Masukภายในห้องทรงอักษรของตำหนักลับที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงกระแสลมหนาวหวีดหวิวพัดลอดร่องบานหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามากระทบเปลวเทียนจนไหววูบ แสงสีนวลทอดเงายาวทับถมความเคร่งขรึมหนักหน่วงของบรรยากาศ...
‘จูเซวียนหรง’ ประทับนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์เทศตัวหนา ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรบัดนี้มืดครึ้มหม่นคล้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พระอุราหนาแน่นสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะทอดถอนหายใจอันหนักหน่วง ความกระวนกระวายพระทัยและร่องรอยความรู้สึกผิดลึกซึ้งเกี่ยวกับการกระทำป่าเถื่อนในคืนพิษราคะยังคงตามหลอกหลอน บีบคั้นให้องค์รัชทายาทผู้เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งต้องประทับนั่งไม่เป็นสุขมาตลอดทั้งวัน
ทว่าความเงียบงันก็ถูกทำลายลงทันควัน เมื่อบานประตูห้องทรงอักษรถูกผลักเปิดออกอย่างเร่งรีบ พร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘เสี่ยวหลาน’ สาวใช้คนสนิทที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางลนลานตื่นตระหนก นางทรุดกายลงคุกเข่าและหมอบลงกับพื้นหินอ่อนเบื้องหน้าพระพักตร์ทันที มือบางประสานกันแน่น แววตาฉายประกายความตื่นเต้นระคนอัศจรรย์ใจล้นอก
“ทูลองค์รัชทายาท! ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญยิ่งยวดจะกราบทูลเพคะ” เสี่ยวหลานเอ่ยเสียงรัวเร็วระคนหอบหายใจ
“เมื่อครู่ยามที่คุณหนูเสิ่นฟื้นตื่นขึ้นมา นางได้เอ่ยวาจาถึงกลยุทธ์การเมืองและแผนการรับมือวิกฤตการณ์ในวังหลวงเอาไว้ล้ำลึกยิ่งนักเจ้าค่ะ! นางบอกว่ายามนี้แผนการกบฏของฮองเฮาและเสนาบดีเว่ยคืบหน้าไปไกล วิธีแก้เกมที่เด็ดขาดและปลอดภัยที่สุดคือแผนการ ‘ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม’ เจ้าค่ะ!”
เมื่อเสี่ยวหลานกราบทูลรายละเอียดของกลยุทธ์การศึกและการเมืองที่หลุดออกมาจากปากของมัสยาจนสิ้นกระบวนความ นัยน์ตาคู่คมประดุจพญาเหยี่ยวของจูเซวียนหรงก็เบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยความอัศจรรย์ใจ...
แผนการทหารที่แยบยลและเฉียบขาดรอบคอบเยี่ยงนั้น แม้แต่เสนาบดีผู้ใหญ่ข้าเก่าเต่าเลี้ยงในราชสำนักก็ยังมิอาจคิดอ่านได้รวดเร็วและไร้รอยต่อเยี่ยงนี้ พระองค์ประทับยืนขึ้นเต็มความสูงทันทีด้วยความทึ่งในปัญญาอันเลิศล้ำเกินมนุษย์โบราณจะจินตนาการได้
“นางคิดแผนการเยี่ยงนี้ได้จริงหรือ...”
จูเซวียนหรงพึมพำแผ่วเบา พระอุราสั่นระรัวด้วยความเลื่อมใสระคนโหยหา สองพระหัตถ์กำเข้าหากันแน่น พระองค์มิอาจรั้งรออยู่เฉยได้อีกต่อไป ร่างสูงกำยำก้าวเท้าพรวดอย่างรวดเร็วออกจากห้องทรงอักษร มุ่งตรงไปยังตำหนักที่พำนักของ ‘มัสยา’ ในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงทันทีด้วยดวงใจที่เต้นระทึก
ปัง...
ประตูห้องพักถูกเปิดออกเบาๆ นำพาเอาละอองลมหนาวเข้าไปด้านใน ทว่าภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏแก่สายตาขององค์รัชทายาทคือ มัสยาที่กำลังนั่งกอดอกอยู่บนตั่งไม้หลังใหญ่ ดวงหน้างดงามล่มเมืองเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แววตาดื้อรั้นฉลาดเฉลียวกลับคืนมาเต็มสิบส่วนหลังจากผ่านการร่ำไห้มาข้ามวัน บัดนี้สภาพร่างกายของนางดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก แม้จะมีร่องรอยความอิดโรยหลงเหลืออยู่จางๆ ตามผิวแก้มเนียนละเอียดอมชมพู
จูเซวียนหรงก้าวเข้าไปประชิดเรือนร่างระหงอย่างเชื่องช้า สุรเสียงทุ้มต่ำที่เคยดุดันและเผด็จการเอาแต่ใจ บัดนี้กลับอ่อนลงจนแผ่ซ่านความนุ่มนวลและแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดลึกซึ้งล้นอก พระองค์ก้มพระพักตร์ลงเล็กน้อยเพื่อสบตากับนาง
“เมี่ยวหลิง...ข้าได้ฟังแผนการกู้ราชบัลลังก์จากปากของเสี่ยวหลานแล้ว แผนการของเจ้ารัดกุมและแฝงกลยุทธ์ลึกล้ำยิ่งนัก ตัวข้านั้น...ข้ามาเพื่อขอบคุณเจ้า และอยากจะขอให้เจ้าอภัยเรื่องในคืนนั้นอีกครั้ง ข้าละอายใจต่อเจ้ายิ่งนักที่โดนพิษยาครอบงำจนกระทำรุนแรงต่อเจ้าเยี่ยงนั้น”
มัสยาเหลือบมององค์รัชทายาทหนุ่มโบราณรูปงามตรงหน้า เธอถอนหายใจออกมา ในใจของสาวไทยสู้ชีวิตเริ่มปลงและทำใจยอมรับความจริงอันโหดร้ายได้แล้ว เธอไม่ได้อยากจมปลักอยู่กับอดีตที่กลับไปแก้ไขไม่ได้หรือความโกรธแค้นให้เสียเวลาเดินหมากใหญ่เพื่อเอาชีวิตรอดอีกต่อไปแล้ว
“ช่างมันเถอะองค์รัชทายาท ข้าบอกให้อภัยท่านก็คือให้อภัย ข้าไม่อยากติดใจเอาความหรือนึกถึงเรื่องคืนนั้นให้ปวดสมองอีกแล้ว” มัสยาเอ่ยเสียงเรียบพลางโบกมือยักไหล่ ท่าทางไม่แยแส
“เจ้า...ให้อภัยข้าจริงหรือ?”
จูเซวียนหรงนิ่ง นัยน์ตาพญาเหยี่ยวสั่นไหวด้วยความประหลาดพระทัยในความใจกว้างของนาง
“อืม...จริงสิ...ข้าจะโกหกท่านทำไม ข้าคิดทบทวนดูดีแล้ว อย่างไรเสียร่างกายนี้มันก็ไม่ใช่เนื้อหนังแท้ๆ ของตัวข้าในโลกปัจจุบันหรอก”
มัสยาเบ้ปาก พลางบ่นพึมพำกับตัวเองเสียงเบาในคอ
“ถ้าข้าหาทางข้ามมิติกลับไปยังโลกปัจจุบัน ข้าก็คงกลับไปเป็นยัยมัสคนเดิมนั่นแหละ...แต่ว่าคิดไปคิดมาแล้วก็น่าเครียดชะมัด ถ้าข้าหาทางกลับไปได้จริงๆ วิญญาณของข้าจะยังหลุดเข้าไปในร่างเดิมได้อยู่อีกไหมนะ? หรือว่าตอนนี้...ยัยกล้วยตากเพื่อนรักอาจจะคิดว่าข้าจมน้ำตายไปแล้ว...อืม...แล้วป่านนี้คงจัดงานบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรมศพ เผาร่างข้าจนกลายเป็นจุลเถ้าถ่านไปหมดแล้วก็ไม่รู้! โอ้ย! เครียด! คิดแล้วเสียวสันหลังวาบเลย!”
“เจ้าพูดพึมพำสิ่งใดเกี่ยวกับโลกอนาคตของเจ้าอีกแล้ว? ข้าฟังมิรู้ความ” จูเซวียนหรงขมวดคิ้วแน่นด้วยความฉงน
“เลิกสนใจเรื่องไร้สาระของข้า แล้วมาดูเรื่องคอขาดบาดตายตรงนี้ดีกว่าเพคะ!”
มัสยาตัดบทเสียงแข็งดึงเข้าเรื่องงานทันที เธอขยับกายคลี่แผนผังโครงสร้างที่ร่างไว้บนโต๊ะไม้ขยับกางออก
“ยามนี้ศึกวังหลวงบีบคั้น แผนการกบฏของฮองเฮาและเสนาบดีเว่ยคืบหน้าไปไกล ข้าเลยวางแผนรับมือตามบทซีรีส์จีนโบราณที่ข้าเคยติดงอมแงมในโลกปัจจุบัน! ฟังนะคุณ...แผนขั้นแรก คุณต้องส่งพี่เจี้ยนกับพี่หมิงอวี่ นำกองกำลังองครักษ์พิเศษเกราะดำฝีมือดีที่สุด บุกเข้าปิดล้อมและยึดพื้นที่อารักขาพระตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ทันที ห้ามมิให้ข้ารับใช้ ขันทีหน้าไหน หรือแม้กระทั่งองค์ฮองเฮาเข้าใกล้ฝ่าบาทได้โดยเด็ดขาด! ใครฝ่าฝืนคำสั่งให้ดาบองครักษ์บั่นหัวทิ้งทันที!”
จูเซวียนหรงหรี่ตาลง นิ่งฟังด้วยความทึ่ง แววตาประกายสติปัญญาของนางทำให้อกแกร่งกระตุก
“การควบคุมพื้นที่พระวรกายของเสด็จพ่อ...ย่อมทำให้แผนการปลอมราชโองการสละราชย์ของพวกมันกลายเป็นสิ้นผล แล้วเยี่ยงไรต่อ?”
“แผนขั้นที่สอง!”
มัสยาตบโต๊ะไม้ดังปัง แววตาฉายประกายความฉลาดเหนือชั้นชนิดหาตัวจับยาก
“ในระหว่างที่องครักษ์คุมตัวฮ่องเต้ไว้ ท่านต้องแอบส่งเทียบเชิญลับเพื่อระดมเสนาบดีและขุนนางขั้วตงฉิน นำโดยท่านเสนาบดีหวัง ให้เปิดประชุมด่วนที่สุดในท้องพระโรงใหญ่กลางดึกคืนนี้เลย! ประกาศใช้กฎมณเฑียรบาลออกราชโองการอุ้มชูแผ่นดิน แต่งตั้งให้ท่านขึ้นสำเร็จราชการแทนและสถาปนาเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายราชสำนัก โดยอ้างเหตุผลเรื่องพระประชวรและพระวรกายของฝ่าบาทที่ไม่เอื้ออำนวย...เท่านี้ แผนการผลักดันองค์ชายรองของฮองเฮาก็ตายสนิท ดิ้นไม่หลุดแน่เพคะ!”
“เฉลียวฉลาด...เจ้านี่ช่างมีปัญญาเลิศล้ำยากจะหาผู้ใดเทียมได้ เสิ่นเมี่ยวหลิง”
จูเซวียนหรงเอ่ยชมจากใจจริง แววตาคู่คมแปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งรัก รักใคร่หวงแหนในตัวนางหนักเข้าไปอีกจนพระทัยสั่นระรัว พระองค์ขยับกายเข้าไปใกล้ในระยะประชิด หวังจะเอื้อมวงแขนแกร่งเข้าโอบกอดเรือนร่างระหงอ้อนแอ้นของนางด้วยความโหยหาลึกซึ้ง
“หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะเพคะ! ขยับเข้ามาอีกก้าวข้าด่าจริงด้วย!”
มัสยาตาโตด้วยความตื่นตระหนก เธอรีบกระโดดถอยฉากขยับหนีลัดเลาะไปจนชิดขอบหน้าต่างบานโต นิ้วเรียวยาวยกขึ้นชี้หน้าคาดโทษองค์รัชทายาทหนุ่มทันที ท่าทางดื้อรั้นก๋ากั่นแก่นแก้วสไตล์สาวเมืองกรุงทำเอาจูเซวียนหรงชะงักกึกกลางอากาศ
“ข้าบอกให้ท่านหยุดไง! ห้ามเข้ามาใกล้ข้าเกินสามก้าวเด็ดขาด! ข้าขอบอกและขู่ไว้ตรงนี้เลยนะ...ถ้านับจากนาทีนี้เป็นต้นไป องค์รัชทายาทอย่างท่านบังอาจใช้อำนาจเผด็จการ บ้าอำนาจ มาแตะเนื้อต้องตัวลวนลามข้า หรือคิดจะทำอะไรบ้าๆ หรือจูบสั่งสอนข้าเหมือนในคอกม้าหรือบนรถม้าอีกละก็...ข้าจะวิ่งออกไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตายให้ดูจริงๆ ด้วย! คราวนี้ข้าจะกระโดดให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งสระน้ำหลวง ไม่เปิดโอกาสให้ท่านได้ว่ายน้ำลงไปช่วยขึ้นมาได้เลย คอยดูดิ! ข้าพูดจริงทำจริงนะ!”
คำขู่ฟ่อๆ ราวกับลูกแมวป่าดุร้ายทว่าแฝงความโก๊ะกวนปนน่ารักลึกซึ้ง และท่าทางคอยระวังตัวเองของมัสยา ทำเอาพญามังกรหนุ่มผู้เกรียงไกรถึงกับต้องยอมศิโรราบ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นยอมจำนน แสร้งคลี่รอยยิ้มละมุนตาแฝงความเอ็นดูรักใคร่ปิดท้ายอย่างห้ามไม่อยู่
“ตกลง...ข้าตกลงตามคำเจ้า ข้าจะไม่เข้าใกล้เจ้าเกินสามก้าวตามที่เจ้าบอก แต่อย่าได้เอ่ยคำว่ากระโดดน้ำตายอีกเลย...หัวใจของข้า ยามนี้มันทนรับฟังวาจาทำร้ายจิตใจเยี่ยงนี้มิไหวหรอก”
สายตาคมกริบที่ทอดมองมาเต็มไปด้วยกระแสความผูกพันลึกซึ้งและคลั่งรักอันหนักหน่วงที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะถอนตัว โดยที่มัสยาทำได้เพียงถลึงตาใส่ ยืนกอดอกแน่น ท่ามกลางลมหนาวในห้องลับที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสนามรักปนกลเกมการเมืองอันดุเดือดร้อนเป็นไฟนับจากนี้!
...................................
กดหัวใจ คอมเมนท์ = หนึ่งกำลังใจนะคะ ฝากกดติดตาม เพิ่มเข้าชั้น และรับแจ้งเตือนตอนใหม่ เรื่องใหม่ค่ะ ทรายแมว : เขียน
จูอวี่เฉินเบี่ยงพระพักตร์หลบหมอนที่ปลิวลิ่วเข้ามาปะทะได้อย่างหวุดหวิด รอยยิ้มละมุนละไมบนใบหน้าหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นความราบเรียบเย็นชา แววตาพญาหงส์หรี่เล็กลงจนดูน่ากลัวประดุจสัตว์ป่าที่กำลังมองดูเหยื่อตัวน้อยในกรงขัง พระองค์ขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทอดสายตาต่ำมองสตรีบนเตียงตั่งที่ยังคงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่ลดละ“กัดลิ้นฆ่าตัวตายงั้นหรือ? แม่นางเสิ่น...เจ้าช่างวาจาโอหังนัก” จูอวี่เฉินแค่นเสียงทุ้มต่ำเชือดเฉือน“เจ้าคิดว่าความตายจะช่วยให้เจ้าหลุดพ้นไปจากเงื้อมมือของข้าได้จริงหรือ? ในแผ่นดินต้าหมิงนี้ หากข้าปรารถนาจะครอบครองสิ่งใด ต่อให้วิญญาณของเจ้าหลุดลอยสู่ปรโลก ข้าก็จะสั่งให้สัปเหร่อขุดเอาร่างของเจ้าขึ้นมาฝังไว้เคียงข้างกายนอนของข้าอยู่ดี! อีกทั้งตระกูลเสิ่นของเจ้า...ข้าเพียงแค่สั่งการคำเดียว คมดาบของทหารในสังกัดเสนาบดีเว่ยย่อมบั่นหัวบิดาและพวกพ้องของเจ้าจนสิ้นตระกูลภายในราตรีเดียว! เจ้าจะยอมแลกชีวิตของคนเหล่านั้นกับความดื้อรั้นเลอะเลือนของเจ้าจริงหรือ?”มัสยาฟังคำขู่เหี้ยมเกรียมอันโหดร้ายสไตล์เผด็จการโบราณ หัวใจดวงน้อยก็กระตุกวาบ แอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง‘เออ...ไอ้หมอนี่มันร้
ความมืดสลัวและกลิ่นอายของเครื่องหอมรสเผ็ดร้อนแปลกจมูก ค่อยๆ ปลุกสติสัมปชัญญะอันพร่าเลือนของ ‘มัสยา’ ให้คืนกลับมาอย่างช้าๆ เปลือกตาอันหนักอึ้งขยับเปิดขึ้นทว่าภาพเบื้องหน้ากลับหมุนคว้าง อาการเวียนศีรษะจากฤทธิ์ยาสลบสูตรเข้มข้นของเหลยจวินยังคงหลงเหลืออยู่จนชวนให้คลื่นเหียน มัสยาขยับร่างและพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงตั่งบุนวมขนาดยักษ์ ตกแต่งด้วยม่านมุ้งไหมสีแดงเพลิงฉูดฉาดงดงามประดุจกรงขังอันหรูหรา“ฟื้นแล้วหรือ...แม่นางเสิ่น ยอดดวงใจของข้า”สุรเสียงทุ้มหวานนุ่มนวลชวนเคลิบเคลิ้มดังขึ้นจากมุมห้อง มัสยาในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปมองตามเสียงทันที ก่อนจะพบกับเงาร่างสูงโปร่งของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ ที่นั่งคลี่รอยยิ้มละมุนอ่อนหวานอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ประดู่ นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ของเขากำลังจ้องมองตรงมาที่มัสยาด้วยกระแสความคลั่งรัก หลงใหล และแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่เปิดเผยอย่างชัดเจน“อุ้ย! องค์ชายรอง!”มัสยาอุทานลั่น ตาโตเท่าไข่ห่านพลางขยับถอยร่นไปจนชิดหัวเตียงด้วยความตกใจช็อกขีดสุด สมองอันชาญฉลาดเริ่มกวาดสายตามองรอบกาย ทั่วห้องไร้เงาของเสี่ยวหลานหรือองครักษ์เจี้ยน มีเพียงท
ราตรีกาลดึกสงัด...ลมเหมันตฤดูหวีดหวิวหอบเอาความหนาวเหน็บพัดผ่านหลังคาตำหนักหลวงและกำแพงศิลาสีชาดอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้ผืนฟ้าที่มืดมิดไร้แสงดาว เสียงฝีเท้าของกองกำลังทหารม้าเร็วควบตะบึงฝ่าความมืดตรงดิ่งสู่จวนพำนักส่วนตัวของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ อย่างเร่งรีบ ทันทีที่สายข่าวข้าหลวงคนสนิทของ ‘เหลยจวิน’ นำข่าวลับรายงานด่วนเข้ามาแจ้งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอันน่าตระหนกกลางดึก นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ขององค์ชายรองก็เบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยเพลิงโทสะ พระองค์ทรงสะบัดจอกสุรานารีแดงในพระหัตถ์ทิ้งลงบนพื้นอิฐจนแตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยเสียงดังสนั่น ของเหลวสีแดงฉานสาดกระจายประดุจสายโลหิต“เสด็จพี่แอบส่งเทียบเชิญลับระดมเสนาบดีเปิดประชุมสภาขุนนางด่วนกลางดึกงั้นหรือ?!”จูอวี่เฉินแผดเสียงตวาดลั่นจนเหล่านางโลมรอบกายสะดุ้งตัวโยน ใบหน้าหล่อเหลาราวภาพวาดบัดนี้บิดเบี้ยวเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัดและเดือดดาลขีดสุด“พวกมันคิดจะออกราชโองการอุ้มชูแผ่นดิน สถาปนาอำนาจและผลักดันตนเองขึ้นสำเร็จราชการตัดหน้าแผนการของเสด็จแม่! ช่างบังอาจนัก! เหลยจวิน! สั่งระดมพลกองกำลังข้าราชสำนักและทหารฝั่งพวกเราทั้งหมดที่ซ่อนตัวอยู่
ภายในห้องทรงอักษรของตำหนักลับที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงกระแสลมหนาวหวีดหวิวพัดลอดร่องบานหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามากระทบเปลวเทียนจนไหววูบ แสงสีนวลทอดเงายาวทับถมความเคร่งขรึมหนักหน่วงของบรรยากาศ...‘จูเซวียนหรง’ ประทับนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์เทศตัวหนา ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรบัดนี้มืดครึ้มหม่นคล้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พระอุราหนาแน่นสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะทอดถอนหายใจอันหนักหน่วง ความกระวนกระวายพระทัยและร่องรอยความรู้สึกผิดลึกซึ้งเกี่ยวกับการกระทำป่าเถื่อนในคืนพิษราคะยังคงตามหลอกหลอน บีบคั้นให้องค์รัชทายาทผู้เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งต้องประทับนั่งไม่เป็นสุขมาตลอดทั้งวันทว่าความเงียบงันก็ถูกทำลายลงทันควัน เมื่อบานประตูห้องทรงอักษรถูกผลักเปิดออกอย่างเร่งรีบ พร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘เสี่ยวหลาน’ สาวใช้คนสนิทที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางลนลานตื่นตระหนก นางทรุดกายลงคุกเข่าและหมอบลงกับพื้นหินอ่อนเบื้องหน้าพระพักตร์ทันที มือบางประสานกันแน่น แววตาฉายประกายความตื่นเต้นระคนอัศจรรย์ใจล้นอก“ทูลองค์รัชทายาท! ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญยิ่งยวดจะกราบทูลเพคะ” เสี่ยวหลานเอ่ยเสียงรัวเร็วระคนหอบหายใจ“เมื่อครู่ยามที่คุณหนูเสิ
เมฆทมิฬก้อนใหญ่เคลื่อนตัวเข้าบดบังแสงสุริยันยามบ่ายจนผืนฟ้าเหนือมหานครต้าหมิงมืดครึ้ม ลมหนาวหวีดหวิวหอบเอาไอเย็นเยือกพัดผ่านกำแพงศิลาสีแดงชาดของพระราชวังต้องห้าม สัญญาณแห่งกลียุคและการผลัดแผ่นดินกำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับแผนการขั้นเด็ดขาดของฝั่งตำหนักคุนหนิง...ยามนี้ ‘ฮองเฮา’ และ ‘เสนาบดีเว่ย’ มิอาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป หลังจากแผนการจัดฉากมลทินในงานเลี้ยงหลวงล้มเหลวเพราะความผิดพลาดของเว่ยลี่ฮวา พวกนางจึงตัดสินใจใช้ ‘โอสถพิษเร่งเร้าประสาท’ ขนานรุนแรงที่สุดกรอกใส่ปากโอรสสวรรค์ หวังส่งผลให้อาการพระประชวรทรุดหนักจนเกิดจริตฟั่นเฟือนถึงขีดสุด เพื่อบีบคั้นให้ทรงลงพระปรมาภิไธยในราชโองการสละราชบัลลังก์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง“ไปตามตัวองค์ชายรองมาบัดนี้! บอกว่ากาลเวลาแห่งการเปลี่ยนแผ่นดินมาถึงแล้ว!”ฮองเฮาตวาดสั่งขันทีคนสนิทด้วยกระแสเสียงเฉียบขาด นัยน์ตาคู่งามฉายแววทะเยอทะยานอันบ้าคลั่งข้ารับใช้รับคำสั่งลนลาน ควบม้าเร็วออกจากวังตรงดิ่งไปยังหอนางโลมอันดับหนึ่งย่านท้ายตลาดหลวง ยามนั้น ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ กำลังประทับนั่งร่ำสุรานารีแดงท่ามกลางเหล่านางโลมโฉมสะคราญ ทว่าจิตใจกลับเหม่อลอยคิดคำนึงถึงแ
แสงอรุณยามสายสาดส่องผ่านผ้าม่านไหมเข้ามาภายในห้องบรรทมชั้นใน ทว่าความอบอุ่นของสุริยาไม่อาจดับไฟโทสะที่กำลังแผดเผาใจของ ‘จูเซวียนหรง’ ได้เลยสักนิด พญามังกรหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเพลียจัด ทว่าทันทีที่พระหัตถ์กวาดไปพบเพียงความว่างเปล่าและเบาะที่นอนที่เย็นชืด นัยน์ตาคู่คมประดุจพญาเหยี่ยวก็เบิกกว้างขยับลุกขึ้นประทับนั่งทันที“เมี่ยวหลิง! เจ้าอยู่ไหน!”สุรเสียงทุ้มต่ำตวาดก้อง ทว่าไร้เสียงตอบรับ ร่องรอยคราบน้ำรักและหยาดโลหิตสีแดงชาดบนผ้าปูเตียงยังคงเด่นชัด ตอกย้ำถึงบทรักอันเร่าร้อนป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นตลอดทั้งค่ำคืน ทว่าร่างระหงอวบอิ่มที่พระองค์กกกอดแนบเนื้อกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย...จูเซวียนหรงเดือดดาลโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ พระองค์รีบตวัดฉลองพระองค์คลุมทับเรือนร่างกำยำ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูออกไปด้านนอกด้วยกลิ่นอายสังหารอันรุนแรงจนทหารยามที่เฝ้าอยู่แทบไม่กล้าหายใจ..อีกด้านหนึ่งของตำหนัก... ภายในห้องพักส่วนตัวของเสิ่นเมี่ยวหลิง...มัสยาค่อยๆ ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตาเมื่อแสงแดดเริ่มสาดส่อง ทว่าทันทีที่สติสัมปชัญญะฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์ ภาพเหตุการณ์บทรักอันเร่าร้อนรุนแรงที่อ







