LOGINมู่อันเฟิงเดิมเป็นคนใฝ่เรียนอย่างมาก มีอะไรใหม่ในหนังสือไม่ว่าตำราเกี่ยวกับอะไรก็อ่านไปเสียหมด และนั่นอยู่ในความทรงจำของนางอีกด้วย เพราะเพิ่งออกกฎเมื่อสามปีก่อน แต่ที่ซ่งหลินพูดลูกไม้นี้ออกมาคงคิดว่าทรัพย์สินที่นางอยากครอบครองจะเหลือถึงนางกับลูกงั้นสิ
‘เชิญฝันกลางวันยามบ่ายแก่ ๆ นี่ไปเถอะ’
“แยกบ้านก็ต้องแบ่งสมบัติ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่”
มู่อันเฟิงยิ้มเยาะทันที แบ่งรึจะให้แบ่งอะไรอีก ในเมื่อสมบัติท่านแม่นางเก็บมาหมดแล้ว รวบเข้าห้วงมิติไปเรียบร้อย
“ข้าย่อมไม่อยากได้สมบัตินอกกาย เพียงแค่อยากตัดขาดจากบิดาชั่วช้า หูหนวกตาบอดเช่นมู่เสวียน เจ้าคิดว่าเจ้าจะลงนาม
ดีหรือไม่ หรือรอให้ข้าเข้าไปหาญาติฝ่ายมารดาดี”แน่นอนว่าหากเป็นญาติฝ่ายมารดา ย่อมต้องเกี่ยวข้องคนที่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน แม้ไม่ใช่หลานสายตรงแต่ก็มีเชื้อสายของราชวงศ์ชั้นปลายแถว และเมื่อราชวงศ์โดนรังแกฝ่าบาทจะนั่งนิ่งเฉยได้อย่างไร
ซ่งหลินโง่เขลา เจอลูกไม้ของเด็กสิบสองหนาวก็ลนลานรีบลงนามทันที จากนั้นก็ส่งหนังสือให้
“เจ้าพูดเองนะว่าจะไม่แบ่งสมบัติ” ซ่งหลินย้ำอีกครั้ง
มู่อันเฟิงแสยะยิ้ม แววตาลุ่มลึกยากอ่านออก ก่อนจะก้มลงไปจับคางของซ่งหลินแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ข้าไม่แบ่ง เพราะสมบัติของแม่ข้าย่อมเป็นของข้าสามคน” พูดจบนางก็สะบัดหน้าของซ่งหลินจนหันไปอีกฝั่งก่อนจะยืนเต็มความสูง เพราะนิ้วมือของนางถูกน้องชายนางจับจิ้มกับหมึกสีชาดประทับตราลงหนังสือแยกบ้านไปแล้ว
“ข้าจะไปประทับตราที่ว่าการ แล้วจะส่งสำเนาไว้ที่ว่าการ รอบิดาข้ามารับเอง ข้าไปล่ะ”
ซ่งหลินที่กำลังจะสั่งให้คนไปปกป้องคลังสมบัติของจวน แต่กลับสงสัยว่าเหตุใดนางจึงออกไปโดยไม่เอาสมบัติสักชิ้น ทั้งยังมีสาวใช้อย่างฮั่วซือซือเดินหน้าเบิกบานออกไป คล้ายกับนี่มีสิ่งใด
ไม่ถูกต้อง“ไม่สิ เมื่อครู่นางบอกว่าไม่แบ่งทรัพย์สมบัติ เหตุใด
จึงออกไป รีบไป...เร็ว...หยุดพวกนางเอาไว้ อย่าให้ออกไปจากบ้าน”ร่างดำทะมึนวิ่งเข้าไปในห้องสมบัติที่อยู่ใกล้กับห้องหนังสือของสามี โดยมีซุนหนี่ว์วิ่งเอากุญแจมาเปิดให้อย่างลุกลี้ลุกลน
“เร็วเข้า ข้าจะเข้าไปดู”
“นายหญิงใจเย็นเถิดเจ้าค่ะ บ่าวเฝ้าเอาไว้ตลอด พวกนางไม่ได้มาที่นี่ทั้งนั้น”
“ไม่...ไม่จริง พวกนางต้องมีวิธีเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นคงไม่เดินออกไปด้วยความยินดีเพียงนั้น”
ซ่งหลินที่ริษยาโหรวเอินมาตลอด นางเป็นแค่ลูกขุนนางปลายแถว จึงไม่อาจเลือกสามีได้ ครั้นหลงรักมู่เสวียนเขาก็มีภรรยาแล้ว นางสู้อุตส่าห์ลงทุนไปมากจะมาพังในวันนี้ไม่ได้
แอ๊ด!!!
เสียงประตูถูกผลักเข้าไปแต่ก็มีประตูอีกชั้นเพื่อความปลอดภัย ทั้งยังขุดลงไปใต้ดินก่อกำแพงด้วยอิฐชิงจวนประสานด้วยฮุยหนี[1] เป็นห้องลับที่ยากต่อการถูกเข้ามาขโมยและคนที่ถือกุญแจนอกจากจะมีนายท่านก็จะเป็นฮูหยิน ดังนั้นไม่มีทางที่พวกนาง
พี่น้องจะเข้ามาได้แต่เมื่อเข้ามาถึงในห้อง หีบที่เคยเต็มไปด้วยทองคำที่นางแยกเอาไว้ว่าเป็นของสินเดิมในเรือนฮูหยินบัดนี้ว่างเปล่านัก แต่หากจะเข้ามาขโมยยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่เด็กตัวเล็กแค่นั้นจะยกไหว
“ผู้ใดขโมยเงินของข้า!”
ซุนหนี่ว์ยกมือทาบอก ไม่คิดว่าหีบใหญ่ขนาดนี้จะว่างเปล่า มีทั้งเงินตำลึงและทองคำแท่งมากมาย เหตุใดถึงไม่เหลือสักชิ้น
“เป็นไปไม่ได้ ตอนที่เด็กสามคนออกไป ไม่ได้เอาสิ่งใดไปสักชิ้นเลยเจ้าค่ะ พวกเขาไปตัวเปล่า”
เรื่องนี้ไม่ต้องให้ซุนหนี่ว์รายงานซ่งหลินก็เห็นกับตาตัวเอง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาเงินทองติดตัวไปได้มากมายขนาดนั้น
นางจึงวิ่งออกจากห้องสมบัติไปที่หน้าประตูเรือน พร้อมกับตะโกนร้องเรียกให้คนขวางเอาไว้“ขวาง...ขวางพวกนางเอาไว้ ต้องตรวจค้นก่อน”
มู่อันเฟิงยิ้มอ่อน เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูบ้านตระกูลมู่มาแล้ว นางจึงหยิบระเบิดขึ้นแจกให้เหล่าน้อง ๆ จากนั้นก็จุดด้วยตะบันไฟแล้วก็โยนกลับหลัง
เสียงระเบิดดังโครมคราม พร้อมกับเสียงไอจากเขม่าของคนที่อยู่ใกล้ ๆ แคก แคก แคก แคก !
“โอ๊ย...เจ้าพวกตัวแสบ...กลับมาเดี๋ยวนี้นะ” ซ่งหลินทรุดลงนั่ง นางจุกไปหมดแต่ร่างกายกลับแข็งแรงจนน่าตกใจ กระทั่งลูกในท้องยังไม่ได้รับการกระทบกระเทือนเลยสักนิด แต่เมื่อควันจางหายไปแล้ว ร่างทั้งสี่คนโดยมีสาวใช้อดีตฮูหยินพาเด็ก ๆ ออกไป
ไม่เห็นแม้แต่เงา และหากตราประทับจากทางการประทับลงบนหนังสือแยกบ้าน ย่อมมีผลทันทีนางก็ทัดทานไม่ได้แล้ว“พวกเจ้า...พวกเจ้า...ฝากไว้ก่อน...!!!”
[1] (ฮุยหนี): 灰泥 (ฮุยหนี) หมายถึง วัสดุที่ทำจากดินเหนียวผสมกับหินปูนหรือหินเผา ใช้ในการฉาบผนังและพื้น เช่นเดียวกับปูนในปัจจุบัน
“ข้าจะคอยดูว่าเจ้าตอนจีบภรรยาจะขนาดไหน” “ไม่ต้องคอยดูหรอกขอรับ” อันหลางลุกขึ้นเตรียมวิ่งแล้วเมื่อผู้เฒ่าหลัวเดินมาใกล้ “ทำไมเจ้าจะถือพรหมจรรย์รึ...เช่นนั้นไปบวชดีหรือไม่เล่า เป็นเจ้าอารามอันหลางก็ดูดีนะ” “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกขอรับ ข้ากลัวอย่างเดียวเท่านั้น” อันหลางพูดให้อยากรู้แล้วก็สะกิดใจผู้เฒ่าจริง ๆ “กลัวอะไรของเจ้า” “กลัวท่านอยู่ไม่ถึงต่างหาก” พูดจบก็วิ่งจู้ดออกจากร้านน้ำชาอันเฟิงทันที “เจ้า...อันหลาง กลับมาเดี๋ยวนี้นะ กลับมา” แล้วหนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งเด็กอ้วนก็วิ่งไล่เตะกันไป ดูแล้วเป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มให้ไม่น้อยเลยทีเดียว “อันเฟิงสองคนนี้เป็นเช่นนี้บ่อยรึ” “เพคะ น้องชายข้าก็หยอกผู้เฒ่าหลัวทุกวันนั่นล่ะ เขาบอกว่าให้ท่านผู้เฒ่าออกกำลังกายเสียบ้าง ร่างกายจะได้แข็งแรง ที่จริงเขาก็ห่วงผู้เฒ่าหลัวนั่นล่ะ ชอบหาเรื่องชวนทะเลาะแต่วันไหนผู้เฒ่าไม่มาร้านมักจะหาเรื่องเอาอาหารไปส่งถึงบ้าน เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ตาหลานของเขาไม่ธรรดาเลยทีเดียว” อู่อ๋องชักอิจฉาเมืองหลวงที่มีเจ้าเด็กพวกนี้เสียแล้วสิ
อันเฟิงไม่สนใจบิดาอีกจนได้ยินว่ามู่เสวียนออกจากเมืองหลวงไปเป็นนายอำเภออยู่ต้านโจวถาวรกับบุตรชายคนเล็กที่แม้แต่ชื่อนางก็ไม่อยากรู้ว่าเป็นผู้ใด ทุกวันผ่านไปอย่างราบรื่น แม้แต่พี่จูจื้อเยว่จะส่งจดหมายมาชวนไปเที่ยวแดนใต้ทุกเดือน แต่พวกนางก็ยังไม่คิดลงไปที่นั่นเพราะมีประสบการณ์ที่ไปยังไม่ทันพายลมเสร็จก็ต้องรีบกลับขึ้นมาเมืองหลวง ทั้งทุกนาทีเต็มไปด้วยความบีบคั้นชีวิตของบิดามารดาซูเฮ่ออีกด้วย แต่นั่นทำให้ชาวเหอหนานที่แอบทิ้งงานมาเป็นแขกอยู่เมืองหลวงบ่อย ๆ โดยเฉพาะอู่อ๋องที่ดูจะหลงใหลการสนทนากับอันหลางเป็นพิเศษ ในโรงน้ำชาที่ติดกับร้านนวดเทวดามีสองบุรุษหนุ่มวัยกลางคนหนึ่งแล้วก็วัยยี่สิบกว่าปีหนึ่งคน ที่มานั่งเดินหมากดื่มน้ำชากินขนมที่ร้านปักหลักตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดเพราะเป็นลูกค้าพิเศษ จนกระทั่งร้านปิดแล้วก็ยังไม่ไป พร้อมกับน้องชายตัวอ้วนนั่งฟังพี่จูจื้อเยว่เล่าเรื่องแปลก ๆ ของแดนใต้ให้ฟังอย่างออกรส “พี่จื้อเยว่ท่านมีเรื่องอะไรที่เด็ดกว่าผู้เฒ่าหลัวกับหอร้อยบุปผาอีกรึ?” อันหลางตาโตทันที เขาพูดพร้อมกับหยิบเม็ดแตงขึ้นแทะตั้งใจฟังอย่างดี “มีสิ...สาวงามล่มเม
“ไปเล่นกับเพื่อน ๆ เถอะ” “ข้าเล่นจนเบื่อแล้ว อยากอยู่กับท่านแม่” ซูเฮ่อยืนยันคำเดิม สหายจะเล่นเมื่อไหร่ก็ได้แต่มารดาต้องดูแลจะห่างไม่ได้ “แม่ไม่เป็นไรแล้ว แค่เห็นเจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว” เฉินถิงถิง อยากยกมือกอดเจ้าตัวแสบเหลือเกิน แต่ทว่าตอนนี้นางต้องห้ามขยับร่างกายสุ่มสี่สุ่มห้า หากท่านหมอเทวดาไม่อนุญาต เมื่อคุยกับลูกชายได้สักครู่ หวังลี่ที่ตอนนี้ถูกรับเข้าวังแต่งตั้งเป็นเสียนเฟยเดินเข้ามาหาแม่ลูกที่เพิ่งพบหน้า เฉินถิงถิงรู้จากคำบอกเล่าของสหายเพื่อนรักของอาเฮ่อแล้วว่าหวังเสียนเฟยดูแลลูกชายตนเองมา “ของคุณเสียนเฟยมากเพคะที่ดูแลลูกชายหม่อมฉันอย่างดี” หวังลี่พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะส่วนใหญ่บุตรชายจะเป็นคนดูแลนางเสียมากกว่า “ต้องขอบคุณบุตรชายท่าน ก่อนหน้านี้ข้าป่วยแทบจะไร้ทางรักษา ดีที่ได้เขาช่วยดูแลข้ามาตลอด เขาเป็นเด็กดีมาก ไม่ดื้อไม่ซนทั้งยังเฉลียวฉลาดอีกด้วย” ซูเฮ่อเห็นว่ามารดาบุญธรรมชมเขาก็ยิ้มเขินอาย เขาก็อยากตอบแทนทุกคนที่ช่วยเขานี่นา “ซูเฮ่อ...ซูเฮ่อ...พี่ใหญ่จะยกกิจการบะหมี่แซ่เจิงให้เจ้าล่ะ เจ้าจะเอาหรือไม่” ที่จริ
เริ่นอี้หร่านเข้ามายังท้องพระโรง นางจะนั่งรอให้เหล่าขุนนางมาก้มลงคุกเข่าให้นาง เพราะทั้งชีวิตนางคุกเข่ามาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไทเฮาหรือฮ่องเต้ นางประพฤติตัวอย่างดีแต่พวกเขากลับไม่เห็นคุณค่าของนาง เช่นนั้นนางก็จะให้พวกเขาคุกเข่าให้นางก่อนตาย ร่างระหงเดินมาในชุดสีแดงทอดยาวที่ตัดเอาไว้ใส่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ นางเดินขึ้นไปบนบัลลังก์จากนั้นนางมองด้วยรอยยิ้ม ไม่นานจากนี้บิดาก็จะพาเหล่าขุนนางที่ร่วมการเปลี่ยนแปลงมาที่นี่ “ยังไม่มาอีกหรือ...ไม่เป็นไร เจิงซุ่นซีไม่ใช่พลับนิ่ม จัดการเขาไม่ง่ายนัก” เริ่นอี้หร่านยังคงนั่งรออย่างใจเย็น โดยไม่รู้หลังม่านด้านหลังนั้นเหล่าขุนนางทั้งหมดถูกจับไปเรียบร้อยแล้วพร้อมอุดปากไม่ให้พูด ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เจิงซุ่นซีเดินมายังเบื้องหน้าของนางพร้อมยิ้มให้หนึ่งสาย แต่ว่านี่จะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่เขาจะมีให้นาง ‘สตรีชั่วช้า!’ “ฝ่าบาทมาแล้วหรือ” เริ่นอี้หร่านยังคงคิดว่าตัวเองเป็นต่ออยู่ เพราะว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงดังนั้นนางจึงควบคุมสถานการณ์ได้ “รอข้านานหรือไม่เล่า” เจิงซุ่นซีถามก่อนจะเอ่ยต่อ “เป
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จากมืดสนิทสู่เริ่มสว่างรำไร ไม่มีใครที่อยู่หน้าห้องจะเลิกรอสักคน จนกระทั่งผู้เฒ่าหลัวเดินออกมาอย่างหมดแรง ส่วนอันเฟิงและหวังลี่นั่งกอดกันหลับในห้องผ่าตัด “เมียข้าเป็นอย่างไรบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง”ซูอ๋องถามย้ำ “ข้ารักษานางสำเร็จแล้ว แต่นางสลบไปเพราะทดพิษบาดแผลไม่ไหว นางไม่ร้องสักแอะ แต่ข้ารู้ว่านางอดทนมาก ข้าได้โสมพันปีมาอีกสองหัวจากเจ้าหนูอันเฟิง จะทำยาบำรุงให้นาง ระหว่างนี้ข้าต้องฝังเข็มกระตุ้นให้นางทุกวันจนกว่านางจะรู้สึก ที่เหลือพวกเจ้าอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ” ผู้เฒ่าหลัวพูดสิ่งควรพูดเสร็จก็ล้มลงไปนอนตรงแคร่หน้าห้อง เขาใช้พลังไปมากมายนักจนไม่เหลือแรงแล้ว เจิงซุ่นซีให้นางกำลังที่ติดตามมาแต่เป็นหญิงชาวบ้านจัดการไปต้มน้ำให้ทุกคนได้แช่ เพราะทั้งสามคนนั้นใช้พลังอย่างมาก หวังเฮ่อตื่นขึ้นเห็นสหายทั้งสองคนแล้วเขาก็รีบปลุกทันที จากนั้นถามอย่างรวดเร็ว “บิดาข้าเล่า เจ้าเห็นบิดาข้ารึไม่” หวังเฮ่อเขย่าอันหลาง “เห็นสิ เห็นทั้งบิดาและมารดาเจ้าเลยล่ะ แต่ข้าง่วงเจ้าวิ่งออกไปดูเองเถอะ” ได้ยินเช่นนั้นหวังเฮ่อไม่รอช้าร
สามพี่น้องที่เปลี่ยนแซ่มาเป็นแซ่เจิงแต่งชุดดำวิ่งตามกลุ่มที่เข้าไปตรวจสอบตระกูลเจิง มองเหลียวซ้ายแลขวาไม่มีใครเห็น ทั้งสามคนจึงหยิบระเบิดควันกันคนละลูกโยนเข้าไปกลางเรือน ฟิ้วววว!!! ระเบิดควันไม่มีไฟ แต่ทว่ามีควันจนแสบตา แล้วหน้าที่เบี่ยงแบนความสนใจสามพี่น้องก็สำเร็จ “ไฟไหม้...ดับไฟเร็วเข้า ไฟไหมเรือนใหญ่แล้ว เร็วเข้า” เหล่าคนเฝ้ายามแตกตื่น จากนั้นได้ยินเสียงคนตักน้ำในสระขึ้นมาจากนั้นวิ่งไปดับไฟ เพราะควันมากจึงมองไม่เห็นว่าต้นเพลิงจากตรงไหน เหล่าเจ้านายทั้งหลายรีบตื่นวิ่งออกไปหลบที่ปลอดภัย แต่กระนั้นก็ยังทำให้ควันเข้าปอดจนไออกมาหน้าเขียวหน้าเหลือง ในคุกใต้ดิน เจิงซุ่นซี วั่งจั๋วเฉิน ล่ายหมิงเฉิน และซูซ่างเสียงวิ่งเข้าไป จากนั้นเมื่อเห็นว่าเฉินถิงถิงโดนตรึงด้วยโซ่ไม่สามารถขยับไปที่ใดได้ จึงจัดการใช้ดาบที่คมราวกรีดนภาได้ฟันฉับเดียวสี่มุม พร้อมกันจากนั้นโซ่ตรวจก็ร่วงลง เฉินถิงถิงรู้สึกตัวและมองไปท่ามกลางความมืด เพราะตอนกลางวันสาวใช้นางหนึ่งให้นางกินยา พร้อมบอกว่าสามีของนางจะมาช่วยคืนนี้ขอให้อดทน “ซูซ่างเสียงท่านรึ” เสีย







