FAZER LOGIN72 1-2
ตอนที่ 142 หาข้อมูลลูกพี่เฉิน (1)
“พวกแกสองคนประสาทไปแล้วรึไง!?”
เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ ติงเสวี่ยหยานก็ยกมือขึ้นปิดกุมท้ายทอยของตนที่ถูกของแข็งกระแทกใส่ ส่งเสียงแหลมร้องซี๊ดซ๊าดด้วยความเจ็บปวดทรมานไม่หยุด สองสามวันที่ผ่านมา เธอทั้งถูกทุบถูกตี ถูกรุมกระทืบและยังอื่นๆอีกสารพัดมากมายเกินพอแล้ว ตอนนี้ กลับถูกน้องสาวและหลานสาวแท้ๆของตนเองทำร้ายร่างกายอีก!
หินก้อนเท่าฝาบ้าน พวกมันยังกล้าหวดใส่เธอได้!
หม่าฟู่เฟิงเพิ่งจะได้สติฟื้นตื่นขึ้นตามมาอีกคน แม้จะถูกมัดมือไว้แต่เขาก็ไม่สนใจ วินาทีนั้น เขากระโจนพุ่งเข้าจู่โจมใส่หลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ยด้วยความโกรธเกรี้ยวสุดขีดทันที
ถึงแม้เขาจะเป็นผู้ชายไม่เอาถ่านสู้ใครเขาไม่เคยได้ แต่หากเป็นเรื่องทุบตีรังแกผู้หญิงแล้วล่ะก็ เขาเองจัดได้ว่าเชี่ยวชำนาญเลยทีเดียว!
หลินจิงซูตระหนักในเรื่องนี้ดีอยู่แล้วว่า หม่าฟู่เฟิงเป็นคนมีนิสัยสันดานอย่างไร เธอจึงถืออิฐแดงก้อนโตแอบซ่อนไว้ด้านหลังตั้งแต่แรก พริบตาที่หม่าฟู่เฟิงปราดพุ่งเข้ามาในระยะทำการ เธอก็ได้จังหวะหวดอิฐแดงก้อนนั้นทุบไปที่กกหูของอีกฝ่ายสุดแรงเกิด จนหน้าของเขาถึงกับสั่นสะบัด!
หม่าฟู่เฟิงตาเหลือกกลายเป็นสีขาว ล้มคะมำแน่นิ่งลงไปกองกับพื้น และไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ
“นังเด็กเวร! นี่แกกล้าดียังไงถึงได้ทำร้ายร่างกายลุงตัวเองแบบนี้! แกมันเด็กอกตัญญู! พ่อแม่ไม่สั่งสอน!!”
ติงเสวี่ยหยานเพิ่งจะแก้เชือกได้ ก็เตรียมลุกขึ้นจะหวดฝ่ามือตบหน้าหลินจิงซูเป็นการสั่งสอน
หลินจิงซูหยิบอิฐแดงก้อนใหญ่ขึ้นมาจากพื้นอีกก้อน แล้วใช้มือเขย่าเล่นอย่างปราศจากความเกรงกลัวใดๆ พร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า
“ป้าคะ หนูให้โอกาสพูดใหม่อีกครั้ง”
ได้เห็นความอำมหิตเลือดเย็นของสาวน้อยเมื่อสักครู่ ติงเสวี่ยหยานก็ถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างยากลำบาก เธอร่นฝีเท้าถอยกลับไปยืนที่เดิมและไม่พูดไม่จาใดๆอีก
นับประสาอะไรกับติงเสวี่ยหยาน กระทั่งติงเสวี่ยเหม่ยยังรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนกับภาพการจู่โจมเมื่อครู่ของลูกสาวไม่หาย แต่เมื่อเห็นว่าหม่าฟู่เฟิงยังคงหายใจอยู่ที่พื้น และเพียงแค่มีอาการมึนงงกับเลือดออกศีรษะเล็กน้อยเท่านั้น เธอจึงค่อยโล่งใจเพราะรู้ว่าไม่น่าใช่ปัญหาใหญ่อะไร
หลินจิงซูเอ่ยถามอย่างเลือดเย็นว่า
“ป้าค่ะ หนูอยากถามอะไรสักข้อสองข้อ หวังว่าป้าจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีนะคะ”
ได้ยินเช่นนั้น ติงเสวี่ยหยานก็เป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นพลันราวกับคนสะดุ้งไฟ
“แล้วทำไมฉันต้องให้ความร่วมมือกับแก…เอ่อ…”
แต่ยังไม่ทันจะได้พูดจบประโยคด้วยซ้ำ หลินจิงซูก็ชูอิฐแดงก้อนนั้นที่อยู่ในมือขึ้นมา แล้วทำการหวดลมไปพลางๆ เพื่อเป็นการทดสอบน้ำหนักมืออยู่สองสามที เสียงความแรงของอิฐฉีกผ่านอากาศดัง ‘ฟุบๆ’
ลูกตาดำของติงเสวี่ยหยานขยายโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอรีบท้วงติงขึ้นว่า
“แก…แกกล้าตีฉันจริงๆเหรอ? ฉะ-ฉันเป็นป้าของแกนะ!”
“แล้วป้าคิดว่า…หนูกล้ารึเปล่าล่ะคะ?”
หลินจิงซูฉีกยิ้มกว้าง ง้างแขนวาดรัศมีขึ้นสูง ราวกับเตรียมจะทุบอิฐเข้าที่ใบหน้าของเธอเน้นๆสักหนึ่งที
เสี้ยววินาทีนั้น เธอแอบตะหงิดใจสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมหลินจิงซูถึงได้ดูน่ากลัวยิ่งกว่าพี่เปียวเสียอีก?
ทั้งที่เมื่อก่อนเด็กสาวคนนี้ไม่มีวี่แววว่าจะโตขึ้นมามีนิสัยเช่นนี้เลยด้วยซ้ำ เธอเป็นแค่เด็กที่ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียวเท่านั้นไม่ใช่เหรอ?
เห็นว่าในที่สุดติงเสวี่ยหยานก็ยอมสงบฤทธิ์เดชลงเสียที หลินจิงซูจึงเริ่มไต่เพื่อสวนล้วงข้อมูลเกี่ยวกับลูกพี่เฉินให้ได้มากที่สุด และยังหาสาเหตุว่าเพราะอะไรสองสามีภรรยาคู่นี้ถึงได้ก่อหนี้มากมายมหาศาลถึง30,000หยวนได้
ปรากฏว่าติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงชอบเล่นการพนันเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไพ่นกกระจอกที่ทั้งคู่ติดหนักเป็นพิเศษ และแล้ววันหนึ่ง เจ้าของบ่อนไพ่นกกระจอกอย่างพี่เปียวที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆจนสนิทสนม ก็เริ่มให้ยืมเงินเป็นครั้งคราว และคิดดอกเบี้ยตามประสาคนรู้จักกัน
เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนเงินที่ติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงยืมไปก้อนนั้น นับวันก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เสมือนกับก้อนหิมะที่ไหลลงเนินไปกองรวมกัน จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่พี่เปียวเริ่มกระตุ้นถามถึงเงินจำนวนนั้นว่าเมื่อไหร่จะคืน กว่าที่สองสามีภรรยาจะได้สติรู้ตัว มูลค่าหนี้ก้อนนั้นก็ปาเข้าไปกว่าหมื่นหยวนแล้ว
ในช่วงแรก หม่าฟู่เฟิงและติงเสวี่ยหยานก็อาศัยเงินที่แอบขโมยจากผู้เฒ่าติงมาจ่ายคืน แต่ก็ยังคงเดินหน้าเล่นไพ่นกกระจอกต่อไป ซึ่งทุกครั้งเงินเดิมพันก็มีแต่จะหนักขึ้นและหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยหวังว่าถ้าชนะสักทีคงจะได้ทุนคืนพร้อมกำไร
และด้วยเหตุนั้นเอง ของมีค่าทั้งหมดภายในบ้านจึงถูกขโมยไปจนเกลี้ยง หมดตัวไม่พอยังมีหนี้ก้อนโตที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
หลินจิงซูพึมพำถามพร้อมกับใช้ความคิดไปด้วย
“เจ้าของที่อยู่เบื้องหลังบ่อนไพ่นกกระจอกนั่น ก็คงจะเป็นลูกพี่เฉิน…”
ได้ยินเช่นนั้น ติงเสวี่ยหยานก็อดที่จะกระแนะกระแหนไม่ได้
“ทำพูดอย่างกับเก่งนักเก่งหนา แถบนั้นมีแค่บ่อนอย่างเดียวรึไง? ถนนไป๋ฮั่นตลอดทั้งเส้นล้วนเป็นที่ของมันทั้งนั้นล่ะ!”
ถนนไป๋ฮั่นนับเป็นถนนคนเดินที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแล้วในย่านนี้ เป็นจุดศูนย์รวมวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างเขตเมืองและชนบทไว้ได้อย่างลงตัว และมีพ่อค้าแม่ค้าไม่น้อยที่จับจองพื้นที่แถบนี้เพื่อหวังทำธุรกิจสร้างตัว นับวันถนนสายนี้จึงมีแต่จะคึกคักและรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ
หลินจิงซูขมวดคิ้วถักเป็นปม ฟังจากคำพูดของติงเสวี่ยหยานแล้ว ท่าทางลูกพี่เฉินคนนี้จะเป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ประจำถิ่น และนั่นก็เกิดคำถามต่อมาว่า คนอย่างติงจู้ฮั่วไปทำอะไรเข้าให้ อีกฝ่ายถึงได้ขุ่นเคืองไม่พอใจมากขนาดนี้?
ในเมื่อลูกพี่เฉินทรงอำนาจขนาดนั้น ติงจู้ฮั่วไม่ถูกตัดขาทิ้งก็นับว่าบุญแล้ว?
“ป้าคะ อย่าเพิ่งเรียกน้ากลับมาเลย”
ติงเสวี่ยหยานถ่มน้ำลายพร้อมกับสบถโวยวายขึ้นทันทีที่ได้ฟัง
“ถุย! จะบ้ารึไง! เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นก็เพราะมันตัวเดียว! ไม่มีมันสักคน มีเหรอที่ฉันกับหม่าฟู่จะมีหนี้มีสินท่วมหัวมากมายแบบนี้! ถ้าไม่รีบตามตัวมันกลับมา แกช่วยนึกภาพด้วยว่าพวกฉันสองคนจะมีสภาพยังไง? อยากเห็นไอ้บ้าพี่เปียวนั่นตัดมือตัดขาป้ากับลุงเขยตัวเองจริงๆเหรอ?”
“ป้าก็ลองเสนอตัวเองขัดดอกให้พี่เปียวดูสิ เผื่อจะซื้อเวลาได้อีกสักสองสามวัน?”
หลินจิงซูเสนอความคิดเห็น
“นังเด็กเวรนี่! ฉันเป็นป้าของแกนะเว้ย! พูดอะไรให้เกียรติกันหน่อย!!”
ท้ายหลังติงเสวี่ยหยานเริ่มร้องครวญครางตัดพ้อชีวิตของตัวเองว่า
“ทำไมชีวิตของฉันถึงต้องกลายเป็นอย่างนี้ด้วยนะ! เพราะไอ้ชาติชั่วติงจู้ฮั่วคนเดียว! แกนะแก…ทั้งหมดเป็นความผิดของแกคนเดียว! ฉันกับหม่าฟู่ล้วนบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยซ้ำไป! กรรมใดใครก่อ ก็ต้องให้คนนั้นเป็นผู้ชดใช้…”
“เพี๊ยะ!”
ได้ยินเสียงกรีดร้องคร่ำครวญโวยวายเป็นบ้าเป็นหลังของติงเสวี่ยหยาน หลินจิงซูชักเริ่มรู้สึกรำคาญมากขึ้นเรื่อยๆ ท้ายสุดจึงไม่ขอทนและจัดให้หนึ่งดอก เธอหวดฝ่ามือตบหน้าอีกฝ่ายฉาดใหญ่ โดยหวังว่าการกระทำนี้จะช่วยให้ผู้เป็นป้าหุบปากลงได้
“แก! นี่แกกล้าตบหน้าฉันเหรอ?!”
ติงเสวี่ยหยานยิ่งเกิดอาการคลุ้งคลั่งหนักขึ้น หลายวันที่ผ่านมา เธอถูกรุมใช้ความรุนแรงมามากเกินไปแล้ว และเวลานี้ กระทั่งเด็กรุ่นหลานอย่างหลินจิงซูยังกล้าตบหน้าเธออีก!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







