Masuk110 1-2
ตอนที่ 218 ความสัมพันธ์ที่เติบโต
หลังเลิกเรียน หลินจิงซูตรงดิ่งไปที่โรงพยาบาลทันที
เนื่องจากสองสามวันที่ผ่านมา เฉินเฉวียนเย่มีอาการเจ็บแผลที่แขนขึ้นมา ทำให้ต้องกลับไปรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกครั้ง เมื่อไปถึง ก็พบติงเสวี่ยเหม่ยกำลังดูแลอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิด
หลินจิงซูยืนอยู่หน้าประตูห้อง เฝ้ามองติงเสวี่ยเหม่ยที่กำลังป้อนน้ำซุปให้เฉินเฉวียนอยู่
เธอตักน้ำซุปช้อนหนึ่งขึ้นมาเป่าเล็กน้อย ก่อนจะพลิกองศาช้อนให้อีกฝ่ายสามารถกินได้สะดวกมากขึ้น เสร็จแล้วจึงค่อยเอ่ยปากถามเฉินเฉวียนเย่ว่า น้ำซุปยังร้อนอยู่รึเปล่า
ทุกครั้งที่อยู่กับติงเสวี่ยเหม่ย เฉินเฉวียนเย่ดูเหมือนจะมีแต่รอยยิ้ม เขาส่ายหน้าไปมาพร้อมตอบกลับไปว่า
“ไม่ร้อนเลย”
“แล้ววันนี้ยังอร่อยเหมือนเดิมมั้ย?”
“อร่อยสิ”
เฉินเฉวียนเย่จิบซุปอีกคำและพูดต่อว่า
“น้องเสวี่ยเหม่ยช่างใจดีกับผมมากจริงๆ”
ติงเสวี่ยเหม่ยแอบยิ้มไม่หุบ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นทัดผมข้างขมับเก็บที่หลังหูด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย
“ทำยังไงได้ล่ะคะ? ที่พี่ได้รับบาดเจ็บขนาดนี้ก็เพราะซูซู ส่วนฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ได้แต่ทำอาหารมาให้แบบนี้…”
“แล้วถ้าวันนั้นผมไม่ได้รับบาดเจ็บเพราะจิงซูล่ะ? คุณยังจะเต็มใจทำอาหารมาให้ผมทานแบบนี้รึเปล่า?”
เฉินเฉวียนเย่จ้องหน้ามองตาติงเสวี่ยเหม่ยไม่กระพริบ สีหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ
ติงเสวี่ยเหม่ยหลับตานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบกลับเบาๆ
“แน่นอนค่ะ”
หลินจิงซูยังคงยืนมองอยู่ตรงนั้น เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสอง ที่ดูเหมือนจะเริ่มพัฒนาไปไกลเกินกว่าคำว่า ‘พี่น้อง’ ความผิดปกติในจุดนี้ กระทั่งเธอเองก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจน
สองคนนี้…ชักจะแปลกๆแล้วแฮะ?
“แม่คะ! พ่อเฉิน!”
หลินจิงซูตัดสินใจส่งเสียงร้องเรียกคนทั้งสอง ทำให้ติงเสวี่ยเหม่ยและเฉินเฉวียนเย่เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ในขณะนี้มีสาวน้อยคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตู
ติงเสวี่ยเหม่ยรีบวางถ้วยน้ำซุปลง แล้วหันไปพูดกับผู้เป็นลูกสาวว่า
“อ้าวซูซู มาถึงแล้วทำไมไม่บอกล่ะจ๊ะ?”
หลินจิงซูหรี่ตาเดินตรงเข้าไปด้านใน พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจ้องจับผิดอย่างชัดเจน
“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะค่ะ แม่คะ หนูมีเรื่องอยากจะคุยด้วย”
เห็นสีหน้าท่าทางจริงจังของลูกสาว ติงเสวี่ยเหม่ยถึงกับแอบผงะเล็กน้อย ตัดสลับสายตาแลกเปลี่ยนกับเฉินเฉวียนเย่ที่นอนพักฟื้นอยู่บนเตียง ต่างฝ่ายต่างดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวเท่าไหร่นัก
เป็นเฉินเฉวียนเย่ที่เอ่ยปากพูดขึ้นก่อนเป็นคนแรก
“สาวน้อย มีเรื่องอะไรอยากจะคุยก็คุยตรงนี้ได้ตามสะดวกเลย ถึงเวลาที่ฉันต้องนอนพักผ่อนพอดี ไม่รบกวนอะไรฉันแน่”
แม้ปากจะพูดออกไปอย่างนั้น แต่นอนพักผ่อนประสาอะไรถึงได้ลืมตาโตเบิกโพลงกัน? เขาแสร้งทำเป็นหันมองออกไปนอกหน้าต่าง แกล้งชมนกชมวิวไปคล้ายไม่สนอกสนใจ
หลินจิงซูทำเป็นมองข้ามไม่สนใจความสงสัยใคร่รู้ของอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน สุดท้าย เธอก็ตัดสินใจดึงแขนติงเสวี่ยเหม่ยออกจากห้องไปคุยด้านนอก
สังเกตเห็นท่าทีกังวลของลูกสาวได้ตั้งแต่เมื่อครู่ เธอจึงเอ่ยถามขึ้นทันทีอย่างอดไม่ได้
“ซูซู วันนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า?”
“แม่คะ บอกหนูมาตามตรง ช่วงนี้หลินชิงอี้ได้แวะเวียนมาหาพูดคุยเรื่องแต่งงานใหม่รึเปล่า?”
หลินจิงซูขมวดคิ้วเปิดประเด็นถามออกไปตามตรง
ได้ยินคำถามประโยคนี้เข้าไป ติงเสวี่ยเหม่ยถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงันชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าตอบกลับไปว่า
“ไม่นี่จ๊ะ ถ้าเป็นเรื่องนี้ เขาเคยพูดไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่แม่ก็ปฏิเสธไป นับตั้งแต่วันนั้น เขาก็ไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย”
หลินจิงซูลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ปรากฏว่าความจริงแล้ว หลินชิงอี้ยังไม่ทันได้เคลื่อนไหวหรือพูดอะไรกับแม่ของเธอเลย
แต่เธอค่อนข้างมั่นใจว่า เรื่องแบบนี้รอคอยเพียงแค่เวลาเท่านั้น อย่างไรหลินชิงอี้ก็จะต้องกลับมาพูดเรื่องการแต่งงานใหม่อีกในไม่ช้าอย่างแน่นอน
ใครจะไปคิดกันล่ะว่า ขนาดเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยแบบนี้ อู๋ซิ่วเหลียนยังเลือกที่จะโกหกเธอ?
เห็นหลินจิงซูขมวดคิ้วแน่นเป็นปมไม่ยอมพูดอะไรสักคำ ติงเสวี่ยเหม่ยก็ร้องถามขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่า? ทำไมจู่ๆลูกถึงได้ถามเรื่องนี้ล่ะ?”
“แม่คะ ถ้าหลินชิงอี้กลับมาขอแม่แต่งงานใหม่อีกครั้ง ถึงตอนนั้นแม่จะยอมกลับไปรึเปล่าคะ?”
“จะบ้าเหรอซูซู ไม่มีวันหรอก!”
ติงเสวี่ยเหม่ยส่ายหน้าสะบัดไปมา
“ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรหรือตามตื๊อแม่ขนาดไหน แม่ก็จะไม่กลับไปหาผู้ชายคนนั้นอีกใช่มั้ยคะ?”
“ไม่แน่ๆจ้ะลูก!”
หลินจิงซูกระโดดกอดผู้เป็นแม่ไว้แน่น
“แม่คะ รับปากหนูนะว่าจะไม่ใจอ่อน กลับไปตกนรกบนดินในบ้านตระกูลหลินอีก?”
“เด็กโง่ ถึงแม่จะเคยโง่มาก่อน แต่ตอนนี้แม่ก็ตาสว่างแล้วนะ! จะไม่รู้ได้ยังไงว่าบ้านตระกูลหลินนั่นเป็นขุมนรกแบบไหน เพื่อลูกของแม่ แม่จะไม่มีวันยอมปล่อยให้คนพวกนั้นมาข่มเหงรังแกลูกสาวคนนี้ได้อีกอย่างแน่นอน!”
ติงเสวี่ยเหม่ยยังพูดทิ้งท้าย และฟังจากน้ำเสียงของเธอตอนนี้ ก็บ่งบอกว่ากำลังมีความสุขอย่างมาก
“แม่มีความสุขกับชีวิตในตอนนี้มากเลยนะซูซู คุณตาของลูกก็กลับมาสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ส่วนป้าติงกับลุงหม่าก็ขยันขันแข็ง ลุยงานไร่นาทุกวันไม่เคยขาด ส่วนลูกก็ได้พ่อทูนหัวดีๆอย่างคุณเฉินอีก นี่ยังไม่รวมเรื่องเปิดร้านในตัวเมืองอีกนะ! ในเมื่อชีวิตของแม่สมบูรณ์ขนาดนี้แล้ว ทำไมแม่ยังจะต้องหาปัญหาใส่ตัวด้วยการกลับไปบ้านตระกูลหลินอีกด้วยล่ะ?”
เมื่อได้ยินคำอธิบายเหล่านี้จากปากของติงเสวี่ยเหม่ย หัวใจดวงน้อยของหลินจิงซูจึงค่อยผ่อนคลายลงในท้ายที่สุด
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







