Masukเมฆทมิฬก้อนใหญ่เคลื่อนตัวเข้าบดบังแสงสุริยันยามบ่ายจนผืนฟ้าเหนือมหานครต้าหมิงมืดครึ้ม ลมหนาวหวีดหวิวหอบเอาไอเย็นเยือกพัดผ่านกำแพงศิลาสีแดงชาดของพระราชวังต้องห้าม สัญญาณแห่งกลียุคและการผลัดแผ่นดินกำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับแผนการขั้นเด็ดขาดของฝั่งตำหนักคุนหนิง...
ยามนี้ ‘ฮองเฮา’ และ ‘เสนาบดีเว่ย’ มิอาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป หลังจากแผนการจัดฉากมลทินในงานเลี้ยงหลวงล้มเหลวเพราะความผิดพลาดของเว่ยลี่ฮวา พวกนางจึงตัดสินใจใช้ ‘โอสถพิษเร่งเร้าประสาท’ ขนานรุนแรงที่สุดกรอกใส่ปากโอรสสวรรค์ หวังส่งผลให้อาการพระประชวรทรุดหนักจนเกิดจริตฟั่นเฟือนถึงขีดสุด เพื่อบีบคั้นให้ทรงลงพระปรมาภิไธยในราชโองการสละราชบัลลังก์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“ไปตามตัวองค์ชายรองมาบัดนี้! บอกว่ากาลเวลาแห่งการเปลี่ยนแผ่นดินมาถึงแล้ว!”
ฮองเฮาตวาดสั่งขันทีคนสนิทด้วยกระแสเสียงเฉียบขาด นัยน์ตาคู่งามฉายแววทะเยอทะยานอันบ้าคลั่ง
ข้ารับใช้รับคำสั่งลนลาน ควบม้าเร็วออกจากวังตรงดิ่งไปยังหอนางโลมอันดับหนึ่งย่านท้ายตลาดหลวง ยามนั้น ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ กำลังประทับนั่งร่ำสุรานารีแดงท่ามกลางเหล่านางโลมโฉมสะคราญ ทว่าจิตใจกลับเหม่อลอยคิดคำนึงถึงแต่ดวงหน้างดงามและสติปัญญาอันเลิศล้ำของเสิ่นเมี่ยวหลิงตลอดเวลา ทันทีที่ได้รับสารลับประทับตราพญาหงส์จากพระมารดา นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ของเจ้าชายหนุ่มก็วูบไหวฉายประกายเหี้ยมเกรียม พระองค์สะบัดฉลองพระองค์ลุกขึ้นยืน รีบก้าวเท้าออกจากหอนางโลมอย่างรวดเร็ว โดยมี ‘เหลยจวิน’ องครักษ์คู่ใจคอยควบม้าศึกตามประกบขนาบข้าง รุดหน้ามุ่งตรงเข้าสู่พระราชวังหลวงในทันทีเพื่อเตรียมรับไม้ต่อหมากกระดานสุดท้าย
.
.
อีกด้านหนึ่ง...
ณ ตำหนักลับที่พำนักของเสิ่นเมี่ยวหลิง...
บรรยากาศภายในห้องพักยังคงเต็มไปด้วยความเงียบสงบอันน่าอึดอัด ตลอดทั้งวันมานี้ ‘จูเซวียนหรง’ พยายามส่งของกำนัลล้ำค่าหรูหรามากมายเพื่อหวังจะงอนง้อและชดเชยความผิดพลาดในคืนพิษราคะ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหมทอมือจากซูโจว ปิ่นปักผมหยกขาวสลักลายวิจิตร หรือแม้กระทั่งผลไม้รสเลิศจากแดนใต้ ทว่าสิ่งของเหล่านั้นกลับถูกวางกองทิ้งไว้ที่มุมห้องอย่างไร้ค่า มัสยาในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงมิได้เหลือบสายตามองเลยแม้แต่เสี้ยวอึดใจ
ทว่าหลังจากผ่านพ้นความโศกเศร้าฟูมฟายมาหนึ่งวันเต็ม สมองอันชาญฉลาดของสาวไทยสู้ชีวิตก็เริ่มทำใจได้และดึงสติกลับมาเกือบเต็มร้อย
‘เครียดไปร้องไห้ไปก็ไม่ได้ความซิงคืนมาหรอกยัยมัสเอ๊ย! ตอนนี้ต้องเอาชีวิตรอดและหาทางกลับบ้านให้ได้ก่อน ปล่อยให้ตัวเองจมความทุกข์ในยุคโบราณเฮงซวยนี่มีแต่จะนอนรอวันโดนเช็กบิล!’
มัสยานั่งกอดอกอยู่บนตั่งไม้ นัยน์ตากลมโตจดจ้องมองดูแบบร่างวิศวกรรมชลประทานและโครงสร้างฝายกั้นน้ำที่ยังคงค้างคาอยู่ ในหัวคิดคำนวณวางแผนอย่างจริงจังที่จะสร้างฝายนี้ให้สำเร็จเพื่อหมดพันธะสัญญา...
และในทางกลับกัน...จากการคอยเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าทหารเกราะเหล็กที่วิ่งวุ่นอยู่นอกจวน ประกอบกับข่าวลือที่ ‘เสี่ยวหลาน’ คอยนำมารายงานเกี่ยวกับอาการคลั่งของฮ่องเต้และการเคลื่อนไหวของตระกูลเว่ย มัสยาเริ่มเข้าใจและประมวลผลเหตุการณ์ในวังหลวงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“อืม...วังหลวงระส่ำระสาย ขุนนางแบ่งพรรคแบ่งพวก ฮ่องเต้โดนวางยาพิษจนสติฟั่นเฟือน ขันทีใหญ่ร่วมมือกับฮองเฮาเตรียมก่อกบฏผลัดแผ่นดิน...”
มัสยาพึมพำกับตัวเองพลางเอามือลูบคาง นัยน์ตากลมโตทอประกายแวววับ
“ช่างเหมือนพล็อตซีรีส์จีนโบราณฟอร์มยักษ์เรื่อง ‘บัลลังก์เลือดมังกร’ ที่ฉันชอบดูแก้เครียดตอนตกงานไม่มีผิดเพี้ยนเลยแฮะ! บทแบบนี้ เดาทางง่ายยิ่งกว่าข้อสอบปลายภาคโบราณคดีซะอีก!”
เสี่ยวหลานที่กำลังยืนปรนนิบัติอยู่ข้างๆ ยิ้มเจื่อน ท่าทางวิตกกังวลใจยิ่งนัก
“คุณหนูเสิ่นเจ้าคะ...ท่านยังจะยิ้มได้อีกหรือเจ้าคะ ยามนี้ฝ่าบาทอาการหนักหนาสาหัส หากฝั่งฮองเฮาบังคับให้ทรงลงพระปรมาภิไธยสละราชย์สำเร็จ องค์ชายรองจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ และเมื่อถึงเวลานั้น...ทั้งองค์รัชทายาทและพวกเราทุกคนในจวนลับนี้ คงต้องถูกสั่งกวาดล้างหัวหลุดจากบ่าเป็นแน่แท้นะเจ้าคะ!”
มัสยาหลุดหัวเราะหึๆ ในลำคอ ท่าทางดื้อรั้นแก่นแก้วกลับคืนมาจนเสี่ยวหลานเริ่มใจชื้น
“โถ่...เสี่ยวหลานพี่สาวคนดี เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลยในเมื่อเรารู้แผนการล่วงหน้า! ในซีรีส์น่ะ ตัวร้ายมันจะชนะก็ต่อเมื่อองค์รัชทายาทซื่อบื้อเกินไปต่างหาก แต่ยามนี้ในเมื่อมันเป็นแผนการของฮองเฮาที่พยายามจะก่อกบฏด้วยการเข้าหาฮ่องเต้ที่ไร้สติ...กลยุทธ์แก้เกมส์แบบง่ายๆ และเด็ดขาดที่สุดก็คือ ‘การตัดไฟตั้งแต่ต้นลม’ ไงล่ะ!”
“ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม? หมายความว่าเยี่ยงไรหรือเจ้าคะคุณหนู?” เสี่ยวหลานอ้าปากค้าง ขมวดคิ้วมึนงงคำศัพท์อนาคต
“ก็หมายความว่า...”
มัสยาลุกขึ้นยืน ยืดอกอย่างสง่างาม แววตาฉายประกายความฉลาดหลักแหลมชนิดหาตัวจับยาก
“ในเมื่อฮองเฮาจะส่งคนเข้าไปมอมยาและบังคับบีบคั้นฮ่องเต้...ทางฝั่งองค์รัชทายาทก็แค่ต้องสั่งการให้ ‘กองกำลังองครักษ์พิเศษฝีมือดี’ หรือพวกพี่เจี้ยนพี่หมิงอวี่ บุกเข้ายึดพื้นที่และอารักขาพระตำหนักบรรทมของฮ่องเต้เอาไว้ให้แน่นหนาขั้นสุดยอด! ประกาศอาญาสิทธิ์ห้ามมิให้ข้ารับใช้หน้าไหน หรือแม้กระทั่งองค์ฮองเฮาเข้าใกล้ฮ่องเต้ได้โดยเด็ดขาด ยกเว้นเพียงแค่องค์รัชทายาทและหมอหลวงส่วนพระองค์เท่านั้น!”
เสี่ยวหลานนิ่งฟังตาโต เมี่ยวหลิงขยับเดินหน้าพลางอธิบายต่ออย่างฉะฉานสไตล์ยอดนักคิดแผนการ
“และในขณะเดียวกันที่องครักษ์คุมตัวฮ่องเต้ไว้...ก็ให้องค์รัชทายาทส่งเทียบเชิญระดมเสนาบดีและขุนนางฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะฝั่งตงฉินผู้จงรักภักดีอย่างท่านเสนาบดีหวัง ให้เปิดประชุมหารือด่วนที่สุดในท้องพระโรงใหญ่กลางดึก เพื่อออกประกาศ ‘ราชโองการอุ้มชูแผ่นดิน’ แต่งตั้งแต่งตั้งให้องค์รัชทายาทขึ้นสำเร็จราชการแทนและสถาปนาเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไปอย่างถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาลทันที โดยอ้างเหตุผลเรื่องพระวรกายของฝ่าบาทที่ไม่เอื้ออำนวย...คราวนี้แหละ ต่อให้ฮองเฮาจะถือใบสละราชสมบัติปลอมอยู่ในมือ ก็จะกลายเป็นกบฏชั่วช้าที่ไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองทันที! ดิ้นไม่หลุดแน่ๆ!”
คำอธิบายอันฉะฉาน แผนการทหารและการเมืองที่แยบยล ซับซ้อน ทว่าเฉียบขาดและลงตัวที่สุดราวกับพลิกฝ่ามือ ทำเอาเสี่ยวหลานสาวใช้โบราณถึงกับยืนนิ่งอึ้ง นัยน์ตาเบิกกว้างฉายประกายชื่นชมระคนศรัทธาในความเก่งกาจเหนือนุษย์ของคุณหนูเสิ่นผู้นี้เป็นอย่างมาก
‘คุณหนูเสิ่น...นางมิใช่สตรีวิกลจริต แต่อัจฉริยภาพของนางช่างน่าทึ่งและน่าหวาดกลัวยิ่งนัก หากองค์รัชทายาทได้ฟังแผนการนี้ บัลลังก์มังกรแห่งต้าหมิงย่อมต้องมั่นคงดุจภูผาเหล็กแน่แท้!’
สาวใช้คิดในใจด้วยความปลาบปลื้มยินดี โดยที่มัสยายังคงยืนกอดอกทำหน้ามุ่ยนึกถึงไอ้คนบ้าอำนาจที่ขโมยจูบและขืนใจเธออย่างเคียดแค้นไม่หาย!
................................
กดหัวใจ คอมเมนท์ = หนึ่งกำลังใจนะคะ ฝากกดติดตาม เพิ่มเข้าชั้น และรับแจ้งเตือนตอนใหม่ เรื่องใหม่ค่ะ ทรายแมว : เขียน
จูอวี่เฉินเบี่ยงพระพักตร์หลบหมอนที่ปลิวลิ่วเข้ามาปะทะได้อย่างหวุดหวิด รอยยิ้มละมุนละไมบนใบหน้าหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นความราบเรียบเย็นชา แววตาพญาหงส์หรี่เล็กลงจนดูน่ากลัวประดุจสัตว์ป่าที่กำลังมองดูเหยื่อตัวน้อยในกรงขัง พระองค์ขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทอดสายตาต่ำมองสตรีบนเตียงตั่งที่ยังคงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่ลดละ“กัดลิ้นฆ่าตัวตายงั้นหรือ? แม่นางเสิ่น...เจ้าช่างวาจาโอหังนัก” จูอวี่เฉินแค่นเสียงทุ้มต่ำเชือดเฉือน“เจ้าคิดว่าความตายจะช่วยให้เจ้าหลุดพ้นไปจากเงื้อมมือของข้าได้จริงหรือ? ในแผ่นดินต้าหมิงนี้ หากข้าปรารถนาจะครอบครองสิ่งใด ต่อให้วิญญาณของเจ้าหลุดลอยสู่ปรโลก ข้าก็จะสั่งให้สัปเหร่อขุดเอาร่างของเจ้าขึ้นมาฝังไว้เคียงข้างกายนอนของข้าอยู่ดี! อีกทั้งตระกูลเสิ่นของเจ้า...ข้าเพียงแค่สั่งการคำเดียว คมดาบของทหารในสังกัดเสนาบดีเว่ยย่อมบั่นหัวบิดาและพวกพ้องของเจ้าจนสิ้นตระกูลภายในราตรีเดียว! เจ้าจะยอมแลกชีวิตของคนเหล่านั้นกับความดื้อรั้นเลอะเลือนของเจ้าจริงหรือ?”มัสยาฟังคำขู่เหี้ยมเกรียมอันโหดร้ายสไตล์เผด็จการโบราณ หัวใจดวงน้อยก็กระตุกวาบ แอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง‘เออ...ไอ้หมอนี่มันร้
ความมืดสลัวและกลิ่นอายของเครื่องหอมรสเผ็ดร้อนแปลกจมูก ค่อยๆ ปลุกสติสัมปชัญญะอันพร่าเลือนของ ‘มัสยา’ ให้คืนกลับมาอย่างช้าๆ เปลือกตาอันหนักอึ้งขยับเปิดขึ้นทว่าภาพเบื้องหน้ากลับหมุนคว้าง อาการเวียนศีรษะจากฤทธิ์ยาสลบสูตรเข้มข้นของเหลยจวินยังคงหลงเหลืออยู่จนชวนให้คลื่นเหียน มัสยาขยับร่างและพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงตั่งบุนวมขนาดยักษ์ ตกแต่งด้วยม่านมุ้งไหมสีแดงเพลิงฉูดฉาดงดงามประดุจกรงขังอันหรูหรา“ฟื้นแล้วหรือ...แม่นางเสิ่น ยอดดวงใจของข้า”สุรเสียงทุ้มหวานนุ่มนวลชวนเคลิบเคลิ้มดังขึ้นจากมุมห้อง มัสยาในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปมองตามเสียงทันที ก่อนจะพบกับเงาร่างสูงโปร่งของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ ที่นั่งคลี่รอยยิ้มละมุนอ่อนหวานอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ประดู่ นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ของเขากำลังจ้องมองตรงมาที่มัสยาด้วยกระแสความคลั่งรัก หลงใหล และแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่เปิดเผยอย่างชัดเจน“อุ้ย! องค์ชายรอง!”มัสยาอุทานลั่น ตาโตเท่าไข่ห่านพลางขยับถอยร่นไปจนชิดหัวเตียงด้วยความตกใจช็อกขีดสุด สมองอันชาญฉลาดเริ่มกวาดสายตามองรอบกาย ทั่วห้องไร้เงาของเสี่ยวหลานหรือองครักษ์เจี้ยน มีเพียงท
ราตรีกาลดึกสงัด...ลมเหมันตฤดูหวีดหวิวหอบเอาความหนาวเหน็บพัดผ่านหลังคาตำหนักหลวงและกำแพงศิลาสีชาดอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้ผืนฟ้าที่มืดมิดไร้แสงดาว เสียงฝีเท้าของกองกำลังทหารม้าเร็วควบตะบึงฝ่าความมืดตรงดิ่งสู่จวนพำนักส่วนตัวของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ อย่างเร่งรีบ ทันทีที่สายข่าวข้าหลวงคนสนิทของ ‘เหลยจวิน’ นำข่าวลับรายงานด่วนเข้ามาแจ้งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอันน่าตระหนกกลางดึก นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ขององค์ชายรองก็เบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยเพลิงโทสะ พระองค์ทรงสะบัดจอกสุรานารีแดงในพระหัตถ์ทิ้งลงบนพื้นอิฐจนแตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยเสียงดังสนั่น ของเหลวสีแดงฉานสาดกระจายประดุจสายโลหิต“เสด็จพี่แอบส่งเทียบเชิญลับระดมเสนาบดีเปิดประชุมสภาขุนนางด่วนกลางดึกงั้นหรือ?!”จูอวี่เฉินแผดเสียงตวาดลั่นจนเหล่านางโลมรอบกายสะดุ้งตัวโยน ใบหน้าหล่อเหลาราวภาพวาดบัดนี้บิดเบี้ยวเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัดและเดือดดาลขีดสุด“พวกมันคิดจะออกราชโองการอุ้มชูแผ่นดิน สถาปนาอำนาจและผลักดันตนเองขึ้นสำเร็จราชการตัดหน้าแผนการของเสด็จแม่! ช่างบังอาจนัก! เหลยจวิน! สั่งระดมพลกองกำลังข้าราชสำนักและทหารฝั่งพวกเราทั้งหมดที่ซ่อนตัวอยู่
ภายในห้องทรงอักษรของตำหนักลับที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงกระแสลมหนาวหวีดหวิวพัดลอดร่องบานหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามากระทบเปลวเทียนจนไหววูบ แสงสีนวลทอดเงายาวทับถมความเคร่งขรึมหนักหน่วงของบรรยากาศ...‘จูเซวียนหรง’ ประทับนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์เทศตัวหนา ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรบัดนี้มืดครึ้มหม่นคล้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พระอุราหนาแน่นสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะทอดถอนหายใจอันหนักหน่วง ความกระวนกระวายพระทัยและร่องรอยความรู้สึกผิดลึกซึ้งเกี่ยวกับการกระทำป่าเถื่อนในคืนพิษราคะยังคงตามหลอกหลอน บีบคั้นให้องค์รัชทายาทผู้เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งต้องประทับนั่งไม่เป็นสุขมาตลอดทั้งวันทว่าความเงียบงันก็ถูกทำลายลงทันควัน เมื่อบานประตูห้องทรงอักษรถูกผลักเปิดออกอย่างเร่งรีบ พร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘เสี่ยวหลาน’ สาวใช้คนสนิทที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางลนลานตื่นตระหนก นางทรุดกายลงคุกเข่าและหมอบลงกับพื้นหินอ่อนเบื้องหน้าพระพักตร์ทันที มือบางประสานกันแน่น แววตาฉายประกายความตื่นเต้นระคนอัศจรรย์ใจล้นอก“ทูลองค์รัชทายาท! ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญยิ่งยวดจะกราบทูลเพคะ” เสี่ยวหลานเอ่ยเสียงรัวเร็วระคนหอบหายใจ“เมื่อครู่ยามที่คุณหนูเสิ
เมฆทมิฬก้อนใหญ่เคลื่อนตัวเข้าบดบังแสงสุริยันยามบ่ายจนผืนฟ้าเหนือมหานครต้าหมิงมืดครึ้ม ลมหนาวหวีดหวิวหอบเอาไอเย็นเยือกพัดผ่านกำแพงศิลาสีแดงชาดของพระราชวังต้องห้าม สัญญาณแห่งกลียุคและการผลัดแผ่นดินกำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับแผนการขั้นเด็ดขาดของฝั่งตำหนักคุนหนิง...ยามนี้ ‘ฮองเฮา’ และ ‘เสนาบดีเว่ย’ มิอาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป หลังจากแผนการจัดฉากมลทินในงานเลี้ยงหลวงล้มเหลวเพราะความผิดพลาดของเว่ยลี่ฮวา พวกนางจึงตัดสินใจใช้ ‘โอสถพิษเร่งเร้าประสาท’ ขนานรุนแรงที่สุดกรอกใส่ปากโอรสสวรรค์ หวังส่งผลให้อาการพระประชวรทรุดหนักจนเกิดจริตฟั่นเฟือนถึงขีดสุด เพื่อบีบคั้นให้ทรงลงพระปรมาภิไธยในราชโองการสละราชบัลลังก์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง“ไปตามตัวองค์ชายรองมาบัดนี้! บอกว่ากาลเวลาแห่งการเปลี่ยนแผ่นดินมาถึงแล้ว!”ฮองเฮาตวาดสั่งขันทีคนสนิทด้วยกระแสเสียงเฉียบขาด นัยน์ตาคู่งามฉายแววทะเยอทะยานอันบ้าคลั่งข้ารับใช้รับคำสั่งลนลาน ควบม้าเร็วออกจากวังตรงดิ่งไปยังหอนางโลมอันดับหนึ่งย่านท้ายตลาดหลวง ยามนั้น ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ กำลังประทับนั่งร่ำสุรานารีแดงท่ามกลางเหล่านางโลมโฉมสะคราญ ทว่าจิตใจกลับเหม่อลอยคิดคำนึงถึงแ
แสงอรุณยามสายสาดส่องผ่านผ้าม่านไหมเข้ามาภายในห้องบรรทมชั้นใน ทว่าความอบอุ่นของสุริยาไม่อาจดับไฟโทสะที่กำลังแผดเผาใจของ ‘จูเซวียนหรง’ ได้เลยสักนิด พญามังกรหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเพลียจัด ทว่าทันทีที่พระหัตถ์กวาดไปพบเพียงความว่างเปล่าและเบาะที่นอนที่เย็นชืด นัยน์ตาคู่คมประดุจพญาเหยี่ยวก็เบิกกว้างขยับลุกขึ้นประทับนั่งทันที“เมี่ยวหลิง! เจ้าอยู่ไหน!”สุรเสียงทุ้มต่ำตวาดก้อง ทว่าไร้เสียงตอบรับ ร่องรอยคราบน้ำรักและหยาดโลหิตสีแดงชาดบนผ้าปูเตียงยังคงเด่นชัด ตอกย้ำถึงบทรักอันเร่าร้อนป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นตลอดทั้งค่ำคืน ทว่าร่างระหงอวบอิ่มที่พระองค์กกกอดแนบเนื้อกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย...จูเซวียนหรงเดือดดาลโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ พระองค์รีบตวัดฉลองพระองค์คลุมทับเรือนร่างกำยำ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูออกไปด้านนอกด้วยกลิ่นอายสังหารอันรุนแรงจนทหารยามที่เฝ้าอยู่แทบไม่กล้าหายใจ..อีกด้านหนึ่งของตำหนัก... ภายในห้องพักส่วนตัวของเสิ่นเมี่ยวหลิง...มัสยาค่อยๆ ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตาเมื่อแสงแดดเริ่มสาดส่อง ทว่าทันทีที่สติสัมปชัญญะฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์ ภาพเหตุการณ์บทรักอันเร่าร้อนรุนแรงที่อ







