Masuk110 2-2
ตอนที่ 219 อู๋ซิ่วเหลียนแต่งงานใหม่
ณ บ้านตระกูลหลิน
อู๋ซิ่วเหลียนเปิดประตูเข้าไปในบ้านด้วยสีหน้าท่าทางเคร่งเครียด
เดิมที เหตุที่เธอบุกไปถึงโรงเรียนก็เพื่อหาทางช่วยหลินเสวี่ย แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า ตอนนี้กลับเป็นเธอที่ได้เรื่องหนักใจเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องแทน!
หรือว่าทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้วจะเป็นแผนซ้อนแผนของหลินจิงซูอีกที? หรือเขาแอบไปบอกอะไรกับหลินจิงซูและย่าอู๋ลับหลังงั้นเหรอ?
แต่ไม่สิ เพราะดูจากท่าทางของหลินจิงซูแล้ว เธอเองก็ไม่ได้ยินดีกับเรื่องการแต่งงานใหม่นี้เท่าไหร่ ถ้าทั้งหมดเป็นแผนของนังเด็กผีนั่นจริงๆ แล้วทำไมถึงไม่เร่งให้มีการแต่งงานใหม่เร็วขึ้นล่ะ?
เรื่องนี้ชักจะมีกลิ่นตุๆแล้ว…
ระหว่างที่อู๋ซิ่วเหลียนกำลังจมดิ่งอยู่กับความคิดนั้น จู่ๆย่าอู๋ก็เดินยิ้มปรี่เข้ามาทักทายเธอด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“อ้าว? วันนี้หายไปไหนมาล่ะ?”
เห็นท่าทางที่มีความสุขจนผิดวิสัยของย่าอู๋ อู๋ซิ่วเหลียนก็หรี่ตาแคบ เงื่อนงำความสงสัยฉายสะท้อนวูบวาบอยู่ในดวงตาทั้งคู่ของเธอ
นับตั้งแต่ที่หลินชิงอี้ย้ายไปทำงานในมณฑลอื่น เธอกับย่าอู๋ก็เปิดศึกทะเลาะวิวาทกันไม่เว้นแต่ละวัน เผชิญหน้ากันเมื่อไหร่ ก็ต้องหาเรื่องใช้กำลังทุบตีกันทุกครั้งไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับย่าอู๋ ที่ช่วงหลังๆดูเหมือนจะเลือดร้อนมากเป็นพิเศษ
แล้ววันนี้เป็นอะไรของมัน! ผีตัวไหนเข้าสิงล่ะ?
อู๋ซิ่วเหลียนเก็บอาการความเคลือบแคลงสงสัยไว้ภายในใจ ตอบกลับไปตามความจริงว่า
“ฉันก็ไปโรงเรียนเพื่อหาทางช่วยหลินเสวี่ยน่ะสิ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยใกล้จะมาถึงแล้ว ก็เลยต้องหาทางให้เธอได้กลับเข้าไปเรียนโดยเร็วที่สุด”
ได้ยินว่าอีกฝ่ายยังเอาแต่วิ่งวุ่นกับเรื่องไร้สาระอยู่ ย่าอู๋ถึงกับกลอกตามองอย่างรำคาญใจ และพูดสวนขึ้นทันที
“โรงรงโรงเรียนอะไรอีกล่ะ ไร้สาระสิ้นดี ฉันจะบอกอะไรให้เอาบุญนะ นับจากนี้ไป แกไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องโรงเรียนของหลินเสวี่ยแล้ว!”
“ห๊ะ?”
อู๋ซิ่วเหลียนร้องอุทานเสียงดังอย่างประหลาดใจ
“นี่พูดจริงเเหรอ?”
“ฉันเป็นย่าของเด็กนั่นเหมือนกันนะ จะโกหกแกเพื่ออะไรล่ะ?”
ย่าอู๋เอ่ยตอบ
“หรือว่าพี่ชิงอี้ช่วยคุยกับทางโรงเรียนให้แล้วเหรอคะคุณแม่?”
น้ำเสียงของอู๋ซิ่วเหลียนเปลี่ยนไปทันที ดวงตาเปล่งประกายสดใสด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ปรากฏว่าหลินชิงอี้ก็ยังหลงเหลือความรู้สึกดีๆให้เธออยู่!
ย่าอู๋ส่งเสียงกระแอมไอ และพูดเพียงแค่ว่า
“เข้าไปหาเขาสิ เดี๋ยวก็รู้เรื่องเอง”
อู๋ซิ่วเหลียนรีบตรงปรี่เข้าไปในห้องนั่งเล่น ส่งเสียงตะโกนร้องด้วยความดีอกดีใจ
“พี่ชิงอี้คะ! ฉัน…”
แต่ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคดีด้วยซ้ำ ภาพแรกที่เห็นก็คือ หลินชิงอี้กำลังนั่งพูดคุยอยู่กับชายอีกคนในห้องนั่งเล่น และชายคนนั้นก็มีโฉมหน้าที่อัปลักษณ์น่าเกลียด รูปร่างอ้วนฉุ ใบหูใหญ่โตราวกับสัตว์ประหลาด
อู๋ซิ่วเหลียนรู้จักชายอัปลักษณ์คนนี้ดี เขาเป็นผู้อำนวยการใหญ่ของโรงงานเนื้อสัตว์แห่งหนึ่ง ทุกคนต่างเรียกเขาว่า เสี่ยฉาง
นิยามของคำว่าผู้ชายที่อัปลักษณ์ทั้งกายและใจ ถูกรวมไว้ที่ชายคนนี้ทั้งหมด เริ่มจากภายนอก เขามีส่วนสูงไม่ถึง150เซนติเมตรด้วยซ้ำ พุงใหญ่อีกทั้งยังขาโก่งด้วย
ด้านนิสัยส่วนตัวนั้น ต้องเท้าความก่อนว่า เสี่ยฉางคนนี้เคยมีภรรยามาแล้วทั้งหมดสองคน แต่ทั้งคู่กลับถูกเขาทรมานจนขาดใจตาย! เพราะแบบนี้นี่เอง จึงไม่มีใครกล้าเสนอตัวแต่งงานกับเขาอีกเลย ต่อให้จะหยิบยกเงินทองมาล่อตาล่อใจขนาดไหน แต่กลับเปล่าประโยชน์เพราะไม่มีใครหลงกล
ทันทีที่เสี่ยฉางเห็นอู๋ซิ่วเหลียนเข้า ดวงตาหื่นบ้ากามของเขาก็พลันเปล่งประกายสดใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน! เขารีบเดินปรี่เข้าไปจับไม้จับมือขาวนวลเนียนของฝ่ายหญิงไว้ พร้อมกับรีบเอ่ยชมหว่านเสน่ห์ในทันที
“นี่คงจะเป็นน้องซิ่วเหลียนที่บอกสินะครับ? คุณรู้ตัวมั้ยครับว่า คุณสวยมากจริงๆ!”
“สวยบ้าอะไรกัน!! ฉันไม่สนใจคนอย่างแกหรอก!”
เพียงแค่เสี่ยฉางเดินเข้ามาใกล้ อู๋ซิ่วเหลียนก็ได้กลิ่นเหม็นคาวของเนื้อสัตว์ฟุ้งกระจายจนฉุนจมูก วินาทีเดียวกันนั้น เธอก็รีบดึงมือกระชากหนีอย่างสุดชีวิต
เสี่ยฉางรู้สึกชอบใจเป็นที่สุด ยิ่งเธอแสดงท่าทีขัดขืนมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเร้าใจเขามากเท่านั้น!
เขาใช้สายตาซุกซนมองสำรวจเรือนร่างส่วนโค้งส่วนเว้าอันยั่วยวนของอู๋ซิ่วเหลียน ก่อนจะใช้ลิ้นเลียปากที่น้ำลายสอ
“พวกเขาบอกกับผมว่า น้องซิ่วเหลียนเป็นผู้หญิงที่ขี้หงุดหงิด แต่ไม่เป็นไร ผมชอบ!”
หลายสิ่งหลายอย่างคล้ายจะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ อู๋ซิ่วเหลียนค่อยๆหันมองไปทางหลินชิงอี้ราวกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น เธอร้องตะโกนถามลั่นด้วยความโมโหอย่างยิ่งว่า
“พี่ชิงอี้! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!”
หลินชิงอี้กลับยืนนิ่งไม่พูดอะไรสักคำ
ย่าอู๋ที่เดินปรี่ตามเข้ามาจากด้านหลัง รีบอาสาอธิบายให้ฟังแทนว่า
“ก็แกน่ะเป็นแม่ม่ายมาตั้งหลายปีแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปมากกว่านี้ ฉันก็เลยตัดสินใจสั่งให้ชิงอี้เดินทางไปพูดคุยกับครอบครัวของแกถึงเรื่องแต่งงานใหม่! แกเองไม่ใช่เหรอที่อยากให้หลินเสวี่ยได้เข้าเรียนอีกครั้งน่ะ? เสี่ยฉางคนนี้เป็นญาติห่างๆของครูใหญ่ในโรงเรียนที่ลูกสาวแกเรียนอยู่ยังไงล่ะ ขอเพียงแกยอมแต่งงานกับเสี่ยฉาง ปัญหาเรื่องการเรียนของหลินเสวี่ยก็จะได้รับการแก้ไขอย่างง่ายดาย!”
ทันทีที่อู๋ซิ่วเหลียนได้ยินแบบนั้น เธอก็โกรธจนแทบคลั่ง ทุบทำลายข้าวของรอบตัวทิ้งทันที คว้าชาร้อนถ้วยหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาได้ ก็สาดใส่เสี่ยฉางโดยไม่มียั้งคิดใดๆ พร้อมร้องตะโกนไล่เสียงดังลั่น
“ไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ!!”
“นังผู้หญิงชั้นต่ำ! แกมันก็แค่รองเท้าผุพังคู่หนึ่งที่ไม่มีใครเอา โชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้เทพบุตรอย่างฉันมาเหลียวแลให้ความสนใจ!?”
แขนข้างนั้นของเสี่ยฉางถูกน้ำชาร้อนๆลวกใส่จนทั่ว ด้วยความที่เขาเดือดดาลโกรธจัด จึงเร่งชูฝ่ามือขึ้นและกำลังจะหวดตบสั่งสอนนังผู้หญิงไม่รักดีตรงหน้า ทว่าวินาทีเดียวกันนั้น หลินชิงอี้กลับห้ามปรามไว้เสียก่อน
หลินชิงอี้ยิ้มแย้มพูดประจบประแจงเสี่ยฉาง โดยไม่สนถูกผิดอะไรทั้งสิ้น
“พี่ฉางครับ มีอะไรอยากจะตำหนิก็ด่าว่าเธอได้เลยนะครับ ลงไม้ลงมือแบบนี้ เดี๋ยวคนของผมก็มีบาดแผลเสียหายกันพอดี”
เสี่ยฉางตะคอกสวนตอบ ชักสีหน้าหงุดหงิดไม่พอใจ
“แล้วแกแนะนำอะไรมาให้ฉันล่ะ?! ผู้หญิงเลวๆแบบนี้สงสัยต้องเฆี่ยนตีฝึกกันอีกนานกว่าจะเชื่อง! ไม่ใช่ว่าร่างกายจะเสียหายก่อนได้ใช้งานรึยังไง?!”
อู๋ซิ่วเหลียนกรีดร้องลั่นทั้งน้ำตา ตะโกนสาปแช่งด้วยความเจ็บแค้นใจอย่างสุดแสน
“หลินชิงอี้ แกมันไม่ใช่คน!!!”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







