LOGINที่ผ่านมาเธอทำงานจิปาถะเพื่อแลกข้าวกับที่นอน ถ้าจะหาเงินในหอนางโลมก็มีแค่วิธีเดียว...
ลลิตามองไปที่กลุ่มแขกเหรื่อ แต่ละคนประคองสาวสวยนุ่งลมห่มฟ้า ทั้งกอดทั้งล้วง เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วของเหล่าคณิกาดังขึ้นเบาๆ ปะปนกับเสียงพิณและขลุ่ยที่ลอยผ่านม่านไหมโปร่ง เธอเห็นซิงซิงกำลังหัวเราะคิกคักอยู่กับแขกประจำของตน ซิงซิงงดงามโดดเด่น กำลังลูบเส้นผมที่เกล้าสูงของตนเองเบาๆ อย่างมีจริตพลางปรายตามองไปยังอีกมุมหนึ่งของห้องโถง ที่ซึ่งเหม่ยเหม่ยนั่งเงียบอยู่เพียงลำพัง
เหม่ยเหม่ยเป็นหญิงสาวหน้าตาหมดจด ออกแนวหวานและเรียบร้อย ทว่าเมื่อเทียบกับซิงซิงแล้วกลับดูธรรมดาเกินไป ทำให้จำนวนแขกที่เรียกตัวนางน้อยลงไปทุกที บางคืนก็ไม่มีผู้ใดมาเรียกหาเลยด้วยซ้ำ
ซิงซิงมองเหม่ยเหม่ยแล้วหัวเราะพลางเอ่ยเสียงแหลมว่า “คืนนี้คงไม่มีใครเรียกตัวเจ้าหรอกเหม่ยเหม่ย... กลับหอไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”
เหม่ยเหม่ยกำมือเข้าหากันแน่น นางไม่ตอบโต้ แต่สีหน้าเศร้าหมองที่ปรากฏขึ้นนั้นกลับทำให้ลลิตารู้สึกไม่สบายใจ
ทำไงดีนะ เธออยากช่วย... ลลิตาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเหม่ยเหม่ย แล้วย่อตัวลงนั่งข้างๆ “พี่เหม่ยเหม่ย ข้าขอแต่งหน้า...นะเจ้าคะ?”
เหม่ยเหม่ยเงยหน้ามองเธอด้วยแววตาสงสัย “แต่งหน้า? เจ้าหมายถึงแต่งหน้าให้ข้าน่ะหรือ”
“เจ้าค่ะ!” ลลิตายิ้มกว้าง พูดทวนสำเนียงที่ถูกต้อง “ข้าว่าง พี่เหม่ยเหม่ยก็ว่าง เราหาอะไรทำแก้ว่างกันดีกว่า ข้ามีวิธีแต่งหน้าแบบใหม่ รับรองว่าพี่จะสวยสะดุดตาแน่นอน”
เหม่ยเหม่ยลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยอมให้ลลิตาลองดู
ลลิตาลากเหม่ยเหม่ยไปยังมุมโถง หยิบเครื่องสำอางยุคโบราณที่มีอยู่ขึ้นมา พร้อมใช้เทคนิคที่เธอเรียนรู้จากโลกเดิมมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคนี้
เริ่มจากลงรองพื้นแบบบางเบาโดยใช้แป้งผสมกับน้ำมันดอกไม้ แต้มไฮไลท์เบาๆ บริเวณโหนกแก้มเพื่อให้ใบหน้าดูมีมิติ ปัดคิ้วให้โก่งขึ้นเล็กน้อย ใช้สีแดงระเรื่อแตะบริเวณเปลือกตาให้ดูสดใส เขียนหางตาและปัดขนตาให้โฉบเฉี่ยว แล้วจบท้ายด้วยริมฝีปากแดงระเรื่อไล่เฉดจากด้านในสู่ด้านนอก
เริ่ด!
ทักษะแต่งหน้าที่เรียนรู้จากพี่กะเทยใช้ประโยชน์ได้จริงๆ
เมื่อเหม่ยเหม่ยมองกระจกทองเหลืองตรงหน้า นางเบิกตากว้าง “ข้า...นี่ข้าจริงๆ หรือ?”
“สวยมากเลยใช่ไหมล่ะเจ้าคะ?” ลลิตาหัวเราะคิก “คืนนี้พี่ต้องมีแขกเรียกแน่นอน”
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คืนนั้นเหม่ยเหม่ยงามสะพรั่ง ร่ายรำอ่อนหวานกลายเป็นดาวเด่น นางได้รับความสนใจจากแขกใหม่หลายคน และที่สำคัญ... แขกบางคนเคยเป็นแขกประจำของซิงซิงมาก่อน
ลูกค้าซื้อตัวเหม่ยเหม่ย กอดจูบลูบคลำแล้วพากันไปเสพสวาทกันบนชั้นสอง ซึ่งมีลูกค้ารอซื้อตัวนางต่อถึงสามคน แต่ละคนล้วนเป็นขุนนางไม่ก็มหาเศรษฐี เมื่อซิงซิงเห็นเช่นนั้น นางก็แทบจะกำพัดในมือตัวเองจนหัก นางคณิกาบางคนสามารถไต่เต้าจนกลายเป็นที่โปรดปรานของบุรุษผู้ทรงอำนาจ หากโชคดี อาจมีแขกที่ร่ำรวยและจริงใจมาไถ่ตัวและแต่งตั้งเป็นภรรยา หรือบางคนก็ค่อยๆ เก็บเงินจากของกำนัล และหวังว่าสักวันจะสามารถซื้ออิสรภาพของตนเองได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่นางคณิกาจะชิงดีชิงเด่นกันเอง
หลังจากเลิกงาน แม่เล้ากำลังลงบัญชีส่วนแบ่งค่าตัวให้แต่ละคน แม่เล้าเอ่ยชมเหม่ยเหม่ยว่าทำงานได้ดี ลูกค้าฝากชมเชยมาให้ เหม่ยเหม่ยยิ้มดีใจ ส่วนซิงซิงเดินตรงไปหาเหม่ยเหม่ย พลางกระซิบเสียงเย็นชา
“แต่งหน้าแบบนี้ไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอก คืนหน้าก็คงกลับไปนั่งแห้งเหี่ยวเหมือนเดิม!”
เหม่ยเหม่ยชะงักไปเล็กน้อย ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ทุกคนต่างรู้ดีว่าซิงซิงนิสัยเป็นเช่นใด นางไม่ชอบเห็นใครเด่นเกินหน้าเกินตา โดยเฉพาะเหม่ยเหม่ยที่ด้อยกว่านางมาตลอด ซิงซิงตามค่อนขอดเหม่ยเหม่ยอยู่หลายวัน ลลิตาจึงตัดปัญหาระหว่างทั้งสองคน
“พี่ซิงซิง ข้าอยากลองแต่งหน้าให้บ้าง พี่ซิงซิงสวยกว่าใคร ข้าอยากรู้ว่าหากลองแต่งหน้าแบบข้าดู พี่ซิงซิงจะต้องสวยสะท้านหอหยกเขียวเป็นแน่”
“เหอะ เจ้าไปแต่งให้เหม่ยเหม่ยเถอะ ข้าไม่สนใจหรอก”
“น่านะ...” ลลิตาป้องปากกระซิบ “ข้าแต่งให้พี่เหม่ยเหม่ยเพื่อลองฝึกมือให้ชิน ตอนนี้ข้าแต่งหน้าคล่องแล้ว อยากลองแต่งหน้าให้พี่ซิงซิงดูบ้าง รับรองว่าพี่ซิงซิงสวยจนลูกค้าตีกันแน่นอน”
ซิงซิงแอบปลื้มใจแต่วางมาดอยู่ “ก็ได้ๆ แค่ลองเท่านั้นนะ”
“เช่นนั้น... พอข้าแต่งหน้าให้พี่ซิงซิงแล้ว ข้าก็แต่งให้ทุกคนเลยเป็นไงเจ้าคะ?”
เซียงฮวาซึ่งเฝ้ามองอยู่เงียบๆ มาโดยตลอดหัวเราะออกมาเบาๆ “เป็นความคิดที่ดีนี่ลี่ฮวา ถ้าทุกคนงามขึ้น ก็ไม่มีเรื่องเปรียบเทียบกันอีก หอหยกเขียวมีสาวงามละลานตา ย่อมดึงลูกค้าจากหออื่นมาได้มากแน่”
ซิงซิงเม้มปากแน่น แต่นางก็พูดอะไรไม่ได้ นอกจากมองลลิตาด้วยสายตาที่เริ่มมีความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ...
---------------
ในที่สุดก็หาทางให้ตัวเองได้แล้ว
งานแต่งหน้านี่แหละปัง! ลลิตาหมกมุ่นอยู่กับงานใหม่ของตนเอง ในห้องพักเล็กๆ ของเธอเต็มไปด้วยขวดดินเผาและถาดเครื่องหอมที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทดลองส่วนผสมจากสมุนไพรและน้ำมันสกัดจากดอกไม้ในยุคโบราณ ปรับสูตรให้เหมาะสมจนออกมาเป็นครีมบำรุงผิวและโลชั่นที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ
"การจะมีใบหน้างดงาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการบำรุงผิวให้ดีเสียก่อน" ลลิตากล่าวขณะป้ายเนื้อครีมลงบนหลังมือให้เซียงฮวาและเหม่ยเหม่ยลองกลิ่น "เมื่อผิวชุ่มชื้น เครื่องสำอางที่ลงไปจะเนียนและติดทนนานขึ้นเจ้าค่ะ"
เหม่ยเหม่ยทดลองทาครีมลงบนแก้มของตน นางลูบไล้อย่างประหลาดใจ "ช่างนุ่มลื่นยิ่งนัก! กลิ่นหอมละมุนไม่เหมือนแป้งที่เราใช้เลย"
เครื่องสำอางของหอหยกเขียวส่วนมากเป็นแป้งข้าว ทาผสมกับผงไข่มุกเพื่อให้ใบหน้าขาวเนียน แต่หากทามากเกินไปก็ดูหนาและแห้งแตก สีริมฝีปากมักใช้น้ำดอกคำฝอยหรือชาดแช่น้ำผสมกับขี้ผึ้งเพื่อให้สีติดทนนาน และคิ้วก็มักใช้เขม่าถ่านวาด ซึ่งบางครั้งก็เลอะและลบเลือนง่าย
ลลิตาลองดัดแปลงโดยใช้ดินสอถ่านแท่งแข็งที่เหลาจนแหลมเพื่อง่ายต่อการเขียนคิ้ว ใช้โลชั่นบำรุงผิวแทนที่การทาแป้งหนาหนัก และทดลองทำน้ำยาล้างเครื่องสำอางจากน้ำมันดอกบัวผสมกับน้ำข้าวหมัก ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลบเมคอัพได้หมดจด แต่ยังทำให้ผิวเนียนนุ่มขึ้นอีกด้วย
"ที่สำคัญ พวกพี่ๆ ต้องล้างหน้าให้สะอาดก่อนนอน" ลลิตากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "หากแต่งหน้าโดยไม่ดูแลผิว ริ้วรอยจะมาก่อนวัยอันควรแน่นอน!"
เซียงฮวาหัวเราะเบาๆ พลางยกมือลูบผิวหน้าตน "ข้ารู้สึกว่าเจ้าเหมือนนักปราชญ์ด้านความงามเลยจริงๆ นะลี่ฮวา" นางยิ้มอย่างเอ็นดู "เช่นนั้นข้าจะออกทุนให้เจ้าทำเครื่องสำอางนี้ต่อไป"
เหม่ยเหม่ยพยักหน้า "ข้าก็จะช่วยออกทุนอีกคน ข้าอยากได้สีทาแก้มที่ดูสดใสกว่าของเดิมบ้าง เจ้าทำให้ข้าได้หรือไม่?"
"แน่นอนเจ้าค่ะ! ข้าจะทำสูตรใหม่ให้ดูระเรื่อเหมือนเลือดฝาดตามธรรมชาติ รับรองว่าดูมีชีวิตชีวาแน่ๆ" ลลิตากล่าวอย่างมั่นใจ “หากทุกอย่างไปได้ดี เครื่องสำอางที่มีพวกพี่ลงทุนนี้จะเป็นความหวังของเรา”
“นั่นสินะ เกษียณจากงานนี้เมื่อไหร่ เราไปเปิดร้านขายเครื่องสำอางก็ไม่เลวเหมือนกัน”
“โอเค สู้ค่า!!”
“ฮ่าๆ โอเคแปลว่าอะไรรึลี่ฮวา”
แต่แล้วก่อนที่ทุกคนจะได้พูดคุยต่อ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของแม่เล้าสูงวัยก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ห้องเงียบลงทันทีเมื่อร่างของนางปรากฏขึ้น
"ลี่ฮวา พอได้แล้ว!" นางกล่าวเสียงเข้ม "คืนนี้เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม ข้าจะให้เจ้าออกงานรับแขกเป็นครั้งแรก"
หลายเดือนต่อมา ข่าวลือเรื่องการหายตัวไปของจางถิงถิง ธิดาคนเล็กแห่งตระกูลจางก็เริ่มซาลงไป แต่แล้ว... เมืองหลวงก็ต้องสั่นสะเทือนอีกครั้งด้วยข่าวที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าขบวนสมบัติอันวิจิตรตระการตาเคลื่อนผ่านถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่จวนตระกูลจาง ขบวนสมบัตินั้นนับมากองจนล้นหน้าจวน ทั้งผ้าไหมหายาก ทองคำแท่ง เครื่องประดับล้ำค่า และเครื่องเรือนแกะสลักอย่างประณีต ผู้คนในเมืองหลวงต่างฮือฮา ต่างสงสัยว่าใครกันที่กล้าทุ่มเททรัพย์สมบัติมากมายเพียงนี้รถม้าหรูหราที่สุดหยุดลงหน้าประตูจวน ท่านเสวียนหย่ง บุรุษผู้ได้ชื่อว่ามั่งคั่งที่สุดในแคว้น ก้าวลงมาจากรถม้าด้วยท่าทางสง่างามดุจเทพเซียน และยื่นมือไปประคองถิงถิง ผู้เป็นภรรยาให้ก้าวลงมาถิงถิงในชุดฮูหยินที่ปักด้วยด้ายทองคำ ดูงดงามและเปล่งประกายยิ่งนายท่านจางและฮูหยินจางออกมายืนต้อนรับด้วยความตื่นตะลึง ราวกับยังไม่สามารถเรียกสติกลับคืนมาได้ พวกเขาไม่คิดเลยว่าเจ้าขอทานตัวสกปรกคือบุรุษผู้ได้ชื่อว่ามั่งคั่งที่สุดในแคว้น"ท่านพี่..." ฮูหยินจางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ข้ายังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า... ขอทานผู้นั้นคือท่านเสวียนหย่ง""ถิงถิง... นางกล้าทิ้งทุกอย่าง
การเดินทางของถิงถิงดำเนินต่อไปอย่างยากลำบาก แสงอาทิตย์ยามบ่ายแผดเผาผิวกายที่บอบบางของนางจนแดงก่ำ รองเท้าผ้าไหมที่นางสวมใส่เริ่มขาดวิ่นเพราะต้องเดินผ่านทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยก้อนกรวด นางรู้สึกกระหายน้ำและหิวโหย แต่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นนางเดินตามร่องรอยสุดท้ายที่อาเหยาทิ้งไว้ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นเหมืองทองคำขนาดใหญ่ เสียงค้อนกระทบเหล็กและเสียงคนงานดังระงมไปทั่วบริเวณ แสงสะท้อนจากแร่ทองคำที่กองพะเนินอยู่ทำให้บริเวณนั้นดูสว่างไสวถิงถิงเห็นชายชราผู้หนึ่งกำลังยืนควบคุมดูแลคนงานอยู่ ชายชราผู้นั้นมีใบหน้าที่เปื้อนฝุ่น แต่ดวงตาของเขาส่องประกายแห่งความเฉลียวฉลาดและความมั่งคั่งถิงถิงเดินเข้าไปหาชายชราด้วยความอ่อนล้า"ท่านลุงเจ้าคะ" นางเอ่ยด้วยเสียงที่แหบแห้ง "ท่านเห็นขอทานที่ชื่ออาเหยาเดินผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่เจ้าคะ"ชายชรามองถิงถิงด้วยความสงสาร เขาหยิบน้ำเต้าที่บรรจุน้ำสะอาดส่งให้นาง"ดื่มน้ำก่อนเถิดคุณหนู" เขากล่าวอย่างใจดี ถิงถิงรับน้ำเต้ามาดื่มอย่างกระหาย เมื่อความชุ่มชื้นกลับคืนสู่ลำคอ นางก็ถามซ้ำอีกครั้ง"ท่านเห็นขอทานร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเคราครึ้มหรือไม่เจ้าคะ"
บทส่งท้ายอาเหยาทิ้งไว้เพียงร่องรอยที่เขาทำเครื่องหมายไว้บนพื้นดิน ถิงถิงต้องเดินทางเพียงลำพัง นางเดินตามสัญลักษณ์ง่ายๆ ที่ทำจากกิ่งไม้หรือก้อนหินที่วางเรียงกันเป็นรูปทรงแปลกตา นางเดินไปตามทางที่คดเคี้ยวและเปลี่ยวร้างนานหลายชั่วยาม แสงแดดเริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสื้อผ้าที่เรียบง่ายของนางเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินร่างกายที่อ่อนแอของธิดาผู้สูงศักดิ์ นางไม่เคยต้องเดินไกลเช่นนี้มาก่อนในที่สุด นางก็มาถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งมีไร่ข้าวโพดกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า ต้นข้าวโพดสูงใหญ่เรียงรายเป็นระเบียบราวกับกองทัพสีเขียวขจีถิงถิงมองหาอาเหยา แต่ไม่พบร่องรอยของเขาอีกต่อไป นางรู้สึกสับสนและเริ่มหวาดหวั่นเล็กน้อยทันใดนั้น นางก็เห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังเดินตรวจตราอยู่ตามแนวไร่ ชายผู้นั้นสวมเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านและดูภูมิฐาน แม้จะดูเป็นคนดูแลไร่ แต่ก็มีท่าทางน่าเคารพ ถิงถิงเดินเข้าไปหาชายผู้นั้นด้วยความอ่อนน้อม"ท่านลุงเจ้าคะ" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน "ท่านเห็นขอทานรูปร่างสูงใหญ่ มีหนวดเคราเดินผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่เจ้าคะ"ชายผู้นั้นมองถิงถิงตั้ง
อาเหยาออกเดินนำไปโดยทิ้งเครื่องหมายบอกเอาไว้ เป็นสัญลักษณ์ง่ายๆ ที่ทำจากกิ่งไม้หรือก้อนหินที่วางเรียงกันเป็นรูปทรงแปลกตา ร่องรอยเหล่านั้นนำพานางออกนอกเขตเมืองหลวง เข้าสู่ชนบทที่กว้างใหญ่ไพศาล"จางถิงถิง! เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!"ถิงถิงหันกลับไปมองด้วยความตกใจ นางเห็น เยว่ซิน พี่สาวคนโต ลี่ฮวา พี่สาวคนรอง และ เหมยลี่ พี่สาวคนที่สาม กำลังเดินตรงมาหานางด้วยสีหน้าโกรธจัด"เจ้ากล้าดียังไงถึงหนีตามขอทานไป!" เยว่ซินตวาดเสียงดัง "เจ้าไม่รู้หรือว่าการกระทำของเจ้าจะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลจางต้องเสื่อมเสียป่นปี้!""พวกเรากำลังจะแต่งงานกับคุณชายผู้สูงศักดิ์" ลี่ฮวาเสริมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ "หากเรื่องนี้แพร่ออกไป พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! เจ้าทำลายชีวิตของพวกเรา!""ข้า... ข้าขออภัยท่านพี่ทั้งสามเจ้าค่ะ" ถิงถิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "แต่ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าไม่สามารถแต่งงานกับคนที่ข้าไม่ได้รักได้""รัก? เจ้าพูดถึงความรักกับขอทานสกปรกอย่างนั้นหรือ!" เหมยลี่หัวเราะเยาะอย่างดูถูก "เจ้ามันโง่เขลา! เจ้ามันต่ำทราม! เจ้ามันไม่คู่ควรที่จะเป็นธิดาของตระกูลจาง!"“แล้วไหนเล่า? ขอทานที่เจ้ารักน
ถิงถิงพยักหน้าช้าๆ ความเชื่อมั่นในดวงตาของอาเหยาได้สั่นคลอนความลังเลในใจของนางจนหมดสิ้นฮูหยินจางกำลังจิบชาอยู่ในเรือน เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากบ่าวรับใช้ นางก็แทบจะสำลักชา"อะไรนะ! ถิงถิงจะติดตามขอทานสกปรกผู้นั้นไปตามหาคู่ครองที่ไม่เคยเห็นหน้าหรือ! นางเสียสติไปแล้วหรือ!" มารดาของนางตวาดเสียงดังด้วยความโกรธ นางเดินเข้ามาประจันหน้ากับบุตรสาวคนเล็ก"เจ้าเป็นธิดาของตระกูลจาง! เจ้าจะทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ไม่ได้! เจ้าจะเอาเกียรติยศของตระกูลไปทิ้งไว้ข้างถนนไม่ได้!" มารดาของนางยื่นคำขาดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและเด็ดขาด "ฟังข้าให้ดีนะถิงถิง... ยาจกตัวเหม็นจะไปรู้จักคนรวยๆ ได้อย่างไร เสวียนหย่งเป็นใคร ข้าไม่เคยได้ยินชื่อ หากเจ้าก้าวออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาอีก"คำขู่ของมารดาไม่ได้ทำให้ถิงถิงหวาดหวั่น นางเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน"ท่านแม่เจ้าคะ... หากความสุขของข้าคือการต้องก้าวออกจากบ้านหลังนี้ ข้าก็ยินดีที่จะไม่กลับมาอีก"ถิงถิงโค้งคำนับมารดาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินออกจากเรือนไปอย่างเด็ดเดี่ยวโดยไม่มีอะไรติดตัวไปแม
"หยุดเดี๋ยวนี้!"จางถิงถิงผู้มีจิตใจอ่อนโยนและบริสุทธิ์ดุจดอกบัวแรกแย้ม นางรีบวิ่งออกมาจากด้านใน เมื่อเห็นรอยแส้บนหลังของอาเหยาและสีหน้าเจ็บปวดของเขา นางก็รู้สึกสงสารจับใจ ถิงถิงเดินเข้าไปหาอาเหยาอย่างไม่รังเกียจ นางนั่งยองๆ ลงข้างๆ และหยิบซาลาเปาที่นางแอบเก็บไว้ในแขนเสื้อออกมา"ท่าน... ท่านคงจะหิวมากแล้ว" ถิงถิงยื่นซาลาเปาให้เขาด้วยมือสั่นเทา "ท่านกินนี่เสียเถิด แล้วรีบลุกขึ้นไปจากที่นี่เถิดนะ หากท่านยังอยู่ที่นี่ต่อไป พวกเขาจะทำร้ายท่าน"อาเหยาเงยหน้าขึ้นมองดวงตาที่เจ็บปวดและเต็มไปด้วยความอ่อนโยนของถิงถิง เขารับซาลาเปามาถือไว้ในมือที่หยาบกร้านและสกปรก"คุณหนูสี่..." เสียงของเขาแหบพร่าและทุ้มต่ำ "ความเมตตาของท่าน... ข้าจะตอบแทน"เยว่ซิน ลี่ฮวา และเหมยลี่มองน้องสาวคนเล็กด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม พวกนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดถิงถิงจึงลดตัวลงไปยุ่งเกี่ยวกับขอทานสกปรกเช่นนี้"ตอบแทน? ยาจกเช่นเจ้าจะเอาอะไรมาตอบแทนได้" ลี่ฮวาเยาะเย้ยอาเหยาไม่สนใจคำพูดของใคร เขาจ้องมองถิงถิงด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและจริงจัง"ความเมตตาอันบริสุทธิ์ใจของคุณหนูสี่ ตัวข้าได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจ ข้าจะช่วยสรรหาคู่ครองที่ดีที่
“ท่านอ๋อง~ จะให้หม่อมฉันรินสุราให้หรือไม่เพคะ?” ซิงซิงที่เห็นสายตาของเซียวอ๋องเหม่อไปทางอื่นก็รีบเข้าประชิดตัวเขา พลางส่งเสียงหวานเชิญชวน“ไม่ต้อง” เซียวอ๋องตอบเสียงเรียบ ดวงตายังจับจ้องไปที่ลลิตาในขณะนั้นเอง ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งเดินเซมาทางเวที มีกลิ่นเหล้าคลุ้งเต็มตัว เขามองลลิตาด้วยสายตากระหาย “เ
ลลิตาเริ่มทำงานตั้งแต่หัวค่ำ บรรยากาศเริ่มคึกคักเมื่อมีวงดนตรีเล่นบรรเลงและผู้คนสนุกสนานจากฤทธิ์สุราและเธอก็โดนแขกลามกลวนลามไม่หยุด“นังหนูชื่ออะไรจ๊ะ มาใหม่เหรอ” พวกลูกค้าลูบไล้แขนเปลือยเปล่าของเด็กใหม่ ไม่ก็หาเรื่องจับก้นจับนม ยิ่งเด็กใหม่เอ๊าะๆ นมเพิ่งตั้งเต้าสวยแถมเสื้อเอี๊ยมบางจนเห็นหัวนมดุนด
บทที่ 2 รับแขกอาชีพนางโลมที่ใครต่อใครคิดว่าต้อยต่ำ แท้จริงแล้วน่ายกย่องมากต่างหาก พวกนางต้องแสร้งยิ้ม สร้างความสุขและรองรับความใคร่ แม้ในวันที่เหนื่อยล้าและเจ็บปวด หลายคนถูกขายเข้าหอมาโดยไม่มีทางเลือก และไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้ เว้นแต่มีผู้มาไถ่ตัว และหนึ่งในคนที่ระทมอมทุกข์ที่สุดก็คือลลิตาทำง
หลังจากเลิกงาน แม่เล้ากำลังลงบัญชีส่วนแบ่งค่าตัวให้แต่ละคน แม่เล้าเอ่ยชมเหม่ยเหม่ยว่าทำงานได้ดี ลูกค้าฝากชมเชยมาให้ เหม่ยเหม่ยยิ้มดีใจ ส่วนซิงซิงเดินตรงไปหาเหม่ยเหม่ย พลางกระซิบเสียงเย็นชา“แต่งหน้าแบบนี้ไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอก คืนหน้าก็คงกลับไปนั่งแห้งเหี่ยวเหมือนเดิม!”เหม่ยเหม่ยชะงักไปเล็กน้อย ทำหน้







