Masukแสงอรุณยามสายสาดส่องผ่านผ้าม่านไหมเข้ามาภายในห้องบรรทมชั้นใน ทว่าความอบอุ่นของสุริยาไม่อาจดับไฟโทสะที่กำลังแผดเผาใจของ ‘จูเซวียนหรง’ ได้เลยสักนิด พญามังกรหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเพลียจัด ทว่าทันทีที่พระหัตถ์กวาดไปพบเพียงความว่างเปล่าและเบาะที่นอนที่เย็นชืด นัยน์ตาคู่คมประดุจพญาเหยี่ยวก็เบิกกว้างขยับลุกขึ้นประทับนั่งทันที
“เมี่ยวหลิง! เจ้าอยู่ไหน!”
สุรเสียงทุ้มต่ำตวาดก้อง ทว่าไร้เสียงตอบรับ ร่องรอยคราบน้ำรักและหยาดโลหิตสีแดงชาดบนผ้าปูเตียงยังคงเด่นชัด ตอกย้ำถึงบทรักอันเร่าร้อนป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นตลอดทั้งค่ำคืน ทว่าร่างระหงอวบอิ่มที่พระองค์กกกอดแนบเนื้อกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย...
จูเซวียนหรงเดือดดาลโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ พระองค์รีบตวัดฉลองพระองค์คลุมทับเรือนร่างกำยำ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูออกไปด้านนอกด้วยกลิ่นอายสังหารอันรุนแรงจนทหารยามที่เฝ้าอยู่แทบไม่กล้าหายใจ
.
.
อีกด้านหนึ่งของตำหนัก...
ภายในห้องพักส่วนตัวของเสิ่นเมี่ยวหลิง...
มัสยาค่อยๆ ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตาเมื่อแสงแดดเริ่มสาดส่อง ทว่าทันทีที่สติสัมปชัญญะฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์ ภาพเหตุการณ์บทรักอันเร่าร้อนรุนแรงที่องค์รัชทายาทกระทำต่อเธออย่างเอาแต่ใจตลอดทั้งคืนก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวสมองประดุจทำนบพังทลาย ความตระหนักรู้บีบคั้นให้หัวใจดวงน้อยดิ่งวูบหาย ร่องรอยความบอบช้ำตามเนื้อตัวและผ้าผ่อนที่หลุดลุ่ยตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายว่า...เธอได้สูญเสียความบริสุทธิ์อันเป็นสิ่งหวงแหนที่สุดในชีวิตไปเสียแล้ว!
“ฮึก...”
หยาดน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มเนียน มัสยาร้องไห้สะอื้นออกมาจนตัวโยนด้วยความเสียใจและอัดอั้นตันใจอย่างที่สุด เธออุตส่าห์รักษาร่างกายและความซื่อสัตย์ในเรื่องนี้มาตลอดชีวิตยี่สิบสองปีในโลกปัจจุบันเพื่อมอบมันให้แก่ชายคนรักในอนาคต ทว่ากลับต้องมาถูกขืนใจแปดเปื้อนด้วยพิษราคะขององค์ชายโบราณผู้เผด็จการคนนี้
‘เสี่ยวหลาน’ ที่กำลังจัดเตรียมอ่างน้ำอุ่นอยู่ใกล้ๆ เมื่อเห็นนายสาวร้องไห้โฮราวกับจะขาดใจ ก็รีบถลันเข้ามาทรุดตัวนั่งข้างเตียง ประคองมือน้อยๆ ของมัสยาเอาไว้แน่นพลางเอ่ยปลอบใจเสียงแผ่วเบาด้วยความเวทนา
“คุณหนูเสิ่นเจ้าคะ...โปรดใจเย็นก่อนเถิดเจ้าค่ะ อย่าร้องไห้ไปเลยนะเจ้าคะ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน...มันเป็นเพราะพิษยาร้ายแรงของคนชั่ว ข้าน้อยรู้ดีว่าคุณหนูต้องทุกข์ระทมใจ แต่มันผ่านไปแล้วเจ้าค่ะ ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ...”
“ไม่เป็นไรได้ยังไงล่ะเสี่ยวหลาน! ข้าเสียหายไปทั้งตัวขนาดนี้!”
มัสยาตะโกนสวนกลับทั่งน้ำตา แววตาเต็มไปด้วยความโกรธขึ้งระคนเจ็บปวดลึกซึ้ง
“ข้าอยากกลับบ้าน! ข้าไม่อยู่มันแล้วโลกโบราณเฮงซวยนี่ ข้าอยากกลับไปยังโลกของข้า ไปหาเพื่อนรักของข้า ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่ให้ไอ้คนบ้าอำนาจนั่นรังแกอีกแล้ว!”
มัสยาพยายามจะลุกขึ้นยืนขยับหนี ทว่าทันทีที่กำลังขยับ ร่างกายอันบอบบางก็พลันเกิดอาการเจ็บแปลบแล่นจี้เข้าสู่ไขสันหลัง ความร้าวระบมแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายจนเธอต้องทรุดฮวบลงไปนอนคุดคู้บนที่นอนตามเดิม ในใจกำลังคิดหนักและตื่นตระหนกขีดสุดกับบทรักดิบเถื่อนที่จูเซวียนหรงยัดเยียดเข้าใส่จนเธอเจ็บปางตาย และที่น่ากลัวกว่านั้นคือสิ่งที่จะตามมาในอนาคต...
‘ไม่นะ!...ถ้าเกิดฉันท้องขึ้นมาจะทำยังไงล่ะะ! คราวนี้ได้ติดอยู่ในยุคโบราณยาวแน่ๆ...แต่...แต่คงไม่หรอกมั้ง ร่างกายนี้มันเป็นของเสิ่นเมี่ยวหลิง ไม่ใช่เนื้อหนังแท้ๆ ของตัวฉันในโลกปัจจุบันสักหน่อย ระบบพันธุกรรมมันคงไม่เชื่อมโยงกันหรอก...ใช่ไหมนะ?’
มัสยาคิดและพยายามปลอบใจตัวเอง ทว่าหัวใจเธอนั้นกลับสั่นรัวด้วยความกลัว
เสี่ยวหลานเห็นสีหน้าของคุณหนูเสิ่นที่ซีดเผือดและกำลังคิดหนักจนคิ้วผูกโบว์ สาวใช้คนสนิทที่กุมความลับเรื่องยาป้อนเมื่อเช้าไว้ จึงตัดสินใจเอ่ยปากบอกความจริงเพื่อคลายความกังวลใจของนายสาว
“คุณหนูเสิ่นเจ้าคะ...ฟังข้าน้อยเถิด ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรือคิดหนักเรื่องการตั้งครรภ์โอรสน้อยหรอกนะเจ้าคะ เพราะเมื่อเช้าตรู่ยามที่ท่านยังสลบไป ข้าน้อยและท่านเจี้ยนได้แอบอุ้มท่านกลับมา และข้าน้อยได้ป้อน ‘ยาระงับครรภ์สูตรลับ’ ของวังหลังให้ท่านดื่มจนหมดถ้วยเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ สายเลือดมังกรย่อมมิอาจปฏิสนธิได้แน่นอนเจ้าค่ะ”
“อืม...”
มัสยาได้รับรู้ความจริงก็ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอกสบายใจ ทว่า...ความโล่งใจนั้นก็ไม่อาจลบเลือนความโศกเศร้าเสียใจลึกๆ ไปได้ ยิ่งคิดว่าร่างกายนี้มีมลทินแปดเปื้อนไปแล้ว เธอก็ยิ่งเกิดความโกรธเคืองและเคียดแค้นในตัวขององค์รัชทายาทหนุ่มทวีคูณขึ้นเป็นพันเท่า!
ปัง!!!
บานประตูห้องพักถูกผลักกระแทกออกอย่างแรงจนเศษไม้จากประตูแทบแตกกระจาย พร้อมกับการปรากฏตัวขององค์รัชทายาทที่สะบัดกายก้าวพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าเดือดดาล แววตาพญาเหยี่ยวแดงก่ำ โดยมี ‘องครักษ์เจี้ยน’ วิ่งตามเข้ามาหวังจะร้องห้ามแต่ก็ไม่ทันการ
“เมี่ยวหลิง! เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรถึงแอบหนีข้ามานอนอยู่ที่นี่!”
จูเซวียนหรงตวาดเสียงทุ้มต่ำ ทว่ายามเมื่อสายตาคู่คมตวัดไปพบดวงหน้างดงามที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา พระองค์ก็ชะงักกึก เพลิงโทสะมลายหายสิ้น เหลือเพียงความสะเทือนใจกับภาพที่เห็นจนแววตาสั่นไหวลึกซึ้ง
“ออกไปนะ! อย่าเข้ามาใกล้ข้า!”
มัสยาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายแน่น ขยับตัวถอยร่นไปจนชิดมุมเตียง นัยน์ตากลมโตจ้องมององค์รัชทายาทด้วยความเคียดแค้นและโมโหขีดสุด
“ไอ้คนฉวยโอกาส! ข้าบอกให้หยุดอยู่ตรงนั้น! อย่าบังอาจเอาข้อมือของท่านมาแตะต้องเนื้อตัวของข้าอีกเด็ดขาด! ข้าเกลียดท่าน! ออกไป!”
คำประกาศกร้าวระคนแววตารังเกียจเดียดฉันท์ของสตรีอันเป็นที่รัก ปักลึกเข้ากลางอกของจูเซวียนหรงจนพระวรกายอันกำยำถึงกับสั่นสะท้าน...
ทว่า...บุรุษผู้พลิกแผ่นดินที่บัดนี้ตระหนักแจ้งแล้วว่าหัวใจของตนรักแม่นางเสิ่นผู้นี้สุดหัวใจ กลับไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือนึกเสียดายเลยสักนิดที่เป็นนางในค่ำคืนอันเร่าร้อนนั้น พระองค์ยอมรับผิดในกิริยาป่าเถื่อนแต่โดยดี ทรงก้าวเท้าเข้าไปใกล้เตียง คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ยื่นพระหัตถ์ออกไปหวังจะปลอบประโลม
“เมี่ยวหลิง...ข้ารู้ว่าข้ากระทำรุนแรงต่อเจ้า ข้าโดนพิษยาร้ายแรงครอบงำจนสิ้นสติ...ทว่าข้ามิตระบัดสัตย์ ข้ายอมรับผิดทุกประการ และข้าพร้อมจะตบแต่งรับเจ้าเข้าตำหนัก มอบตำแหน่งฐานะพระชายาให้แก่เจ้าอย่างสมเกียรติ...”
“ข้าไม่ต้องการ!” มัสยาตวาดลั่น น้ำตาไหลพราก สะบัดหน้าหนีอย่างแรง
“ฐานะพระชายาบ้าบออะไรนั่นข้าไม่สนใจทั้งนั้น! ท่านมันก็แค่คนเห็นแก่ตัว บ้าอำนาจ เผด็จการ! ข้าไม่อยากเห็นหน้าท่านอีก ออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้เลย...ไป! ข้าบอกว่าอยากอยู่คนเดียว! ออกไป!!!"
เสียงกรีดร้องไล่ส่งด้วยความเจ็บปวดอันขีดสุดของมัสยา ทำเอาองค์รัชทายาทหนุ่มนิ่งเงียบ ใบหน้าหล่อเหลาหมองลงด้วยความเสียพระทัยและรู้สึกผิดอย่างถึงที่สุด เจี้ยนเห็นท่าไม่ดีจึงก้าวเข้ามาประคองไหล่องค์รัชทายาทเบาๆ เป็นเชิงทูลเชิญให้ถอยฉากออกไปก่อนเพื่อให้แม่นางเสิ่นได้สงบสติอารมณ์ จูเซวียนหรงทอดสายตามองเรือนร่างระหงที่สั่นสะท้านสะอื้นไห้อยู่บนเตียงด้วยความอาลัยลึกซึ้ง ก่อนจะยอมตัดใจหมุนวรกายสืบเท้าก้าวเดินออกจากห้องไปช้าๆ ทิ้งให้ความเงียบงันปนคราบน้ำตาปกคลุมห้องพักส่วนตัวยามสายสะท้านไปทั่วห้อง...
กดหัวใจ คอมเมนท์ = หนึ่งกำลังใจนะคะ ฝากกดติดตาม เพิ่มเข้าชั้น และรับแจ้งเตือนตอนใหม่ เรื่องใหม่ค่ะ ทรายแมว : เขียน
จูอวี่เฉินเบี่ยงพระพักตร์หลบหมอนที่ปลิวลิ่วเข้ามาปะทะได้อย่างหวุดหวิด รอยยิ้มละมุนละไมบนใบหน้าหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นความราบเรียบเย็นชา แววตาพญาหงส์หรี่เล็กลงจนดูน่ากลัวประดุจสัตว์ป่าที่กำลังมองดูเหยื่อตัวน้อยในกรงขัง พระองค์ขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทอดสายตาต่ำมองสตรีบนเตียงตั่งที่ยังคงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่ลดละ“กัดลิ้นฆ่าตัวตายงั้นหรือ? แม่นางเสิ่น...เจ้าช่างวาจาโอหังนัก” จูอวี่เฉินแค่นเสียงทุ้มต่ำเชือดเฉือน“เจ้าคิดว่าความตายจะช่วยให้เจ้าหลุดพ้นไปจากเงื้อมมือของข้าได้จริงหรือ? ในแผ่นดินต้าหมิงนี้ หากข้าปรารถนาจะครอบครองสิ่งใด ต่อให้วิญญาณของเจ้าหลุดลอยสู่ปรโลก ข้าก็จะสั่งให้สัปเหร่อขุดเอาร่างของเจ้าขึ้นมาฝังไว้เคียงข้างกายนอนของข้าอยู่ดี! อีกทั้งตระกูลเสิ่นของเจ้า...ข้าเพียงแค่สั่งการคำเดียว คมดาบของทหารในสังกัดเสนาบดีเว่ยย่อมบั่นหัวบิดาและพวกพ้องของเจ้าจนสิ้นตระกูลภายในราตรีเดียว! เจ้าจะยอมแลกชีวิตของคนเหล่านั้นกับความดื้อรั้นเลอะเลือนของเจ้าจริงหรือ?”มัสยาฟังคำขู่เหี้ยมเกรียมอันโหดร้ายสไตล์เผด็จการโบราณ หัวใจดวงน้อยก็กระตุกวาบ แอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง‘เออ...ไอ้หมอนี่มันร้
ความมืดสลัวและกลิ่นอายของเครื่องหอมรสเผ็ดร้อนแปลกจมูก ค่อยๆ ปลุกสติสัมปชัญญะอันพร่าเลือนของ ‘มัสยา’ ให้คืนกลับมาอย่างช้าๆ เปลือกตาอันหนักอึ้งขยับเปิดขึ้นทว่าภาพเบื้องหน้ากลับหมุนคว้าง อาการเวียนศีรษะจากฤทธิ์ยาสลบสูตรเข้มข้นของเหลยจวินยังคงหลงเหลืออยู่จนชวนให้คลื่นเหียน มัสยาขยับร่างและพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงตั่งบุนวมขนาดยักษ์ ตกแต่งด้วยม่านมุ้งไหมสีแดงเพลิงฉูดฉาดงดงามประดุจกรงขังอันหรูหรา“ฟื้นแล้วหรือ...แม่นางเสิ่น ยอดดวงใจของข้า”สุรเสียงทุ้มหวานนุ่มนวลชวนเคลิบเคลิ้มดังขึ้นจากมุมห้อง มัสยาในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปมองตามเสียงทันที ก่อนจะพบกับเงาร่างสูงโปร่งของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ ที่นั่งคลี่รอยยิ้มละมุนอ่อนหวานอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ประดู่ นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ของเขากำลังจ้องมองตรงมาที่มัสยาด้วยกระแสความคลั่งรัก หลงใหล และแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่เปิดเผยอย่างชัดเจน“อุ้ย! องค์ชายรอง!”มัสยาอุทานลั่น ตาโตเท่าไข่ห่านพลางขยับถอยร่นไปจนชิดหัวเตียงด้วยความตกใจช็อกขีดสุด สมองอันชาญฉลาดเริ่มกวาดสายตามองรอบกาย ทั่วห้องไร้เงาของเสี่ยวหลานหรือองครักษ์เจี้ยน มีเพียงท
ราตรีกาลดึกสงัด...ลมเหมันตฤดูหวีดหวิวหอบเอาความหนาวเหน็บพัดผ่านหลังคาตำหนักหลวงและกำแพงศิลาสีชาดอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้ผืนฟ้าที่มืดมิดไร้แสงดาว เสียงฝีเท้าของกองกำลังทหารม้าเร็วควบตะบึงฝ่าความมืดตรงดิ่งสู่จวนพำนักส่วนตัวของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ อย่างเร่งรีบ ทันทีที่สายข่าวข้าหลวงคนสนิทของ ‘เหลยจวิน’ นำข่าวลับรายงานด่วนเข้ามาแจ้งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอันน่าตระหนกกลางดึก นัยน์ตาเรียวยาวดุจพญาหงส์ขององค์ชายรองก็เบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยเพลิงโทสะ พระองค์ทรงสะบัดจอกสุรานารีแดงในพระหัตถ์ทิ้งลงบนพื้นอิฐจนแตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยเสียงดังสนั่น ของเหลวสีแดงฉานสาดกระจายประดุจสายโลหิต“เสด็จพี่แอบส่งเทียบเชิญลับระดมเสนาบดีเปิดประชุมสภาขุนนางด่วนกลางดึกงั้นหรือ?!”จูอวี่เฉินแผดเสียงตวาดลั่นจนเหล่านางโลมรอบกายสะดุ้งตัวโยน ใบหน้าหล่อเหลาราวภาพวาดบัดนี้บิดเบี้ยวเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัดและเดือดดาลขีดสุด“พวกมันคิดจะออกราชโองการอุ้มชูแผ่นดิน สถาปนาอำนาจและผลักดันตนเองขึ้นสำเร็จราชการตัดหน้าแผนการของเสด็จแม่! ช่างบังอาจนัก! เหลยจวิน! สั่งระดมพลกองกำลังข้าราชสำนักและทหารฝั่งพวกเราทั้งหมดที่ซ่อนตัวอยู่
ภายในห้องทรงอักษรของตำหนักลับที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงกระแสลมหนาวหวีดหวิวพัดลอดร่องบานหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามากระทบเปลวเทียนจนไหววูบ แสงสีนวลทอดเงายาวทับถมความเคร่งขรึมหนักหน่วงของบรรยากาศ...‘จูเซวียนหรง’ ประทับนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์เทศตัวหนา ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรบัดนี้มืดครึ้มหม่นคล้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พระอุราหนาแน่นสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะทอดถอนหายใจอันหนักหน่วง ความกระวนกระวายพระทัยและร่องรอยความรู้สึกผิดลึกซึ้งเกี่ยวกับการกระทำป่าเถื่อนในคืนพิษราคะยังคงตามหลอกหลอน บีบคั้นให้องค์รัชทายาทผู้เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งต้องประทับนั่งไม่เป็นสุขมาตลอดทั้งวันทว่าความเงียบงันก็ถูกทำลายลงทันควัน เมื่อบานประตูห้องทรงอักษรถูกผลักเปิดออกอย่างเร่งรีบ พร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘เสี่ยวหลาน’ สาวใช้คนสนิทที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางลนลานตื่นตระหนก นางทรุดกายลงคุกเข่าและหมอบลงกับพื้นหินอ่อนเบื้องหน้าพระพักตร์ทันที มือบางประสานกันแน่น แววตาฉายประกายความตื่นเต้นระคนอัศจรรย์ใจล้นอก“ทูลองค์รัชทายาท! ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญยิ่งยวดจะกราบทูลเพคะ” เสี่ยวหลานเอ่ยเสียงรัวเร็วระคนหอบหายใจ“เมื่อครู่ยามที่คุณหนูเสิ
เมฆทมิฬก้อนใหญ่เคลื่อนตัวเข้าบดบังแสงสุริยันยามบ่ายจนผืนฟ้าเหนือมหานครต้าหมิงมืดครึ้ม ลมหนาวหวีดหวิวหอบเอาไอเย็นเยือกพัดผ่านกำแพงศิลาสีแดงชาดของพระราชวังต้องห้าม สัญญาณแห่งกลียุคและการผลัดแผ่นดินกำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับแผนการขั้นเด็ดขาดของฝั่งตำหนักคุนหนิง...ยามนี้ ‘ฮองเฮา’ และ ‘เสนาบดีเว่ย’ มิอาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป หลังจากแผนการจัดฉากมลทินในงานเลี้ยงหลวงล้มเหลวเพราะความผิดพลาดของเว่ยลี่ฮวา พวกนางจึงตัดสินใจใช้ ‘โอสถพิษเร่งเร้าประสาท’ ขนานรุนแรงที่สุดกรอกใส่ปากโอรสสวรรค์ หวังส่งผลให้อาการพระประชวรทรุดหนักจนเกิดจริตฟั่นเฟือนถึงขีดสุด เพื่อบีบคั้นให้ทรงลงพระปรมาภิไธยในราชโองการสละราชบัลลังก์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง“ไปตามตัวองค์ชายรองมาบัดนี้! บอกว่ากาลเวลาแห่งการเปลี่ยนแผ่นดินมาถึงแล้ว!”ฮองเฮาตวาดสั่งขันทีคนสนิทด้วยกระแสเสียงเฉียบขาด นัยน์ตาคู่งามฉายแววทะเยอทะยานอันบ้าคลั่งข้ารับใช้รับคำสั่งลนลาน ควบม้าเร็วออกจากวังตรงดิ่งไปยังหอนางโลมอันดับหนึ่งย่านท้ายตลาดหลวง ยามนั้น ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ กำลังประทับนั่งร่ำสุรานารีแดงท่ามกลางเหล่านางโลมโฉมสะคราญ ทว่าจิตใจกลับเหม่อลอยคิดคำนึงถึงแ
แสงอรุณยามสายสาดส่องผ่านผ้าม่านไหมเข้ามาภายในห้องบรรทมชั้นใน ทว่าความอบอุ่นของสุริยาไม่อาจดับไฟโทสะที่กำลังแผดเผาใจของ ‘จูเซวียนหรง’ ได้เลยสักนิด พญามังกรหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเพลียจัด ทว่าทันทีที่พระหัตถ์กวาดไปพบเพียงความว่างเปล่าและเบาะที่นอนที่เย็นชืด นัยน์ตาคู่คมประดุจพญาเหยี่ยวก็เบิกกว้างขยับลุกขึ้นประทับนั่งทันที“เมี่ยวหลิง! เจ้าอยู่ไหน!”สุรเสียงทุ้มต่ำตวาดก้อง ทว่าไร้เสียงตอบรับ ร่องรอยคราบน้ำรักและหยาดโลหิตสีแดงชาดบนผ้าปูเตียงยังคงเด่นชัด ตอกย้ำถึงบทรักอันเร่าร้อนป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นตลอดทั้งค่ำคืน ทว่าร่างระหงอวบอิ่มที่พระองค์กกกอดแนบเนื้อกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย...จูเซวียนหรงเดือดดาลโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ พระองค์รีบตวัดฉลองพระองค์คลุมทับเรือนร่างกำยำ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูออกไปด้านนอกด้วยกลิ่นอายสังหารอันรุนแรงจนทหารยามที่เฝ้าอยู่แทบไม่กล้าหายใจ..อีกด้านหนึ่งของตำหนัก... ภายในห้องพักส่วนตัวของเสิ่นเมี่ยวหลิง...มัสยาค่อยๆ ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตาเมื่อแสงแดดเริ่มสาดส่อง ทว่าทันทีที่สติสัมปชัญญะฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์ ภาพเหตุการณ์บทรักอันเร่าร้อนรุนแรงที่อ







