LOGINยามเฉิน(9.00) หลังจากล้างเนื้อล้างตัว เย่อี๋เหนียงจัดหาอาหารมาให้ลู่ซานกินเรียบร้อย นางเฝ้าครุ่นคิดเรื่องที่กำลังพบเจอ และตอนนี้ได้รู้แน่ขัดแล้วว่าตัวเอง ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในหนังสือนิยาย แถมยังเป็นลู่ผิงเอ๋อร์สตรีแรกแย้ม ที่ถูกแม่ทัพเมินเฉย
'น่าตลกจริง ๆ ฉันเข้ามาอยู่ในนิยายอย่างนั้นรึ เอาเถอะในเมื่อตอนนี้ฉันมาอยู่ในนิยายเป็นสตรีอุ่นเตียงก็ไม่ได้แย่ โฮ๊ะ ๆ ความฝันของฉันเป็นจริงสักที แต่ที่น่าโมโหคือคำพูดของแม่ทัพที่ก่อกวนหัวใจอยู่ไม่คลาย ไม่สนใจไม่มีใจ ดี ! คิดว่าตัวเองเป็นเทพบุตรรูปงามอยู่คนเดียวหรือไง..! ถึงแม้ว่าจะหล่อจริง ๆ ก็เถอะแต่ปากปีจอเหลือเกิน ฉันจะต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง สิ่งแรกคือทำอย่างไรก็ได้ให้เขาพาออกไปจากกองทัพที่มีแต่ผู้ชายมากมายเช่นนี้ และสิ่งที่สอง ปอกลอกเงินทองสมบัติเพื่อเอามาไว้ติดกาย เมื่อได้พอและพบเห็นหนทางฉันจะหนีไปจากผู้ชายปากร้ายคนนี้ให้ดู'
“อี๋เหนียงที่นี่มีแต่ทหารที่เป็นบุรุษล้วนเลยหรือ ? แล้วอี๋เหนียงอยู่ที่ใดกันเหตุใดถึงเข้ามาอยู่ในกองทัพที่มีแต่บุรุษเช่นนี้เจ้าคะ ”
“ข้าเป็นชาวบ้านที่อยู่แถว ๆ นี้ ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ไม่ไกลจากที่นี่ แม่ทัพต้องการสตรีมาคอยดูแลท่าน ข้าจึงรับหน้าที่นั้นเพราะค่าจ้างที่แม่ทัพยื่นให้มากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวของข้าได้สบายพักใหญ่เลยละ ”
“อี๋เหนียงท่านอยู่ไกลชายแดนเช่นนี้ไม่หวาดกลัวหรือเจ้าคะ เหตุไม่ย้ายไปที่อื่น”
“ที่นี่คือบ้านเกิดของข้า ข้าแก่ชราอายุจวนจะลงโลงแล้วไม่ขอไปที่ใดแล้วอยู่ที่นี่แม้จะระแวงแต่ก็ไม่อยากทุกข์ยากอันใด” สายตาของอี๋เหนียงส่องประกายราวกับว่านางมีความสุขจริง ๆ ลู่ซานในร่างลู่ผิงเอ๋อร์เดินสำรวจไปเรื่อย ๆ สายตาลอบมองเหล่าทหารที่กำลังซ้อมกันอย่างฮึกเหิม กลิ่นกายของชายฉกรรจ์แรงกล้าจนนางไม่อยากจะอยู่ในกองทหารนี่เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเมื่อเดินผ่านซุ้มของทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ความเจ็บความตายอยู่ต่อหน้าทำให้ร่างบางสั่นสะท้าน รีบหันหลังเพื่อกลับซุ้มนอนของตนเอง สายตาเหล่าทหารที่ไม่ได้พบเจอสตรีมาเนินนานระหว่างการรบที่ยาวนาน ทำให้ลู่ผิงเอ๋อร์ขนลุกซู่ รีบย่างเท้ากลับซุ้มทันที
“อี๋เหนียงข้าเหนื่อยอยากกลับที่พักแล้ว ”
“เชิญด้านนี้เจ้าค่ะ”อี๋เหนียงเข้าใจความรู้สึกของผิงเอ๋อร์ดี สตรีอายุน้อยยังไม่ได้ท่องโลก ต้องมาอยู่ในกองทัพทหารคงหวาดกลัวไม่น้อย
มาถึงที่พักอี๋เหนียงขอตัวไปเตรียมอาหารกลางวันมาให้แก่ผิงเอ๋อร์ นางจึงใช้เวลานั้นคิดเรื่องที่จะรับมือจากแม่ทัพปากร้าย
“ถ้าหากอยากออกไปจากที่นี่และไม่อยากมีสามีหลายคนต้องทำให้แม่ทัพหลงใหล ต้องเอาอกเอาใจให้เขาตราตรึงใจ หากเขาเบื่อก่อนที่จะกลับวังหลวงมีหวังได้เป็นนางบำเรอของทหารทั้งกองทัพนี่แน่นอน ฮึ่ย ! แม้ว่าฉันจะช่วยตัวเองบ่อย ๆ และใฝ่ฝันที่จะมีค่ำคืนที่ดี แต่อย่างนี้ก็ไม่ไหวหรอกนะ มีหวังได้ตายอีกรอบแน่ ๆ ไหนดูสิต้องเปลี่ยนจากตรงไหน” ผิงเอ๋อร์เดินไปที่กระจกเงา จ้องมองเรือนร่างที่งดงามผ่านกระจก ใบหน้าขาวซีดริมฝีปากประจับเข้ากับใบหน้า ดวงตาเปล่งประกายคิ้วโค้งมนเข้ารูป อีกทั้งเรือนร่างที่น่าอิจฉานี่อีก ขนาดนางเป็นผู้หญิงด้วยกันยังอิจฉา ผิวตึงกระชับทุกสัดส่วน ผมยาวสยายเงางามไร้ที่ติ
“นี่มันสวรรค์ประทานชัด ๆ อยู่ในร่างเด็กสาวอายุน้อยนี่ช่างดีจริง ๆ เอาละ ฉันจะต้องเปลี่ยนแปลงตนเองเหมือนกัน เดิมทีฉันเป็นคนโลกสูงไม่ชอบสุงสิงกับใครเพราะกลัวจะถูกจับได้ว่าตัวฉันเป็นโรคจิต แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะใบหน้าหรือรูปร่าง ฉันต้องละทิ้งความหน้าบางเพื่อเอาตัวรอดจากนิยายเรื่องนี้ ” ผิงเอ๋อร์ยกมือทั้งสองข้างประคองหน้าอกอวบอึ๋มขึ้นอย่างพึงพอใจ เปิดคอเสื้อให้กว้างเพื่อเผยให้เห็นเนื้อที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายแวววาว พลางยิ้มกริ่มหัวเราะในใจ
‘ร่างนี้อย่างไรก็เป็นสตรีอุ่นเตียง แต่จะไม่ให้เป็นสตรีอุ่นเตียงธรรมดาเช่นเคย ฉันจะทำให้แม่ทัพทมิฬผู้นี้หลงจนโงหัวไม่ขึ้นเลยละ เมื่อนั้นฉันเองจะสั่งสอนให้เขาได้รู้ว่าการดูถูกและไม่เห็นค่าคนอื่นเป็นเช่นไร ฮ่า ฮ่า’
สองวันต่อมา
หลังจากคืนแรกที่จ้าวเหวินได้ครอบครองร่างกายของสตรีบอบบางที่เอาแต่ก่อกวนหัวใจไม่รู้จบ ทว่าเมื่อเขาได้เชยชมนางเขากลับยิ่งทวิลหานางมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะทำอะไรในสมองของเขาก็มีเพียงภาพของนางที่นอนดิ้นเร่าอย่างทุรนทุราย เสียงครวญครางยังคงกระเส่าอยู่ในหูไม่จางหาย สองวันแล้วที่เขาไม่ได้ไปที่นางที่พักของนางเพราะมีงานเร่งด่วนต้องคอยบัญชาและจัดการด้วยตัวของเขาเอง
“ท่านดูไม่มีสติเลยนะท่านแม่ทัพ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเมื่อเห็นแม่ทัพเหม่อลอยทั่ง ๆ ที่เขาเดินมาด้านหลัง หากเป็นเมื่อก่อนเพียงเสียงลมหายใจที่ใกล้เข้ามาเขาย่อมรู้ตัวรวดเร็วมากกว่าผู้ใด
“ต้องขออภัยพอดีมีเรื่องให้ต้องคิดเล็กน้อย ว่าแต่เสนาบดีโจวไห่หลงเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเองมีเรื่องเร่งด่วนอันใดกัน ที่นี่ทางจากวังหลวงหลายหมื่นลี้เลยทีเดียว ” จ้าวเหวินหันหลังกลับมามองดูผู้มาเยือนเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดจึงได้เอ่ยถามกลับ
“เหตุใดต้องเอ่ยราวกับว่าเราเหินห่างกันเช่นนี้เล่า ในเมื่อเอ่ยถามข้าก็พร้อมแล้วที่จะบอกว่ามาที่นี่เพราะเรื่องอันใด นี่คือพระราชโองการจากฝ่าบาท ทรงเรียกตัวให้แม่ทัพและกองกำลังทหารกลับวังหลวงเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะที่แม่ทัพอวิ๋นจ้าวเหวินได้ชัยชนะและคอยปกป้องแคว้นไม่ให้เสียแผ่นดินให้กับศัตรูแม้เพียงเฟิน ช่างเป็นความกล้าหาญของแม่ทัพอวิ๋นจ้าวเหวินกับกองกำลังความงามความดีต้องถูกยกย้อง โปรดรับราชโองการ” สิ้นคำกล่าวตามพระราชโองการแม่ทัพอวิ๋นจ้าวเหวินนั่งลงคุกเข่ายื่นมือชูเหนือหัวเพื่อรับราชโองการจากฝ่าบาท
“แม่ทัพอวิ๋นจ้าวเหวินน้อมรับพระราชโองการพ่ะย่ะค่ะ”
ตอนที่ 5 สอนให้หลาบจำตึง ตึง แคว่ก !!! มือหนาเดินเข้ามาขึ้นคร่อมร่างบาง ฉีกอาภรณ์จนไม่เหลือแม้สักชิ้น อารมณ์พุ่งพล่านลมหายใจถี่ระรัว ก้อนเนื้อขาวนวลยั่วยวนสายตานับครั้งไม่ถ้วน เขายื่นมือไปบีบคอของนาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าได้รับรู้และห้ามแต่งกายเช่นนี้ออกไปข้างนอกอีก มิเช่นนั้นข้าจะมอบเจ้าให้ทหารทั้งกองทัพได้เสวยสุขกับร่างกายของเจ้า ได้จะปลดปล่อยอารมณ์ให้หายคลายความกังวล นี่ยังนับว่าข้าเมตตาเจ้าแล้วผิงเอ๋อร์ สำนึกใส่สมองกลวง ๆ ของเจ้าเอาไว้ด้วย ” ผิงเอ๋อร์ไม่ได้หลบสายตาจ้องมองเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว เพราะดูคนที่กำลังกังวลน่าจะเป็นเขาเสียมากกว่า“ท่านแม่ทัพโปรดเมตตาข้าด้วยเจ้าค่ะ เพราะข้าอยู่ในกองทัพไร้อาภรณ์สวมใส่ มีสิ่งใดก็สวมใส่สิ่งนั้น บิดาของข้าไม่ได้บอกให้ข้าเตรียมอาภรณ์มามากมาย แม่ทัพโปรดเข้าใจข้าด้วย” “เจ้าอย่ามาแก้ตัวเพราะไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีทางปล่อยให้เจ้ารอดพ้นจากตอนนี้ไปได้” เอ่ยจบเขาโน้มตัวลงประกบริมฝีปาก มิใช่จูบที่นุ่มนวลแต่เป็นจูบที่ดูดดื่มรุนแรงและดิบเถื่อน ร่างบางสมองเบาหวิววาบหวามสั่นสะท้าน วูบวาบในร่างกาย อ่อนระทวยเพียงแค่รสจูบที่อ่อนหัดข
ตอนที่ 4 ยั่วยวน หลังรับราชโองการเสร็จ จ้าวเหวินดูวันที่เดินทางปล่าวประกาศบอกต่อให้แก่ทหารได้รับรู้ ทุกคนต่างพากันดีอกดีใจที่จะได้เดินทางกลับวังหลวงหาครอบครัว เสนาบดีโจวไห่หลงยังไม่ได้กลับในทันที เพราะนี่ก็ใกล้จะตะวันตกดิน จ้าวเหวินจึงชักชวนให้นอนค้างที่กองทัพเอาไว้รุ่งสางค่อยเดินทางกลับ ทั้งสองคือสหายที่สนิทสนมกันมากเพียงมองตาก็รู้ใจ หลังจากที่จัดการเรื่องบอกกล่าวกับทหารเสร็จ เขาจึงพาไห่หลงไปส่งที่ซุ้มค่ำคืนนี้เขาจะมีการกินเลี้ยงดื่มด่ำสุรางานรื่นเริงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในกองทัพหลังจากที่ไม่ได้รื่นเริงมานานเพื่อเป็นการตอบแทนทหารเหล่าผู้กล้าที่เคียงข้างไม่ท้อถอย ระหว่างเดินมาที่ซุ้มสายตาของจ้าวเหวินปะทะสบตากับสตรีที่เขาคะนึงหาจนแทบอยากถลาตัวไปหานาง แสงแดดช่วงพลบค่ำเหลืองอร่ามส่องกระทบร่างบางที่ยืนอยู่ต่อหน้า ไม่พบเจอนางเพียงสองวันไม่คิดว่านางจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ใบหน้าแต่งแต้มประทินโฉม ริมฝีปากแดงระเรื่อจากสีชาด แต่ที่สะดุดตาเขามากกว่าสิ่งใดคือชุดที่นางสวมใส่ยามนี้่ ทำให้เขาถึงกับกำมือแน่นดวงตาจ้องเขม็งราวจะจับนางกินเลือดกินเนื้อเสียยามนั้นอาภรณ์สีเขียวอ่อนด้านนอกโปร่งแสง
ตอนที่ 3 พระราชโองการ ยามเฉิน(9.00) หลังจากล้างเนื้อล้างตัว เย่อี๋เหนียงจัดหาอาหารมาให้ลู่ซานกินเรียบร้อย นางเฝ้าครุ่นคิดเรื่องที่กำลังพบเจอ และตอนนี้ได้รู้แน่ขัดแล้วว่าตัวเอง ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในหนังสือนิยาย แถมยังเป็นลู่ผิงเอ๋อร์สตรีแรกแย้ม ที่ถูกแม่ทัพเมินเฉย 'น่าตลกจริง ๆ ฉันเข้ามาอยู่ในนิยายอย่างนั้นรึ เอาเถอะในเมื่อตอนนี้ฉันมาอยู่ในนิยายเป็นสตรีอุ่นเตียงก็ไม่ได้แย่ โฮ๊ะ ๆ ความฝันของฉันเป็นจริงสักที แต่ที่น่าโมโหคือคำพูดของแม่ทัพที่ก่อกวนหัวใจอยู่ไม่คลาย ไม่สนใจไม่มีใจ ดี ! คิดว่าตัวเองเป็นเทพบุตรรูปงามอยู่คนเดียวหรือไง..! ถึงแม้ว่าจะหล่อจริง ๆ ก็เถอะแต่ปากปีจอเหลือเกิน ฉันจะต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง สิ่งแรกคือทำอย่างไรก็ได้ให้เขาพาออกไปจากกองทัพที่มีแต่ผู้ชายมากมายเช่นนี้ และสิ่งที่สอง ปอกลอกเงินทองสมบัติเพื่อเอามาไว้ติดกาย เมื่อได้พอและพบเห็นหนทางฉันจะหนีไปจากผู้ชายปากร้ายคนนี้ให้ดู'“อี๋เหนียงที่นี่มีแต่ทหารที่เป็นบุรุษล้วนเลยหรือ ? แล้วอี๋เหนียงอยู่ที่ใดกันเหตุใดถึงเข้ามาอยู่ในกองทัพที่มีแต่บุรุษเช่นนี้เจ้าคะ ” “ข้าเป็นชาวบ้านที่อยู่แถว ๆ นี้ ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ไม่ไก
ตอนที่ 2 คุณหนูลู่ผิงเอ๋อร์ ร่างใหญ่ปลดปล่อยริมฝีปากน้ำลายเหนียวยืดจ้องมองร่างบางนัยน์ตาเปล่งประกายความหื่นกระจาย มือหนาทั้งสองข้างยื่นมือไปเคล้นคลึงปทุมถันทั้งสองข้างที่เย้ายวนสายตา รบเร้าจนเขาเสียสติมิอาจจะควบคุมตนเองได้ มือบีบกำเข้าหากัน ก้มหน้าโลมเลียจู่โจมด้วยตัณหา ร่างบางเสียวปลายราวกับกระแสไฟฟ้าแล่นทั่วร่าง“อึก ..อือ .. ได้โปรดหยุดเถิด ฉันจะขาดใจตายแล้ว คุณเป็นใครก็ไม่รู้ จู่ ๆ มาทำแบบนี้ได้ยังไง ปล่อยนะ !!.” แม้ปากจะบอกให้เขาหยุดทว่าร่างกายกลับดิ้นพล่านเสียวซ่านไปทั้งตัวร่างใหญ่เงยหน้าขึ้นมองดวงตาพลันเปลี่ยนแวว ดุดันจนอีกฝ่ายรับรู้ได้“ฮึ ...! คิดว่าเอ่ยมาเช่นนี้ข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ? ดี เอ่ยต่อไปสิว่าไม่รู้จักข้า ข้าจะทำให้เจ้ารู้จักเองว่าข้าเป็นผู้ใด” ใบหน้าแดงก่ำเหมือนโกรธคนตรงหน้าทว่าเขากลับชื่นชอบที่นางมีท่าทีเช่นนี้ มันช่างกระตุนอารมณ์ของเขาเสียจริง เขาขยับมือจับยอดปทุมถันขยี้บีบเคล้นจนร่างบางสะดุ้งโหยง ก่อนจะค่อย ๆ ไล่เลียทำให้ร่างกายของนางแดงเป็นจ้ำกุหลาบ ก่อนจะบรรจบที่ช่องกลางกลางระหว่างกายที่เปียกชุ่ม เขากวาดสายตามองอย่างชอบใจ จับแท่งเอ็นที่ข
บทนำใครจะคิดหญิงอายุ 40 ปี อย่างฉันในโลกปัจจุบันจะทะลุมิติมาอยู่ในหนังสือ อีกทั้งยังเป็นนิยายที่ตัวเองกำลังอ่านเพื่อสนองตัณหา เมื่อถึงสุดสูงสุดกลับทำให้หัวใจเต้นแรงเหมือนความดันพุ่งสูงจนหมดลมหายใจ ลืมตามาอีกทีได้อยู่บนเตียงเหมือนฉากที่กำลังอ่านถึง เดิมทีลู่ผิงเอ๋อร์สตรีที่ฉันเข้ามาอยู่ในร่าง เป็นเพียงเด็กสาวแรกแย้มไม่เคยผ่านมือชาย เพราะคำว่าบุญคุณที่แม่ทัพอวิ๋นจ้าวเหวินช่วยเหลือตระกูลนาง ท่านพ่อจึงยกนางให้แก่แม่ทัพ ดีกว่าให้นางอยู่ที่เรือนเดิม เป็นอนุหรือสตรีอุ่นเตียงของท่านแม่ทัพใหญ่ดีกว่าเป็นฮูหยินหรืออนุของใต้เท้าชราบ้ากามเป็นไหน ๆลู่ผิงเอ๋อร์ไม่ได้เต็มใจ แต่เพราะเชื่อฟังบิดาจึงยอมตามแม่ทัพมาที่กองทัพทหารเพื่อปรนนิบัติ เขาไม่คิดที่จะรักนางเก็บนางเอาไว้ข้างกายเพื่อปรนนิบัติทว่าร่างกายของนางช่างดึงดูดอารมณ์เย้ายวนทุกครั้งที่พบเจอ ไม่ว่าทหารในกองทัพยังพากันมองตาเป็นมัน ทำให้เขามิอาจจะทนไหวเรียกนางเข้ามาพบมัดตึงนางเอาไว้เพื่อไม่ให้หลบหนี ก่อนจะลิ้มรสความหอมหวาน เมื่อลู่ซานเข้ามาอยู่ในร่างนี้ นางทั้งมั่นไส้และเกลียดชังท่านแม่ทัพผู้นี้จริง ๆ ปากบอกไม่สนใจไม่คิดจะมอบหัวใจให







