LOGIN“เฮ้ย! หลุดปากพูดอะไรออกไปล่ะเนี่ย!”
มัสยายกมือกุมขมับเมื่อพบว่าความพยายามที่จะ 'แหกคุกความฝัน' ด้วยการด่ากราดแบบสาวไทยหัวร้อน กลับทำให้บรรยากาศรอบกายยิ่งตึงเครียดหนักกว่าเดิม ทหารหลวงในชุดเกราะเหล็กสองนายกระชับทวนในมือแน่น สายตาที่เคยมองเธอด้วยความตื่นตะลึงแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันข่มขวัญ
“เจ้าคนเสียสติ! พิธีบูชามหาเทพวารีเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ฮองเฮาทรงประทานจัดขึ้นเพื่อความอยู่รอดของราษฎร เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงวาจาสามหาว ทหาร! ลากตัวนางไปยังแท่นศิลาบัดนี้!”
สิ้นเสียงตวาดของนักบวชชรา ทหารร่างยักษ์สองนายก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวมัสยาทันที แรงบีบที่ข้อมือทั้งสองข้างนั้นเจ็บแปลบจนเธอถึงกับร้องโอ๊ย
‘เจ็บ? เจ็บจริงอะ! ไม่ใช่ฝันเหรอวะ?!’
มัสยาเบิกตาโตด้วยความช็อก ความรู้สึกเจ็บปวดบวกกับละอองน้ำเย็นๆ ที่ซัดสาดขึ้นมาจากแม่น้ำกว้างใหญ่ตรงหน้า และความรู้จากคณะโบราณคดีที่เธอยัดหัวมาตลอดสี่ปีเริ่มแล่นผ่านสมองอย่างบ้าคลั่ง ‘ลวดลายมังกรสี่เล็บบนเสาหิน เสื้อผ้าปักลายข้าหลวงที่นักบวชชราสวมใส่ บรรยากาศแบบนี้...กรอบประเพณีแบบนี้...นี่มันไม่ใช่ฝัน และไม่ใช่กองถ่ายหนังแน่ๆ
‘นี่ฉัน...ทะลุมิติมาอยู่ในร่างเด็กสาวที่กำลังจะโดนต้มเป็นน้ำซุปเครื่องเซ่นจริงๆ เหรอเนี่ย!’
“ปล่อยนะ! ปล่อย!”
ด้วยสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดอันดับหนึ่งที่ได้สืบทอดมาจากคุณยายสายลุย มัสยาในร่าง ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ ไม่ยอมอยู่เฉยให้โดนลากไปต้มง่ายๆ เธอใช้ทักษะความคล่องตัวที่ใช้เป็นประจำ ทิ้งตัวลงกอดขาของทหารหลวงร่างยักษ์คนหนึ่งไว้แน่น พลางส่งเสียงร้องไห้โฮราวกับโลกจะถล่มสลาย
“พี่ชายสุดหล่อ! ท่านน้าทหารผู้กล้า! อย่าเพิ่งลากฉัน...เอ้ย! อย่าเพิ่งลากข้าไปเลย ข้าเพิ่งฟื้นขึ้นมาจากความตาย สมองยังเลอะเลือนนัก! ข้าไม่ได้ติติงพิธีศักดิ์สิทธิ์เลยสักนิด แต่...แต่ข้าเพิ่งนึกออกว่าข้ามีโรคร้ายแรงที่ติดต่อผ่านทางน้ำซุป! ถ้าข้าตกลงไปในหม้อต้ม ท่านเทพวารีต้องท้องเสียจนบันดาลให้เกิดภัยแล้งหนักกว่าเดิมแน่ๆ!”
คำพูดโบ๊ะบ๊ะหลุดโลกที่พรั่งพรูออกมาจากปากของคุณหนูเสิ่นเมี่ยวหลิงทำเอาทหารทั้งสองคนถึงกับสะดุดกึก เริ่มลังเลจนต้องหันไปมองหน้ากันเองอย่างเลิกลัก แม้แต่นักบวชชรายังอ้าปากค้างจนเคราแพะสั่นพะเยิบพะยาบ ไม่เคยพบเคยเจอเครื่องเซ่นสังเวยคนไหนที่แปลกประหลาดและทำตัวราวกับหญิงเสียสติเช่นนี้
“วาจาเหลวไหล! อย่าไปฟังนาง ลากนางไป!” นักบวชชราตั้งสติได้ก็รีบโบกไม้เท้าเร่งเร้าโดยเร็ว
“ช้าก่อน!”
ทว่าก่อนที่มัสยาจะโดนลากตัวไปยังริมลานพิธีอันวุ่นวายก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นอย่างกะทันหัน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเข้มดูภูมิฐานก้าวออกมาจากมุมมืดของซุ้มพลับพลา บรรยากาศรอบตัวของเขาแผ่กลิ่นอายอันสูงศักดิ์จนทหารหลวงที่อยู่แถวนั้นต้องรีบทรุดตัวคุกเข่าลงทันที
เขาคนนั้นคือ ‘องค์รัชทายาท จูเซวียนหรง’
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรของเขาเรียบเฉย แววตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวจับจ้องมาที่เสิ่นเมี่ยวหลิงที่กำลังกอดขาข้าหลวงอยู่บนพื้นอย่างพิจารณา พระองค์แอบแฝงตัวมาเฝ้าดูพิธีลวงโลกของฮองเฮาใจยักษ์เพื่อหาหลักฐานอยู่แล้ว แต่กลับต้องสะดุดตากับพฤติกรรมสุดแปลกประหลาดของเด็กสาวตรงหน้า
‘นางใช้ภาษาแปลกพิลึก...ทั้งยังมีท่าทีเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน’
จูเซวียนหรงคิดในใจด้วยความระแวง สัญชาตญาณนักรบเตือนว่าผู้หญิงคนนี้อาจไม่ใช่นักโทษธรรมดา แต่ออาจเป็นสายลับที่ฮองเฮาส่งมาเล่นละครตบตาเพื่อปั่นหัวคนในพิธี
“องค์รัชทายาท...”
นักบวชชรารีบก้มหัวคำนับด้วยความลนลาน
จูเซวียนหรงยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ก่อนจะก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามมาหยุดอยู่ตรงหน้าเสิ่นเมี่ยวหลิงที่ยังคงนั่งมึนงงอยู่บนพื้น เขาก้มลงมองเธอด้วยสายตาเย็นชาราวกับกำลังจับผิด
“สตรีผู้นี้พูดจาแปลกประหลาด ท่าทางมีพิรุธ...ข้าสงสัยว่านางอาจเป็นไส้ศึกที่แฝงตัวเข้ามาเพื่อทำลายพิธีมงคลของราชสำนัก” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ แต่เฉียบขาด
“ทหาร...คุมตัวนางแยกออกมา ข้าจะนำนางกลับไปสืบสวนด้วยตัวเองที่ตำหนัก!”
“เอ๊ะ?!”
มัสยาเงยหน้าขึ้นมองสบตาคมกริบคู่นั้น ขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีความน่ากลัวที่เผยออกมาอย่างชัดเจน แม้ผู้ชายตรงหน้าจะหล่อลากดินระดับองค์รัชทายาทซีรีส์พันล้าน แต่สายตาที่เขามองมากลับเหมือนอยากจะเอาดาบปาดคอเธอซะมากกว่า!
‘หนีเสือปะจระเข้ของจริงแล้วยายจ๋า...ไอ้หล่อหน้าตายคนนี้จ้องจะจับผิดฉันเหมือนพนักงานตรวจตม. เลย!’
มัสยาได้แต่ร้องคร่ำครวญในใจเมื่อโดนทหารหิ้วปีกแยกออกมาจากกลุ่มเด็กสาว ท่ามกลางสายตาไม่พอใจคนของฮองเฮา แต่ทว่า...ก็ไม่มีใครกล้าขัดพระบัญชาขององค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์เลยแม้แต่คนเดียว
การเอาชีวิตรอดในร่างใหม่น่ะพอไหว...แต่การต้องรับมือกับองค์ชายที่น่ากลัวคนนี้เนี่ยสิ สู้ชีวิตกว่าเดิมเยอะเลย!
แสงอรุณวันใหม่สาดส่องขับไล่เมฆทมิฬและพายุฝนโปรยปรายที่เคยปกคลุมเหนือผืนฟ้าพระราชวังหลวงต้องห้ามให้มลายหายสิ้นไปจนหมด เสียงสะท้อนของคมดาบและเสียงร่ำไห้โหยหวนของข้าหลวงทรราชสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ภายใต้การนำทัพขององครักษ์เงาพยัคฆ์ทมิฬจากแดนเหนือบวกรวมกับความเฉียบขาดของกองกำลังองค์รักษ์เกราะดำ..ที่ลานกว้างหน้าท้องพระโรงใหญ่... ‘เสนาบดีเว่ย’ และ ‘ฮองเฮา’ ในชุดไหมหรูหราที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบโลหิต ถูกควบคุมตัวพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนาเพื่อนำตัวไปรับโทษทัณฑ์สูงสุดตามกฎมณเฑียรบาลในข้อหากบฏลอบปลงพระชนม์โอรสสวรรค์ แววตาอันละโมบโลภมากของทั้งสองดับมอดลง เหลือเพียงความสิ้นหวังลนลานยามเมื่อก้าวเท้ามุ่งตรงสู่ลานประหาร..ในเวลาเดียวกัน...ณ พระตำหนักกวางหมิง...ฮ่องเต้องค์เก่าผู้ประชวรเรื้อรังมานานปี ทรงได้สติคืนกลับมาเป็นเวลาสั้นๆ ราวปาฏิหาริย์จากโอสถระงับพิษของท่านอาจารย์หลี่ นัยน์ตาชราอันฝ้าฟางกวาดมอง ‘จูเซวียนหรง’ บุตรชายสายเลือดมังกรแท้จริงเพียงคนเดียวที่ทรุดกายคุกเข่าอยู่ข้างแท่นบรรทม ฝ่าพระหัตถ์อันสั่นเทาเอื้อมไปประทับลงบนบ่าแกร่งของรัชทายาทหนุ่มที่กำลังจะถูกสถาปณา
เสียงฝีเท้าย่ำหนักและเสียงเสื้อเกราะเหล็กกระทบกันดังกังวานกระหึ่มมาจากภายนอกท้องพระโรง บานประตูศิลาขนาดยักษ์ถูกพังทลายออกอย่างรุนแรงตามแผนสำรองของขุนนางทรราช‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ ควบม้าศึกสีนิลทะยานนำกองทัพทหารรักษาพระองค์ส่วนที่เหลือบุกเข้ามากลางสภาไต่สวน ทหารข้าหลวงชักดาบกวัดแกว่งไกวส่งเสียงกู่ร้องก้องลานพิธีเพื่อเตรียมฆ่าล้างบางและโยนความผิดกบฏปลงพระชนม์ให้แก่รัชทายาท“เสด็จพี่! แผนการลวงมังกรสลับฉากของท่านสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้แล้ว!”จูอวี่เฉินตวาดลั่น นัยน์ตาพญาหงส์ลุกโชนด้วยเพลิงริษยาและโทสะหมายมั่นจะเด็ดหัวพี่ชาย“ยามนี้ข้านำกองกำลังมาปราบกบฏชั่วช้าที่บังอาจวางยาพิษเสด็จพ่อและข่มขู่เสด็จแม่! ทหาร! ล้อมท้องพระโรงไว้จับกุมคนฝ่ายรัชทายาทให้หมด!”ฮองเฮาและเสนาบดีเว่ยคลี่รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมสะใจล้นอกเมื่อเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อม...ทว่า...โชคชะตามิได้เข้าข้างคนชั่วช้าเสมอไป!ปัง! ปัง! ปัง!ก่อนที่กำลังพลของจูอวี่เฉินจะทันได้รุกฆาตล้อมโถงพิธี ประตูทางเข้าทุกทิศทางและหน้าต่างรอบท้องพระโรงใหญ่กลับถูกปิดกระแทกลงอย่างรัดกุมพร้อมกัน พร้อมกับการปรากฏตัวของกองกำลัง ‘หน่วยองครักษ์เงาดำพยัคฆ์
เสียงกลองสัญญาณยามสามดังก้องกังวานสะท้อนฝ่าม่านหมอกเหมันตฤดูอันเหน็บหนาว บานประตูวังหลวงเหล็กกล้าขนาดยักษ์ค่อยๆ เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘จูเซวียนหรง’ องค์รัชทายาทหนุ่มผู้มีพระพักตร์หล่อเหลาราวเทพบุตร ทว่าบัดนี้กลับนิ่งขรึมและฉายประกายเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด...พระองค์ยอมให้ทหารรักษาพระองค์ฝ่ายองค์ฮองเฮาเข้าล้อมรอบและพันธนาการพระวรกายอันกำยำแข็งแกร่งด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ท่วงท่าก้าวเดินส้นเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังก้องกังวานสะท้อนทั่วท้องพระโรง ซึ่งพระองค์ยอมทำตามเกมกลลวงมังกรสลับฉากที่สตรีนางในดวงใจได้วางไว้ล่วงหน้าอย่างไร้ความเกรงกลัวใดๆทันทีที่องค์รัชทายาทก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงใหญ่กวางหมิง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าขุนนางนับร้อยก็ดังเซ็งแซ่ ‘ฮองเฮา’ ที่ประทับอยู่บนแท่นบัลลังก์มังกร และ ‘เสนาบดีเว่ย’ ที่ยืนกุมเชิงอยู่ด้านข้าง ต่างพากันเหยียดยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาด้วยความลำพองใจล้นอกเมื่อเห็นเสือป่าบาดเจ็บตกอยู่ในหลุมพราง“จูเซวียนหรง! เจ้าคนอกตัญญูชั่วช้า!” ฮองเฮาแผดสุรเสียงตวาดลั่นชี้พระหัตถ์มาทางองค์รัชทายาท“เจ้าวางยาพิษปลงพระชนม์เสด็จพ่อของเจ้าจนประชวรปางตาย ทั้งยังริอ่านนำกองกำลั
สายลมหนาวซัดสาดฝุ่นละอองกระจายไปทั่วหน้าประตูวังหลวงค่ายทหาร บรรยากาศยามราตรีกาลชวนให้สั่นสะท้าน ทว่าความเงียบสงัดก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเกือกม้าศึกนับสิบตัวที่ควบตะบึงฝ่าม่านหมอกมาด้วยความเร็วสูง...ร่างสูงใหญ่กำยำของ ‘จูเซวียนหรง’ ประทับอยู่บนหลังม้าศึกสีทมิฬ นัยน์ตาคู่คมประดุจพญาเหยี่ยวฉายประกายกร้าวดุดันแกมกังวลพระทัย ทว่าในวินาทีที่แสงคบเพลิงส่องกระทบเงาร่างระหงของสองสตรีที่ควบม้าสวนทางมาตรงประตูค่าย...หัวใจขององค์รัชทายาทหนุ่มก็กระตุกวาบ!“เมี่ยวหลิง!...”สุรเสียงทุ้มต่ำอุทานลั่นด้วยความตื่นตะลึงระคนยินดีขีดสุด จูเซวียนหรงไม่รอช้าขยับกระชากบังเหียนม้าให้หยุดนิ่ง ก่อนจะเหวี่ยงวรกายลงจากหลังม้าอย่างดุดัน ทรงรีบพุ่งพรวดทะยานเข้าหาตัวสตรีอันเป็นที่รักทันทีที่นางกำลังจะลงจากหลังม้า วงแขนแกร่งดุจคีมเหล็กตวัดรวบกอดรัดตรึงเรือนร่างอวบอิ่มระหงของ ‘มัสยา’ เข้ามาแนบชิดกับแผงอกหนาของพระองค์ด้วยความคิดถึงคนึงหาและคลั่งรักหวงแหนจนสั่นสะท้านไปทั้งพระวรกายราวกับกลัวว่านางจะหายวับไปจากชีวิตอีกครา!“อุ้ย! ท่าน...องค์รัชทายาท ปะ-ปล่อยข้าก่อน! ข้าหายใจไม่ออกแล้ว!”มัสยาโวยวายอู้อี้พยายามทุบแผงอกรัชทา
สายลมหนาวหวีดหวิวซัดสาดฝุ่นละอองกระจายไปทั่วหล้า ยามนี้...กลางตลาดหมู่บ้านสามัญชนอันคึกคัก ‘มัสยา’ ในร่างของเสิ่นเมี่ยวหลิง และ ‘กล้วยตาก’ กำลังช่วยกันจัดเตรียมโต๊ะไม้และเตาถ่านหมายจะตั้งแผงลอยค้าขายด้วยเงินทุนก้อนแรกที่ได้จากการขายเครื่องประดับหยก...ทว่า...ในจังหวะที่มัสยากำลังก้มผูกผ้ากันเปื้อนอยู่นั้น เสียงเกือกม้าศึกฝ่าฝูงชนก็ดังระทึกขึ้น ก่อนที่ร่างในชุดอำพรางของกลุ่มองครักษ์เกราะดำสายตรงขององค์รัชทายาทจะกระโดดลงจากหลังม้าแล้วตรงดิ่งเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้ามัสยาทันที“แม่นางเสิ่น! ในที่สุดพวกกระหม่อมก็พบตัวท่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”หัวหน้านายทหารม้าเร็วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดีล้นอก ใบหน้ากรำแดดเต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลมัสยาชะงักกึก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความระแวง รีบก้าวขาถอยหลังไปหลบเบื้องหลังกล้วยตากทันที“เฮ้ย! พวกพี่ๆ องครักษ์เกราะดำ! จะตามมาจับฉันกลับไปรับโทษที่หนีออกมาอีกรึไงฮะ! ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าไม่อยากจะกลับไปวังหลวงอีกแล้ว”“หามิได้พ่ะย่ะค่ะแม่นางเสิ่น!”นายทหารรีบประสานมือทูลลนลาน“ยามที่องค์รัชทายาททรงทราบความว่าท่านแอบหลบหนีออกจากตำหนักอัปสรขององค์ชายรองได้สำเร็จ พระอง
สายลมหนาวพัดโบกสะบัดจนใบไผ่แห้งร่วงกราวลงบนพื้นดิน สองฝีเท้าของหญิงสับวิ่งไม่คิดชีวิตจนกระทั่งแสงแดดรำไรเริ่มสาดส่องเผยให้เห็นหลังคาบ้านเรือนดินเผาเบื้องหน้า มัสยาในร่างของ ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ และ ‘กล้วยตาก’ หอบหายใจแฮ่ก ลากสังขารที่เปื้อนฝุ่นพ้นแนวป่าไผ่เข้าสู่เขตตลาดหมู่บ้านสามัญชนชายขอบเมืองหลวงได้สำเร็จ เสียงพ่อค้าแม่ค้าเร่ขายผ้าและผักป่าดังก้องช่วยให้สองสาวรู้สึกถึงไออุ่นของโลกมนุษย์อีกครั้ง“ฮัดเช่ย! มัส...หยุดก่อน ฉันไม่ไหวแล้ว ขาฉันเปลี้ยเหมือนเส้นขนมจีนต้มเละแล้วเนี่ย!”กล้วยตากร้องโวยวาย พลางทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนขอบแคร่หินริมทาง มือบางกุมหน้าอกที่สั่นกระเพื่อม“หนีพ้นแล้วใช่ไหมแก? แล้วนับจากนี้พวกเราจะเอายังไงต่อ เงินสักแดงติดตัวมาก็ไม่มี ข้าวของที่จิ๊กมาจากบ้านตายายเมื่อกี้ก็กินประทังได้แค่มื้อเดียวเองนะแก”มัสยายืนเท้าสะเอวหอบหายใจดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองแผงค้าขายรอบกายอย่างใช้ความคิด สมองอันชาญฉลาดและพรสวรรค์หัวการค้าอันดับหนึ่งเริ่มทำงานทันที เธอเอื้อมมือขึ้นไปคลำที่มวยผมและลำคอระหง ก่อนจะคลี่รอยยิ้มกริ่มออกมาด้วยความดีใจที่ตนเองและเพื่อนหาทางออกได้แล้ว“แกอย่าเพิ่งเครียดเลย







