LOGIN
แนะนำตัวละคร
ทำเนียบ 8 คู่รักสะท้านเปียนเฉิง ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก คู่ที่ 1 (คู่หลัก) จิ้งจอกหนุ่มเจ้าเล่ห์กับยัยน้องเล็กสายบวก [ นิยาม: คู่รักสายมึน (เจ้าสำออยตัวพ่อ x ปากร้ายใจอ่อน) ] เซี่ยหยางเฟย (อายุ 18 ปี) | ส่วนสูง: 185 ซม. คุณชายเสเพลจอมยโสผู้มีใบหน้าคมเข้มดุจพยัคฆ์ แต่กลับชอบใช้ความหล่อมาแกล้งสำออย แกล้แกล้งเจ็บขาและป่วยทิพย์เพื่อเรียกร้องความสนใจจากซิ่งเยว่ เย่ซิ่งเยว่ (อายุ 17 ปี / อดีต 24 ปี) | ส่วนสูง: 160 ซม. น้องเล็กผู้มีวิญญาณนักสู้ MMA ยามบวกคือพยัคฆ์สาว ยามปกติคือกุนซือเครื่องหอมและสบู่ ปากบอกรำคาญแต่กลับดูแลเจ้าคนถ่อย อย่างดีจนหัวใจเริ่มสั่นคลอน คู่ที่ 2 ท่านขุนนางตาชั่งเหล็ก [ นิยาม: คู่รักสายขรึม (รักซึมลึกผ่านกฎหมายและความยุติธรรม) ] ใต้เท้าเฉินอวี้เซียน (อายุ 26 ปี) | ส่วนสูง: 182 ซม. ขุนนางระดับสูงแห่งกรมอาญา ผู้ครองฉายาหน้ากากน้ำแข็ง เคร่งครัดในกฎระเบียบจนขุนนางทั้งเมืองเกรงกลัว แต่กลับพ่ายแพ้ต่อความสง่างามของพี่ใหญ่ตระกูลเย่ เย่จื่อหลิน (อายุ 21 ปี) | ส่วนสูง: 168 ซม. พี่ใหญ่ผู้สุขุมลุ่มลึกและเฉลียวฉลาด เก่งกาจด้านกฎหมายและพิธีการ นางคือสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับจดหมายส่วนตัวจากใต้เท้าเฉินเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้คดีความ คู่ที่ 3 แม่ทัพหน้านิ่งกับกุนซือหน้าดุ [ นิยาม: คู่รักสายบู๊ (คู่กัดกลางสนามรบ x ผู้คุมคลังเสบียง) ] แม่ทัพมู่ฉี (อายุ 25 ปี) | ส่วนสูง: 188 ซม. แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร มีวรยุทธสูงส่งและดุดัน ยามอยู่ในค่ายทหารคือพยัคฆ์ร้าย แต่ยามเจอกับพี่รองตระกูลเย่กลับกลายเป็นลูกแมวที่โดนจับข้อหากินแล้วไม่จ่าย เย่หรงเหยา (อายุ 20 ปี) | ส่วนสูง: 167 ซม. พี่รองผู้โผงผางและคุมกำลังพลและเสบียงได้อยู่หมัด คู่ที่ 4 คู่รักเศรษฐี ขยี้กำไร [ นิยาม: คู่รักสายกัด (คู่ปรับทางธุรกิจ x ชิงดีชิงเด่นเรื่องตัวเลข) ] กงซุนหย่ง (อายุ 19 ปี) | ส่วนสูง: 180 ซม. คหบดีหนุ่มจอมกะล่อนที่มองทุกอย่างเป็นผลประโยชน์ ยอมเสี่ยงล้มละลายเพื่อช่วยระบบขนส่งของตระกูลเย่เพียงเพื่อหวังชนะใจสาวเจ้า ลู่หลาน (อายุ 19 ปี) | ส่วนสูง: 165 ซม. พี่สามผู้เก่งกาจด้านบัญชีและภาษี สายตาเป็นเงินเป็นทอง แข่งกันเคาะราคาประมูลกับกงซุนหย่งจนกลายเป็นความรักที่ลงตัวด้วยการ ควบรวมหัวใจ คู่ที่ 5 หมอยาเทวดากับราชาพิษ [ นิยาม: คู่รักสายไถ่บาป (คู่พิชิตโรคระบาด x หมอพละกำลังช้างสาร) ] หมอหลวงซ่งอี้หาน (อายุ 24 ปี) | ส่วนสูง: 178 ซม. อดีตหมอหลวงผู้ยโสที่เคยติดคุกเพื่อสำนึกผิด ก่อนจะได้รับโอกาสไถ่โทษด้วยการช่วยชาวบ้านจนได้รับอภัยโทษ และยอมก้มหัวขอขมาต่อสตรีที่เขาเคยดูแคลน เย่อันฉี (อายุ 18 ปี) | ส่วนสูง: 162 ซม. พี่สี่ผู้อ่อนหวานแต่มีพละกำลังมากกว่าสตรีทั่วไป ยามจับเข็มคือหมอเทวดา ยามจับคนร้ายคือนางสิงห์พละกำลังช้างสารที่ใช้ทั้งวิชาแพทย์และพิษปกป้องครอบครัว คู่ที่ 6 ยัยขนมหวานกับเงาพิทักษ์ [ นิยาม: คู่รักสายพิทักษ์ (สาวใช้จอมเขมือบ x องครักษ์เงาหน้าตาย) ] ฉู่เหวิน (อายุ 22 ปี) | ส่วนสูง: 183 ซม. องครักษ์เงาหน้าตายผู้ไร้ความรู้สึก ทำงานในเงามืดมาตลอดชีวิต แต่กลับโดนล่อซื้อด้วยขนมหวานจนยอมลาออกมาเป็นพ่อบ้านเฝ้าเมียตลอด 24 ชั่วโมง เสี่ยวเถา (อายุ 17 ปี) | ส่วนสูง: 155 ซม. สาวใช้คนสนิทที่ซื่อสัตย์และกินเก่งเป็นที่หนึ่ง มีความสามารถพิเศษคือการใช้กลิ่นขนมล่อให้องครักษ์เงาที่แอบซุ่มอยู่ปรากฏตัวออกมา คู่ที่ 7 ดอกเหมยงามกับท่านโหวผู้รอคอย [ นิยาม: คู่รักรุ่นใหญ่ (รักแท้ที่ไม่สาย x การปกป้องในเงามืด) ] ท่านโหวลึกลับ (อายุ 42 ปี) | ส่วนสูง: 184 ซม. บุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่รักมั่นในตัวท่านแม่เย่มาตั้งแต่เยาว์วัย ไม่เคยชายตามองสตรีอื่นและเฝ้ารอมานานกว่ายี่สิบปี ท่านแม่เย่ชิง (อายุ 39 ปี) | ส่วนสูง: 163 ซม. นายหญิงใหญ่ผู้สง่างามและเข้มแข็ง หลังผ่านพายุร้ายมาทั้งชีวิต นางจึงยอมเปิดใจรับรักที่บริสุทธิ์ของเพื่อนเก่าในยามชรา คู่ที่ 8 สหายสนิทผู้อยู่เคียงข้างกัน [ นิยาม: คู่กิ่งทองใบหยก (องค์ชายผู้ถูกลืม x ดรุณีผู้ถูกช่วย) ] อาเป่า (อายุ 16 ปี) | ส่วนสูง: 175 ซม. องค์ชายผู้ไม่เป็นที่โปรดปรานที่หนีมาจากวังหลวง วรยุทธสูงส่งแต่กลับยอมก้มหัวทำงานหนักเพียงเพื่อได้อยู่ใกล้สตรีที่มอบความอบอุ่นให้เขา ลี่อิน (อายุ 15 ปี) | ส่วนสูง: 158 ซม. ลูกบุญธรรมจิตใจดีที่ซิงเยว่ช่วยมาจากขบวนค้ามนุษย์ นางคือแสงสว่างและแรงใจสำคัญที่ทำให้องค์ชายผู้ถูกลืมอยากมีชีวิตอยู่ต่อบทที่ 54 รัศมีพยัคฆ์หนุนหลังแสงแดดยามบ่ายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแก่ทาบทับลงบนพื้นที่ย่านคนจนของเมืองเปียนเฉิง แม้สถานการณ์โรคระบาดจะเริ่มคลี่คลายลงด้วยฤทธิ์ยาของสองจอมโอสถ แต่คลื่นใต้น้ำที่ถูกปลุกปั่นโดยคนทรามกลับยังไม่มอดดับลงง่ายๆ ท่ามกลางความเงียบสงบที่ดูผิดปกติหน้ากระโจมรักษา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนที่สวมชุดชาวบ้านแต่กลับพกพาอาวุธลับและมีท่าทางดุดันเกินกว่าราษฎรทั่วไปกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เรือนพักของเย่อันฉีอีกครั้งพวกมันอาศัยจังหวะที่อันฉีกำลังพักผ่อนอยู่ข้างเตียงของซ่งอี้หาน และเจ้าหน้าที่ทางการบางส่วนไปจัดการขนย้ายศพที่เหลือที่เกิดจากโรคระบาด เพื่อจะเข้ามารอบสังหารและทำลายชื่อเสียงของตระกูลเย่ให้สิ้นซากตามคำสั่งลับของผู้เป็นนายทว่า... ก่อนที่พวกมันจะก้าวเข้าสู่เขตหวงห้ามเพียงไม่กี่จั้ง เสียงนกหวีดสั้นๆ ที่แหลมเล็กกลับดังขึ้นจากยอดไม้สูงเหนือหัว ก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะใสๆ ที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตอันคุ้นเคย"แหม... ดูซิว่าข้าเจอ 'หนูสกปรก' กลุ่มใหญ่แค่ไหน"ร่างระหงในชุดสีแดงเพลิงที่ดูโฉบเฉี่ยวทะมัดทะแมงกระโดดลงมาจากกิ่งไม้ดุจหินผาที่ร่วงหล่นลงมาทับความเงี
บทที่ 53 ยาหยดสุดท้ายและความหวังภายในกระโจมพยาบาลที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นสมุนไพรเคี่ยวจนงวด ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าของเย่อันฉี นางยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงไม้ไผ่ ดวงตาคู่สวยที่ปกติจะนิ่งเรียบเย็นชา บัดนี้กลับวูบไหวด้วยประกายของความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มือเรียวบางที่เคยหยิบจับเข็มเงินและตัวยาได้อย่างแม่นยำ กลับสั่นเทายามที่ต้องบรรจงพันผ้าพันแผลรอบฝ่ามือหนาของบุรุษตรงหน้าซ่งอี้หานนอนพิงพนักเตียงด้วยสีหน้าที่ซีดขาวดุจกระดาษ แผ่นอกของเขาขยับขึ้นลงอย่างช้าๆ ทุกครั้งที่ลมหายใจถูกพ่นออกมา มันแฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่พยายามจะสะกดกลั้นเอาไว้ไม่ให้สตรีตรงหน้าต้องเป็นกังวลไปมากกว่านี้ แม้ว่าแผลที่กลางฝ่ามือจะลึกจนเกือบถึงกระดูก และพิษจากคมมีดอาบยาบางอย่าง (ที่ชายคนร้ายแอบซ่อนไว้) จะเริ่มทำให้อุณหภูมิในร่างกายของเขาปั่นป่วน แต่สายตาของเขากลับยังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าของอันฉีอย่างไม่ลดละ ราวกับว่านางคือยารักษาเพียงหนึ่งเดียวที่เขามีในยามนี้“ท่านพักผ่อนเสีย... อย่าเพิ่งพูดอะไรอีกเลย” อันฉีเอ่ยพึมพำ น้ำเสียงของนางเครือจนสัมผัสได้ถึงความสะเทือนใจ
บทที่ 52 โลหิตที่หลั่งรินเพื่อปกป้องท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ เสียงของมีคมที่กรีดผ่านเนื้อดัง ฉึก! ราวกับค้อนหนักๆ ที่ทุบลงบนกลางใจของเย่อันฉี นางหยุดชะงักอยู่กับที่ดุจถูกสาป ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความดื้อรั้นเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือร่างของซ่งอี้หานที่ยังคงคุกเข่าอยู่อย่างมั่นคง ทว่ามือหนาของเขาบัดนี้กลับยื่นออกไปคว้าใบมีดคมกริบของชายแปลกหน้าเอาไว้ด้วยมือเปล่า!เลือดสีแดงฉานค่อยๆ รินไหลออกจากง่ามนิ้วของเขา หยดลงสู่พื้นดินแห้งกรังดังกดเป็นรอยด่างดวง คมมีดนั้นบาดลึกเข้าไปในฝ่ามือจนเห็นเนื้อขาวและเส้นเอ็น ทว่าชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะร้องออกมาสักคำ ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบจนน่ากลัว มีเพียงคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อข่มกลั้นความเจ็บปวดที่พุ่งทะยานเข้าสู่โสตประสาท"ข้าบอกแล้วไง..." ซ่งอี้หานเอ่ยเสียงพร่า ทว่ากลับดังกังวาลไปทั่วบริเวณ "หากจะทำร้ายยาหม้อนี้ หรือทำร้ายนาง... พวกท่านต้องผ่านศพข้าไปก่อน""ซ่งอี้หาน!" อันฉีแผดเสียงเรียกชื่อเขาด้วยความตกใจและโกรธจัด ความโกรธของนางในยามนี้ไม่ใช่ความโกรธแค้นต่อศัตรูเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความโกรธที่เห็นเขาทำเรื่อ
บทที่ 51 เพลิงคลั่งหน้าโรงทานแสงอรุณทอประกายจางๆ เหนือขอบฟ้าเมืองเปียนเฉิง แต่ความหวังที่ควรจะมาพร้อมกับแสงตะวันกลับถูกบดบังด้วยกลุ่มควันที่ลอยฟุ้งมาจากกองขยะและซากปรักหักพังในย่านคนจน บรรยากาศภายในโรงทานที่เย่อันฉีใช้เป็นเรือนรักษาชั่วคราวทวีความตึงเครียดจนถึงขีดสุด กลิ่นยาสมุนไพรที่เคี่ยวจนงวดส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วบริเวณ ทว่าเสียงที่ดังแทรกเข้ามากลับไม่ใช่เสียงขอบคุณจากใจราษฎร แต่เป็นเสียงก่นด่าและเสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง"ไอ้หมอหลวงสารเลว! มันเอาพวกเราเป็นหนูลองยา! ยาที่มันให้พวกเรากินคือยาพิษ!" เสียงตะโกนแหบพร่าของชายคนหนึ่งดังขึ้นปลุกระดมฝูงชนที่กำลังโศกเศร้าและหวาดกลัวเย่อันฉีที่เพิ่งจะประคองหยดสมุนไพรหยดสุดท้ายลงในโถยาใหญ่ถึงกับชะงัก มือเรียวบางที่สั่นเทาจากการอดนอนขยับจัดแจงผ้าปิดจมูกให้เข้าที่ นางหันไปมองผ่านม่านกระโจมที่สั่นไหว เห็นเงาร่างนับร้อยกำลังมุ่งตรงมายังกระโจมยาพร้อมกับคบไฟและจอบเสียมในมือ ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด"คนพวกนี้ถูกเป่าหูมาแน่ๆ เจ้าพวกตระกูลหลิว... เจ้าคนทราม พวกนั้นกล้าใช้ชีวิตคนเป็นเครื่องมือสร้างสถานการณ์งั้นหรือ!" อันฉีกัดฟั
บทที่ 50 หัวใจที่เริ่มเปิดรับท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก กลิ่นอายของความตายคืบคลานเข้ามายึดครองทุกอณูอากาศในย่านคนจนของเมืองเปียนเฉิง แสงตะเกียงในกระโจมพักรักษายังคงสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิดที่กดทับลงมาอย่างหนักหน่วง เสียงครวญครางของผู้ป่วยด้วยพิษไข้ดังระงมสลับกับเสียงไม้ฟืนที่ปะทุอยู่ในเตาต้มยาขนาดใหญ่ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความหดหู่และสิ้นหวัง ทว่าภายในกระโจมสมุนไพรนั้น กลับมีการเผชิญหน้าที่ตึงเครียดเสียยิ่งกว่าการสู้รบในสมรภูมิเย่อันฉี คุณหนูสี่ผู้มีใบหน้าเย็นชาประดุจน้ำแข็งกำลังหยดหยาดเหงื่อลงบนกองตำราโอสถ นางทำงานติดต่อกันมาสามวันสามคืนโดยไม่ได้หลับพักผ่อน ดวงตาที่เคยสว่างไสวบัดนี้แดงก่ำด้วยความล้า แขนเรียวบางของนางขยับเข้าออกเพื่อคัดแยกตัวยาอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้น ปัญหาก็ยังคงอยู่... พิษไข้ชนิดนี้แปรสภาพไปอย่างรวดเร็วจนยาสูตรเดิมแทบจะใช้ไม่ได้ผล"ทำไมถึงยังกดพิษไว้ไม่ได้! หรือข้าคำนวณสัดส่วนของหญ้าเลือดมังกรผิดไป?" อันฉีพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความกดดันที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนนับร้อยทำให้หัวใจของนางเริ่มสั่นคลอนทว่า ในเงามืดที่อยู่อีกมุมของกระโจม ร่างสูงโ
บทที่ 49 องครักษ์ในเงาและซาลาเปาอุ่นรักท่ามกลางวิกฤตการณ์โรคระบาดที่แผ่ขยายวงกว้างจนเมืองเปียนเฉิงตกอยู่ในความตึงเครียด กลิ่นอายของความตายและยาสมุนไพรฉุนกึกอบอวลไปทั่วทุกหัวระแหง ท้องฟ้าในยามค่ำคืนนี้มืดมิดไร้แสงดาว มีเพียงโคมไฟกระดาษเก่าๆ ที่แขวนอยู่ตามคอกกั้นเขตคุมเข้มโรคระบาดซึ่งสั่นไหวไปตามแรงลมหนาว ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงร้องไห้ของวิญญาณคนบาปในมุมมืดที่แสงไฟส่องไปไม่ถึง หลังแนวซากตึกเก่าที่ใช้เป็นที่เก็บฟืน ร่างสูงโปร่งขององครักษ์เงาผู้ลึกลับยืนนิ่งประดุจเป็นส่วนหนึ่งของความมืดมิดนั้น สายตาคมปลาบดุจพยัคฆ์ล่าเหยื่อคอยกวาดมองความเคลื่อนไหวรอบกายอย่างไม่ประมาท เขาคือบุรุษที่ไร้ชื่อ ไร้ตัวตน และไร้ความรู้สึก หน้าที่เดียวที่เขาได้รับมอบหมายมาจากรัชทายาทเซี่ยหยางเฟย คือการปกป้องคุณหนูเล็กตระกูลเย่และคนในจวนด้วยชีวิตเขาถอนหายใจยาวออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ ในความเงียบสงัด ใจหนึ่งนึกถึงความเจ้าเล่ห์ของเจ้านายที่แสร้งป่วยเรียกร้องความสนใจ อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกถึงความวุ่นวายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้"พี่เงาเจ้าคะ... ท่านอยู่แถวนี้ใช่ไหม? ออกมาเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้มาจับผิดท่านนะ!"เสียงใสแจ







