FAZER LOGIN100 2-2
ตอนที่ 199 ไม่มีมือมีเท้าหากินเอง?
“หิวขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เห็นพี่สาวตัวเองเวียนศีรษะจวนเจียนจะเป็นลมให้ได้ ติงเสวี่ยเหม่ยจึงรีบเอ่ยถามด้วยความกังวลทันที ขณะที่กำลังจะลุกไปช่วยพยุงร่างของติงเสวี่ยหยานขึ้นมานั้น เธอกลับถูกหลินจิงซูห้ามปรามเอาไว้
หลินจิงซูระบายยิ้มที่ไร้พิษภัยพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“แม่คะ กินข้าวกับพ่อทูนหัวต่อเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูจะช่วยคุณป้าเอง”
พูดจบ หลินจิงซูก็เร่งเดินเข้าไปช่วยพยุงร่างของติงเสวี่ยหยานเข้ามาในบ้าน
แน่นอน สิ่งที่ติงเสวี่ยหยานถวิลหาที่สุดในตอนนี้ก็คืออาหาร ทว่าหลินจิงซูกลับพาเธอไปนั่งในห้องรับแขกแทน มิหนำซ้ำยังบังคับให้เธอนั่งอยู่ตรงนั้นเพื่อเฝ้าดูคนอื่นทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยด้วย
แล้วมีหรือที่คนอย่างติงเสวี่ยหยานจะเต็มใจยอมนั่งอยู่อย่างนั้น? เธอหิวไส้แทบขาดและกำลังจะเป็นลมอยู่มะลอมมะล่อแล้ว แผนการของเธอในครั้งแรกก็คือ หลอกล่อให้ติงเสวี่ยเหม่ยใจอ่อนมาพยุงเธอไปยังโต๊ะอาหาร และเธอก็จะฉวยจังหวะนั้น ฉกจานหมูตุ๋นทั้งหมดมากินกับสามี แต่กลายเป็นว่า แผนทุกอย่างกลับต้องพังพินาศลงเพราะนังเด็กนรกหลินจิงซูนั่นคนเดียว!
เห็นอีกฝ่ายตั้งท่าเตรียมจะลุกขึ้นยืน หลินจิงซูจึงรีบใช้สองมือกดไหล่ให้นั่งลง
“ตอนนี้คุณป้าตัวร้อนมากเลยค่ะ ท่าทางจะไม่สบาย อย่าเพิ่งออกแรงเดินไปไหนเลยจะดีกว่า ควรนั่งพักผ่อนอยู่ตรงนี้ไปก่อนนะคะ”
หลินจิงซูเอียงศีรษะก้มลงเล็กน้อย ฉายปรากฏรอยยิ้มที่แสนใจดีบนใบหน้า
ติงเสวี่ยหยานพยายามประคองสติที่เหลือ จ้องเขม็งมองใส่สาวน้อยเบื้องหน้าด้วยความโกรธจัด แล้วจู่ๆเธอก็กรีดร้องออกมาเสียงดังลั่น
“ไม่ไหวแล้ว ฉันหิวมาก…หิวจนเวียนหัวไปหมดแล้ว…”
หลินจิงซูแสร้งปั้นหน้าแสดงทีท่าประหลาดใจ
“อ่อ ที่แท้ป้าก็หิวนี่เอง! บังเอิญจังเลยค่ะ หนูมีซาลาเปาสองลูกที่เหลืออยู่ตอนเช้าพอดี! เดี๋ยวจะไปหยิบจากตู้กับข้าวมาให้นะคะ!”
จากนั้น เธอก็กลับมาพร้อมกับซาลาเปาเย็นชืดสองลูก หนึ่งในนั้นถูกแบ่งให้ติงเสวี่ยหยานผู้หิวโหย
“ลูกนี้เป็นส่วนของป้าค่ะ ส่วนอีกลูกก็ของลุงนะคะ”
ติงเสวี่ยหยานนั่งจ้องซาลาเปาเย็นเฉียบไร้จิตวิญญาณลูกนั้นในมือ เสี้ยวอึดใจนั้น เธอก็โมโหจนแทบเป็นบ้า
“นี่แกจะให้ฉันกินซาลาเปาเย็นชืดแบบนี้ลงได้ยังไง!? บนโต๊ะก็มีหมูตุ๋นอยู่ตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ?! แก! นี่แกชักจะมากเกินไปแล้วนะ!!”
เฉินเฉวียนเย่ตบตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง!’ พร้อมปรายหางตาเย็นชาเหลือบมองไปทางติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิง
“นี่พวกแกกำลังพูดอยู่กับใคร?”
ติงเสวี่ยหยานนั่งนิ่งตัวสั่นเป็นลูกนกไร้ขน นับจากวินาทีนั้น เธอก็ไม่กล้าเปล่งเสียงใดๆออกมาอีกเลย
ทางด้านหม่าฟู่เฟิงรีบพนมมือไหว้ พร้อมกับร้องขอความเมตตาจากเฉินเฉวียนเย่ทั้งน้ำตา
“ลูกพี่เฉินครับ ภรรยาของผมมีปัญหาเรื่องท้องไส้ กินซาลาเปาเย็นชืดในหน้าหนาวแบบนี้ จะยิ่งทำให้กระเพาะของเธอทำงานแย่ลงนะครับ ขอความเมตาด้วยเถอะครับ! ขอร้องล่ะครับ!”
ทันทีที่ติงเสวี่ยเหม่ยได้ยินว่าพี่สาวตนเองมีปัญหาเรื่องท้องไส้ จิตใจที่เคยสงบก็เริ่มสั่นไหวอีกครั้ง
“ซูซู…”
หลินจิงซูรู้ดีว่า เวลานี้แม่ของเธอกำลังใจอ่อนลงอีกแล้ว
เพราะติงเสวี่ยเหม่ยมีอุปนิสัยอย่างนี้นี่ล่ะ จึงไม่แปลกที่มักจะถูกติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิง หรือแม้แต่คนตระกูลหลินรุมรังแกข่มเหงสารพัดอย่าง
ชาติก่อนหน้าของเธอ หลินจิงซูเองก็ถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่เต็มๆ ช่างเป็นคนอ่อนแอและยอมคนไปเสียหมด ไม่ว่าจะทำดีให้ไปสักเพียงใด แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นความขมขื่น
จนวันหนึ่ง เธอก็ตระหนักได้ในที่สุดว่า คนเราไม่จำเป็นต้องทำดีหรือต้องใส่ใจกับความคิดของทุกคน
ใครปฏิบัติดีต่อกัน เธอย่อมปฏิบัติดีตอบด้วยใจ แต่หากใครทำสันดานเสียใส่ ก็จงตอบแทนด้วยความเกลียดชัง!
เสี้ยวจังหวะเดียวกันนั้น หลินจิงซูรีบเข้าห้ามปรามติงเสวี่ยเหม่ยอีกครั้ง
“ลุงบอกว่าป้าท้องไส้ไม่ค่อยดีใช่มั้ยคะ? แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในฐานะสามี หนูไม่ยักเคยเห็นลุงอุ่นอาหารหรือทำอะไรให้ป้าเลยไม่ใช่เหรอคะ? ขนาดซาลาเปายังไม่เคยคิดจะเอาไปนึ่งด้วยซ้ำ? หรือเป็นไปได้ไหมว่า ที่ผ่านมา ลุงเคยจ้างแม่บ้านมาดูแลเรื่องอาหารการกินให้กับป้า? แต่พอหนูและแม่กลับมา เธอคนนั้นก็หายไปไหนแล้วเหรอคะ?”
เผชิญพบกับคำพูดเหล่านี้ของหลินจิงซูเข้าไป หม่าฟู่เฟิงก็ถึงกับหน้าแตกยับเยิน
เฉินเฉวียนเย่ระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น
“ถ้าพวกแกสองคนมีเงินถึงขนาดจ้างแม่บ้านได้ แล้วทำไมถึงไม่จ่ายหนี้ฉันสักทีล่ะ? ถามจริงๆเถอะนะ นี่พวกแกคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? คุณชายคุณหญิงที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดงั้นเหรอ? วันๆถึงได้เอาแต่งอมืองอเท้าไม่ทำบ้าอะไรสักอย่าง!”
ติงเสวี่ยเหม่ยเองก็หงุดหงิดไม่น้อยที่ถูกปั่นหัวหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า เธอจ้องหน้าหม่าฟู่เฟิงตาเขม็งเย็นชาอย่างที่สุด
“ถูกอย่างที่คุณเฉินพูดนั่นล่ะ! วันๆไม่เคยทำงานทำการอะไรนอกจากเที่ยวเล่นไปวันๆ? ขนาดพ่อนอนป่วยหนักทั้งคน ยังไม่เคยมาสนใจเหลียวแลเลย!”
สำหรับคำก่นด่าจากปากเฉินเฉวียนเย่นั้น ติงเสวี่ยหยานจำต้องยอมก้มหัวน้อมรับไม่อาจโต้เถียง แต่ต้องไม่ใช่กับติงเสวี่ยเหม่ยผู้เป็นน้องสาว เธอชี้หน้าด่าสวนตอบทันทีอย่างไม่นึกเกรงใจ
“อย่าพูดเหมือนกับตัวเองดีเลิศสูงส่งอะไรเลย! ระหว่างที่แกกำลังนั่งกินอาหารสบายใจเฉิบอยู่ในบ้าน รู้บ้างมั้ยว่าฉันกับหม่าฟู่เฟิงต้องผจญกับงานบ้านที่หนักหนาขนาดไหน!? แค่ข้าวสวยร้อนๆสักทัพพี แกเคยมีเผื่อแผ่ถึงพวกเราสองคนบ้างมั้ย?”
หลินจิงซูยืนจ้องหน้าติงเสวี่ยหยานที่กำลังพูดฉอดๆเอาดีเข้าตัวอยู่ แต่แล้วจู่ๆก็อดที่จะหัวเราะออกมาด้วยความขบขันไม่ด้
“แล้วทำไมต้องรอให้คนอื่นยื่นอาหารให้ด้วยล่ะ? ไม่มีมือมีตีนหากินเองรึไงคะ?”
ระหว่างที่พูด หลินจิงซูก็เป่าปากส่งเสียงแหลมดัง ไม่นานก็มีสุนัขตัวใหญ่ล่ำบึ้กวิ่งตามกลิ่นหมูตุ๋นเข้ามาในบ้าน
เธอหยิบหมูตุ๋นจากในชามชิ้นหนึ่งออกมาโยนเข้าปากสุนัขตัวโตอย่างแม่นยำ ส่วนมันก็ยืนสี่ขาขบเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
หลินจิงซูยังพูดอีกว่า
“ดูอย่างเจ้าเหลืองตัวนี้สิ มันคอยทำหน้าที่เฝ้ายามหมู่บ้านตลอดทั้งวันทั้งคืน สมควรแล้วที่จะต้องได้รางวัลตอบแทน!”
ติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงเดือดดาลสุดขีด ใบหน้าของทั้งคู่ผันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำสลับม่วงเข้ม!
หลินจิงซู นังสัตว์นรกน้อยตัวนี้ชักจะเอาใหญ่แล้ว!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







