Masukโจวอวี้หลานมองถุงเงินในมือระหว่างจัดเตรียมอาหารเย็น สีหน้าครุ่นคิดหนักเพราะไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า เงินหนึ่งอีแปะนั่นมาจากไหน
หญิงสาวหันไปมองหลี่หยาง หรือบางที...เขาอาจจะให้เงินไม่ครบเลยเอามาใส่เพิ่ม? แต่ตั้งแต่ที่อีกฝ่ายให้เงินมา เธอก็เอาถุงเงินคาดไว้ที่เอวนี่นา แต่ช่างเถอะ เงินแค่หนึ่งอีแปะซื้ออะไรเพิ่มไม่ได้ด้วยซ้ำ โจวอวี้หลานพยักหน้าให้ตัวเองเบา ๆ ขณะคนโจ๊กข้าวจาง ๆ ในหม้อ ไม่มีอะไรมากินกับโจ๊กนี้เลย พรุ่งนี้เธอคงต้องไปหาปลา ไม่ก็ขึ้นเขาหาสมุนไพร หรือขุดหาอะไรสักอย่างแล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้อดตายแน่ เมล็ดข้าวก็เหมือนกัน ในครัวมีเหลือไม่มากแล้ว และเมื่อพิจารณาจากเศษเงินที่มีอยู่ ก็คงซื้อเพิ่มได้ไม่มาก จริง ๆ แล้วเธอไม่รู้เรื่องราคาข้าวเลยสักนิด แต่ความทรงจำของแม่นางเชี่ยนั้นช่วยให้คำนวณทุกอย่างได้มากขึ้น และนั่นยิ่งทำให้เธอเห็นชัดถึงความยากลำบากที่กำลังรออยู่เบื้องหน้า เฮ้อ...คนมากมายย้อนเวลาข้ามมิติเข้ามาเป็นนางเอกหรือตัวร้ายในนิยาย แม้เรื่องราวจะหนักหนาสาหัส แต่ก็ยังอยู่ดีกินดี แทบไม่ต้องคิดเรื่องเงินทองเลย แต่สำหรับเธอ เศษเงินอีแปะกลับมีค่าดุจทองคำ ไม่ต้องพูดถึงเงินตำลึงเลย จนกว่าพระเอกจะเป็นขุนนางได้ คำคำนั้นยังถือว่าไกลเกินเอื้อม “จะทำอะไรขายดีนะ คนอื่นทะลุมิติมาก็มักจะขายของ เอ...หรือว่าจะไปขึ้นเขา หาสมุนไพรมาขายดีไหมนะ แต่ว่าฉันไม่รู้จักสมุนไพรนี่ แต่แม่นางเชี่ยต้องรู้สิ!” โจวอวี้หลานซึ่งชอบพูดกับตัวเองตามนิสัย ยืนบ่นอยู่หน้าเตาไฟที่มีหม้อข้าวกำลังเดือดปุด ๆ เพราะแต่ก่อนตอนที่อ่านนิยายก็มักจะวิจารณ์เสียงดังอยู่เสมอ “...หรือจะเย็บถุงหอมดีล่ะ ฝีมือก็...พอใช้ได้มั้ง” หญิงสาวก้มลงคว้าเอาชายเสื้อขึ้นมาดู ก็เห็นว่ามันมีลายดอกไม้เล็ก ๆ ปักเอาไว้ ดูประณีตดี “จะมีคนซื้อไหมล่ะ ต้นทุนแพงแน่ ๆ” แม้เสียงของหญิงสาวจะไม่ดังมากนัก แต่ด้วยบรรยากาศในกระท่อมที่มีเพียงเสียงข้าวเดือดในหม้อกับเสียงลมพัดแรงจากด้านนอก คำพูดแต่ละคำของเชี่ยอวี้หลาน แม้หลี่หยางจะฟังไม่รู้เรื่อง ก็ยังสร้างความรำคาญให้เขาไม่น้อยเลยทีเดียว “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นนักท่องบทกวีหรือไร ไม่เห็นหรือว่าข้ากำลังอ่านตำราอยู่ เสียงเจ้าทำลายสมาธิข้าได้ยิ่งกว่าเสียงลมที่พัดอยู่ด้านนอกเสียอีก บ่นตั้งแต่ข้าวยังไม่ทันเดือด จนตอนนี้คงเดือดได้ที่แล้วกระมัง” โจวอวี้หลานสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกตำหนิ “ข้า...ข้าหรือ? ข้าขอโทษเจ้าค่ะ อันที่จริงท่าน...เอ่อ ท่านพี่ก็มาพักเถิด อ่านตำราทั้งวันตาคงล้าแล้ว” “อืม ก็ดีเหมือนกัน” หลี่หยางลุกขึ้นบิดตัวไปมา ก่อนจะเดินมานั่งที่โต๊ะเก่า ๆ กลางกระท่อม ซึ่งเป็นโต๊ะที่ใช้ทั้งชงน้ำชาและกินอาหารไปพร้อมกัน “วันนี้มีแค่โจ๊กเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้า...ข้าจะออกไปหาอาหารให้นะเจ้าคะ” โจวอวี้หลานพูดเสียงเกร็ง แม้แต่หน้าพี่พระเอกเธอก็ยังไม่กล้ามอง ถึงจะเคยอวยว่าพระเอกใจดีแบบนั้นแบบนี้ แต่ตอนนี้เขายังไม่ได้ทำดีกับเธอด้วยซ้ำก็เลยเกร็ง ๆ ไปบ้าง ส่วนฝ่ายหลี่หยางก็มองว่าวันนี้เชี่ยอวี้หลานดูแปลก ๆ ไปพิกล “เพิ่งตกน้ำมาแท้ ๆ ยังจะคิดออกไปข้างนอกอีก หากเจ้าป่วยตายไป อย่ามาโทษข้าว่าละเลยก็แล้วกัน หรือเจ้าไม่รู้ว่าอากาศเช่นนี้ไม่ควรออกไปตากลมหรือว่ายน้ำเล่น หากป่วยอีกครานี้ ข้าคงต้องเตรียมที่ฝังแทนสมุนไพรแล้วกระมัง” ชายหนุ่มพร่ำบ่นเสียงเข้ม โจวอวี้หลานได้แต่ยิ้มแหย ๆ แล้วแอบบ่นในใจ ไม่ให้ออกไปตากลม แล้วจะให้กินลมแทนอาหารหรืออย่างไร? ถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เขาจะสอบจิ้นซื่อได้ แต่ตอนนี้แม้แต่เกลือสักก้อนก็ไม่มีให้กัดแล้ว! “ข้าจะระวังตัว” หลี่หยางถอนหายใจ ในเมื่อห้ามไม่ได้เขาก็ไม่คิดจะห้ามซ้ำอีก ชายหนุ่มก้มลงตักโจ๊กเข้าปาก พลางอดคิดไม่ได้ว่ารสชาติโจ๊กนั้นแตกต่างไปจากทุกวันที่ผ่านมา “เจ้าทำอะไร? โจ๊กนี่ถึงได้มีรสชาติมากกว่าปกติ ไม่ได้ใส่ของแปลกปลอมลงไปใช่หรือไม่?” “ข้าก็ต้มตามปกติเจ้าค่ะ เพียงแต่ใช้เวลาเคี่ยวนานขึ้นเล็กน้อย” แม้เอ่ยตอบไปเช่นนั้น แต่แท้จริงแล้ว โจวอวี้หลานได้นำเอาเมล็ดข้าวมาโขลกให้แหลกละเอียด ก่อนนำไปเคี่ยวให้นานขึ้น พร้อมกับใส่แป้งที่พอจะหาได้ลงไปเล็กน้อย ปรุงรสจากเครื่องปรุงก้นครัวเพิ่มอีกหน่อย น้ำซุปจึงออกมาใสข้น มีรสชาติมากกว่าโจ๊กจืด ๆ ธรรมดาของเชี่ยอวี้หลาน และแม้จะเป็นการสิ้นเปลืองวัตถุดิบไปบ้าง แต่หากเทียบกับความอร่อยแล้ว ถือว่าคุ้มค่าเกินคุ้ม “นับว่ายังมีประโยชน์อยู่บ้าง ต่อไปก็ทำเช่นนี้อีก...ข้าชอบ” บุรุษเย็นชาเอ่ยชมเสียงเรียบ แต่เพียงเท่านั้นก็ทำเอาโจวอวี้หลานหุบยิ้มแทบไม่ลง หญิงสาวตักโจ๊กกินด้วยความสุขใจ ครั้นกินเสร็จก็จัดแจงล้างถ้วยชามให้เรียบร้อย แล้วจึงกลับมาเตรียมตัวเข้านอน ต่างกับหลี่หยางที่เดินไปยังโต๊ะไม้ของตนเพื่ออ่านตำราเชี่ยชิงโหรวเดินตามทั้งสองมาจนถึงหน้าบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน แต่กลับไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างพวกเขา“เช่นนั้นข้าจะเร่งจัดการให้”“ขอรับท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้ากับภรรยาไม่มีที่พักในหมู่บ้าน จึงจะเข้าไปพักในเมือง หากท่านได้เรื่องแล้ว ก็ให้ไปแจ้งแก่ข้าได้ที่นั่น”พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดจะกลับมาอยู่ที่นี่ เชี่ยชิงโหรวก็เร่งไปถามไถ่จากหัวหน้าหมู่บ้านจนได้รู้ข่าว“เจ้าไม่รู้หรือ หลี่หยางสอบได้เป็นจอหงวนนานแล้ว ตอนนี้ก็เป็นผู้ตรวจการพิเศษ เขามาโดยไม่ได้บอกผู้ใด เพื่อเลี่ยงความวุ่นวาย แต่ก็เห็นนัดพบกับเหล่าบัณฑิตในเมือง...”“ท่านจะเข้าเมืองหรือไม่ พาข้าไปด้วยสิเจ้าคะ”“ข้าจะส่งคนไปแจ้งข่าวหลังจากหาสุสานพบ”“สุสาน?”“พวกเขามาขุดกระดูกบรรพบุรุษไปไว้ที่เมืองหลวง เห็นว่ามีจวนใหญ่โต สุสานกับศาลบรรพชนก็เตรียมเอาไว้อย่างดี”ยิ่งฟังเชี่ยชิงโหรวก็รู้สึกว่า ทุกอย่างนั้นควรเป็นของนาง ทว่าเพราะนางแย่งชิงความรักจากไป๋เจี้ยนหงมา ตอนนี้แม้แต่หางตาเขาก็ยังไม่แลนาง กลับไปแต่งงานใหม่กับคุณหนูในเมืองแต่ก็นับว่าสะใจไม่น้อยท
ชายหนุ่มส่ายหน้าหลุดหัวเราะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้นางยังแอบ ‘ขาย’ เขาให้คุณหนูสวี่อยู่เลยแท้ ๆ“ท่านพ่อ เหตุใดจึงนิ่งเงียบไปเล่าเจ้าคะ ท่านต้องช่วยข้า!” อวี้หลานยกยิ้มบาง พลางพัดสัญญานั้นไปมาอย่างไม่รีบร้อน“วันนี้อากาศร้อนนัก ท่านว่าจริงหรือไม่ ขุนนางสวี่? เรื่องนี้ ท่านอยากให้ข้าจัดการให้จบเสียตอนนี้ หรือจะรับหน้าที่จัดการบุตรสาวของท่านเองดีเล่าเจ้าคะ”ขุนนางสวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปตบหน้าบุตรสาวฉาดหนึ่ง “พอได้แล้ว! บุตรสาวข้า...เจ้าเลิกวุ่นวายเถิด นางพูดชัดถึงเพียงนี้ เจ้ายังไม่รู้จักพออีกหรือไร หากอยากออกเรือนนัก ประเดี๋ยวพ่อจะหาคนดี ๆ มาให้เจ้าเอง”อวี้หลานมองดูสองพ่อลูกที่ผลักไสกันขึ้นรถม้าไปอย่างวุ่นวาย แล้วจึงหันไปมองบรรดาคนรับจ้างที่คุณหนูสวี่พามาด้วย “เช่นนี้ พวกท่านคงไม่ได้เบี้ยแล้ว มิสู้มาช่วยขนของให้ข้า ข้ามีเบี้ยเล็ก ๆ น้อย ๆ พอแบ่งให้ได้อยู่เจ้าค่ะ”เพราะความร้ายกาจของ ฮูหยินจอหงวนคนใหม่ จึงทำให้หลังจากนั้นไม่มีสตรีคนใดกล้าเฉียดใกล้หลี่หยางอีกเลย แม้ว่าเขาจะหล่อเหลาและเก่งกาจมากเพียงใดก็ตามบัณฑิตหลี่รับราชการใ
อวี้หลานเผลอยิ้มออกมา ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าตนมีใจให้กับหลี่หยางหรือไม่ แต่เรื่องบนเตียงที่เกิดขึ้นเมื่อคืน นางก็ไม่ได้นึกรังเกียจอะไร ออกจะ...ยินยอมพร้อมใจอยู่หลายส่วนส่วนเรื่องคุณหนูสวี่ผู้นั้น นอกจากการคิดหาถ้อยคำไปต่อปากต่อคำให้นางเจ็บแสบ อวี้หลานก็ไม่ได้กังวลเรื่องใดอีก“เรื่องแม่นางสวี่ ฮูหยินปล่อยให้ข้าจัดการเองเถิด และต่อไปหากมีผู้ใดมาหาเรื่องเจ้าอีก เจ้าต้องบอกข้า เข้าใจหรือไม่ อีกอย่าง...ห้ามใจดีกับคนไปทั่ว อย่างเรื่องคุณชายเฉินครั้งนั้น ข้าก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก”อวี้หลานขมวดคิ้ว ก่อนถามกลับอย่างงุนงง “คุณชายเฉิน?”“ก็บุรุษที่พวกเราเจอตอนออกจากเมืองเมื่อสามปีก่อนอย่างไรเล่า”อ้อ...ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ร่างเล็กมองหน้าสามีแล้วอดขำออกเสียงไม่ได้ “สามี...ท่านทำไหน้ำส้มแตกหรือ กลิ่นเปรี้ยวคละคลุ้งเลยทีเดียว”“ท่านพ่อ! ท่านต้องจัดการให้ข้านะเจ้าคะ นางเป็นเพียงชาวบ้านที่ทำการค้าขาย จะยึดติดกับบุรุษที่กำลังมีอนาคตไกลได้อย่างไร”“แล้วเจ้าจะให้พ่อทำอย่างไรเล่า” ขุนนางสวี่เอ่ยถามเสียงแหบแห้ง บุรุษผู้นี้ทุ่มเททั้ง
“ฮูหยินจอหยวนเช่นข้า ไม่จำเป็นต้องขโมยของผู้ใด!”“ระวังคำพูดด้วยแม่นาง ภรรยาของข้าไม่ขัดสนจนต้องไปขโมยของผู้ใด” เขาหันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นเยียบ พลางเน้นถ้อยคำ “แต่เป็นใครบางคนมากกว่ากระมัง ที่ขัดสนจนต้องมาขอพึ่งหลานเอ๋อร์ของข้า”อวี้หลานรู้ว่าอีกฝ่ายมองออกว่าสตรีผู้นี้มาที่นี่ด้วยเหตุผลใด แต่ไม่เห็นจะต้องแสดงละครต่อหน้าคนที่ไม่สำคัญเลยนี่“ก็มันเป็นของท่านแม่ข้าจริง ๆ ปิ่นปักผมนั้นเป็นของสั่งทำ ไม่มีทางซ้ำผู้ใดแน่ ๆ” อวี้หลานฟังแล้วยกยิ้มให้กับความฉลาดน้อยของสตรีตรงหน้า “เช่นนั้นก็ลองกลับไปถามท่านแม่ หรือไม่ก็ท่านพ่อของคุณหนูดูเถิดว่าเหตุใดปิ่นปักผมนี้จึงมาอยู่กับข้า อย่ามาโวยวายทำให้ตัวเองต้องอับอายเลย”“เป็นชาวบ้านเช่นเจ้ามากกว่าที่ควรอาย”“ข้า? ข้าควรต้องอายด้วยเรื่องใดหรือ อายที่ไม่ได้เกิดในตระกูลขุนนาง หรืออายที่มีเงินมากกว่าเล่า” อวี้หลานเข้าใจสามีก็ครานี้ว่า การใช้วาจาเชือดเฉือนคนมันให้ความรู้สึกสะใจเพียงใด“เชอะ เงินเพียงเท่านั้น ข้าก็มี!”เจ้าแม่เงินกู้ฟังแล้วอยากหัวเราะให้ฟันร่วง จึงลอยหน้าลอยตาถาม “จริงหร
ภาพนั้นทำให้ทุกคนในจวน ทั้งขันที ขุนนาง และบ่าวรับใช้ต่างก็อมยิ้มไม่น้อยไม่นานนัก หลี่หยางก็กลับออกมาในชุดที่สง่างามแต่ไม่โอ้อวดจนเกินงาม“ข้าพร้อมแล้วขอรับ”“เช่นนั้นก็เดินทางกันเถิด”“โชคดีนะเจ้าคะท่านพี่”อวี้หลานแทบไม่อยากจะคิดเลยว่า ถุงเงินของนางจะมีก้อนเงินก้อนทองเพิ่มขึ้นมากมายเพียงใด เห็นทีคงหลั่งไหลออกมาเป็นสายน้ำแน่ ๆและก็เป็นจริงดังคาด เมื่อนางเดินเข้าไปในห้องที่ใช้เก็บหีบใส่ถุงเงินเอาไว้ หีบใบนั้นก็แทบจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อช่วงหลังมานี้ ชีวิตของหลี่หยางมีแต่ความราบรื่นและเปี่ยมสุข เงินทองไม่ว่าจะเป็นเศษอีแปะ ก้อนตำลึงเงินหรือก้อนทองต่างล้นถุงเงินจนแทบปิดไม่สนิท อวี้หลานจึงจัดการนำถุงเงินใบนั้นมาใส่ไว้ในหีบเปล่า และวางซ้อนเรียงกันจนเต็มทีละใบเงินทองจากความสุขของสามีหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด ราวกับแม่น้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง“ไม่รู้ว่าถุงนี้จะใช้งานได้อีกนานเพียงใด” ตอนนี้อวี้หลานไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับเงินทองมากมายที่ได้รับเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะตอนนี้กิจการร้านค้าของนาง ต่างก็ทำกำไรได้อย่า
“ท่านพี่! เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ” สตรีร่างเล็กรีบวิ่งเข้าไปหาสามีจนเหนื่อยหอบ แต่นางก็อยากแสดงความเป็นเจ้าของเขา จึงต้องฝืนตัวเองเช่นนี้“ภรรยา...เหตุใดถึงไม่กลับไปรอที่จวนเล่า”“ไม่ได้เจ้าค่ะ ข้าอยากต้อนรับท่านพี่เป็นคนแรก ไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าให้คนเตรียมอาหารไว้รอที่จวนแล้ว”เมื่อได้ยินเสียงหวาน ๆ คอยเอาอกเอาใจ บัณฑิตหลี่ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายหากเป็นเมื่อก่อน เขาคงมีคำพูดแสบ ๆ คัน ๆ มาทำให้นางต้องชะงักแต่ครั้งนี้ไม่มีแล้ว เพราะการที่เขาสามารถทำทุกอย่างได้ในวันนี้เป็นเพราะอวี้หลาน และหากไม่ได้นางคอยผลักดัน เขาก็คงถอดใจไปแล้วเป็นจริงดั่งคำที่นางเคยบอกเขา...ต่อให้มีความสามารถแต่หากทุกอย่างไม่เอื้ออำนวย ก็คงยากที่จะไปถึงฝัน“กลับจวนกันเถิดฮูหยินของข้า”บุรุษตัวสูงพูด พลางประคองภรรยาขึ้นรถม้าของพวกเขากลับจวนไปอย่างอารมณ์ดี“ดูเหมือนว่าเขาจะมีภรรยาแล้วนะเจ้าคะคุณหนู”คุณหนูในห้องหอนางหนึ่งยืนมองชายหนุ่มที่นางหมายปองเดินโอบเอวสตรีที่น่าจะเป็น ภรรยาบ้าน ๆ ของเขาขึ้นรถม้าไป “หึ หากข้าต้องการ ย่อมไม่ยอมรามือโดยง







