Masuk106 1-2
ตอนที่ 210 อดีตแสนขมขื่นของเฉินเฉวียนเย่
คนแรกที่มีปฏิกิริยาตอบสนองว่องไวกว่าใครก็คือหลินจิงซู เห็นชายหัวโล้นลอบจู่โจมเข้ามาพร้อมกับอาวุธมีคมในมือ เธอเร่งผลักร่างของจู้หยานให้หลบพ้นรัศมี แล้วยืนประจันหน้ากับอีกฝ่ายที่พุ่งถลาเข้ามาแทน
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนั้น เฉินเฉวียนเย่ก็วิ่งปรี่เข้าช่วยเหลืออย่างสุดชีวิต ยกแขนขึ้นสร้างปราการกำบังปกป้องหลินจิงซูไว้ ทำให้คมมีดเล่มยาวนั้นฟันฉับเข้าที่ท่อนแขนของเขาแทน
เสียงมีดที่ขูดกับกระดูกดังเสียดหู ธารเลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งบริเวณ
ทันใดนั้นเอง จู่ๆก็มีเสียงของใครไม่รู้ร้องตะโกนดังลั่น
“ตำรวจมา! ตำรวจมาแล้ว! รีบหนีเร็ว!!”
เห็นว่าหนึ่งในพรรคพวกของตนถูกจับกุมตัวได้ ชายฉกรรจ์ที่เหลือทั้งหมดต่างก็วิ่งป่าราบ หนีกระเจิดกระเจิงหายไปอย่างรวดเร็ว
โม่หลี่รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่ง
พบเห็นเฉินเฉวียนเย่ได้รับบาดเจ็บ เธอถึงกับพูดเสียงสั่นเกินจะควบคุมได้
“เจ้านาย! นี่มันเกิดอะไรขึ้น?! ทำไม…ทำไมถึงได้บาดเจ็บสาหัสขนาดนี้! โชคดีแค่ไหนที่เจ้าหนุ่มแซ่จู้ยังหัวไวอยู่บ้าง แอบแจ้งข่าวนี้ให้ฉันรู้ก่อน ฉันถึงได้พาตำรวจมาที่นี่ได้ทันเวลา! จะคิดจะทำอะไร ทำไมถึงไม่บอกกันก่อนล่ะคะ?!”
เหลือบมองบาดแผลขนาดใหญ่ที่ถูกฟันจนเหวอะหวะบนท่อนแขนของเฉินเฉวียนเย่แล้ว หลินจิงซูก็ถึงกับหน้าถอดสี
จู้หยานที่มีสติดีกว่าเร่งถอดเสื้อคลุมออก แล้วจัดการฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพื่อนำมามัดห้ามเลือดให้เฉินเฉวียนก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาล
หน้าห้องผ่าตัด นอกจากหลินจิงซู จู้หยานและโม่หลี่แล้ว ก็ยังมีคนอื่นๆอีก อย่างเช่นจางหลาน เจ้าหน้าที่โจวและติงเสวี่ยเหม่ย ที่เมื่อทราบข่าวก็เร่งเดินทางมาสมทบ
ทันทีที่ติงเสวี่ยเหม่ยทราบว่า เฉินเฉวียนเย่ถูกคนทำร้ายอาการสาหัสมา เวลานี้อยู่ระหว่างการผ่าตัดนั้น เธอก็รีบไปที่ตลาดเพื่อหาซื้อเนื้อหมูและสมุนไพรนานาชนิดสำหรับใช้ต้มซุปบำรุงเลือดลมให้อีกฝ่ายทาน หลังจากจัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพ จึงค่อยเดินทางไปที่โรงพยาบาลเป็นลำดับต่อมา
ป้ายไฟหน้าห้องผ่าตัดดับลง คุณหมอท่านหนึ่งก็เดินออกมาจากด้านใน เจ้าหน้าที่โจวเข้าถึงตัวคุณหมอท่านนั้นเป็นคนแรก เร่งสอบถามถึงอาการของอีกฝ่ายด้วยจิตใจที่ร้อนรน
“สวัสดีครับคุณหมอ ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อยากจะสอบถามเล็กน้อยว่า อาการของคนไข้เป็นยังไงบ้างครับ? ไม่ทราบว่าจะสะดวกตอบรึเปล่าครับ?”
คุณหมอพูดขึ้นว่า
“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ระยะนี้จะต้องนอนพักผ่อนอยู่บนเตียง ห้ามลุกไปไหนมาไหนอย่างเด็ดขาด บาดแผลค่อนข้างลึกมากครับ โชคยังดีที่มีคนห้ามเลือดเป็น จึงทำให้เลือดหยุดไหลในระหว่างที่นำตัวมาส่งโรงพยาบาล เพราะถ้าคนไข้มาถึงในสภาพที่เสียเลือดมากเกินไป การผ่าตัดก็จะเป็นไปได้ยากกว่านี้มาก”
หลินจิงซูหันไปมองจู้หยานด้วยสายตาประหลาดใจอย่างมาก ปรากฏว่าเขาก็รู้จักวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วย
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาถามอะไรนอกเรื่อง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ ก็คืออาการบาดเจ็บของเฉินเฉวียนเย่
ประตูห้องผ่าตัดเปิดกว้างอีกครั้ง ปรากฏเป็นนางพยาบาลสองคนกำลังช่วยกันเข็นร่างของเฉินเฉวียนเย่ที่นอนโทรมอยู่บนเตียงออกมา แขนข้างหนึ่งถูกพันด้วยผ้าก็อซสีขาวเป็นชั้นหนา
ทันทีที่เฉินเฉวียนเย่เห็นผู้คนมากมายมายืนเฝ้าคอยอยู่ด้านนอก จากสีหน้าที่ไม่สู้จะดีนัก เขาก็ปั้นหน้านิ่งเงียบขรึมฉับพลัน
เจ้าหน้าที่โจวเร่งสอบถามทันที
“ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง? พอจะคุยไหวรึเปล่า?”
“ก็พอไหว”
“เอาล่ะ งั้นผมขอสอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน่อย ชนวนเหตุแรกเริ่มเกิดจากอะไร…”
เสร็จสิ้นการสอบสวนของเจ้าหน้าที่โจว เขาก็พับสมุดบันทึกเก็บใส่กระเป๋า แล้วเดินออกจากวอร์ดออกไปอย่างรวดเร็ว
ทางด้านหลินจิงซูและคนอื่นๆต่างก็แห่เข้ารุมล้อมเฉินเฉวียนเย่ พร้อมกับสอบถามถึงสภาพร่างกายและอาการโดยรวมของเขา เห็นทุกคนต่างแสดงความเป็นห่วงเป็นใยในตัวเขามากถึงเพียงนี้ เฉินเฉวียนเย่ก็แอบมีความสุขไม่น้อยทีเดียว
ภายในห้องพักฟื้น ติงเสวี่ยเหม่ยเปิดฝากระติกออก แล้วจัดการเทน้ำซุปกระดูกหมูเคี่ยวสมุนไพรที่เตรียมมา ยังมีหมูตุ๋นแสนอร่อยอีกด้วย หลังจากจัดแจงใส่ถ้วยชามของโรงพยาบาลอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว เธอจึงร้องบอกกับเฉินเฉวียนเย่ว่า
“คุณหมอบอกว่าคุณเสียเลือดไปค่อนข้างมาก ต้องทานอาหารดีๆมีประโยชน์เพื่อบำรุงร่างกาย ซุปกระดูกหมูเคี่ยวสมุนไพรถ้วยนี้ ฉันใส่ทั้งเห็ดหลินจือกับโสม ทานเยอะๆเลยนะคะ ร่างกายจะได้ฟื้นตัว ส่วนนี่ก็เป็นหมูตุ๋นที่คุณชอบยังไงล่ะ”
ติงเสวี่ยเหม่ยเคยชินกับการเป็นขี้ข้ารับใช้ของบ้านตระกูลหลินมานานแล้ว และสิ่งนี้ก็ได้ปลูกฝังให้เธอมีอุปนิสัยเป็นคนชอบเอาอกเอาใจผู้อื่น อีกทั้งยังใส่ใจทุกรายละเอียดอีกด้วย
เธอตักซุปร้อนช้อนหนึ่งขึ้นมาเป่าเบาๆ ก่อนจะทำการป้อนให้เฉินเฉวียนเย่ดื่มทีละคำอย่างช้าๆ ทุกอากัปกิริยาเคลื่อนไหวล้วนเป็นไปด้วยความอ่อนโยน
กระทั่งน้ำซุปในถ้วยหมดเกลี้ยง ระหว่างที่ติงเสวี่ยเหม่ยกำลังยกถ้วยชามไปเก็บนั้น จู่ๆเธอก็พลันสังเกตเห็นว่า ดวงตาของเฉินเฉวียนเย่ได้ผันเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้นเล็กน้อย
ถ้วยชามในมือที่ถืออยู่ถึงกับสั่นเบาๆ เธอเอ่ยถามด้วยความตกใจ
“พี่เฉิน…พี่เป็นอะไรไปน่ะ? นี่เจ็บตรงไหนรึเปล่า?!”
ความจริงแล้วเฉินเฉวียนเย่อายุน้อยกว่าเธอเสียอีก ควรเป็นเขามากกว่าที่จะต้องเรียกอีกฝ่ายว่าพี่สาว แต่เพราะเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้ติงเสวี่ยเหม่ยนับถือเขาและให้ศักดิ์เป็นพี่
“ผมสบายดี ไม่ได้เป็นอะไร”
เฉินเฉวียนเย่ส่ายหน้าปฏิเสธอยู่สองสามที ก่อนจะยกแขนเสื้อขึ้นปาดเช็ดน้ำตา
“หรือเป็นเพราะคราวนี้ฉันทำอาหารไม่ถูกปากพี่รึเปล่า? อยากได้รสชาติแบบไหนก็บอกมาได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ ครั้งหน้าฉันจะได้ปรับปรุงให้ถูกปากพี่”
ทั้งสีหน้าและแววตาที่ติงเสวี่ยเหม่ยมีต่อผู้ชายคนนี้ ล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยความปรารถนาดีที่มีให้กัน
เฉินเฉวียนเย่ส่ายหน้า พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ และหลังจากสะอื้นอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็มีท่าทีเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นอย่างลังเลว่า
“ไม่ใช่อย่างนั้น ซุปที่น้องเสวี่ยเหม่ยทำมาให้อร่อยมากจริงๆ เพียงแต่… ฉันเองไม่เคยได้รับความอบอุ่นแบบนี้จากใครมาก่อนเลยในชีวิต พอได้มาพบเจอเข้า ฉัน…ฉันก็เลยทำตัวไม่ค่อยถูกเฉยๆ”
เฉินเฉวียนเย่เริ่มเปิดใจ เล่าย้อนไปถึงอดีตที่ผ่านมาของเขาให้ติงเสวี่ยเหม่ยฟัง
ตัวเขามีทั้งพี่ชายและอาจารย์ผู้มากไปด้วยความสามารถในวิชาโกงไพ่ เฉินเฉวียนเย่ที่ตอนนั้นเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ก็หมายมั่นอยากจะเก่งให้ได้อย่างพวกเขา จึงเร่งฝึกฝนตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ
ในเวลาต่อมา หลังจากผู้เป็นอาจารย์ได้เสียชีวิตลง เขาจึงตัดสินใจเข้ารับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารพร้อมกับพี่ชาย เบี้ยเลี้ยงที่ได้รับมาทุกเดือน ต่างฝ่ายต่างก็ช่วยกันเก็บหอมรอมริบ ตั้งใจไว้ว่าจะให้เป็นเงินกองกลางสำหรับชีวิตในอนาคตของพวกเขาทั้งสอง แต่วันดีคืนดี ผู้เป็นพี่ชายกลับคิดไม่ซื่อหักหลังเขา แล้วหอบเงินทั้งหมดหนีหายไปเพียงลำพัง ในช่วงเวลานั้น เฉินเฉวียนเย่ต้องระเหเร่ร่อนทำงานหาเงินประทังชีวิตไปวันๆ ต้องนอนข้างถนนเพื่อประหยัด และท้ายที่สุด ชีวิตของเขาก็ได้บรรจบลงบนถนนไป๋ฮั่นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







