تسجيل الدخولหลี่หยางมองดูภรรยาของตัวเองตลอดเวลา ที่จริงเขาพอใจกับทุกอย่างที่อวี้หลานทำให้เขา บางทีมันยิ่งกว่า
หลี่หยางมองดูภรรยาของตัวเองตลอดเวลา ที่จริงเขาพอใจกับทุกอย่างที่อวี้หลานทำให้เขา บางทีมันยิ่งกว่าความพอใจด้วยซ้ำ ใครจะคิดว่าชีวิตเขาจะสะดวกสบายได้ถึงเพียงนี้หากว่ากันตามตรง ต่อให้สอบจวี่เหรินได้ที่หนึ่งแล้วอย่างไร เงินทองเขาก็ไม่ได้มีมากถึงขั้นหารถม้านั่งได้หากเลือกความสบาย ก็คงสังกัดอยู่ในกรมสักแห่งประจำมณฑลบ้านเกิด แต่หากอยากได้ความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่กว่า ก็ต้องเสี่ยงออกเดินทางครั้งใหญ่อีกครั้งลำพังเบี้ยที่ได้จากการเป็นบัณฑิต คงไม่พอให้ขยับตัวไปไหนได้ แค่หาอะไรกินเลี้ยงชีพไปวัน ๆ ได้ก็ถือว่าดีมากแล้วส่วนบัณฑิตบางคนที่ดูร่ำรวย ก็เพราะเข้าหาขุนนางเป็นและให้คนเหล่านั้นคอยสนับสนุน แต่การทำเช่นนั้น ย่อมต้องกลับมาตอบแทนในวันหน้า และการตอบแทนก็มักจะเป็นเรื่องที่น่ากลัว หากขุนนางผู้นั้นไม่ได้จริงใจในการช่วยเหลือแต่แรกแต่ทุกปัญหาของเขากลับสลายหายไปหมด เพียงเพราะมีอวี้หลานเป็นภรรยาของเขา“แม่นางเชี่ย ใกล้จะเย็นแล้ว ข้างหน้ามีสถานที่เหมาะแก่การพักแรม พวกเราหยุดพักที่ตรงนั้นดีหรือไม่” เสียงของคุณชายเฉินดังขึ้นจากด้านนอก ทำให้อวี้หลานท
คำพูดนั้น แม้อวี้หลานจะได้ยิน แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจ คนพวกนี้ไม่มีค่าพอให้เสวนาด้วย เหมือนกับที่ทุกคนเคยเมินเฉยและไม่ช่วยเหลือนางอย่างไรเล่าหลังจากเสร็จสิ้นบทบาทอาจารย์ หลี่หยางก็เริ่มเก็บข้าวของของเขา ขณะที่อวี้หลานออกไปหาซื้อของเท่าที่คิดว่ารถม้าหนึ่งคันกับเกวียนอีกหนึ่งคันจะบรรทุกไหว นางยังไม่ลืมไปจ้างรถม้าไว้สำหรับการเดินทางไปยังเมืองถัดไปที่อยู่ห่างออกไปด้วยแม้จะอยู่ห่างเพียงสองร้อยลี้ แต่ทางที่ไปค่อนข้างกันดาร หรือหากจะพูดให้ถูกก็คือ เมืองที่พวกเขาอยู่นั้นค่อนข้างห่างไกลจากเมืองข้าง ๆ อีกทั้งการเดินทางก็ยังต้องผ่านป่ารกทึบ“ท่านพี่ หรือเราจะต้องจ้างคนจากสำนักคุ้มภัยตามไปดูแลด้วยเจ้าคะ” อวี้หลานถามสามีอย่างเป็นกังวล นางเตรียมเอาไว้ทุกอย่างแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาที่กำลังจะออกเดินทาง เถ้าแก่โรงเตี๊ยมกลับทักเรื่องความปลอดภัยขึ้นมาเสียก่อน“ภรรยา...เจ้าอย่าฟุ่มเฟือยอีกเลย การจ้างสำนักคุ้มภัยนั้นต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย”คนขับรถม้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบเสริมทัพทันที “แม่นางไม่ต้องกังวล แม้เส้นทางจะกันดาร แต่ไม่มีโจรหรอกขอรับ เพราะเส้นทาง
นางมองคนรอบข้างด้วยสายตาเย็นชาแล้วหมุนตัวจากไป แม้จะถอยออกมา แต่ก็ไม่ใช่การยอมแพ้แน่นอนหลี่หยางนึกถึงอวี้หลานขึ้นมาในทันที นางคงลำบากใจไม่น้อย ยามที่ต้องเจอเชี่ยชิงโหรวกระทำตัวไม่ดีใส่ทุกครั้ง การไปเมืองหลวงจึงเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเขาจะได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ส่วนหญิงสาวก็ได้หนีจากสิ่งที่ค่อย ๆ ทำร้ายนางแต่ก่อนจะจากไป หลี่หยางก็อยากช่วยเหลือบรรดาบัณฑิตที่เคยรู้จักกันเสียก่อนจวี่เหรินอันดับหนึ่งของปีนี้ เปิดสอนเหล่าบัณฑิตที่สนใจเป็นพิเศษ การพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้ช่วยให้ผู้ที่เคยอ่านท่องตำรา เข้าใจแนวทางต่าง ๆ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บางครั้งบัณฑิตบางคนก็รู้สึกว่าตนต้องการเพียงเท่านี้“ข้าอยากได้สถานที่สำหรับพูดคุยกับเหล่าบัณฑิต ไม่ทราบว่าเถ้าแก่พอจะมีที่แนะนำหรือไม่”“มีขอรับ ห้องโถงของโรงเตี๊ยมข้ายินดีเปิดรับบัณฑิตทุกท่าน ครั้งนี้ข้าไม่คิดเงิน เป็นเรื่องดีข้าก็ยินดี เพียงแต่ท่านจะเขียนอักษรติดเอาไว้ที่นี่สักตัวได้หรือไม่” เถ้าแก่เอ่ยกับหลี่หยาง“ย่อมได้ เช่นนั้นรบกวนเถ้าแก่ประกาศออกไปด้วยว่าหากผู้ใดอยากแลกเปลี่ยนความรู้ก็เชิญ
หากนางเชื่อมั่นในตัวเขา บางทีเขาก็ควรเชื่อมั่นในตัวนางด้วยเหมือนกัน วันนั้นหลี่หยางออกไปพบกับทุกคนที่มาหาเขา และตอบออกไปเช่นเดียวกันทั้งหมด “ขอบคุณในความเมตตาของทุกท่าน แต่ข้ายังต้องไปสอบจิ้นซื่ออีกขอรับ” บรรดาขุนนางแม้จะเสียดายแต่ก็ยินดีกับเขา บางคนถึงกับให้ของรางวัล หรือไม่ก็จดหมายแนะนำตัวกับยอดอาจารย์ในเมืองหลวง อวี้หลานที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออก เพราะนางได้เปลี่ยนตอนจบของเรื่องเรียบร้อยแล้ว และจากนี้ชีวิตของนางจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของนางกับหลี่หยางแล้ว... เชี่ยชิงโหรวที่ได้ยินข่าวว่า อดีตคู่หมายของตนสอบได้จวี่เหรินอันดับหนึ่งก็เกิดรู้สึกเสียดายขึ้นมา ยิ่งทุกวันนี้ไป๋เจี้ยนหงเฉยชาต่อนางมากขึ้น ที่สำคัญ เงินทองที่เคยคิดว่าตระกูลไป๋มีมากมาย ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ หากหลี่หยางได้เป็นขุนนางจริง อย่างไรเสียรายได้ก็คงมากกว่าไป๋เจี้ยนหงอย่างแน่นอน ความคิดชั่วร้ายพลันครอบงำหญิงสาว แม้ว่านางจะเป็นฮูหยินของขุนนางไม่ได้ เพราะได้แต่งงานอยู่กินกับไป๋เจี้ยนหงแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะขอเ
หลี่หยางเงียบไป อวี้หลานจึงย้ำอีกครั้ง“หากท่านพี่คิดว่าที่นี่ดีพอแล้ว เมื่อผลสอบออก ท่านก็รับตำลึงทองก้อนนี้ไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่เอาเงินที่ใช้จ่ายไปกับท่านคืนแน่นอน ถือเสียว่าตอนนั้นท่านเป็นคนลงเงิน ข้าเป็นคนลงแรง สู้ชีวิตกันไปในแบบที่สามีภรรยาพึงกระทำ แม้พวกเราจะไม่เหมือนสามีภรรยากันก็ตาม”นางกล่าวเช่นนี้เพราะรู้ดีว่าเมื่อผลสอบออก บรรดาขุนนางจะพากันมาขอให้หลี่หยางรับตำแหน่งกุนซือ บ้างก็ขอให้เป็นขุนนางประจำมณฑล แน่นอนว่าข้อเสนอเหล่านี้ย่อมทำให้หลี่หยางหวั่นไหวและแม้ใจของหลี่หยางจะอยากท้วงคำพูดของนาง ทั้งเรื่องที่นางกล้ายื่นคำขาด ทั้งเรื่องหย่าร้างที่นางหยิบยกมาพูด แม้จะเป็นตัวนางเองต่างหากที่กำลังเสียเปรียบ แต่เขากลับไม่กล้าเอ่ยปากตอบโต้แม้แต่ครึ่งคำความจริงแล้ว การที่เขาไม่อยากไปเมืองหลวง นั่นก็เพราะไม่อยากเอาแต่แบมือขอเงินภรรยา แม้นางจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่เขาก็ตระหนักอยู่ตลอด ยิ่งอวี้หลานช่วยเหลือเขา คำพูดของเขาที่มีต่อนางก็อ่อนลงไปตามวันเวลาอีกทั้งการเดินทางไปเมืองหลวงก็ทั้งลำบากและต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย แม้นางจะค้าขายได้ แต่จะม
ผู้คนพากันสงสัยว่าหญิงสาวชาวบ้านในชุดธรรมดานางนี้เป็นใคร แต่กลับไม่มีผู้ใดรู้จักนางอย่างแท้จริง ถึงอย่างนั้น เพียงไม่นาน อวี้หลานก็สามารถซื้อขายสมุนไพรกับบรรดาพ่อค้าและนายพรานได้แทบจะทั้งเมือง จนถุงเงินของนางเริ่มหนักอึ้งหลายคนบอกว่าที่หญิงสาวทำเช่นนี้ได้ก็เพราะมีความรู้เรื่องสมุนไพรดี บางคนก็บอกว่าเพราะราคาสินค้าถูกกว่าตลาดแม้ช่วงนี้จะมีเงินหมุนผ่านมือจำนวนมาก แต่หลังจากซื้อของจำเป็นไปในครั้งก่อน อวี้หลานก็แทบไม่ซื้อของฟุ่มเฟือยอีกเลย เพราะนางรู้ดีว่าในวันข้างหน้าจะต้องใช้เงินมากกว่านี้และทุกการกระทำนั้นก็ไม่เคยพ้นสายตาของหลี่หยางเขาเคยคิดว่านางเป็นพวกใช้เงินมือเติบ แต่เมื่อได้เห็นวิธีการใช้ชีวิตของภรรยาจริง ๆ จึงเริ่มเข้าใจว่าทุกครั้งที่ต้องใช้จ่าย อวี้หลานจะรอบคอบเสมอหญิงสาวแบ่งเงินบางส่วนใส่ถุงเล็ก ๆ แล้วเย็บซ่อนไว้ตามขอบเสื้อผ้า อีกส่วนหนึ่งก็นำไปซื้อสินค้าเก็บไว้ ทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมสำหรับการเดินทางไกลในเร็ววันและระหว่างรอผลสอบของสามี นางก็ไม่เคยหยุดค้าขายแม้แต่วันเดียวแม้สินค้าบางอย่างจะไม่ได้ขายให้พ่อ







