FAZER LOGIN100 1-2
ตอนที่ 198 รังแกกันเกินไป
ติงเสวี่ยเหม่ยคล้ายจะเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระคนสงสัยว่า
“เดี๋ยวก่อนนะ ลูกบอกว่าชนะไพ่นกกระจอกจนสามารถเอาทุกอย่างกลับคืนมาได้? นี่ลูกเล่นไพ่เก่งขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”
หลินจิงซูอดยิ้มกรุ้มกริ่มไม่ได้
“เล่นเก่งที่ไหนกันล่ะแม่ ก็แค่โชคช่วยเท่านั้นเองแหละ!”
ติงเสวี่ยเหม่ยหน้ามุ่ยคิ้วขมวดชนกันไม่หาย ร้องสั่งด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลว่า
“ครั้งนี้โชคช่วย แต่คราวหน้าคงจะไม่ได้โชคดีแบบนี้อีกแล้ว นับตั้งแต่นี้ต่อไป แม่ไม่อนุญาตให้ลูกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการพนันอีกแล้วนะ เข้าใจที่แม่พูดรึเปล่า?”
“เข้าใจค่ะ หนูสัญญาว่าจะไม่เล่นอีก”
หลินจิงซูชูสามนิ้วขึ้นสาบาน
ติงเสวี่ยเหม่ยพยักหน้ารับรู้และไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย แต่เธอปรายหางตาเล็กน้อย เหลือบมองไปยังทิศทางที่เฉินเฉวียนเย่ยืนอยู่ พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นว่า
“แล้วเรื่องพ่อทูนหัวของลูกนั่นล่ะ? จะเอายังไงดี?”
“หนูเองก็อยากจะถามแม่อยู่เหมือนกัน แม่คิดยังไงกับคุณเฉินคนนี้คะ?”
หลินจิงซูย้อนถามติงเสวี่ยเหม่ยกลับไป
“แม่ไม่คิดอะไรทั้งนั้นล่ะ แต่ก็…”
ติงเสวี่ยเหม่ยพูดหนึ่งคำก็เหลือบมองหนึ่งที สังเกตเห็นติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงที่กำลังช่วยกันทำความสะอาดบ้านอย่างขยันขันแข็งอยู่ จึงได้พูดต่อว่า
“แต่ก็ไม่เลวเลยล่ะ…”
“ใช่มั้ยล่ะคะแม่? อย่างน้อยก็สามารถทำให้เต่าล้านปีอย่างสองคนนั่นลุกขึ้นมาทำงานทำการได้! แม่คะ ไม่ว่ายังไง วันนี้เราก็ควรร่วมโต๊ะอาหารกับเขาสักมื้อไปก่อน เรารีบไปร้านขายเนื้อซื้อหมูมาเตรียมตุ๋นกันดีกว่านะคะ”
“แต่คนตั้งมากมายแบบนี้ แม่ว่า…”
พูดมาถึงตรงนี้ ติงเสวี่ยเหม่ยก็แอบรู้สึกลำบากใจไม่น้อย
“ท่าทางจะต้องจ่ายเงินค่าหมูไม่น้อยทีเดียว...”
หลินจิงซูส่ายหน้า
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ แค่เตรียมเนื้อหมูไว้สำหรับสี่ที่ก็พอแล้ว”
ติงเสวี่ยเหม่ยนับนิ้วคำนวณคร่าวๆ สี่คนที่ลูกสาวพูดหมายถึงใครบ้าง
นับตัวเธอเองก็เป็นหนึ่ง หลินจิงซูเป็นสอง ส่วนอีกสองคนที่เหลือน่าจะหมายถึงเฉินเฉวียนเย่และผู้เฒ่าติงไม่ผิดแน่
“แต่เดี๋ยวก่อนนะ นี่ลูกไม่ได้นับป้ากับลุงไปด้วยเหรอ?”
ติงเสวี่ยเหม่ยเอ่ยถามพร้อมปั้นสีหน้าไม่เข้าใจ
หลินจิงซูจึงได้แถลงไขให้ฟัง
“สำหรับสองคนนั่น ต่อให้สร้างวัดขึ้นมากับมือ หนูก็ไม่เชื่อใจหรอกค่ะ อีกอย่าง แค่ไม่ทำอาหารให้กินสักมื้อสองมื้อคงไม่อดตายหรอกค่ะ”
ติงเสวี่ยเหม่ยพยักหน้าพร้อมเอ่ยตอบ
“ก็จริงของลูก เราไม่ควรใจดีกับคนพวกนั้นมากนัก ต้องถูกดัดสันดานซะบ้าง”
เวลาล่วงเลยมาจนใกล้ถึงเวลาอาหารเย็น เฉินเฉวียนเย่ก็สั่งให้กลุ่มลูกน้องของตนแยกย้ายกันกลับไป เหมือนที่หลินจิงซูสันนิษฐานไว้จริงๆ
ทว่าในเวลานี้ ทุกคนกลับดูเหมือนไม่เต็มใจที่จะจากไปไหนอย่างยิ่ง เพราะกลิ่นหมูตุ๋นจานอร่อยที่ติงเสวี่ยเหม่ยรังสรรค์ขึ้นมานั้น ช่างหอมเย้ายวนจนทุกคนถึงกับต้องน้ำลายไหล!
ตอนนี้ ก็เหลือเพียงหลินจิงซู ติงเสวี่ยเหม่ยและเฉินเฉวียนเย่ ที่นั่งร่วมโต๊ะทานอาหารเย็นมื้อนี้ด้วยกัน ขณะเดียวกัน ผู้เฒ่าติงที่เพิ่งหายจากอาการป่วย ก็ยังคงนอนพักฟื้นอยู่ภายในห้องของตน
“มันกะทันหันเกินไปหน่อยค่ะ เลยทำสุดฝีมือได้เพียงเท่านี้ ถ้าไม่อร่อยยังไง ดิฉันก็ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ”
ติงเสวี่ยเหม่ยอดรู้สึกเก้อเขินไม่ได้ นั่นเพราะนอกเหนือไปจากหมูตุ๋นแล้ว กับข้าวอย่างอื่นบนโต๊ะก็มีเพียงแค่ผักดองที่เหลือจากเมื่อวานและหัวไชเท้าเท่านั้น
ทว่าเฉินเฉวียนเย่กลับเอ่ยปากชมไม่หยุด
“ไม่เลย ไม่เลย! น้องสาวถ่อมตัวเกินไปแล้ว! รสชาติของมันอร่อยมากๆเลยล่ะ! แม้แต่พวกพ่อครัวตามโรงแรมระดับห้าดาวยังทำได้ไม่อร่อยเท่านี้เลยด้วยซ้ำ!”
ทุกคำพูดล้วนกลั่นออกมาจากใจจริง ปราศจากคำประจบสอพลอใดๆเจือปน
เฉินเฉวียนเย่รู้สึกเหนือความคาดหมายอย่างมาก เขาไม่คิดว่าติงเสวี่ยเหม่ยจะทำอาหารได้อร่อยถึงเพียงนี้!
หลินจิงซูยักไหล่ไม่แยแส ก้มหน้าก้มตากินอาหารในชามต่อไป
ระหว่างที่มื้ออาหารของคนทั้งสามกำลังดำเนินไปนั้น จู่ๆติงเสวี่ยหยานและหม่าฟู่เฟิงก็เปิดประตูโผล่พรวดเข้ามา เสียงหายใจหอบหนักไม่เป็นจังหวะด้วยความเหน็ดเหนื่อย เนื้อตัวสกปรกมีแต่เหงื่อไคลไหลย้อย สภาพไม่ต่างอะไรจากสุนัขที่กำลังหิวโหย
“นี่พวกแก..เอ๊ย! พวกพี่ทานข้าวกันแล้วเหรอ?”
เห็นหมูตุ๋นชิ้นโตกลิ่นหอมโอชาวางอยู่บนโต๊ะอาหาร ติงเสวี่ยหยานก็ถึงกับน้ำลายแตกพร่า
เฉินเฉวียนเย่พ่นเสียงดุดันใส่อย่างไม่ทน
“แล้วเห็นว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่ล่ะ? นี่พวกแกทำงานจนตาพร่ามัวกันไปหมดแล้วรึไง?”
หม่าฟู่เฟิงกระเดือกน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ พร้อมพูดเสียงสั่นด้วยความหิวโหย
“ลูกพี่เฉินครับ พวกเรายังไม่ได้กินข้าวเลยตั้งแต่เช้า มิหนำซ้ำต้องมาทำความสะอาดบ้านตั้งสองหลังภายในวันเดียวแบบนี้ พวกเราสองคนถึงกับหิวไส้กิ่วเลยล่ะครับ ถ้าไม่ว่าอะไร…พวกเราขอร่วมโต๊ะด้วยได้มั้ยครับ?”
เฉินเฉวียนเย่เหยียดยิ้มหยัน
“พวกแกทำงานเสร็จดีแล้วเหรอ? กล้าเอ่ยปากขอร่วมโต๊ะอาหารด้วยแบบนี้ พวกแกอยากตายมากนักรึไง?”
“ไม่ใช่นะครับลูกพี่เฉิน! ผม…ผมจะกล้าอวดดีแบบนั้นได้ยังไง…”
หม่าฟู่เฟิงรีบชนศอกสะกิดเรียกติงเสวี่ยหยานที่อยู่ข้างเคียง
ติงเสวี่ยหยานรีบขยิบตาเป็นสัญญาณตอบอย่างรู้ทัน เธอรีบยกมือขึ้นกุมศีรษะ ร่างกายเสียศูนย์ทรุดเอียงติดขอบประตูอย่างไร้เรี่ยวแรง เธอเปล่งเสียงร้องดังด้วยความสิ้นหวัง
“น้องรักของพี่ พี่รู้สึกเวียนหัวไม่ไหวแล้ว โอ๊ย…หิวจนปวดท้องไปหมดแล้ว แรงจะยืนยังไม่มีเลย…”
ด้วยสภาพของสองผัวเมียตอนนี้ นับว่าค่อนข้างโทรมมากจริงๆ แม้แต่ติงเสวี่ยเหม่ยที่ได้เห็น ก็ยังอดรู้สึกใจอ่อนไม่ได้
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







