LOGINในตอนเช้าจ้าวหลันเฟยถูกเสี่ยวอิงปลุกขึ้นมาให้มาช่วยงานในครัว คฤหาสน์หลังใหญ่นี้มีคนอาศัยอยู่เพียงไม่คนเท่านั้น คือ เฉินอี้เซียว ลูก ๆ ของเขาสองคน ลู่หงและกู่เหยียนสามีของเธอที่เป็นคนขับรถ กับเสี่ยวอิงที่กำลังจะลาออกไป และอาหมิงคนสนิทของเฉินอี้เซียวที่เป็นลูกน้องคนเดียวที่ยังเหลืออยู่
“ทุกเช้าคุณจะต้องตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าของคุณหนู ตามตารางที่คุณเฉินทำเอาไว้ ทำความสะอาดห้องนอนของคุณหนู แล้วก็ดูแลเรื่องเสื้อผ้า พูดง่าย ๆ ก็คือดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคุณหนูทั้งสอง ส่วนหน้าที่หุงข้าวและทำกับข้าวของคุณเฉิน การความสะอาดห้องนอนของและห้องทำงาน รวมถึงนำเสื้อผ้าลงมาซักทำความสะอาด เป็นหน้าที่ของฉัน ส่วนการทำความสะอาดส่วนอื่น ๆ ของบ้านก็ช่วยกัน ในระหว่างนี้ที่เสี่ยวอิงยังอยู่ก็ช่วยกันไปก่อน” ป้าลู่อธิบายหน้าที่หลักของเธออย่างละเอียด รวมถึงบอกหน้าที่ของตนเองด้วย
“ค่ะป้าลู่ ป้าไม่ต้องเรียกฉันว่าคุณหรอกค่ะ เราก็ทำงานให้คุณเฉินเหมือนกัน” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและสุภาพ มองสาวใช้อีกคนที่กำลังหั่นผักไปด้วยใบหน้าที่ดูเศร้า น้ำตาของเธอกำลังไหลอาบแก้มพลางใช้แขนเสื้อยกเช็ดไปด้วย
“เป็นอะไรไป เดี๋ยวกับข้าวของคุณหนูก็เค็มหมดหรอก” ป้าลู่พูดเสียงเหมือนตำหนิ แต่แววตาเศร้าแล้วพลอยจะร้องไห้ตาม
“ฉันเป็นห่วงคุณหนูทั้งสอง ไม่รู้ว่าพอลาออกไปแล้วป้ากับพี่หลันเฟยจะดูแลเธอได้ไหม” เสี่ยวอิงพูดไปก็น้ำตาไหลไป พยายามกลั้นเอาไว้ไม่ให้ร้องไห้แต่ก็อดใจไว้ไม่อยู่
“งั้นก็อย่าลาออกสิ” ลู่หงพูดหยอกเย้าด้วยความใจหาย เข้าใจสถานการณ์ดีเพราะสาวใช้ที่ทำงานอยู่ที่นี่ทยอยลาออกกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงแค่เธอกับเสี่ยวอิงเพียงสองคนเท่านั้น
“ฉันก็รักคุณหนูและรักบ้านหลังนี้ แต่เงินเดือนถูกลดลงมาตั้งครึ่งหนึ่ง ฉันจะอยู่ได้อย่างไร แม้คุณเฉินจะให้สัญญาว่าถ้าธุรกิจเป็นไปได้ด้วยดีก็จะจ่ายส่วนที่เหลือให้ก็เถอะ แต่นี่ก็ผ่านมาสามเดือนแล้วนะป้าลู่ ครอบครัวฉันต้องกินใช้จ่าย ฉันจะต้องออกไปทำงานที่อื่นไม่อย่างนั้นตัวฉันเองก็จะเอาตัวไม่รอด” เสี่ยวอิงบอกด้วยเหตุผลของเธอ ซึ่งป้าลู่ก็พยักหน้าเข้าใจ
จ้าวหลันเฟยที่ยืนฟังอยู่ก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที บริษัทของเขาคงกำลังประสบปัญหาอะไรบางอย่างอยู่จริง มิน่าเล่าเมื่อคืนนี้ป้าลู่ถึงอยากให้เธอไม่ต้องเอาเรื่องเขา ที่แท้ก็เพราะว่าประธานหนุ่มผู้นี้มีแต่เปลือกนอก บ้านสกุลเฉินที่เป็นคฤหาสน์ใหญ่โตนี้ข้างในถึงไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรมากเท่าที่ควรมี
“เลิกร้องไห้ได้แล้ว รีบทำอาหารเข้าเถอะ” ป้าลู่พูดแล้วรีบเช็ดน้ำตาของตัวเองเช่นกัน
“ค่ะ” เสี่ยวอิงในวัยยี่สิบรับปาก จากนั้นก็เช็ดน้ำตาแล้วตั้งใจหันผักพร้อมกับเนื้อสัตว์ที่จะนำมาทำกับข้าวในวันนี้
หลังจากที่เสี่ยวอิงสอนให้จ้าวหลันเฟยทำกับข้าวของเด็ก ๆ เสร็จแล้ว ลู่หงก็สั่งงานแรกให้จ้าวหลันเฟยทันที
“หลันเฟย เธอไปปลุกคุณหนูทั้งสองได้แล้ว” ป้าลู่บอกด้วยรอยยิ้ม
“ปลุกคุณหนูทั้งสองหรือคะ” เธอหันมาถามแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอยังไม่รู้จักว่าห้องไหนเป็นห้องไหนเลย
“อ้อ จริงสิลืมไปว่าเธอเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ ถ้าอย่างนั้นเสี่ยวอิง เธอพาหลันเฟยขึ้นไปแนะนำห้องต่าง ๆ ที่ข้างบนหน่อยสิ เธอจะได้รู้ว่าห้องไหนเป็นห้องไหน”
“พี่หลันเฟย ตามฉันมาทางนี้” เสี่ยวอิงพูดด้วยรอยยิ้ม เชื้อเชิญให้พี่เลี้ยงคนใหม่ที่สวมชุดอดีตคุณนายเฉินให้เดินตามเธอไปยังชั้นสอง
เมื่อเดินผ่านบันไดขึ้นไปทางเดินก็จะแบ่งออกเป็นซ้ายและขวา เสี่ยวอิงพาเธอเลี้ยวไปทางด้านขวาพร้อมอธิบายไปด้วย
“ทางด้านซ้ายตอนนี้ไม่มีคนพักอยู่ เป็นห้องว่างซึ่งใช้เป็นห้องรับแขกและห้องเก็บของ ส่วนด้านขวาเป็นห้องพักของคุณเฉินและคุณหนูทั้งสอง”
จ้าวหลันเฟยพยักหน้ารับแล้วมองไปรอบ ๆ เสียดายที่บ้านหลังนี้ใหญ่โตแต่ไม่มีอะไรมาเติมเต็ม มองไปทางไหนก็โล่งตาไปหมด
“ห้องแรกเป็นเป็นของคุณเฉิน ป้าลู่ต้องมาทำความสะอาดวันเว้น วันพุธและวันเสาร์จะต้องนำผ้าไปซัก หากไม่จำเป็นห้ามเข้าไปเด็ดขาด คุณเฉินไม่ชอบให้ใครยุ่มย่ามในห้องส่วนตัว” เธอแนะนำห้องใหญ่ที่เป็นห้องแรกของปีกขวาให้รู้จัก ก่อนที่จะเดินเลยไปยังห้องนอนห้องที่สอง
“ส่วนห้องนี้เป็นห้องนอนของคุณหนูทั้งสอง มี ประตูเชื่อมกับห้องนอนของคุณเฉิน ดังนั้นเวลาที่มาปลุกคุณหนูก็พยายามอย่าส่งเสียงดังมากเกินไป คุณเฉินไม่ชอบให้ใครส่งเสียงดังรบกวนเวลาพักผ่อน” เสี่ยวอิงอธิบายต่อแล้วยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง
จ้าวหลันเฟยพยักหน้ารับฟังในสิ่งที่สาวใช้อธิบาย จากนั้นก็เดินตามไปจนถึงประตูห้องนอนของเด็ก ๆ ที่พูดถึง เสี่ยวอิงเคาะประตูพอเป็นพิธีอยู่สามครั้ง จากนั้นก็เปิดประตูเข้าไป พบว่าเด็ก ๆ ยังคงนอนหลับอยู่
หญิงสาวมองเด็กหญิงตรงหน้า เธอคือเด็กคนเมื่อคืนนี้ที่ถูกลักพาตัว ตอนนี้อยู่ในชุดนอนกระโปรงสีชมพู อีกเตียงนอนซึ่งเป็นเตียงคู่ก็มีเด็กชายวัยไล่เลี่ยกันอยู่ในชุดนอนเสื้อและกางเกงสีน้ำเงิน
“ฝาแฝดหรือ” หญิงสาวถามขึ้นมา
“ใช่ คุณหนูเป็นฝาแฝด คุณชายน้อยเสี่ยวจ้านและคุณหนูเล็กเสี่ยวเจิน ทั้งสองอายุย่างเข้าสี่ขวบแล้ว” เสี่ยวอิงพูดแล้วก็พาเธอไปดูตารางที่เขาเขียนเอาไว้
“นี่เป็นตารางกิจวัตรของคุณหนูทั้งสอง คุณเฉินย้ำนักย้ำหนาว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามตารางเวลา พี่หลันเฟยอ่านแล้วไม่เข้าใจตรงไหนถามฉันได้”
“ต้องปลุกกินข้าวเช้าตอนเจ็ดโมงเช้า พอแปดโมงเช้าจะต้องอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย เก้าโมงถึงสิบเอ็ดโมงให้เล่นของเล่นเสริมพัฒนาการ กินข้าวไม่เกินเที่ยงตรงและเข้านอนในตอนบ่าย อาหารเย็นให้กินตอนบ่ายสามไม่เกินสี่โมงเย็น โอ้พระเจ้า! นี่มันตารางเด็กอนุบาลชัด ๆ” หญิงสาวพึมพำออกมามอง ดูตารางที่เขียนเอาไว้แล้วก็อดสงสารเด็ก ๆ ไม่ได้ แต่ก็เข้าใจว่าต้องฝึกวินัยเอาไว้ เพราะอีกหน่อยก็ต้องเข้าเรียนชั้นอนุบาลแล้ว แต่ละบ้านก็คงจะมีการสอนที่แตกต่างกัน
“แล้วตอนคุณนายเฉินอยู่ล่ะ เคร่งแบบนี้มาตลอดเลยหรือ” เธอถามพร้อมกับมองหน้าเสี่ยวอิงที่กำลังยกนิ้วชี้ขึ้นปิดปากเป็นทำนองว่าไม่ให้พูดถึง
“อยู่ที่นี่ กฎเหล็กคือห้ามพูดถึงอดีตคุณนายเฉิน ให้คุณเฉินได้ยินเด็ดขาด รวมถึงคุณหนูทั้งสองด้วย ไม่อย่างนั้นงอแงบ้านแตกแน่” จ้าวหลันเฟยพยักหน้ารับทราบ แต่ก็ยังมองหน้าของอีกฝ่ายเพื่อที่จะรอคำตอบ
“ไม่เคร่งขนาดนี้หรอก คุณนายเธอเลี้ยงลูกแบบปล่อยปละละเลย ไม่มีระเบียบวินัย พอคุณนายไม่อยู่คุณเฉินเลยต้องฝึกระเบียบให้คุณหนูทั้งสอง” เสี่ยวอิงกระซิบบอกเสียงเบา จากนั้นก็พยักพเยิดให้หญิงสาวลองเข้าไปปลุกคุณหนูทั้งสองดู
“คุณหนูเล็ก คุณชายน้อย ตื่นได้แล้วค่ะ” เธอยืนปลุกอยู่ที่ปลายเตียง แต่ทั้งสองก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับตื่น กลับพลิกตัวแล้วดึงผ้าห่มมาปิดคลุมหน้าเหมือนรำคาญเสียอย่างนั้น
“สงสัยต้องปลุกแบบเสี่ยวเป่าแล้วล่ะ” เธอพึมพำขึ้นมาถึงวิธีที่พี่สะใภ้ใช้ปลุกหลานชายตัวดีของเธอ แล้วยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
************************
สัญญาในการซื้อขายกับตู้ชิงอวิ๋นถูกเก็บเอาไว้อย่างดีในตู้เอกสารหลังโต๊ะทำงานของประธานหนุ่ม เฉินอี้เซียวนั่งยิ้มด้วยความพึงพอใจ มองดูเอกสารนำเสนองานและสัญญาฉบับใหม่ที่จะใช้พูดคุยกับบริษัทหลงจื่ออสังหาในวันพรุ่งนี้ คิดว่าจะต้องเป็นไปด้วยดีและราบรื่นเหมือนอย่างวันนี้อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะประธานตู้และประธานหลง ทั้งสอง เป็นคู่เขยกัน ภรรยาของทั้งสองเป็นพี่น้องที่มาจากตระกูลเดียวกัน ดังนั้นย่อมมีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ และแน่นอนว่าประธานตู้เองก็ได้รับรองกับเขาแล้วว่า จะเอาเรื่องการทดสอบโปรแกรมในวันนี้ไปพูดกับประธานหลงให้ฟังคร่าว ๆ หากเป็นอย่างที่พูดคุยกันไว้ การเจรจาในวันพรุ่งนี้ก็จะต้องสำเร็จลุล่วงด้วยดี“อาหมิง วันนี้ฉันจะกลับบ้านเร็วหน่อย นายไปเตรียมรถรอ” ประธานหนุ่มบอกด้วยอย่างอารมณ์ดี ตั้งแต่เขาขายกิจการร้านสิ่งทอของครอบครัวแล้วนำเงินมาลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่ตนใฝ่ฝัน เขาก็ทุ่มเทและจริงจังกับงานจนแทบไม่มีเวลาพัก ยิ่งตอนที่หย่าและแบ่งทรัพย์สินกันกับภรรยา เขาก็ไม่เคยมีรอยยิ้มอีกเลย“ครับ คุณเฉิน” อาหมิงรับปากแล้วรีบออกไปจัดการตามที่เจ้านายของตนสั่งปกติแล้วเฉินอี้เซียวไม่เคยที่จะกลับบ
หลังจากที่เซ็นสัญญากับบริษัทขนาดไปถึงสาม บริษัทแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อที่จะนำไปติดตั้งระบบในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ในช่วงนี้เฉินอี้เซียวก็ได้เตรียมสัญญาและเอกสาร แนะนำซอฟต์แวร์ เพื่อที่จะไปแนะนำโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปของตนซึ่งให้ชื่อว่า โปรแกรมแอคเซอร์ (Accer 1984) ซึ่งเป็นรุ่นเปิดตัว รุ่นแรกในปี 1984 ไปนำเสนอกับบริษัทที่มีขนาดองค์กรที่ใหญ่ขึ้น หลังจากติดต่อบริษัทไปหลายแห่งก็มีเพียงสองบริษัทที่ตอบรับการนัดหมายให้เข้าไปพูดคุยงาน แม้จะเป็นเพียงแค่สองบริษัทและไม่รู้ว่าจะมีการตอบตกลงทำสัญญาหรือไม่ แต่เฉินอี้เซียวก็มั่นใจว่าเขาจะต้อง พูดโน้มน้าวใจให้บริษัททั้งสองตอบตกลงเซ็นสัญญาได้อย่างแน่นอน“คุณเฉินครับ เอกสารที่ต้องใช้ในการนำเสนองานเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ และผมได้ทำสัญญาเผื่อเอาไว้ในกรณีที่ตอบตกลง เหลือเพียงลงรายละเอียดตัวเลขระยะเวลาและจำนวนเงินที่ยังว่างไว้ครับ” อาหมิงนำเอกสารเข้ามาให้พร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น“วันนี้เป็นวันที่ดีมากเลยนะอาหมิง บริษัทขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับสองในเขตผู่ตง และบริษัทหลงซื่ออสังหาตอบตกลงรับนัดเรา แค่สองบริษัทนี้สนใจ โปรแกรม
เมื่อกลับมาถึงบ้านสกุลเฉิน เฉินอี้เซียวก็ประกาศข่าวดี นำเงินเดือนของเดือนที่แล้วที่ผ่านมาหลายวันจ่ายจำนวนเต็มให้แก่ทุกคน และไม่ลืมที่จะจ่ายเงินเดือนส่วนที่ค้างเอาไว้ในเดือนที่ผ่านมาจนครบ สร้างความดีใจให้แก่ทุกคนเป็นอย่างมากจ้าวหลันเฟยเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับซองเงินเดือน แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะไม่มีอะไรที่ต้องใช้จ่ายอยู่แล้ว“ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตา กิจการของคุณเฉินเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย ร่ำรวย” ลู่หงพูดด้วยความยินดี น้ำตารื้นด้วยความตื้นตัน“ขอบคุณป้าลู่ที่ดูแลผมและบ้านสกุลเฉินมาตลอด หากกิจการผมก้าวหน้าขึ้นอย่างที่ป้าอวยพร หลังปีใหม่นี้ผมจะขึ้นเงินเดือนให้ทุกคน” ประธานหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี ก่อนจะหันมาทางเสี่ยวอิงและจ้าวหลันเฟย“เสี่ยวอิง ที่เธอขออยู่ต่อชั่วคราว ตอนนี้ฉันขอให้เธออยู่ต่อเลยได้ไหม ฉันอยากให้เธอช่วยงานบ้านต่อไป ส่วนหลันเฟยตอนนี้ฉันจะให้เธอทำหน้าที่พี่เลี้ยงเพียงอย่างเดียว งานบ้านอื่น ๆ ของเด็ก ๆ และงานบ้านทั่วไปต้องรบกวนเธอแล้ว” เขาบอกกับสาวใช้วัยยี่สิบ ขอให้เธออยู่ทำงานต่อ“ได้ค่ะคุณเฉิน ได้ค่ะ” หญิงสาวรับปากแทบจะทันที ถือซองเงินในมือเอา
กิจกรรมวันนี้ทำให้เฉินจินเจินและเฉินจินจ้านตื่นเต้นไม่น้อย เพราะวันนี้จ้าวหลันเฟยบอกว่าเธอจะพาทำ ‘น้ำเปลี่ยนสี’“พี่หลันเฟย นั่นดอกอะไรคะ”“ดอกอัญชันน่ะ ฉันเห็นว่าเกิดที่ริมรั้วจึงจะลองนำมาทำกิจกรรมสนุก ๆ” เธอพูดแล้วน้ำดอกอัญชันที่เก็บมา ให้เด็ก ๆ ช่วยกันใช้ครกหินบดยาในการบดดอกอัญชัน จากนั้นก็นำมาคั้นน้ำจนได้น้ำสีน้ำเงินออกมาจำนวนหนึ่ง “แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อครับ” เฉินจินจ้านที่เริ่มพูดไพเราะขึ้น ถามด้วยน้ำเสียงที่สนใจและกระตือรือร้น“ต่อไปเราก็จะนำไปผสมกับน้ำเปล่า ลองดูสิคะ” เธออธิบายแล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ทำกันเองสองพี่น้องนำน้ำสีน้ำเงินเข้มที่คั้นมาได้ ผสมลงไปในน้ำเปล่าทั้งสองแก้วที่อยู่ต่อหน้าตน จากนั้นเธอก็ยื่นมะนาวให้กับเด็ก ๆ ถือเอาไว้คนละหนึ่งซีก“น้ำดอกอัญชันเป็นสีอะไรคะ”“สีน้ำเงินครับ” / “สีน้ำเงินค่ะ”“ถ้าเราหยดน้ำมะนาวลงไป คิดว่าจะมีการเปลี่ยนสีหรือไม่”“เปลี่ยนค่ะ” เฉินจินเจินตอบอย่างมั่นใจในคำตอบ จ้าวหลันเฟยเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามเด็กน้อย“ทำไมถึงเปลี่ยนคะ คุณหนูเล็กพอตอบได้หรือไม่”“เพราะพี่หลันเฟยบอกเองว่าวันนี้จะพาทำกิจกรรมน้ำเปลี่ยนสี” คำตอบของเด็กน้อยทำให้เธอหัวเราะออกม
เมื่อเห็นว่าโปรแกรมที่ตนเองทำนั้นสามารถใช้งานได้จริง และพร้อมที่จะนำไปเสนอขายให้แก่บริษัทกลุ่มเป้าหมาย เฉินอี้เซียวก็ได้นำโปรแกรมตัวอย่างเหล่านี้ไปนำเสนอที่บริษัทต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากบริษัทเล็ก ๆ ก่อนโดยมีข้อเสนอที่ว่ากลุ่มบริษัทที่ทำการซื้อขายโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีกลุ่มแรก จะได้รับการดูแลหลังการขายและได้รับการอัปเดตโปรแกรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาห้าปีด้วยข้อเสนอนี้จึงทำให้คนรุ่นใหม่ที่ก้าวมาสู่วงการธุรกิจเล็งเห็นความสำคัญ และชื่นชอบแนวคิดในการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้งานสะดวกรวดเร็วขึ้น จึงตอบตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายวางมัดจำทันทีที่ได้ทดลองใช้โปรแกรมตัวอย่างแม้จากสิบบริษัทจะมีเพียงสามบริษัทเท่านั้นที่ตกลงเซ็นสัญญาในการซื้อโปรแกรมที่เขากำลังพัฒนาอยู่ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะตอนนี้เขามีเงินค่ามัดจำโปรแกรมเพียงพอที่จะใช้หมุนเวียนในบริษัทอีกต่อไปสองเดือน และมีเงินจ่ายค่าจ้างที่เหลือของคนในบ้านแต่ว่าเฉินอี้เซียวไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ตอนนี้เขาเริ่มไปยังบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อที่จะเสนอโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีของตน กำลังรอนัดหมายเพื่อเข้าไปอธิ
อีกสามวันเสี่ยวอิงก็ต้องออกไปจากบ้านสกุลเฉินแล้ว หยางหมิงซวนที่แอบรักเธอมาหลายปีตั้งแต่หญิงสาวอายุสิบหก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่กล้าที่จะสารภาพความในใจขณะกินอาหารเย็นด้วยกัน เขามองเธอที่พูดคุยกับคนอื่น ๆ ด้วยรอยยิ้มที่สดใส เขาอยู่กับเฉินอี้เซียวมาตั้งแต่ตัวเองเป็นวัยรุ่น ที่ผ่านมาทุ่มเททำงานหนักและไม่เคยมีคนรัก เสี่ยวอิงจึงเป็นรักแรกของเขาจนถึงตอนนี้“เสี่ยวอิง ถ้าเธอลาออกไปแล้ว เธอจะไปทำงานที่ไหน ดูไว้แล้วหรือยัง” ป้าลู่ถามขึ้นมา อาหมิงได้ยินดังนั้นก็มองใบหน้าของเธอ รอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ สิ่งนั้นไม่รอดพ้นสายตาของจ้าวหลันเฟยตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่จนครบหนึ่งสัปดาห์ เธอสังเกตเห็นว่าหยางหมิงซวนนั้นมีใจให้แก่เสี่ยวอิงอย่างแน่นอน แต่หญิงสาวกลับไม่รู้เลยสักนิดว่ามีคนคิดกับเธอเกินกว่าพี่ชายและน้องสาว“ว่าไงล่ะเสี่ยวอิง เธอจะไปทำงานที่ไหน” เขาย้ำถามเธอด้วยคำถามเดียวกันกับลู่หง แล้วรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ“ไม่รู้สิพี่หมิงซวน ฉันคงกลับบ้านนอกก่อน ไปช่วยพ่อแม่ทำสวนก่อนสักเดือน แล้วจะเข้ามาหางานใหม่อีกครั้ง ความรู้ของฉันก็คงสมัครได้แค่พนักงานทำความสะอาด หรือไม่ก็คนรับใช้เท่านั้นแหละ” เธอบอกแล้วกินอา







