้เกี่ยวกับสิ่งที่พวกนางจะต้องประสบหลังจากนี้ ทำเอาสาวงามเหล่านั้น แสดงความหวาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด“อ่า!!!ยอดรัก แบบนั้นและ ข้าต้องการแบบนั้น ดันมันเข้ามาอีก แรงกว่านี้ ลึกกว่านี้”เสียงหวานเอ่ยขอร้องด้วยความต้องการที่พุ่งขึ้นสุดขีด เซี่ยหวายอีเองก็ไม่ยอมปล่อยให้นางต้องรอนาน เขากระแทกลงไปแรงๆ ถี่รัว เสียงดัง ปัก ปัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอยู่เป็นนาน กว่าที่สองร่างจะสะท้านเฮือกขึ้นพร้อมกัน หยวนชิงหลิงแตะถึงจุดสุดยอดก่อน นางบีบรัดเขาจนเซี่ยหวายอีทนไม่ไหว จำต้องปลดปล่อยความต้องการของตนเองเข้าไปในกายนนางเต็มที่ทุกหยาดหยด“อ่า!!!ที่รักข้าแตกแล้ว เสร็จแล้ว ข้าเสร็จภายในกายของเจ้าแล้ว”ร่างสูงฟุบหน้าลงไปบนลำคอขาวผ่องของนาง ทั้งที่ยังมิได้ถอดถอนความเป็นชายออกไป นางรู้สึกได้ว่ามันกำลังกระตุกอยู่ภายใน ความเสียวกระสันที่พึ่งผ่านไปมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง สองร่างที่พึ่งสงบศึกไปได้ไม่นาน ได้เริ่มก่อสงครามวสันต์ขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ได้มาเยือนหยวนชิงหลิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย ช่างแตกต่างจากอีกคนที่ยังคงมีเรี่ยวแรงเต็มกำลัง เหมือนพึ่งได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ“ท่านรังแกข้ามาทั้งคืนแล้ว ต่อจากนี้ต้องดูแลปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างที่พูดด้วย”เซี่ยหวายอีกดจู
“เช่นนั้นให้ข้าปรนนิบัติเจ้าดีหรือไม่ ฮูหยิน”หยวนชิงหลิงไม่คิดว่าตนเองจะมาได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากของเขา ใบหน้างามที่ยามนี้ไร้เครื่องประทินโฉมมันช่างงดงามเกลี้ยงเกลาดูสะอาดตาไม่ต่างจากเด็กทารก ดวงตาคมของเซี่ยหวายอีที่มองอยู่นั้นอดที่จะกดจูบไปที่แก้มของนางมิได้“ฮูหยิน วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์”ก่อนงานแต่งงานหลายวัน เขาได้สอบถามและศึกษาเรื่องบนเตียงมาจากสหายร่วมรบมาแล้ว เกี่ยวกับการทำให้สตรีมีความสุขในคืนเข้าหอ ร่างสูงค่อยๆ แทะเล็มริมฝีปากอวบอิ่มของนางช้าๆ มือสองข้างที่ยังว่างอยู่ก็ไม่หยุดนิ่ง เขาสัมผัสนางไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย แม้เวลานี้ทั้งสองจะสวมใส่อาภรณ์แต่ก็ยังรับรู้ถึงสัมผัสของกันและกันได้ความรู้สึกแปลกใหม่ที่นางได้รับในเวลานี้ช่างแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เขาเคยสัมผัสนางอย่างสิ้นเชิง ท้องน้อยของนางในเวลานี้มันเหมือนกับมีบางอย่างขมวดเข้าหากันจากนั้นจึงคลายออก ทุกการสัมผัสจากเขามันทำให้ข่นอ่อนในกายนางพร้อมใจกันลุกชูชันขึ้นลิ้นร้อนของเซี่ยหวายอีเริ่มรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหยวนชิงหลิง ร่างสูงสอดลิ้นหนาเข้าไปในปากของนางเกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นนุ่มหยุ่นอย่างเชื่อ
“ทุกอย่างเป็นเพราะความโลภในอำนาจของท่านมากกว่า อย่าได้มากความเลย มาสู้กันให้รู้แพ้ชนะเสียแต่วันนี้ หากข้าหยวนชิงหลิงพ่ายแพ้และจะต้องตาย ข้าก็จะไม่มีวันเสียใจต่อสิ่งที่ข้าได้เลือก”การต่อสู้อย่างดุเดือดของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป แม้หยวนชิงหลิงจะมีสรีระที่เป็นรอง แต่กำลังของนางกลับมีมากล้นจนน่าเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่ง้าวของนางฟันลงไป ฉินฮ่องเต้แทบจะทนรับแรงของนางไม่ไหว“เจ้า!!...เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร!! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอเท่านั้น เหตุใดถึงมีพละกำลังที่เหนือกว่าข้า จงบอกมา”หยวนชิงหลิงยกยิ้มภายใต้หมวกเหล็กสีดำ ก่อนเอ่ยออกมาเสียงดัง แต่เสียงของนางกลับไม่เหมือนเสียงของนาง เพราะมันมีหลายเสียงดังประสานกันขึ้น“เพราะบรรพบุรุษซวนหยวนของข้าอย่างไรเล่า พวกเขาจะคอยอยู่เคียงข้าเสมอ ไม่ว่าข้าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าเพียงใดก็ตาม จงรับผลกรรมที่กระทำมาทั้งหมดเสียเถิด ข้าผู้นี้จะเป็นคนลงโทษเจ้าเอง”หยวนชิงหลิงฟันง้าวในมือลงไปอีกครั้งจนสุดแรง ในที่สุดทวนของฉินฮ่องเต้ก็ทนรับแรงนั้นไม่ไหว มันถูกฟันหักออกเป็นสองท่อน และตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงกลางอกของเขา ถูกฟันทะลุชุดเกราะจนสะพายแล่
“เจ้าจงนำสารนี้ไปบอกแก่ผู้นำทัพคนต่อไปของพวกเจ้าซะ ข้าจิ้นอ๋องจะรออยู่ที่นี่ หากไม่ยอมแพ้พวกเขาจะมีจุดจบไม่ต่างจากหลี่ฮั่งชาง แต่ถ้ายอมแพ้ก็จะมีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องถูกสังหาร”เอ่ยจบร่างสูงก็กระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนจะควบกลับเข้าเมืองจิ่งโจวไป ทิ้งความวุ่นวายโกลาหลเอาไว้เบื้องหลังหยวนชิงหลิงที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพมานานนับเดือน เวลานี้นางได้รู้แล้วว่ามีใครบ้างที่อยู่คนละฝั่งกับหลี่ฮั่งชาง และมีใครบ้างที่หักหลังบิดาของนางในตอนนั้น ใบหน้างามข่มความโกรธแค้นเอาไว้ในส่วนลึก เพราะยังไม่ถึงเวลาที่น่าจะเปิดเผยตัวตอนนี้นางวางแผนที่จะปลุกปั่นให้พวกเขาแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่ไม่คิดยอมแพ้เหล่านั้นต่างก็นำทัพออกไปต่อสู้กับจิ้นอ๋องในสนามรบ สุดท้ายจุดจบของพวกเขาล้วนไม่ต่างกันทหารสามแสนนายในกองทัพเวลานี้เหลือไม่ถึงครึ่ง เพราะการกระทำที่แสนอวดดีของพวกเขา คิดว่าตนเองมีพันธมิตรจากต่างแคว้นแล้วจะสามารถหยิ่งผยองได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว แม่ทัพแคว้นฉินสามคนถูกตัดหัวแขวนประจานเอาไว้ที่ประตูเมือง สร้างความหวาดกลัวแก่กองทัพฉินยิ่งนัก“บังอาจนัก!! เจ้าเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นั้น กล้ามาอวดดีก
“พวกเราชาวเฉิงโจว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสงครามที่ฮ่องเต้ชั่วนั่นก่อขึ้นหรอก ไปเสียได้ก็ดีที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าเมือง เขาอยู่ที่นี่ก็เอาแต่กดขี่ชาวบ้านบังคับให้ขุดภูเขา แต่กลับไม่บอกว่าขุดหาอะไร ก่อนหน้านี้ก็เกิดการต่อสู้ขึ้นที่หุบเขาหินนั่น จิ้นอ๋องสังหารอะไร ตอนนั้นข้าไปตรวจดูสภาพของที่นั่นเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เป็นพวกเขาที่สังหารกันเอง ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกเลยสักนิด อีกทั้งคนที่หนีรอดมาจากที่นั่นก็พูดเหมือนกันว่า คนของเฉิงอ๋องจู่โจมคนขององค์ชายห้า ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนถึงเช้า และองค์ชายห้าได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา เป็นข้าที่รักษาให้เขาจนรอดมาได้”หยวนชิงหลิงกระจ่างแล้วว่าเสียงต่อสู้ในคืนนั้นคืออะไร ตอนนั้นคนขององค์ชายห้าช่างมาได้เหมาะเจาะตรงเวลาเสียจริง“ท่านหมอ ท่านแน่ใจหรือขอรับ วันเวลาท่านได้บันทึกเอาไว้หรือไม่”“วะ!!! เจ้าหนุ่มนี่ ข้าเป็นหมอมายี่สิบปี ข้าบันทึกทุกอย่างเอาไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อข้าจะเอาให้เจ้าดูก็ได้ เจ้าคนที่รอดชีวิตมาในตอนนั้น ข้าเองก็รักษาเขาจนหายดีแล้ว”หยวนชิงหลิงยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม นางลุกขึ้นจับแขนของท่านหมอเขย่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ย
หลายครั้งที่เขาเองก็ถูกฟันและถูกแทง มีเพียงเสียงดังเคร้ง!! ขึ้นเท่านั้น แต่ร่างกายของเขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บที่ใดเลย คนตระกูลซวนหยวนช่างเก่งกาจยิ่งนัก ที่สามารถสร้างอาวุธที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวพวกนี้ขึ้นมาได้ เขาเองก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากพวกมันไปตกอยู่ในกำมือของจอมทรราชที่บ้าอำนาจ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟเช่นไรหนึ่งชั่วยามต่อมา เสียงการต่อสู้ได้เงียบลงหรือจะพูดให้ถูกคือการสังหารอยู่ฝ่ายเดียว ศพที่ไม่สมประกอบกระจุยกระจายเกลื่อนพื้นดิน ไม่มีร่างไหนที่ยังอยู่ครบสมบูรณ์เลยสักร่าง เลือดสดๆ ไหลเจิ่งนองเต็มพื้นดิน เหมือนสายฝนที่พึ่งหยุดตกไปได้ไม่นานเซี่ยหวายอีหลับตาลงสักพักก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนตระกูลซวนหยวนถึงได้พ่ายแพ้ในการสู้รบ ทั้งที่พวกเขามีอาวุธชั้นดีอยู่ในมือ ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังเรื่องราวเพียงคร่าวๆ เท่านั้น สงสัยหลังเสร็จจากศึกในครั้งนี้คงต้องขออ่านบันทึกม้วนนั้นของตระกูลซวนหยวนจากหยวนชิงหลิงเสียแล้วร่างสูงเดินไปยังม้าที่วิ่งเตลิดเพราะการต่อสู้ไปไม่ไกล ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังของมัน จากนั้นเร่งควบไปยังเส้นทางเมืองจิ่งโจว สถานที่ที่จะต้องสะสางและยุ
“ในบันทึกได้เขียนเอาไว้ว่า ตระกูลฉินและซวนหยวนเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่ออกเดินทางเร่ร่อนอยู่ในทุ่งหญ้า ไร้แผ่นดินที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ครอบครัวของพวกเขาก็เริ่มใหญ่ขึ้นและมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหัวหน้าตระกูลจึงได้คิดสร้างดินแดนเป็นของตนเองขึ้น แต่ในระหว่างนั้นพวกเขาก็ถู
ทุกคนส่ายหน้า เพราะความเร่งรีบทำให้พวกเขาไม่ทันได้สังเกตว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นหรือไม่ แต่เรื่องที่บุตรสาวบอกว่าบิดาที่ตายจากไปแล้วมาช่วยพวกตน เรื่องนี้ฟังดูแล้วน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก“ลูกพูดจริงหรือ มิใช่ว่าคิดไปเองนะ หลิงเอ๋อลูกก็รู้ว่าพ่อของลูกเขา...ตายไปแล้ว”เสียงสุดท้ายของนางเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
ความรู้สึกของหยวนหมิงในเวลานี้ทั้งความสุขและเศร้าผสมปนเป ถึงแม้จะมีผู้คนมากมายยกย่องสรรเสริญให้เขาเป็นดั่งยอดนักรบที่คอยปกป้องผืนแผ่นดิน แต่ในความเป็นจริงเขากลับเป็นบิดาและสามีที่ล้มเหลว หยวนหมิงไม่อาจเอ่ยขอให้ครอบครัวให้อภัยตน แต่เขาต้องการทำหน้าที่บิดาและสามีเป็นครั้งสุดท้าย“หลิงเอ๋อ ได้เวลาตื่น
หยวนชิงหลิงหยิบชุดเกราะที่วางอยู่มุมหนึ่งขึ้นมาพิจารณาเล็กน้อย ชุดนี้ถูกตีขึ้นมาได้อย่างประณีตเลยทีเดียวจากนั้นจึงใช้มือเคาะไปที่ชุดเกราะนั้นเบาๆ เสียงใสดังกังวานขึ้นท่ามกลางห้องโถงขนาดใหญ่นางหยิบทวนที่อยู่ใกล้มือขึ้นมา จากนั้นจึงจ้วงแทงไปยังชุดเกราะนั้นเต็มแรง ไร้รอยขีดข่วน หยวนชิงหลิงคิดว่าแรงขอ







