Masukจูอวี่เฉินเบี่ยงพระพักตร์หลบหมอนที่ปลิวลิ่วเข้ามาปะทะได้อย่างหวุดหวิด รอยยิ้มละมุนละไมบนใบหน้าหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นความราบเรียบเย็นชา แววตาพญาหงส์หรี่เล็กลงจนดูน่ากลัวประดุจสัตว์ป่าที่กำลังมองดูเหยื่อตัวน้อยในกรงขัง พระองค์ขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทอดสายตาต่ำมองสตรีบนเตียงตั่งที่ยังคงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่ลดละ
“กัดลิ้นฆ่าตัวตายงั้นหรือ? แม่นางเสิ่น...เจ้าช่างวาจาโอหังนัก” จูอวี่เฉินแค่นเสียงทุ้มต่ำเชือดเฉือน
“เจ้าคิดว่าความตายจะช่วยให้เจ้าหลุดพ้นไปจากเงื้อมมือของข้าได้จริงหรือ? ในแผ่นดินต้าหมิงนี้ หากข้าปรารถนาจะครอบครองสิ่งใด ต่อให้วิญญาณของเจ้าหลุดลอยสู่ปรโลก ข้าก็จะสั่งให้สัปเหร่อขุดเอาร่างของเจ้าขึ้นมาฝังไว้เคียงข้างกายนอนของข้าอยู่ดี! อีกทั้งตระกูลเสิ่นของเจ้า...ข้าเพียงแค่สั่งการคำเดียว คมดาบของทหารในสังกัดเสนาบดีเว่ยย่อมบั่นหัวบิดาและพวกพ้องของเจ้าจนสิ้นตระกูลภายในราตรีเดียว! เจ้าจะยอมแลกชีวิตของคนเหล่านั้นกับความดื้อรั้นเลอะเลือนของเจ้าจริงหรือ?”
มัสยาฟังคำขู่เหี้ยมเกรียมอันโหดร้ายสไตล์เผด็จการโบราณ หัวใจดวงน้อยก็กระตุกวาบ แอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง
‘เออ...ไอ้หมอนี่มันร้ายลึกระดับ*ลาสบอสในซีรีส์เลยนี่หว่า ขู่จะฆ่าล้างตระกูลหน้าตาเฉยเลย! แต่ แต่เดี๋ยวก่อนนะ...ตระกูลเสิ่นอะไรนั่นน่ะ ฉันก็ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาพ่อแม่เจ้าของร่างเดิมเลยสักครั้ง เป็นใครอยู่ที่ไหนข้ฉันยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ! ขู่ฉันไปก็ไร้ประโยชน์ย่ะไอ้คุณชาย!’
แม้ในใจจะคิดปลอบใจตัวเอง เพื่อลดทอนความกลัว ทว่ามัสยาก็ฉลาดพอที่จะไม่แสดงอาการเหล่านั้นออกมาให้ศัตรูจับพิรุธได้ เธอขยับร่างยกมือกอดอก ยื่นใบหน้าอันงดงามสู้สายตาเขาอย่างไร้ความเกรงกลัวใดๆ
“คิดจะใช้อำนาจมืดมาข่มขู่ข้าเหรอคุณชายรอง? เหอะ! ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะว่าแผนการต่ำๆ พรรค์นี้ไม่ได้ผลกับข้าหรอก!” มัสยาตวาดสวนกลับ
“ท่านบ่นว่าข้าดื้อรั้นใช่ไหม? ใช่! ข้าดื้อ! ข้ามันพวกมนุษย์สู้ชีวิตที่ผ่านบททดสอบความโหดร้ายของโลกมนุษย์ดิจิทัลมาเยอะ ตกงานมาสิบรอบโดนปฏิเสธงานมาจนชินชา ขนาดเงินในกระเป๋ามีร้อยเดียวข้ายังไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตาเลย! แล้วนับประสาอะไรกับไอ้กรงขังสีแดงฉูดฉาดบ้าบอนี่! ท่านคิดจะกักขังข้าไว้เพื่อใช้งานสมองหรือเพื่อสนองตัณหากลับของตัวเอง ข้าก็จะไม่ยอมร่วมมือเดินหมากตามใจท่านเด็ดขาด! ถ้าอยากได้ตัวข้าไปเป็นแจกันดอกไม้ประดับตำหนักที่ไร้สิ้นความคิด...ก็ลองดูดิ!”
“เจ้าช่างฝีปากกล้าดีแท้...เสิ่นเมี่ยวหลิง”
จูอวี่เฉินขยับเข้ามาประชิดขอบเตียงอีกครั้ง แผ่กลิ่นอายกดดันบีบคั้นอารมณ์ใคร่ใส่ร่างบาง
“เจ้าอ้างว่ามาจากโลกอนาคตอันไกลโพ้น...ข้าอยากรู้นักว่าในโลกที่เจ้าจากมา ชายหญิงเค้าแสดงความรักกันเยี่ยงไร? เหตุใดเจ้าถึงได้รังเกียจเดียดฉันท์อ้อมกอดและผ้าคลุมขนสัตว์ที่ข้ามอบให้เจ้านัก ทั้งทีเสด็จพี่กระทำรุนแรงกักขังเจ้าในตำหนักลับ...เจ้ากลับยอมสยบอยู่ใต้พระบาทของมันเยี่ยงบ่าวผู้ภักดี!”
“ใครบอกว่าข้ายอมสยบให้องค์รัชทายาทบ้าอำนาจนั่นล่ะ!”
มัสยาโต้กลับลั่น ใบหน้างดงามร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงรสจูบและบทรักอันเร่าร้อนป่าเถื่อนในคืนพิษราคะ
“ข้าไม่ได้ภักดีข้าแค่ทำตาม ‘ข้อตกลงซื้อขายทางธุรกิจ’ ต่างหาก! องค์รัชทายาทให้ทุนข้าตั้งตัว ข้าก็ให้แนวความคิดวิศวกรรมฝายกั้นน้ำตอบแทน ยุติธรรมดีลจบแยกย้าย! ส่วนท่าน...ท่านมันพวกโจรหน้ามืด ลักพาตัวคนอื่นมาขังไว้แล้วยังมาบังคับให้รับรักท่านอีก ข้าบอกเลยนะว่าในโลกอนาคตของข้า ผู้ชายที่ทำพฤติกรรมสะกดรอยตามฉกตัวสตรีเยี่ยงนี้ เค้าเรียกว่า ‘สตอล์กเกอร์’ (Stalker) หรือไม่ก็พวกโรคจิตภัยสังคม! มีโทษจำคุกหัวโตไม่ได้มานั่งลอยหน้าลอยตาหล่อเหลาอยู่แบบนี้หรอกคุณ!”
“สตอล์กเกอร์? วาจาพิลึกพิลั่นของเจ้าช่างกวนโทสะข้ายิ่งนักแม่นางเสิ่นเมี่ยวหลิง”
จูอวี่เฉินแค่นเสียงหัวเราะ แววตาพญาหงส์สั่นระรัวฉายความชั่วร้ายมากแผนการขีดสุด พระองค์ขยับกายทรุดนั่งลงบนขอบเตียงหินอ่อนจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่ถึงคืบ กลิ่นของเนื้อสาวอันหอมละมุนดุจดอกไม้ป่าที่ลอยอบอวลโชยมาจากกายอวบอิ่มยิ่งกระตุ้นอารมณ์รักและแรงปรารถนาในพระทัยให้ลุกโชน
“ทว่ายามนี้แผ่นดินนี้คือแผ่นดินต้าหมิง...มิใช่โลกอนาคตเลอะเลือนของเจ้า กฎหมายอาญาสิทธิ์เดียวที่เจ้าต้องก้มหัวยอมรับในตำหนักอัปสรแห่งนี้ คือคำสั่งของข้า จูอวี่เฉิน! ข้าจะให้เวลาเจ้าได้ทบทวนทิฐิของเจ้าสามวัน...ระหว่างนี้เจ้าจงเสพสุขกับเสบียงอาหารรสเลิศและผ้าไหมชั้นดีที่ข้าจัดเตรียมไว้ให้เถิด และจงจำใส่ใจไว้...เมื่อครบกำหนดเวลา หากดวงใจดื้อรั้นของเจ้ายังไม่ยอมสยบศิโรราบรักข้า...ข้าจะใช้ ‘วิธีเด็ดขาด’ ร่วมหอสมสู่ฝังรอยตีตราสตรีล่มเมืองเยี่ยงเจ้าให้ตกเป็นของข้าทางพฤตินัยชั่วนิรันดร์ โดยมิต้องสนใจคำทัดทานใดๆ อีกต่อไป!”
“คิดจะข่มขืนข้ารึไง! ไอ้องค์ชายทรราช!”
มัสยาตวาดลั่น นัยน์ตากลมโตสั่นระรัวด้วยความเดือดดาลระคนหวั่นใจลึกๆ ในอก เธอรีบยกผ้าห่มขึ้นมาห่อคลุมเรือนร่างของตัวเองอย่างแน่นหนากว่าเดิม
“ข้าบอกไว้เลยนะว่าต่อให้ครบสามวันหรือสามปี ข้าก็ไม่มีวันรักท่าน! ออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้เลยไป! ไป๊!”
จูอวี่เฉินจดจ้องมองดวงหน้างดงามสะสวยที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะความโกรธของนางด้วยสายตาคลั่งรักสุดซึ้ง ก่อนจะยอมตัดใจขยับกายลุกขึ้นยืน สะบัดฉลองพระองค์ก้าวเท้าเดินออกจากห้องนอนชั้นในไปช้าๆ และไม่ลืมที่จะหันกลับมาสั่งการเหลยจวินและองครักษ์เกราะทมิฬหน้าประตูเสียงดังเฉียบขาด
“เฝ้าแม่นางเสิ่นไว้ให้แน่นหนาขั้นสุด! ห้ามให้มีรอยรั่ว และห้ามให้สตรีนางใด หรือสายข่าวของรัชทายาทเล็ดลอดเข้ามาใกล้นางเด็ดขาด! หากนางหนีหายหายตัวไป...ข้าจะบั่นหัวพวกเจ้าทุกคนล้างตำหนัก!”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” เหลยจวินและทหารรับคำลั่น
บานประตูไม้หนาหนักถูกปิดกระแทกลงเสียงดังสนั่น! พร้อมเสียงลงกลอนแน่นหนาจากด้านนอก ทิ้งให้มัสยานั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่บนเตียงตั่งไหมสีแดงเพลิงเพียงลำพังท่ามกลางความมืดสลัวที่เริ่มมาเยือนในใจของเธอ...สงครามภัยร้ายการเมืองในวังหลวง บัดนี้ก้าวเข้าสู่วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ชวนให้ว้าวุ่นใจและสั่นสะท้านอย่างถึงที่สุดแล้ว!
.............................
กดหัวใจ คอมเมนท์ = หนึ่งกำลังใจนะคะ ฝากกดติดตาม เพิ่มเข้าชั้น และรับแจ้งเตือนตอนใหม่ เรื่องใหม่ค่ะ ทรายแมว : เขียน
จูอวี่เฉินเบี่ยงพระพักตร์หลบหมอนที่ปลิวลิ่วเข้ามาปะทะได้อย่างหวุดหวิด รอยยิ้มละมุนละไมบนใบหน้าหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นความราบเรียบเย็นชา แววตาพญาหงส์หรี่เล็กลงจนดูน่ากลัวประดุจสัตว์ป่าที่กำลังมองดูเหยื่อตัวน้อยในกรงขัง พระองค์ขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทอดสายตาต่ำมองสตรีบนเตียงตั่งที่ยังคงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่ลดละ“กัดลิ้นฆ่าตัวตายงั้นหรือ? แม่นางเสิ่น...เจ้าช่างวาจาโอหังนัก” จูอวี่เฉินแค่นเสียงทุ้มต่ำเชือดเฉือน“เจ้าคิดว่าความตายจะช่วยให้เจ้าหลุดพ้นไปจากเงื้อมมือของข้าได้จริงหรือ? ในแผ่นดินต้าหมิงนี้ หากข้าปรารถนาจะครอบครองสิ่งใด ต่อให้วิญญาณของเจ้าหลุดลอยสู่ปรโลก ข้าก็จะสั่งให้สัปเหร่อขุดเอาร่างของเจ้าขึ้นมาฝังไว้เคียงข้างกายนอนของข้าอยู่ดี! อีกทั้งตระกูลเสิ่นของเจ้า...ข้าเพียงแค่สั่งการคำเดียว คมดาบของทหารในสังกัดเสนาบดีเว่ยย่อมบั่นหัวบิดาและพวกพ้องของเจ้าจนสิ้นตระกูลภายในราตรีเดียว! เจ้าจะยอมแลกชีวิตของคนเหล่านั้นกับความดื้อรั้นเลอะเลือนของเจ้าจริงหรือ?”มัสยาฟังคำขู่เหี้ยมเกรียมอันโหดร้ายสไตล์เผด็จการโบราณ หัวใจดวงน้อยก็กระตุกวาบ แอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง‘เออ...ไอ้หมอนี่มันร้
ความมืดสลัวและกลิ่นอายของเครื่องหอมรสเผ็ดร้อนแปลกจมูก ค่อยๆ ปลุกสติสัมปชัญญะอันพร่าเลือนของ ‘มัสยา’ ให้คืนกลับมาอย่างช้าๆ เปลือกตาอันหนักอึ้งขยับเปิดขึ้นทว่าภาพเบื้องหน้ากลับหมุนคว้าง อาการเวียนศีรษะจากฤทธิ์ยาสลบสูตรเข้มข้นของเหลยจวินยังคงหลงเหลืออยู่จนชวนให้คลื่นเหียน มัสยาขยับร่างและพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงตั่งบุนวมขนาดยักษ์ ตกแต่งด้วยม่านมุ้งไหมสีแดงเพลิงฉูดฉาดงดงามประดุจกรงขังอันหรูหรา“ฟื้นแล้วหรือ...แม่นางเสิ่น ยอดดวงใจของข้า”สุรเสียงทุ้มหวานนุ่มนวลชวนเคลิบเคลิ้มดังขึ้นจากมุมห้อง มัสยาในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปมองตามเสียงทันที ก่อนจะพบกับเงาร่างสูงโปร่งของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ ที่นั่งคลี่รอยยิ้มละมุนอ่อนหวานอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ประดู่ นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ของเขากำลังจ้องมองตรงมาที่มัสยาด้วยกระแสความคลั่งรัก หลงใหล และแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่เปิดเผยอย่างชัดเจน“อุ้ย! องค์ชายรอง!”มัสยาอุทานลั่น ตาโตเท่าไข่ห่านพลางขยับถอยร่นไปจนชิดหัวเตียงด้วยความตกใจช็อกขีดสุด สมองอันชาญฉลาดเริ่มกวาดสายตามองรอบกาย ทั่วห้องไร้เงาของเสี่ยวหลานหรือองครักษ์เจี้ยน มีเพียงท
ราตรีกาลดึกสงัด...ลมเหมันตฤดูหวีดหวิวหอบเอาความหนาวเหน็บพัดผ่านหลังคาตำหนักหลวงและกำแพงศิลาสีชาดอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้ผืนฟ้าที่มืดมิดไร้แสงดาว เสียงฝีเท้าของกองกำลังทหารม้าเร็วควบตะบึงฝ่าความมืดตรงดิ่งสู่จวนพำนักส่วนตัวของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ อย่างเร่งรีบ ทันทีที่สายข่าวข้าหลวงคนสนิทของ ‘เหลยจวิน’ นำข่าวลับรายงานด่วนเข้ามาแจ้งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอันน่าตระหนกกลางดึก นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ขององค์ชายรองก็เบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยเพลิงโทสะ พระองค์ทรงสะบัดจอกสุรานารีแดงในพระหัตถ์ทิ้งลงบนพื้นอิฐจนแตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยเสียงดังสนั่น ของเหลวสีแดงฉานสาดกระจายประดุจสายโลหิต“เสด็จพี่แอบส่งเทียบเชิญลับระดมเสนาบดีเปิดประชุมสภาขุนนางด่วนกลางดึกงั้นหรือ?!”จูอวี่เฉินแผดเสียงตวาดลั่นจนเหล่านางโลมรอบกายสะดุ้งตัวโยน ใบหน้าหล่อเหลาราวภาพวาดบัดนี้บิดเบี้ยวเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัดและเดือดดาลขีดสุด“พวกมันคิดจะออกราชโองการอุ้มชูแผ่นดิน สถาปนาอำนาจและผลักดันตนเองขึ้นสำเร็จราชการตัดหน้าแผนการของเสด็จแม่! ช่างบังอาจนัก! เหลยจวิน! สั่งระดมพลกองกำลังข้าราชสำนักและทหารฝั่งพวกเราทั้งหมดที่ซ่อนตัวอยู่
ภายในห้องทรงอักษรของตำหนักลับที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงกระแสลมหนาวหวีดหวิวพัดลอดร่องบานหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามากระทบเปลวเทียนจนไหววูบ แสงสีนวลทอดเงายาวทับถมความเคร่งขรึมหนักหน่วงของบรรยากาศ...‘จูเซวียนหรง’ ประทับนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์เทศตัวหนา ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรบัดนี้มืดครึ้มหม่นคล้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พระอุราหนาแน่นสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะทอดถอนหายใจอันหนักหน่วง ความกระวนกระวายพระทัยและร่องรอยความรู้สึกผิดลึกซึ้งเกี่ยวกับการกระทำป่าเถื่อนในคืนพิษราคะยังคงตามหลอกหลอน บีบคั้นให้องค์รัชทายาทผู้เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งต้องประทับนั่งไม่เป็นสุขมาตลอดทั้งวันทว่าความเงียบงันก็ถูกทำลายลงทันควัน เมื่อบานประตูห้องทรงอักษรถูกผลักเปิดออกอย่างเร่งรีบ พร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘เสี่ยวหลาน’ สาวใช้คนสนิทที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางลนลานตื่นตระหนก นางทรุดกายลงคุกเข่าและหมอบลงกับพื้นหินอ่อนเบื้องหน้าพระพักตร์ทันที มือบางประสานกันแน่น แววตาฉายประกายความตื่นเต้นระคนอัศจรรย์ใจล้นอก“ทูลองค์รัชทายาท! ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญยิ่งยวดจะกราบทูลเพคะ” เสี่ยวหลานเอ่ยเสียงรัวเร็วระคนหอบหายใจ“เมื่อครู่ยามที่คุณหนูเสิ
เมฆทมิฬก้อนใหญ่เคลื่อนตัวเข้าบดบังแสงสุริยันยามบ่ายจนผืนฟ้าเหนือมหานครต้าหมิงมืดครึ้ม ลมหนาวหวีดหวิวหอบเอาไอเย็นเยือกพัดผ่านกำแพงศิลาสีแดงชาดของพระราชวังต้องห้าม สัญญาณแห่งกลียุคและการผลัดแผ่นดินกำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับแผนการขั้นเด็ดขาดของฝั่งตำหนักคุนหนิง...ยามนี้ ‘ฮองเฮา’ และ ‘เสนาบดีเว่ย’ มิอาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป หลังจากแผนการจัดฉากมลทินในงานเลี้ยงหลวงล้มเหลวเพราะความผิดพลาดของเว่ยลี่ฮวา พวกนางจึงตัดสินใจใช้ ‘โอสถพิษเร่งเร้าประสาท’ ขนานรุนแรงที่สุดกรอกใส่ปากโอรสสวรรค์ หวังส่งผลให้อาการพระประชวรทรุดหนักจนเกิดจริตฟั่นเฟือนถึงขีดสุด เพื่อบีบคั้นให้ทรงลงพระปรมาภิไธยในราชโองการสละราชบัลลังก์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง“ไปตามตัวองค์ชายรองมาบัดนี้! บอกว่ากาลเวลาแห่งการเปลี่ยนแผ่นดินมาถึงแล้ว!”ฮองเฮาตวาดสั่งขันทีคนสนิทด้วยกระแสเสียงเฉียบขาด นัยน์ตาคู่งามฉายแววทะเยอทะยานอันบ้าคลั่งข้ารับใช้รับคำสั่งลนลาน ควบม้าเร็วออกจากวังตรงดิ่งไปยังหอนางโลมอันดับหนึ่งย่านท้ายตลาดหลวง ยามนั้น ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ กำลังประทับนั่งร่ำสุรานารีแดงท่ามกลางเหล่านางโลมโฉมสะคราญ ทว่าจิตใจกลับเหม่อลอยคิดคำนึงถึงแ
แสงอรุณยามสายสาดส่องผ่านผ้าม่านไหมเข้ามาภายในห้องบรรทมชั้นใน ทว่าความอบอุ่นของสุริยาไม่อาจดับไฟโทสะที่กำลังแผดเผาใจของ ‘จูเซวียนหรง’ ได้เลยสักนิด พญามังกรหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเพลียจัด ทว่าทันทีที่พระหัตถ์กวาดไปพบเพียงความว่างเปล่าและเบาะที่นอนที่เย็นชืด นัยน์ตาคู่คมประดุจพญาเหยี่ยวก็เบิกกว้างขยับลุกขึ้นประทับนั่งทันที“เมี่ยวหลิง! เจ้าอยู่ไหน!”สุรเสียงทุ้มต่ำตวาดก้อง ทว่าไร้เสียงตอบรับ ร่องรอยคราบน้ำรักและหยาดโลหิตสีแดงชาดบนผ้าปูเตียงยังคงเด่นชัด ตอกย้ำถึงบทรักอันเร่าร้อนป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นตลอดทั้งค่ำคืน ทว่าร่างระหงอวบอิ่มที่พระองค์กกกอดแนบเนื้อกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย...จูเซวียนหรงเดือดดาลโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ พระองค์รีบตวัดฉลองพระองค์คลุมทับเรือนร่างกำยำ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูออกไปด้านนอกด้วยกลิ่นอายสังหารอันรุนแรงจนทหารยามที่เฝ้าอยู่แทบไม่กล้าหายใจ..อีกด้านหนึ่งของตำหนัก... ภายในห้องพักส่วนตัวของเสิ่นเมี่ยวหลิง...มัสยาค่อยๆ ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตาเมื่อแสงแดดเริ่มสาดส่อง ทว่าทันทีที่สติสัมปชัญญะฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์ ภาพเหตุการณ์บทรักอันเร่าร้อนรุนแรงที่อ







