LOGIN“ใบหน้าของเจ้าเสียโฉมแล้วจากนี้ไปแม้แต่นางบำเรอในกองทัพเจ้าก็เป็นไม่ได้ ตีตราทาสที่ใบหน้าของนาง จากนี้ไปนางจะต้องทำงานชั้นต่ำทุกอย่างในคณะเดินทาง หลังจากไปถึงแคว้นเซี่ยแล้วส่งนางไปยังซ่องนางโลมชั้นต่ำที่สุด ให้รับลูกค้าวันละห้าสิบคนเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อครบหนึ่งปีให้ส่งนางไปทำงานที่เหมืองเกลือ”
หลี่อันหรงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจลนลาน นางพยายามคลานมาที่เท้าของเซี่ยหวายอีเพื่อขอความเมตตา แต่ถูกเขาเตะกระเด็นออกไปไกล คนของเขานำโซ่ตรวนมาคล้องมือและเท้าของนางเอาไว้ จากนั้นจึงลากนางออกไปไม่แม้แต่จะเรียกหมอมารักษา “ทุกคนจงจำวันนี้เอาไว้ให้ดี ต่อไปพูดแต่เรื่องที่ควรพูด แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนได้แล้ว อีกไม่ช้าเราจะออกเดินทางกันต่อ” หยวนชิงหลิงที่ยืนก้มหน้าอยู่ที่เดิมค่อยๆ เดินหันหลังจากไป เสียงของหลี่อันหรงที่สบถด่าทอว่าร้ายบิดาของนางยังคงดังก้องอยู่ภายในหัว หยวนชิงหลิงรู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนมีบางอย่างกำลังกดทับหัวใจของนาง ภาพเบื้องหน้าที่นางเห็นค่อยๆ หดแคบลงและมืดดำทีละน้อย ร่างบางซวนเซไปด้านหน้าก่อนที่จะล้มลง เซี่ยหวายอีมองตามแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของนางเดินกลับไปที่รถม้าด้วยสายตาเป็นห่วง เขาสังเกตเห็นอาการผิดปกติ จึงรีบพุ่งไปรับร่างของหยวนชิงหลิงเอาไว้ ปากก็ตะโกนสั่งให้คนของเขาไปตามหมอมาดูอาการของนาง อีกครั้งที่ขบวนของราชทูตแคว้นเซี่ยจะต้องหยุดลงเพราะอาการป่วยของหยวนชิงหลิง ผ่านไปเพียงไม่นานหลังจากที่ท่านหมอเยี่ยนออกจากรถม้าไป หยวนชิงหลิงก็รู้สึกตัวฟื้นขึ้นมา นางมองไปที่จ้าวหงอิงที่นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของรถม้า จากนั้นจึงค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง “ข้าเป็นอะไรไปหรือ” จ้าวหงอิงรีบเข้ามาดูนางและแสดงอาการดีใจออกมา “ท่านหญิงท่านฟื้นแล้ว ข้าเป็นห่วงแทบแย่ที่เห็นท่านหมดสติไป ยังดีที่หัวหน้าองครักษ์รับร่างของท่านเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นท่านคงบาดเจ็บไปแล้ว” หยวนชิงหลิงจำได้เพียงนางกำลังเดินกลับมาที่รถม้า เหตุการณ์หลังจากนั้นนางจำไม่ได้เลย เขาช่วยนางเอาไว้อีกแล้วสินะ จ้าวหงอิงไปตามท่านหมอเยี่ยนกลับมาตรวจชีพจรให้หยวนชิงหลิงอีกครั้ง จากนั้นจึงจัดยาสงบใจให้จ้าวหงอิงไปต้มมาให้นางดื่ม ตั้งแต่วันที่มีเรื่องกับหลี่อันหรงหยวนชิงหลิงก็เงียบขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางแทบไม่ออกมาจากรถม้าเลยเอาแต่นั่งเหม่อมองไปบนท้องฟ้าจากทางหน้าต่าง ทำเอาจ้าวหงอิงที่นั่งมากับนางรู้สึกเป็นห่วง “ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ท่านหญิงลู่จิวกลับมาร่าเริงเช่นเดิมได้ พวกท่านที่สนิทกับนางก่อน ช่วยข้าออกความคิดได้หรือไม่” จ้าวหงอิงนั่งลงด้านข้างของอาเฟยก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ ท่าทางของอาเฟยเองก็แสดงออกว่าหนักใจไม่แพ้กัน ตั้งแต่ที่หยวนชิงหลิงเอาแต่เก็บตัวอยู่ในรถม้า บรรยากาศภายในขบวนเดินทางก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะนางเป็นเช่นนี้คงไปกระทบต่อจิตใจของใครอีกหลายคน “ข้าเองก็ไร้หนทาง อ่อนี่ คุณหนูจ้าวเจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านหญิงมีสิ่งใดที่ชอบบ้าง บางทีสิ่งนั้นอาจทำให้นางกลับมาร่าเริงเช่นแต่ก่อนได้” จ้าวหงอิงแสดงท่าทางครุ่นคิด นางเองก็พึ่งจะสนิทกับท่านหญิงลู่จิวได้ไม่นาน รู้เพียงนางขอบทำอาหารแต่เรื่องอื่นนางแทบไม่รู้อะไรเลย “เฮ่อ!!! ข้านี่ช่างเป็นคนที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี ข้าเคยได้รับความช่วยเหลือจากนางมามากมาย แต่ข้ากลับทำอะไรเพื่อนางไม่ได้เลยสักอย่าง” จ้าวหงอิงถอนหายใจออกมาอย่างท้อแท้ เหล่าพ่อครัวที่นั่งรวมตัวกันอยู่ตรงนั้นก็รู้สึกไม่ต่างจากนาง หยวนชิงหลิงที่เดินผ่านมาได้ยินบทสนทนาเหล่านั้นเพราะบังเอิญนางออกจากรถม้าเพื่อมาเติมน้ำดื่ม “นี่เป็นเพราะข้าเลยทำให้พวกเจ้าต้องเป็นกังวลขนาดนี้เชียวหรือ” นางพึมพำกับตนเองเบาๆ ก่อนที่จะได้กลิ่นหอมเย็นที่แสนคุ้นเคย หยวนชิงหลิงหันกลับไปด้านหลังก่อนที่จะปะทะเข้ากับร่างสูงของเซี่ยหวายอี “เจ้า!!!” หยวนชิงหลิงพยายามตั้งหลักไม่ให้คนเองล้มลง แต่เพราะพื้นดินตรงนั้นไม่เสมอกันทำให้เท้าของนางเหยียบไม่ได้สมดุล ร่างบางหงายไปทางด้านหลังก่อนที่จะถูกเซี่ยหวายอีโอบเอวคอดของนางเอาไว้ได้ด้วยแขนแข็งแรง “แค่ยืนเองเจ้าก็ไม่ไหวแล้วหรือ จะลงมาจากรถม้าทำไม” เพราะประโยคประชดประชันที่ออกมาจากร่างสูง ทำให้หยวนชิงหลิงมองค้อนเขาด้วยความไม่พอใจ “ข้ายืนเองได้ ไม่ต้องให้เจ้าช่วย” นางพยายามดันตัวเองออกจากอ้อมแขนของเซี่ยหวายอี แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ แขนแข็งแรงกอดรัดนางเอาไว้นิ่งไม่มีทีท่าว่าจะขยับ หยวนชิงหลิงถลึงตากลมโตใส่ผู้ที่ตัวสูงกว่า ก่อนที่นางจะกระทืบลงไปที่เท้าของเขาจนสุดแรง จนเซี่ยหวายอีต้องรีบปล่อยนาง “คนฉวยโอกาส ข้ายังไม่ลืมเรื่องที่เจ้าบังคับจูบข้าหรอกนะ ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ” นางรีบเดินหนีไปทางที่เหล่าพ่อครัวและจ้าวหงอิงนั่งอยู่ องครักษ์ชางรุ่ยและเข่อซิงเดินออกมาจากมุมหนึ่งของรถม้า พวกเขามองล้อเลียนเจ้านายของตน ก่อนที่จะรีบวิ่งหนีไปเพราะกลัวถูกลงโทษ “เจ้า!!” ร่างสูงที่อยู่บนหลังม้าได้แต่สบถออกมาด้วยความไม่พอใจ นี่เขาผิดอันใดอีกนางถึงได้แสดงท่าทางโมโหเขาเช่นนี้ เซี่ยหวายอีถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ทุกคนในขบวนราชทูตต่างก็ต้องลงมาจากรถม้าเพื่อเข้ารับการตรวจสอบและลงทะเบียนก่อนเข้าไปในกองทัพ หยวนชิง หลิงและจ้าวหงอิงก้าวลงมาจากรถม้าเดินตามทหารไป ถึงแม้ว่านางจะทำท่าไม่สนใจแต่สายตาของนางก็คอยมองหาร่างสูงของเซี่ยหวายอีอยู่เช่นเดิม “หายไปไหนแล้วนะ ข้านี่ช่างขี้ลืมเสียจริง เดินทางด้วยกันมาตั้งนานแต่ข้าไม่เคยถามชื่อเขาเลย แล้วอย่างนี้เวลามีปัญหาจะไปตามเขาได้จากที่ใด” หยวนชิงหลิงได้แต่ก่นด่าตนเองในใจ เพราะอารมณ์ที่มาก่อนเหตุผลทำให้นาลืมเรื่องที่สำคัญไปเลย จ้าวหงอิงมองใบหน้าของหยวนชิงหลิงที่มีท่าทางยุ่งยากใจ นางจึงเอ่ยถามออกมาเบาๆ “เกิดสิ่งใดขึ้นหรือเจ้าคะ” หยวนชิงหลิงพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันไปตอบคำถามนาง “ข้าลืมถามชื่อหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นเอาไว้น่ะสิ หากวันหน้าพวกเราเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นมา บางทีอาจจะสามารถใช้ชื่อของเขาเป็นเกราะกำบังภัยได้ ตอนนี้อยู่ในสถานที่ที่มิใช่บ้านเมืองของเรา สิ่งใดทำให้พวกเราสามารถปกป้องตนเองได้เราก็ควรทำ” จ้าวหงอิงพยักหน้าเห็นด้วย นางเองก็ช่วยหยวนชิงหลิงมองหาร่างสูงของหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้น แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองจะไม่มีวันได้เห็นพวกเขาอีก หลังจากที่ลงทะเบียนรายชื่อเข้าไปในกองทัพแคว้นเซี่ยเสร็จเรียบร้อยแล้ว หยวนชิงหลิงก็มารวมกลุ่มกับเหล่าสตรีบรรณาการจากแคว้นฉิน เรื่องที่หยวนชิงหลิงเคยพูดเอาไว้เกี่ยวกับสิ่งที่พวกนางจะต้องประสบหลังจากนี้ ทำเอาสาวงามเหล่านั้น แสดงความหวาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด“ใบหน้าของเจ้าเสียโฉมแล้วจากนี้ไปแม้แต่นางบำเรอในกองทัพเจ้าก็เป็นไม่ได้ ตีตราทาสที่ใบหน้าของนาง จากนี้ไปนางจะต้องทำงานชั้นต่ำทุกอย่างในคณะเดินทาง หลังจากไปถึงแคว้นเซี่ยแล้วส่งนางไปยังซ่องนางโลมชั้นต่ำที่สุด ให้รับลูกค้าวันละห้าสิบคนเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อครบหนึ่งปีให้ส่งนางไปทำงานที่เหมืองเกลือ”หลี่อันหรงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจลนลาน นางพยายามคลานมาที่เท้าของเซี่ยหวายอีเพื่อขอความเมตตา แต่ถูกเขาเตะกระเด็นออกไปไกล คนของเขานำโซ่ตรวนมาคล้องมือและเท้าของนางเอาไว้ จากนั้นจึงลากนางออกไปไม่แม้แต่จะเรียกหมอมารักษา“ทุกคนจงจำวันนี้เอาไว้ให้ดี ต่อไปพูดแต่เรื่องที่ควรพูด แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนได้แล้ว อีกไม่ช้าเราจะออกเดินทางกันต่อ”หยวนชิงหลิงที่ยืนก้มหน้าอยู่ที่เดิมค่อยๆ เดินหันหลังจากไป เสียงของหลี่อันหรงที่สบถด่าทอว่าร้ายบิดาของนางยังคงดังก้องอยู่ภายในหัว หยวนชิงหลิงรู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนมีบางอย่างกำลังกดทับหัวใจของนาง ภาพเบื้องหน้าที่นางเห็นค่อยๆ หดแคบลงและมืดดำทีละน้อยร่างบางซวนเซไปด้านหน้าก่อนที่จะล้มลง เซี่ยหวายอีมองตามแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของนางเดินกลับไปที่รถม้าด้วยสายตาเป็นห่วง เขาส
สตรีบรรณาการเหล่านั้นที่รายล้อมหยวนชิงหลิง หลังจากที่ได้ยินความจริงจากปากนาง บ้างก็ร้องไห้ บ้างก็ทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ให้พวกนางรู้เสียตั้งแต่ตอนนี้จะได้ปรับตัวทัน ดีกว่าไปรู้ทีหลังแล้วต้องมานั่งเสียใจและแตกสลายด้วยความจริงที่ว่าพวกนางถูกคนทั้งครอบครัวทอดทิ้ง“หยุดร้องไห้เสียเถิด ตอนนี้ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือพวกเราได้แล้ว ทุกอย่างมันเป็นเพียงเรื่องของการเมืองเท่านั้น พวกเราก็เป็นแค่เพียงตัวหมากเล็กๆ ของพวกเขา จากนี้ไปก็จงพยายามปรับตัวให้ได้ เผื่อว่าวันหน้าต้องอยู่ในช่วงชีวิตที่ลำบากจะได้ไม่ต้องมานั่งนึกเสียใจทีหลัง”หยวนชิงหลิงเอ่ยปลอบพวกนางเสียงอ่อนโยน นางเพียงหวังว่าสตรีเหล่านี้จะเข้มแข็งขึ้นในไม่ช้า และยืนได้ด้วยขาของตนเองทุกคำพูดของนางกระทบจิตใจของใครหลายคน รวมถึงบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหลังต้นไม้ที่ใช้กางกระโจม เขามองใบหน้าเล็กที่มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาที่หน้าผากเพราะความร้อนของกองไฟที่นางใช้ทำอาหาร เขาอยากจะเอื้อมมือไปเช็ดให้นางแต่แล้วก็ต้องหยุดการกระทำของตนเอาไว้“คิดบ้าอันใดของข้าอยู่กันแน่ นางก็เป็นแค่เพียงตัวยุ่งเท่านั้น เลิกสนใจนางไปเสีย”เซี่ยวหวายอีรีบเดินออกไปจากตร
เอ่ยจบนางก็ลงจากรถม้าตามมาด้วยจ้าวหงอิง สตรีทั้งสองเดินย้อนกลับไปที่รถม้าคันเล็กที่นางนั่งโดยสารมา ด้านในมีสตรีสามคนและหนึ่งในนั้นคือหลี่อันหรง“เจ้ามาทำอันใดที่นี่”หลี่อันหรงตกใจมากที่เห็นหยวนชิงหลิง นางยังจำความเจ็บปวดที่หยวนชิงหลิงตบนางได้ หลี่อันหรงเผลอยกมือขึ้นกุมที่ใบหน้าของตนอย่างลืมตัว“ข้าจะมาทำอันใดที่นี่ก็หาใช่ธุระกงการของเจ้า หลบไปหรืออยากจะโดนเหมือนครั้งก่อน”หยวนชิงหลิงยกมือขึ้นทำท่าจะตี หลี่อันหรงและสตรีอีกสองนางรีบวิ่งลงจากรถม้าราวกับผึ้งแตกรัง นางหันไปพยักหน้าให้จ้าวหงอิงเข้าไปเก็บของที่นางนำติดตัวมาทั้งหมด เมื่อเสร็จแล้วพวกนางก็เดินจากไป โดยที่ไม่สนใจสายตาที่มองมาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อของหลี่อันหรง“อันธพาลหยวนชิงหลิง!! ฝากไว้ก่อนเถอะถึงแคว้นเซี่ยเมื่อใดข้าจัดการเจ้าแน่”หยวนชิงหลิงพาจ้าวหงอิงกลับมาที่รถม้าของนางอีกครั้งหลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว อาเฟยก็มาตามนางไปทำอาหาร“ท่านหญิงลู่จิว องครักษ์จับปลามาแล้วขอรับ”หยวนชิงหลิงก้าวลงมาจากรถม้า“ข้าบอกแล้วว่าให้เรียกชื่อข้าตามสบาย ช่างเถอะ ปลาเล่าอยู่ไหน”ข้าจะกล้าเอ่ยนามของท่านออกมาตรงๆ ได้อย่างไร เพียงแค่ข้าอยู่
จ้าวหงอิงถึงกับน้ำตาคลอ ก่อนหน้านี้นางนั่งรถม้าคันเดียวกับหลี่อันหรง วันไหนที่มีอาหารที่ดีหน่อยนางก็จะยึดเอาไว้เป็นของตนเอง ในรถม้าที่ต้องนั่งสี่คนเวลานอนหลี่อันหรงก็จะแบ่งพื้นที่ไปเสียครึ่ง อีกสามคนต้องนั่งเบียดกันหลับ ตั้งแต่ออกจากเมืองหลวงมีเพียงเมื่อคืนเท่านั้นที่นางนอนหลับได้สนิทหยวนชิงหลิงมองนางด้วยสายตาไม่เข้าใจ แค่ผัดผักใส่ไข่เจ้าถึงกับร้องไห้เลยหรือ เห็นทีก่อนหน้านี้เจ้าคงจะลำบากจริงๆ หยวนชิงหลิงเอ่ยปลอบนางสองสามคำ ก่อนที่สตรีทั้งสองจะทานอาหารของตน“ยาของข้าเล่า”หยวนชิงหลิงเดินมาหาอาเฟยที่กำลังเคี่ยวยาอยู่“เสร็จแล้วขอรับ”หยวนชิงหลิงขมวดคิ้วก่อนที่จะบีบจมูกแล้วดื่มยาลงไปจนหมดชาม นางเป็นคนที่เกลียดการดื่มยามาก แต่หนทางไปยังแคว้นเซี่ยยังอีกยาวไกล จะปล่อยให้ตนเองป่วยจนเป็นภาระของผู้อื่นมิได้“ตอนเที่ยงข้าอยากกินปลาย่าง ถึงอย่างไรวันนี้ก็หยุดพักที่นี่หนึ่งวัน เราไปจับปลากันดีกว่า”นางเอ่ยชวนอาเฟยและพ่อครัวที่อยู่ตรงนั้นอีกสองสามคน สายตาคมกริบของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในกระโจมแบบเปิด กำลังมองมาที่ร่างบาง เมื่อคืนเกือบตายยังไม่รู้จักเข็ดหลาบ วันนี้กลับไปรนหาที่อีกแล้ว นางช่างเป็นส
องครักษ์ร่างสูงนามเข่อซิง ที่ยืนอยู่ด้านนอกเพื่อรอรับคำสั่ง เดินจากไปและไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมสตรีใบหน้างดงามนางหนึ่ง ท่าทางของนางแลดูมึนงงเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นางก็ทำตามคำสั่งขององครักษ์ผู้นั้นแต่โดยดีโดยมิได้ปริปากถาม“จงเก็บเรื่องที่เจ้าเห็นในคืนนี้เอาไว้เป็นความลับ หากข้าได้ยินว่ามีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนี้ ข้าจะฝังเจ้าเอาไว้กลางป่า”เซี่ยหวายอีหรือจิ้นอ๋องที่ปลอมตัวเป็นองครักษ์คุ้มกันขบวนราชทูต ข่มขู่จ้าวหงอิงก่อนที่เขาจะลงจากรถม้าไป จ้าวหงอิงที่นั่งตัวลีบอยู่ในมุมหนึ่งของรถม้าถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะช่วยเปลี่ยนชุดที่เปียกชื้นออกจากร่างของหยวนชิงหลิง“ท่านไปทำอันใดมากันแน่ท่านหญิงลู่จิว”จ้าวหงอิงมองใบหน้างามที่กำลังหลับสนิทก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ นางส่ายหน้าให้กับความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง“เฮ่อ!!!อย่ารู้เลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นได้อายุสั้นแน่ๆ ท่านหญิงท่านเองก็คงจะลำบากไม่น้อยเช่นกันสินะ ข้ายังหวังว่าสักวันพวกเราจะได้กลับไปพบหน้าครอบครัวที่แคว้นฉินอีกครั้ง”จ้าวหงอิงมองสำรวจภายในรถม้าที่หยวนชิงหลิงโดยสารมา รถม้าของนางที่ได้รับสิทธิ์นั่งมาคนเดียวช่างกว้างขวาง ภายในก็ถูกบุนวมเ
นางเอ่ยออกมาอย่างจริงใจ ก่อนที่จะนั่งรับทานอาหารพร้อมกับพ่อครัวเหล่านั้นโดยที่ไม่ถือตัวเลยสักนิด“เหอะ!!เสแสร้ง”หลี่อันหรงบิดปากพูดอย่างไม่พอใจ ก่อนที่จะโยนชามอาหารลงไปข้างๆ หยวนชิงหลิง เหล่าพ่อครัวและองครักษ์ต่างก็มองการกระทำของนางเป็นตาเดียว หยวนชิงหลิงลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายชุดของนางเปียกชุ่มไปด้วยน้ำแกง“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไม่พอใจสิ่งใดในตัวข้า ถึงได้แสดงกิริยาไร้มารยาทเช่นนี้ออกมา เมื่อก่อนเจ้าอาจจะเคยเป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่ในแคว้นฉิน เคยอยู่เหนือผู้คนมากมาย หลายคนต้องคอยเอาใจและรองรับโทสะของเจ้า แต่ข้าหาใช่บ่าวไพร่ของเจ้า”นางตบใบหน้าของหลี่อันหรงสองครั้งติดกัน ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้ง แม่นางผู้นี้มือไวจริงๆ เพียงทำชุดของนางสกปรกเท่านั้นนางก็ลงไม้ลงมือเสียแล้ว“เจ้า!!”“หุบปาก!!! และจงอยู่ให้ห่างข้าเอาไว้ หากเจ้ายังอยากใช้ปากนั่นทานอาหารอยู่”หยวนชิงหลิงมองหลี่อันหรงด้วยสายตาเอาจริง หลี่อันหรงทำสิ่งใดไม่ได้ นางทำได้เพียงรีบวิ่งกลับไปที่รถม้าของตน หยวนชิงหลิงก้มลงหยิบชามที่หลี่อันหรงโยนใส่นาง ก่อนที่จะนำมันไปล้าง“อาหารที่นางไม่ชอบกิน แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดามันคืออาหารที่พวกเขาต่อให้ฝันถึงก







