LOGINสายน้ำในสระหลวงแตกพรายเป็นระลอกคลื่นเมื่อร่างสูงใหญ่ของ ‘จูเซวียนหรง’ ทะยานพุ่งเข้าชาร์จรวบตัวสตรีในชุดองครักษ์บุรุษเอาไว้ได้จากทางด้านหลัง มัสยาในร่างของ ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ พยายามสะบัดกายว่ายน้ำหนีสุดชีวิต ทว่าแรงอันน้อยนิดของสตรีหรือจะสู้พละกำลังมหาศาลของบุรุษผู้ผ่านศึกสงครามมาโชกโชน วงแขนแกร่งดุจคีมเหล็กรัดรอบเอวบางของเด็กสาวเอาไว้แน่นหนา ก่อนจะพาร่างของทั้งสองแหวกพ้นเหนือน้ำ ทะยานขึ้นสู่ฝั่งหินอ่อนอย่างรวดเร็ว
“ปล่อยนะ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
ทันทีที่แผ่นหลังแตะพื้นหินอ่อน มัสยาที่เนื้อตัวเปียกปอนก็เดือดดาลอย่างที่สุด ความโกรธและความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาสองวันเต็มระเบิดออกมาจนหมดสิ้น ทรงผลักอกหนาแกร่งขององค์รัชทายาทออกอย่างแรง ก่อนจะตะโกนต่อว่าพระองค์เป็นการใหญ่โดยไม่สนหัวโขนหรืออาญาสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น
“ทำไมท่านไม่ปล่อยข้าไปฮะ! จะตามจับข้าไว้ทำไมกันเนี่ย ข้าบอกแล้วไงว่าข้าต้องการกลับบ้านเกิด! ข้าไม่ได้อยากอยู่ที่นี่เลยสักนิด!”
หยดน้ำตาที่ผสมปนเปไปกับหยาดน้ำในสระหลวงเริ่มไหลอาบแก้มเนียนอมชมพู มัสยาเริ่มร้องไห้สะอื้นออกมาจนตัวโยนด้วยความอ้างว้างโดดเดี่ยว
“อยู่ที่นี่มีแต่คนบ้าเอะอะก็จะตัดหัว ข้าอยากกลับบ้านไปหาเพื่อนรักของข้า...อย่างน้อยที่โลกนู้นตกงาน ไม่มีเงิน ไม่มีข้าวกิน ข้าก็ยังดิ้นรนสู้ชีวิตได้ แต่มันก็ยังดีกว่ามานั่งอยู่รอความตายในโลกบ้าๆ นี่ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะโดนลากไปประหารหรือตายห่าเมื่อไหร่!”
จูเซวียนหรงที่กำลังจะอ้าปากดุด่าเรื่องที่นางบังอาจแอบหนี ถึงกับหยุดชะงักกึก นัยน์ตาพญาเหยี่ยวเบิกกว้างด้วยความตกใจที่จู่ๆ สตรีผู้เก่งกล้าแก่นแก้วและต่อปากต่อคำกับพระองค์ไม่เคยลดละ กลับหลั่งน้ำตาร้องไห้โฮราวกับเด็กน้อยที่หลงทาง
ทว่าท่ามกลางเสียงสะอื้นและดวงตาแดงก่ำคู่นั้น พระองค์กลับทอดสายตามองด้วยความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนไป...
‘ขนาดนางร้องไห้ฟูมฟาย ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาเช่นนี้ เหตุใดถึงยังมีความงดงามน่ามองชวนให้ใจสั่นไหวถึงเพียงนี้’
พระองค์ขยับกายเข้าไปใกล้ กลิ่นอายเนื้อสาวที่เปียกปอนลอยมาแตะจมูก อยู่ดีๆ หัวใจขององค์รัชทายาทผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งก็เริ่มเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง กระแสความรู้สึกหวงแหนและอยากดึงร่างระหงเข้ามาโอบกอดปลอบประโลมแล่นริ้วขึ้นมาจนพระองค์ทรงทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งค้างจ้องมองนางด้วยแววตาที่อ่อนแสงลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
พฤติกรรมและการแสดงออกที่ผิดปกติเยี่ยงนี้ขององค์รัชทายาทหนุ่ม ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของ ‘เจี้ยน’ องครักษ์มือขวา และ ‘เสี่ยวหลาน’ สาวใช้ที่เพิ่งวิ่งกระหืดกระหอบตามมาถึงได้เลย ทั้งสองคนหยุดยืนอยู่ห่างออกไป ลอบมองสบตากันอย่างช้าๆ ด้วยความตกตะลึง ก่อนจะคิดในใจตรงกันโดยมิได้นัดหมาย...
‘องค์รัชทายาทผู้ไร้หัวใจ...คงมีใจลึกซึ้งให้กับแม่นางเสิ่นผู้นี้อย่างแน่นอนแล้ว!’
มัสยาที่ยังคงร้องไห้ไม่ยอมหยุด ทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้น เงยหน้าส่งสายตาเว้าวอนระคนอ้อนวอนขอร้องจูเซวียนหรงทั้งน้ำตา
“ข้าขอร้องล่ะ...ปล่อยข้าไปเถอะนะ อย่าขังข้าไว้เลย”
จูเซวียนหรงสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมก้อนเนื้อในอกที่เต้นรัว ก่อนจะแสร้งทำเสียงเคร่งขรึมเย็นชาตามเดิม
“หากเจ้าอยากให้ข้าปล่อยตัวไป...เจ้าก็ต้องพิสูจน์ตัวเองก่อน ว่าเจ้ามิใช่คนของฮองเฮาที่ส่งมาปั่นหัวข้า”
“ข้าตอบทันทีเลยก็ได้! ข้าไม่ได้รู้จักฮองเฮาบ้าอะไรนั่นเลยสักนิด! ยายนั่นเป็นใครข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ!”
มัสยาตะโกนสวนกลับทันควันด้วยความโมโห
“คุณหนูเสิ่น! อย่าพูดเช่นนั้นเจ้าค่ะ!”
เสี่ยวหลานหน้าถอดสีด้วยความตื่นตระหนกตกใจลนลาน รีบถลันเข้ามาเอามือปิดปากของมัสยาเบาๆ อย่างลืมตัวด้วยความกลัวว่านายสาวจะโดนอาญาโทษประหารเพราะวาจาสามหาวที่กำลังลบหลู่เบื้องสูง ทว่าเมี่ยวหลิงกลับไม่สนใจ เธอปัดมือสาวใช้ออกขยับเข้าไปประชิดจูเซวียนหรงแล้วถามคั้น
“ตกลงจะให้ข้าพิสูจน์อย่างไรถึงจะเชื่อฮะ?!”
จูเซวียนหรงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาแน่วแน่คู่นั้น ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“กลับจวน...อืม...กลับไปด้วยกันกับข้าก่อน แล้วข้าจะบอกเรื่องราวและข้อพิสูจน์ทุกอย่างให้เจ้าฟัง และข้าขอสัญญา...หากเจ้าทำได้ตามข้อตกลง ข้าจะปล่อยเจ้าไปตามสัญญาโดยไม่คิดรั้งตัวไว้แม้แต่เสี้ยวอึดใจ”
มัสยานิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะยอมพยักหน้ารับคำทั่งน้ำตา พาสังขารที่หนาวสั่นเดินตามแรงโอบประคองของเสี่ยวหลานกลับคืนสู่จวนลับทันที
.
.
ในที่โลกปัจจุบัน...
ยามบ่ายริมแม่น้ำเจ้าพระยา...
บรรยากาศรอบบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำเต็มไปด้วยความตึงเครียด แสงไซเรนจากรถตำรวจและเรือกู้ภัยส่องสว่างวับแวมตัดกับกระแสน้ำวนขุ่นมัว ‘กล้วยตาก’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิตของมัสยารีบเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุทันทีหลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เด็กสาวทรุดกายลงนั่งบนพื้นปูนอย่างหมดแรง ดวงตาคู่สวยบวมช้ำจากการร้องไห้หนักหน่วง มืออันสั่นเทาทั้งสองข้างโอบกอด ‘สมาร์ทโฟน’ ของมัสยาที่ตกอยู่บนสะพานไว้แนบอกประหนึ่งเป็นสิ่งแทนใจชิ้นสุดท้าย...
ห่างออกไปเล็กน้อย...พี่วินมอเตอร์ไซค์พลเมืองดีกำลังนั่งหน้าเสีย ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างถึงที่สุด ขณะกำลังพยายามอธิบายเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเพื่อนและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังเตรียมชุดดำน้ำ
“ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ครับ...ผมเห็นน้องเค้าเกาะราวสะพานแล้วตะโกนโวยวาย นึกว่าจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย เลยวิ่งเข้าไปหวังจะช่วยชาร์จตัวไว้ แต่พื้นมันลื่นละอองฝน...เท้าผมเลยสะดุดปูน ไปผลักน้องเค้าร่วงตกสะพานลงไปต่อหน้าต่อตาเลยครับ ผมผิดไปแล้วครับ...” พี่วินวินมอเตอร์ไซค์คร่ำครวญเสียงสั่น
กล้วยตากมองออกไปที่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังดำผุดดำว่ายเพื่อค้นหาร่างของเพื่อนรัก น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มสลับกับเสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ
“มัสยา...แกทิ้งฉันไปแบบนี้แล้วฉันจะอยู่ยังไงวะ...”
กล้วยตากร้องไห้โฮกอดสมาร์ทโฟนแน่น
“พวกเราเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อมีแม่ ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้ว...มีแค่แกกับฉันสองคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข กินมาม่าห่อเดียวกัน สู้ชีวิตมาด้วยกันตั้งแต่อนุบาล...แล้วทำไมแกต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยวะมัส! แกห้ามตายนะเว้ย! ฮือๆๆ กลับมาหาฉันก่อน...”
เสียงร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้าของเพื่อนรักดังสะท้อนท่ามกลางสายลมริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยที่กล้วยตากไม่มีวันรู้เลยว่า...ร่างกายของมัสยาไม่ได้จมดิ่งสู่นรกภูมิ แต่ดวงวิญญาณสู้ชีวิตของนางกำลังถูกบ่วงรักขององค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์หมิงโอบรัดไว้แน่นหนา ภายใต้แสงจันทร์ดวงเดียวกันในอีกมิติหนึ่ง!
..........................
กดหัวใจ คอมเมนท์ = หนึ่งกำลังใจนะคะ ฝากกดติดตาม เพิ่มเข้าชั้น และรับแจ้งเตือนตอนใหม่ เรื่องใหม่ค่ะ ทรายแมว : เขียน
จูอวี่เฉินเบี่ยงพระพักตร์หลบหมอนที่ปลิวลิ่วเข้ามาปะทะได้อย่างหวุดหวิด รอยยิ้มละมุนละไมบนใบหน้าหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นความราบเรียบเย็นชา แววตาพญาหงส์หรี่เล็กลงจนดูน่ากลัวประดุจสัตว์ป่าที่กำลังมองดูเหยื่อตัวน้อยในกรงขัง พระองค์ขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทอดสายตาต่ำมองสตรีบนเตียงตั่งที่ยังคงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่ลดละ“กัดลิ้นฆ่าตัวตายงั้นหรือ? แม่นางเสิ่น...เจ้าช่างวาจาโอหังนัก” จูอวี่เฉินแค่นเสียงทุ้มต่ำเชือดเฉือน“เจ้าคิดว่าความตายจะช่วยให้เจ้าหลุดพ้นไปจากเงื้อมมือของข้าได้จริงหรือ? ในแผ่นดินต้าหมิงนี้ หากข้าปรารถนาจะครอบครองสิ่งใด ต่อให้วิญญาณของเจ้าหลุดลอยสู่ปรโลก ข้าก็จะสั่งให้สัปเหร่อขุดเอาร่างของเจ้าขึ้นมาฝังไว้เคียงข้างกายนอนของข้าอยู่ดี! อีกทั้งตระกูลเสิ่นของเจ้า...ข้าเพียงแค่สั่งการคำเดียว คมดาบของทหารในสังกัดเสนาบดีเว่ยย่อมบั่นหัวบิดาและพวกพ้องของเจ้าจนสิ้นตระกูลภายในราตรีเดียว! เจ้าจะยอมแลกชีวิตของคนเหล่านั้นกับความดื้อรั้นเลอะเลือนของเจ้าจริงหรือ?”มัสยาฟังคำขู่เหี้ยมเกรียมอันโหดร้ายสไตล์เผด็จการโบราณ หัวใจดวงน้อยก็กระตุกวาบ แอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง‘เออ...ไอ้หมอนี่มันร้
ความมืดสลัวและกลิ่นอายของเครื่องหอมรสเผ็ดร้อนแปลกจมูก ค่อยๆ ปลุกสติสัมปชัญญะอันพร่าเลือนของ ‘มัสยา’ ให้คืนกลับมาอย่างช้าๆ เปลือกตาอันหนักอึ้งขยับเปิดขึ้นทว่าภาพเบื้องหน้ากลับหมุนคว้าง อาการเวียนศีรษะจากฤทธิ์ยาสลบสูตรเข้มข้นของเหลยจวินยังคงหลงเหลืออยู่จนชวนให้คลื่นเหียน มัสยาขยับร่างและพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงตั่งบุนวมขนาดยักษ์ ตกแต่งด้วยม่านมุ้งไหมสีแดงเพลิงฉูดฉาดงดงามประดุจกรงขังอันหรูหรา“ฟื้นแล้วหรือ...แม่นางเสิ่น ยอดดวงใจของข้า”สุรเสียงทุ้มหวานนุ่มนวลชวนเคลิบเคลิ้มดังขึ้นจากมุมห้อง มัสยาในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปมองตามเสียงทันที ก่อนจะพบกับเงาร่างสูงโปร่งของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ ที่นั่งคลี่รอยยิ้มละมุนอ่อนหวานอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ประดู่ นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ของเขากำลังจ้องมองตรงมาที่มัสยาด้วยกระแสความคลั่งรัก หลงใหล และแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่เปิดเผยอย่างชัดเจน“อุ้ย! องค์ชายรอง!”มัสยาอุทานลั่น ตาโตเท่าไข่ห่านพลางขยับถอยร่นไปจนชิดหัวเตียงด้วยความตกใจช็อกขีดสุด สมองอันชาญฉลาดเริ่มกวาดสายตามองรอบกาย ทั่วห้องไร้เงาของเสี่ยวหลานหรือองครักษ์เจี้ยน มีเพียงท
ราตรีกาลดึกสงัด...ลมเหมันตฤดูหวีดหวิวหอบเอาความหนาวเหน็บพัดผ่านหลังคาตำหนักหลวงและกำแพงศิลาสีชาดอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้ผืนฟ้าที่มืดมิดไร้แสงดาว เสียงฝีเท้าของกองกำลังทหารม้าเร็วควบตะบึงฝ่าความมืดตรงดิ่งสู่จวนพำนักส่วนตัวของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ อย่างเร่งรีบ ทันทีที่สายข่าวข้าหลวงคนสนิทของ ‘เหลยจวิน’ นำข่าวลับรายงานด่วนเข้ามาแจ้งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอันน่าตระหนกกลางดึก นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ขององค์ชายรองก็เบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยเพลิงโทสะ พระองค์ทรงสะบัดจอกสุรานารีแดงในพระหัตถ์ทิ้งลงบนพื้นอิฐจนแตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยเสียงดังสนั่น ของเหลวสีแดงฉานสาดกระจายประดุจสายโลหิต“เสด็จพี่แอบส่งเทียบเชิญลับระดมเสนาบดีเปิดประชุมสภาขุนนางด่วนกลางดึกงั้นหรือ?!”จูอวี่เฉินแผดเสียงตวาดลั่นจนเหล่านางโลมรอบกายสะดุ้งตัวโยน ใบหน้าหล่อเหลาราวภาพวาดบัดนี้บิดเบี้ยวเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัดและเดือดดาลขีดสุด“พวกมันคิดจะออกราชโองการอุ้มชูแผ่นดิน สถาปนาอำนาจและผลักดันตนเองขึ้นสำเร็จราชการตัดหน้าแผนการของเสด็จแม่! ช่างบังอาจนัก! เหลยจวิน! สั่งระดมพลกองกำลังข้าราชสำนักและทหารฝั่งพวกเราทั้งหมดที่ซ่อนตัวอยู่
ภายในห้องทรงอักษรของตำหนักลับที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงกระแสลมหนาวหวีดหวิวพัดลอดร่องบานหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามากระทบเปลวเทียนจนไหววูบ แสงสีนวลทอดเงายาวทับถมความเคร่งขรึมหนักหน่วงของบรรยากาศ...‘จูเซวียนหรง’ ประทับนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์เทศตัวหนา ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรบัดนี้มืดครึ้มหม่นคล้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พระอุราหนาแน่นสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะทอดถอนหายใจอันหนักหน่วง ความกระวนกระวายพระทัยและร่องรอยความรู้สึกผิดลึกซึ้งเกี่ยวกับการกระทำป่าเถื่อนในคืนพิษราคะยังคงตามหลอกหลอน บีบคั้นให้องค์รัชทายาทผู้เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งต้องประทับนั่งไม่เป็นสุขมาตลอดทั้งวันทว่าความเงียบงันก็ถูกทำลายลงทันควัน เมื่อบานประตูห้องทรงอักษรถูกผลักเปิดออกอย่างเร่งรีบ พร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘เสี่ยวหลาน’ สาวใช้คนสนิทที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางลนลานตื่นตระหนก นางทรุดกายลงคุกเข่าและหมอบลงกับพื้นหินอ่อนเบื้องหน้าพระพักตร์ทันที มือบางประสานกันแน่น แววตาฉายประกายความตื่นเต้นระคนอัศจรรย์ใจล้นอก“ทูลองค์รัชทายาท! ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญยิ่งยวดจะกราบทูลเพคะ” เสี่ยวหลานเอ่ยเสียงรัวเร็วระคนหอบหายใจ“เมื่อครู่ยามที่คุณหนูเสิ
เมฆทมิฬก้อนใหญ่เคลื่อนตัวเข้าบดบังแสงสุริยันยามบ่ายจนผืนฟ้าเหนือมหานครต้าหมิงมืดครึ้ม ลมหนาวหวีดหวิวหอบเอาไอเย็นเยือกพัดผ่านกำแพงศิลาสีแดงชาดของพระราชวังต้องห้าม สัญญาณแห่งกลียุคและการผลัดแผ่นดินกำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับแผนการขั้นเด็ดขาดของฝั่งตำหนักคุนหนิง...ยามนี้ ‘ฮองเฮา’ และ ‘เสนาบดีเว่ย’ มิอาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป หลังจากแผนการจัดฉากมลทินในงานเลี้ยงหลวงล้มเหลวเพราะความผิดพลาดของเว่ยลี่ฮวา พวกนางจึงตัดสินใจใช้ ‘โอสถพิษเร่งเร้าประสาท’ ขนานรุนแรงที่สุดกรอกใส่ปากโอรสสวรรค์ หวังส่งผลให้อาการพระประชวรทรุดหนักจนเกิดจริตฟั่นเฟือนถึงขีดสุด เพื่อบีบคั้นให้ทรงลงพระปรมาภิไธยในราชโองการสละราชบัลลังก์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง“ไปตามตัวองค์ชายรองมาบัดนี้! บอกว่ากาลเวลาแห่งการเปลี่ยนแผ่นดินมาถึงแล้ว!”ฮองเฮาตวาดสั่งขันทีคนสนิทด้วยกระแสเสียงเฉียบขาด นัยน์ตาคู่งามฉายแววทะเยอทะยานอันบ้าคลั่งข้ารับใช้รับคำสั่งลนลาน ควบม้าเร็วออกจากวังตรงดิ่งไปยังหอนางโลมอันดับหนึ่งย่านท้ายตลาดหลวง ยามนั้น ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ กำลังประทับนั่งร่ำสุรานารีแดงท่ามกลางเหล่านางโลมโฉมสะคราญ ทว่าจิตใจกลับเหม่อลอยคิดคำนึงถึงแ
แสงอรุณยามสายสาดส่องผ่านผ้าม่านไหมเข้ามาภายในห้องบรรทมชั้นใน ทว่าความอบอุ่นของสุริยาไม่อาจดับไฟโทสะที่กำลังแผดเผาใจของ ‘จูเซวียนหรง’ ได้เลยสักนิด พญามังกรหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเพลียจัด ทว่าทันทีที่พระหัตถ์กวาดไปพบเพียงความว่างเปล่าและเบาะที่นอนที่เย็นชืด นัยน์ตาคู่คมประดุจพญาเหยี่ยวก็เบิกกว้างขยับลุกขึ้นประทับนั่งทันที“เมี่ยวหลิง! เจ้าอยู่ไหน!”สุรเสียงทุ้มต่ำตวาดก้อง ทว่าไร้เสียงตอบรับ ร่องรอยคราบน้ำรักและหยาดโลหิตสีแดงชาดบนผ้าปูเตียงยังคงเด่นชัด ตอกย้ำถึงบทรักอันเร่าร้อนป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นตลอดทั้งค่ำคืน ทว่าร่างระหงอวบอิ่มที่พระองค์กกกอดแนบเนื้อกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย...จูเซวียนหรงเดือดดาลโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ พระองค์รีบตวัดฉลองพระองค์คลุมทับเรือนร่างกำยำ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูออกไปด้านนอกด้วยกลิ่นอายสังหารอันรุนแรงจนทหารยามที่เฝ้าอยู่แทบไม่กล้าหายใจ..อีกด้านหนึ่งของตำหนัก... ภายในห้องพักส่วนตัวของเสิ่นเมี่ยวหลิง...มัสยาค่อยๆ ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตาเมื่อแสงแดดเริ่มสาดส่อง ทว่าทันทีที่สติสัมปชัญญะฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์ ภาพเหตุการณ์บทรักอันเร่าร้อนรุนแรงที่อ







