LOGINเสียงระเบิดดังลั่นทำให้กลุ่มสาวใช้และฮูหยินตกใจ กระสอบถ่านที่เรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบใกล้ทางเดินเข้าไปในห้องครัว ถูกแรงระเบิดทำให้ถ่านไม้แหลกละเอียดเป็นผุยผง
แรงระเบิดทำให้มันฟุ้งกระจายไปทั่ว ฮูหยินใหญ่และสาวใช้ที่อยู่ ใกล้ ๆ ถูกเขม่าถ่านพุ่งใส่ จนใบหน้าและเสื้อผ้าเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด ร่างที่เคยสง่างามแต่งตัวด้วยผ้าไหมราคาแพงจากทางเหนือไม่เหลือเค้าลางความสวยงามอีกต่อไป ดวงหน้าของซ่งหลินถูกเคลือบทาไปด้วยคราบดำจากเขม่าถ่าน เส้นผมที่เคยม้วนมวยขึ้นเกล้าปักปิ่น บัดนี้ชี้ฟูเหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบมู่อันเฟิงมองเหล่าสาวใช้กับฮูหยินคนใหม่ที่มีสภาพ
ไม่ต่างกัน พวกนางถูกเขม่าถ่านเปื้อนจนมองไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่ละคนมีสภาพที่ทำให้ดูตลกขบขันมากกว่าน่ากลัว นางและน้องชายฝาแฝดที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลถึงกับระเบิดหัวเราะ จนท้องแข็ง โดยเฉพาะมู่อันหลางน้องเล็กจับท้องตัวเองพลางชี้ไปที่ฮูหยินใหญ่“นั่นดูสิมู่อันหลิง ฮูหยินใหญ่กลายเป็นผีถ่านไปแล้ว!”
มู่อันหลิงปกติมีทางทีเรียบเฉย น้อยครั้งนักจะแสดงท่าทีหัวเราะขบขัน แต่ครั้งนี้อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังไปทั่วบริเวณ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลับกลายเป็นสนุกสนานสำหรับสามพี่น้อง
มู่อันหลางเมื่อได้ทีเขาจึงเดินด้วยขาสั้นป้อมดูน่ารักไปยืนอยู่เบื้องหน้า เงาเจ้าตัวเล็กยืนบังแสงที่ส่องมาตรงหน้าของคนที่เคยอวดดี แววตาเหี้ยมใบหน้ายกยิ้มอ่อนพลางหัวเราะเยาะเบา ๆ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า วันนี้คงเป็นวันที่ข้าต้องจดจำไปอีกนาน”
“เจ้า...เจ้า...เจ้ากล้าทำร้ายข้ารึ” ซ่งหลินยื่นนิ้วที่ไม่เหลือความขาวผ่องเลยสักนิดขึ้นชี้หน้าด้วยอาการสั่น ๆ จากแรงระเบิดเมื่อครู่ นางไม่คิดว่าวันนี้จะเสียท่าให้กับเจ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมพวกนี้
“หึ...ข้ามีพี่ใหญ่ย่อมไม่กลัวเจ้า จะลงนามแยกบ้านดี ๆ หรือว่าเจ้าจะกินระเบิดอีกลูก จะได้เป็นผีถ่านสมใจ” มู่อันหลาง
ท้าทายแม่เลี้ยงของตัวเอง นางเป็นต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวของเขาแตกแยก มารดาต้องตายอย่างมีเงื่อนงำ พวกเขาต้องลำบากอดมื้อกินมื้อจนพุงอ้วน ๆ ของเขายุบไปแล้วพี่ใหญ่ของข้าครานี้ไฉไลยิ่ง!
“มะ...ไม่...” พูดยังไม่ทันจบก็มีเสียงขัดขึ้นเสียก่อน
“จุ๊ ๆ เดี๋ยวก่อนใจเย็น ๆ ดีหรือไม่ ข้าคิดว่าเจ้าคิดให้ดีเสียก่อน หากเจ้าไม่ลงนามวันนี้ข้าจะระเบิดเรือนเจ้า เรือนบิดา แล้วก็ตระกูลมู่ให้เหลือแต่ซาก” มู่อันเฟิงไม่ได้ข่มขู่ แต่นางหยิบระเบิดออกมาอีกหลายลูก และนางก็จุดไปโยนไปรอบ ๆ จนเกิดเสียงดังสนั่นเกือบแก้วหูจะแตกสำหรับคนไม่ทันตั้งตัว
ตู้ม ตู้ม ตู้ม 🧨🧨🧨
มู่อันเฟิงพูดไปก็จุดไป ดีที่ระเบิดพวกนี้ก็แค่ทำให้บ้านเรือนพัง แต่อนุภาพไม่ได้ร้ายแรงมากนัก แต่ทว่าหากโดนจัง ๆ ก็ไม่แน่ว่าจะมีร่างกายอยู่ครบสามสิบสอง
“ว่าอย่างไร!” มู่อันเฟิงตะโกน แต่เหมือนคนฟังอย่าง
ซ่งหลินจะหูดับไปแล้ว“ข้าไม่ได้ยินเจ้าว่าอะไรนะ” ซ่งหลินได้แต่อ่านปาก เพราะเสียงระเบิดทำให้นางหูอื้อไปหมดแล้ว
“หูหนวกรึ...ได้” มู่อันเฟิงหยิบปะทัดขึ้นมาหนึ่งอัน จากนั้นเอาไปเสียบที่หูของซ่งหลิน ยกตะบันไฟขึ้นกำลังจะจุด
“ดะ...เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อน ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จากันดีหรือไม่”
ซ่งหลินไม่อยากเป็นสตรีพิการ นางยังอยากเป็นคนสำคัญของสามี ไม่ใช่เมียหูหนวกตาบอด ทั้งสาวใช้บ่าวชายที่เคยให้มาคุ้มกันตัวเอง ต่างหลบหลีกคุณหนูใหญ่ไปจนสิ้น บ้างก็ว่าคุณหนูใหญ่ฟื้นขึ้นมาล้างแค้น โดยเฉพาะฮูหยินคนใหม่พาให้แต่ละคนหวาดกลัวกันไปหมด
เพราะยามปกติคุณหนูใหญ่ก่อนจะตายไปเป็นคนมีความเย่อหยิ่งและมั่นใจในตนเอง แต่ก็ยังคงรักษามารยาท มีความอ่อนน้อมและอ่อนโยนต่อผู้ใหญ่ในบางแง่มุม นิสัยของนางเป็นที่นับถือในหมู่ของสาวใช้และบ่าวชายในเรือนอย่างมาก แต่บัดนี้ต่างกันสิ้นเชิง
“ว่ายังไง ยอมหรือไม่”
ซ่งหลินแม้ว่าสภาพยามนี้ไร้ความน่าเกรงขามใด ๆ แต่ว่าทรัพย์สมบัติที่โหรวเอินทิ้งไว้ไม่น้อย ด้วยฐานะที่เป็นท่านหญิงทำให้ซ่งหลินเกิดความโลภขึ้น
“เรื่องนี้คงต้องแล้วแต่บิดาเจ้าเท่านั้น ข้าก็แค่ฮูหยินใหญ่” นางแสร้งทำเป็นอ่อนแอให้คนสงสาร แต่ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้กับ
มู่อันเฟิงเพราะนางหัวเราะออกมาหนึ่งคำ“หึ...นึกว่าข้าโง่รึ บ้านเมืองยามนี้ฝ่าบาทออกกฎให้ผู้นำตระกูลที่จัดการดูแลเรือนตัดสินใจได้ โดยไม่ต้องรอเจ้าบ้านที่อยู่ห่างไกล หากเป็นเรื่องฉุกเฉินจะได้จัดการได้ทันท่วงที”
“ข้าจะคอยดูว่าเจ้าตอนจีบภรรยาจะขนาดไหน” “ไม่ต้องคอยดูหรอกขอรับ” อันหลางลุกขึ้นเตรียมวิ่งแล้วเมื่อผู้เฒ่าหลัวเดินมาใกล้ “ทำไมเจ้าจะถือพรหมจรรย์รึ...เช่นนั้นไปบวชดีหรือไม่เล่า เป็นเจ้าอารามอันหลางก็ดูดีนะ” “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกขอรับ ข้ากลัวอย่างเดียวเท่านั้น” อันหลางพูดให้อยากรู้แล้วก็สะกิดใจผู้เฒ่าจริง ๆ “กลัวอะไรของเจ้า” “กลัวท่านอยู่ไม่ถึงต่างหาก” พูดจบก็วิ่งจู้ดออกจากร้านน้ำชาอันเฟิงทันที “เจ้า...อันหลาง กลับมาเดี๋ยวนี้นะ กลับมา” แล้วหนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งเด็กอ้วนก็วิ่งไล่เตะกันไป ดูแล้วเป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มให้ไม่น้อยเลยทีเดียว “อันเฟิงสองคนนี้เป็นเช่นนี้บ่อยรึ” “เพคะ น้องชายข้าก็หยอกผู้เฒ่าหลัวทุกวันนั่นล่ะ เขาบอกว่าให้ท่านผู้เฒ่าออกกำลังกายเสียบ้าง ร่างกายจะได้แข็งแรง ที่จริงเขาก็ห่วงผู้เฒ่าหลัวนั่นล่ะ ชอบหาเรื่องชวนทะเลาะแต่วันไหนผู้เฒ่าไม่มาร้านมักจะหาเรื่องเอาอาหารไปส่งถึงบ้าน เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ตาหลานของเขาไม่ธรรดาเลยทีเดียว” อู่อ๋องชักอิจฉาเมืองหลวงที่มีเจ้าเด็กพวกนี้เสียแล้วสิ
อันเฟิงไม่สนใจบิดาอีกจนได้ยินว่ามู่เสวียนออกจากเมืองหลวงไปเป็นนายอำเภออยู่ต้านโจวถาวรกับบุตรชายคนเล็กที่แม้แต่ชื่อนางก็ไม่อยากรู้ว่าเป็นผู้ใด ทุกวันผ่านไปอย่างราบรื่น แม้แต่พี่จูจื้อเยว่จะส่งจดหมายมาชวนไปเที่ยวแดนใต้ทุกเดือน แต่พวกนางก็ยังไม่คิดลงไปที่นั่นเพราะมีประสบการณ์ที่ไปยังไม่ทันพายลมเสร็จก็ต้องรีบกลับขึ้นมาเมืองหลวง ทั้งทุกนาทีเต็มไปด้วยความบีบคั้นชีวิตของบิดามารดาซูเฮ่ออีกด้วย แต่นั่นทำให้ชาวเหอหนานที่แอบทิ้งงานมาเป็นแขกอยู่เมืองหลวงบ่อย ๆ โดยเฉพาะอู่อ๋องที่ดูจะหลงใหลการสนทนากับอันหลางเป็นพิเศษ ในโรงน้ำชาที่ติดกับร้านนวดเทวดามีสองบุรุษหนุ่มวัยกลางคนหนึ่งแล้วก็วัยยี่สิบกว่าปีหนึ่งคน ที่มานั่งเดินหมากดื่มน้ำชากินขนมที่ร้านปักหลักตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดเพราะเป็นลูกค้าพิเศษ จนกระทั่งร้านปิดแล้วก็ยังไม่ไป พร้อมกับน้องชายตัวอ้วนนั่งฟังพี่จูจื้อเยว่เล่าเรื่องแปลก ๆ ของแดนใต้ให้ฟังอย่างออกรส “พี่จื้อเยว่ท่านมีเรื่องอะไรที่เด็ดกว่าผู้เฒ่าหลัวกับหอร้อยบุปผาอีกรึ?” อันหลางตาโตทันที เขาพูดพร้อมกับหยิบเม็ดแตงขึ้นแทะตั้งใจฟังอย่างดี “มีสิ...สาวงามล่มเม
“ไปเล่นกับเพื่อน ๆ เถอะ” “ข้าเล่นจนเบื่อแล้ว อยากอยู่กับท่านแม่” ซูเฮ่อยืนยันคำเดิม สหายจะเล่นเมื่อไหร่ก็ได้แต่มารดาต้องดูแลจะห่างไม่ได้ “แม่ไม่เป็นไรแล้ว แค่เห็นเจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว” เฉินถิงถิง อยากยกมือกอดเจ้าตัวแสบเหลือเกิน แต่ทว่าตอนนี้นางต้องห้ามขยับร่างกายสุ่มสี่สุ่มห้า หากท่านหมอเทวดาไม่อนุญาต เมื่อคุยกับลูกชายได้สักครู่ หวังลี่ที่ตอนนี้ถูกรับเข้าวังแต่งตั้งเป็นเสียนเฟยเดินเข้ามาหาแม่ลูกที่เพิ่งพบหน้า เฉินถิงถิงรู้จากคำบอกเล่าของสหายเพื่อนรักของอาเฮ่อแล้วว่าหวังเสียนเฟยดูแลลูกชายตนเองมา “ของคุณเสียนเฟยมากเพคะที่ดูแลลูกชายหม่อมฉันอย่างดี” หวังลี่พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะส่วนใหญ่บุตรชายจะเป็นคนดูแลนางเสียมากกว่า “ต้องขอบคุณบุตรชายท่าน ก่อนหน้านี้ข้าป่วยแทบจะไร้ทางรักษา ดีที่ได้เขาช่วยดูแลข้ามาตลอด เขาเป็นเด็กดีมาก ไม่ดื้อไม่ซนทั้งยังเฉลียวฉลาดอีกด้วย” ซูเฮ่อเห็นว่ามารดาบุญธรรมชมเขาก็ยิ้มเขินอาย เขาก็อยากตอบแทนทุกคนที่ช่วยเขานี่นา “ซูเฮ่อ...ซูเฮ่อ...พี่ใหญ่จะยกกิจการบะหมี่แซ่เจิงให้เจ้าล่ะ เจ้าจะเอาหรือไม่” ที่จริ
เริ่นอี้หร่านเข้ามายังท้องพระโรง นางจะนั่งรอให้เหล่าขุนนางมาก้มลงคุกเข่าให้นาง เพราะทั้งชีวิตนางคุกเข่ามาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไทเฮาหรือฮ่องเต้ นางประพฤติตัวอย่างดีแต่พวกเขากลับไม่เห็นคุณค่าของนาง เช่นนั้นนางก็จะให้พวกเขาคุกเข่าให้นางก่อนตาย ร่างระหงเดินมาในชุดสีแดงทอดยาวที่ตัดเอาไว้ใส่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ นางเดินขึ้นไปบนบัลลังก์จากนั้นนางมองด้วยรอยยิ้ม ไม่นานจากนี้บิดาก็จะพาเหล่าขุนนางที่ร่วมการเปลี่ยนแปลงมาที่นี่ “ยังไม่มาอีกหรือ...ไม่เป็นไร เจิงซุ่นซีไม่ใช่พลับนิ่ม จัดการเขาไม่ง่ายนัก” เริ่นอี้หร่านยังคงนั่งรออย่างใจเย็น โดยไม่รู้หลังม่านด้านหลังนั้นเหล่าขุนนางทั้งหมดถูกจับไปเรียบร้อยแล้วพร้อมอุดปากไม่ให้พูด ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เจิงซุ่นซีเดินมายังเบื้องหน้าของนางพร้อมยิ้มให้หนึ่งสาย แต่ว่านี่จะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่เขาจะมีให้นาง ‘สตรีชั่วช้า!’ “ฝ่าบาทมาแล้วหรือ” เริ่นอี้หร่านยังคงคิดว่าตัวเองเป็นต่ออยู่ เพราะว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงดังนั้นนางจึงควบคุมสถานการณ์ได้ “รอข้านานหรือไม่เล่า” เจิงซุ่นซีถามก่อนจะเอ่ยต่อ “เป
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จากมืดสนิทสู่เริ่มสว่างรำไร ไม่มีใครที่อยู่หน้าห้องจะเลิกรอสักคน จนกระทั่งผู้เฒ่าหลัวเดินออกมาอย่างหมดแรง ส่วนอันเฟิงและหวังลี่นั่งกอดกันหลับในห้องผ่าตัด “เมียข้าเป็นอย่างไรบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง”ซูอ๋องถามย้ำ “ข้ารักษานางสำเร็จแล้ว แต่นางสลบไปเพราะทดพิษบาดแผลไม่ไหว นางไม่ร้องสักแอะ แต่ข้ารู้ว่านางอดทนมาก ข้าได้โสมพันปีมาอีกสองหัวจากเจ้าหนูอันเฟิง จะทำยาบำรุงให้นาง ระหว่างนี้ข้าต้องฝังเข็มกระตุ้นให้นางทุกวันจนกว่านางจะรู้สึก ที่เหลือพวกเจ้าอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ” ผู้เฒ่าหลัวพูดสิ่งควรพูดเสร็จก็ล้มลงไปนอนตรงแคร่หน้าห้อง เขาใช้พลังไปมากมายนักจนไม่เหลือแรงแล้ว เจิงซุ่นซีให้นางกำลังที่ติดตามมาแต่เป็นหญิงชาวบ้านจัดการไปต้มน้ำให้ทุกคนได้แช่ เพราะทั้งสามคนนั้นใช้พลังอย่างมาก หวังเฮ่อตื่นขึ้นเห็นสหายทั้งสองคนแล้วเขาก็รีบปลุกทันที จากนั้นถามอย่างรวดเร็ว “บิดาข้าเล่า เจ้าเห็นบิดาข้ารึไม่” หวังเฮ่อเขย่าอันหลาง “เห็นสิ เห็นทั้งบิดาและมารดาเจ้าเลยล่ะ แต่ข้าง่วงเจ้าวิ่งออกไปดูเองเถอะ” ได้ยินเช่นนั้นหวังเฮ่อไม่รอช้าร
สามพี่น้องที่เปลี่ยนแซ่มาเป็นแซ่เจิงแต่งชุดดำวิ่งตามกลุ่มที่เข้าไปตรวจสอบตระกูลเจิง มองเหลียวซ้ายแลขวาไม่มีใครเห็น ทั้งสามคนจึงหยิบระเบิดควันกันคนละลูกโยนเข้าไปกลางเรือน ฟิ้วววว!!! ระเบิดควันไม่มีไฟ แต่ทว่ามีควันจนแสบตา แล้วหน้าที่เบี่ยงแบนความสนใจสามพี่น้องก็สำเร็จ “ไฟไหม้...ดับไฟเร็วเข้า ไฟไหมเรือนใหญ่แล้ว เร็วเข้า” เหล่าคนเฝ้ายามแตกตื่น จากนั้นได้ยินเสียงคนตักน้ำในสระขึ้นมาจากนั้นวิ่งไปดับไฟ เพราะควันมากจึงมองไม่เห็นว่าต้นเพลิงจากตรงไหน เหล่าเจ้านายทั้งหลายรีบตื่นวิ่งออกไปหลบที่ปลอดภัย แต่กระนั้นก็ยังทำให้ควันเข้าปอดจนไออกมาหน้าเขียวหน้าเหลือง ในคุกใต้ดิน เจิงซุ่นซี วั่งจั๋วเฉิน ล่ายหมิงเฉิน และซูซ่างเสียงวิ่งเข้าไป จากนั้นเมื่อเห็นว่าเฉินถิงถิงโดนตรึงด้วยโซ่ไม่สามารถขยับไปที่ใดได้ จึงจัดการใช้ดาบที่คมราวกรีดนภาได้ฟันฉับเดียวสี่มุม พร้อมกันจากนั้นโซ่ตรวจก็ร่วงลง เฉินถิงถิงรู้สึกตัวและมองไปท่ามกลางความมืด เพราะตอนกลางวันสาวใช้นางหนึ่งให้นางกินยา พร้อมบอกว่าสามีของนางจะมาช่วยคืนนี้ขอให้อดทน “ซูซ่างเสียงท่านรึ” เสีย







